Cigarette After Sex (BeexCrisxLilly)

ตอนที่ 12 : Episode 12 : Holding me back without even trying to

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,846
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    25 ต.ค. 60




Episode 12 : 
Holding me back without even trying to







               “ประกาศจากกรมอุตินิยมวิทยา ปริมาณฝนในกรุงเทพมหานครจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยได้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้...”

                เสียงผู้ประกาศข่าวจากโทรทัศน์จอแบนในห้องนอนดังขึ้นในตอนเช้าของวันเสาร์ บีมองออกไปนอกหน้าต่าง ก่อนจะพบว่าเม็ดฝนกำลังตกกระทบกับเก้าอี้และพื้นระเบียงอย่างหนัก ลมกระโชกแรงจนต้นไม้เอนราวกับจะหักโค่น หากจะหนาวก็คงหนาวเพราะเครื่องปรับอากาศไม่ใช่สภาพอากาศอย่างที่กรมอุตุฯ บอกบีลุกเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง มองท้องฟ้ามืดครึ้ม มองเม็ดฝนกระทบกับก้นกรองบุหรี่สีขาวก่อนจะเดินกลับมาปิดโทรทัศน์ บีเผลอส่ายหน้าออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าสุดท้าย พยากรณ์อากาศก็ยังเชื่อถือไม่ได้อยู่ดี

                ชั้นดาดฟ้า ณ บาร์อันแสนสับสนเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน พนักงานในร้านกำลังช่วยกันทำความสะอาดพื้นด้วยการเกลี่ยน้ำให้แห้งเพื่อให้ช่างมาตรวจเช็คพื้นที่เพิ่งปูเสร็จได้ไม่นาน บีเงยหน้ามองท้องฟ้าอีกครั้ง แม้ฝนจะหยุดตกไปร่วมชั่วโมงแต่มันก็ยังมืดครึ้มอยู่ดี

                “ถ้าอากาศแปรปรวนขนาดนี้ รูฟท็อปคงน่าเป็นห่วงแล้วล่ะนี่สรุปว่าฝนจะตกทุกฤดูเลยรึไง อุตส่าห์จะรีโนเวทให้เสร็จทันฤดูหนาวแท้ๆ” บีได้ยินเสียงเจ้าของบาร์กำลังคุยกับลูกสาวเพียงคนเดียวของเขา

                “แหมป๊าแค่ฝนตกเอง ตกแป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็หยุดน่า ในข่าวก็บอกแล้วว่ากำลังจะเข้าหน้าหนาว ฝนนี่อาจเป็นฝนส่งท้ายฤดูก็ได้ มันคงไม่ตกแล้วแหละ”

                เสียงใสๆ ของลิลลี่เอ่ยให้กำลังใจผู้เป็นพ่อ บีอดยิ้มตามไม่ได้เมื่อฟังดังนั้น แต่เพียงแค่ไม่กี่นาทีให้หลัง ฝนก็เทลงมาอีกครั้ง คราวนี้ดูจะหนักกว่าเดิมและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ ลิลลี่มองเม็ดฝนกระทบพื้นชั้นดาดฟ้าแบบอึ้งๆ พลางหันไปส่งยิ้มแห้งให้ผู้เป็นพ่อ พนักงานที่กำลังเกลี่ยน้ำฝนต่างขอยอมแพ้ให้ฝนท้ายฤดูที่ลิลลี่ว่าการทำงานจบลงที่ทุกคนลงไปหลบฝนที่ชั้นล่าง

                “ดื่มอะไรก่อนไหมครับ?”

                “ไม่เป็นไรค่ะ” บีตอบปฏิเสธพนักงานในร้านพร้อมรอยยิ้ม พลางทอดสายตาเหม่อมองเม็ดฝนกระทบพื้นด้านนอกบาร์

                “แย่เลยวันนี้” ลิลลี่เดินมานั่งลงข้างๆ พร้อมปล่อยผมที่มัดรวบตึงอยู่ให้สยายออก หล่อนยีผมเปียกหมาดๆ ของตัวเองเบาๆ เพื่อให้มันแห้ง

                “เอาน่า แค่ฝนส่งท้ายฤดู เดี๋ยวมันก็ไม่ตกแล้วไม่ใช่เหรอ?” บีแกล้งเอ่ยแซวพร้อมกับเสียงหัวเราะ ลิลลี่ไม่โต้ตอบอะไรนอกจากหันมาทำหน้างอแงใส่ บีปฏิเสธไม่ได้ว่าอิริยาบถของลิลลี่ที่บีกำลังเห็น ณ ตอนนี้ช่างน่ารักมากซะจนไม่อยากหยุดมอง

                “จ้องขนาดนี้ก็เขินเป็นนะ” ลิลลี่หันมาส่งยิ้มบีหลุดจากภวังค์ ก่อนจะแก้อาการเขินคนตรงหน้าด้วยการหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาและเปลี่ยนเรื่องคุย

                 “คือ..มีตัวอย่างข้อสอบเขียนแบบภายในมาให้ดูอ่ะ” บีเลื่อนรูปภาพในแกลลอรี่ไปมาแก้ประหม่า จนลิลลี่อดหัวเราะออกมาไม่ได้

                “อ่ะ ไหนๆ ขอดูหน่อย”

                “คุณบีครับ” เสียงพ่อของลิลลี่ดังขึ้นจากด้านหน้าออฟฟิศ “ผมขอปรึกษาเรื่องเสริมหลังคาบนดาดฟ้านิดนึงได้ไหมครับ?”

                “อ๋อ ได้ค่ะ”

                บีลุกขึ้นหยิบแฟ้มงานตามไป และปล่อยให้ลิลลี่อ่านข้อสอบในมือถือของบีไปพลางๆ หล่อนหยิบน้ำแดงบนโต๊ะมาดูดอย่างสบายใจ พร้อมนิ้วมือเลื่อนอ่านรูปตัวอย่างข้อสอบไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะมาหยุดที่รูปภาพรูปหนึ่งที่ดึงดูดความสนใจของลิลลี่อย่างมากภาพของลิลลี่และคริสเดินเคียงข้างกันในหอศิลป์ถูกถ่ายจากด้านหลัง หล่อนยิ้มบางๆ ออกมาเมื่อได้เห็น ยังจำได้อยู่เลยว่าการได้เจอคริสที่หอศิลป์ถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจแค่ไหน

                นิ้วมือเลื่อนดูภาพต่อไปและหยุดกึกอยู่ที่ภาพนั้นภาพของคริส ที่บีถ่ายเอาไว้ในวันเดียวกันแสงไฟสีส้มตกกระทบกับเลนส์กล้องจนสีของภาพมองดูแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่น คริสไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าจะถูกถ่ายรูป ลิลลี่คิดว่าการหันมามองกล้องแบบทีเผลอของคริส คงกำลังทำให้บียิ้มอยู่ระหว่างกดชัตเตอร์ถ่ายรูปนี้ เพราะบีคงประหลาดใจไม่น้อยไปกว่าลิลลี่ที่ได้เจอคริส ในสถานที่ที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอ

                ลิลลี่มองบีที่นั่งคุยงานอยู่ในออฟฟิศ สลับกับมองรูปคริสในโทรศัพท์ พร้อมกับความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นในหัวใจ

 

                เหตุการณ์ที่หอศิลป์วันนั้นยังวนเวียนอยู่ในหัวของคริส เสียงชัตเตอร์จากกล้องโทรศัพท์ของบี แสงจากดวงไฟสีส้มส่องสว่างที่คริสยังจำได้ว่ามันสบายตามากกว่าแสงไฟในบาร์เป็นไหนๆ เสียงเจื้อยแจ้วของลิลลี่เอ่ยอธิบายเกี่ยวกับภาพวาดบนผนัง ภาพของศิลปินที่คริสไม่เคยรู้จักและไม่เคยคิดที่จะสนใจ ไหนจะการสัมผัสกับหลอดสีน้ำมันและจับพู่กันครั้งแรก กลิ่นของสีน้ำมันยังติดจมูกคริสอยู่เลย แววตาและรอยยิ้มของบีในขณะที่ได้ใช้เวลาร่วมกันยิ่งติดใจคริสจนแทบลืมไม่เป็นเข้าไปในโลกของพวกเขาทำไม? คริสถามตัวเองซ้ำๆ เป็นร้อยเป็นพันครั้ง ทั้งที่อยากจะเลิกตั้งคำถามให้กับเรื่องน่าสับสนทำไมคริสไม่เดินออกมา และทำไมบีกับลิลลี่ต้องใจดีกับคริสขนาดนี้? แค่เพราะคริสมีความสุขในชีวิตไม่กี่อย่าง พวกเขาก็เลยเวทนาคนแปลกแยกที่ต้องเผชิญโลกบ้าๆ ตามลำพังใช่ไหม? หรือเพราะทั้งหมดนั้นคือ ความสงสาร

                เพราะอย่างนี้ล่ะมั้งคริสจึงเกลียดความใจดี คริสไม่ชอบให้ใครทำให้รู้สึกว่ากำลังเป็นคนน่าสงสารคนนึงแก้วเหล้าถูกส่งโดยบาเทนเนอร์หนุ่มคนเดิมขัดจังหวะความคิด คริสมอง Absolute Rasberri รสชาติโปรดในแก้ว ก่อนจะดันมันกลับไป บาเทนเนอร์หนุ่มดูแปลกใจเล็กน้อย เขาหันไปมองขวดเหล้าที่เพิ่งเทเมื่อครู่เพื่อเช็คให้แน่ใจอีกทีว่าคือยี่ห้อที่คริสเคยบอกว่าชอบดื่มจริงๆ

                “นั่น แอบโซลูท ราสเบอรี่...”

                “ส่งเหล้าอะไรก็ได้มาให้ฉัน” คริสเอ่ยโดยไม่หันไปมองหน้าเขา “เหล้าที่แรงๆ และดีกรีเยอะๆ เอาแบบแก้วเดียวสลบได้ยิ่งดี”

                “แต่ว่า...”

                “หยุดพูด และทำตาม ฉันไม่อยากคุยกับนายเกินสามประโยค”

                คริสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเชียบ และเย็นระเยือกจนเขาต้องรีบทำตาม เพียงครู่เดียว เหล้าก็ถูกส่งมาอีกครั้ง น้ำใสๆ สีขาวในแก้วที่คริสไม่รู้ว่าคืออะไร แต่หากมันมีฤทธิ์รุนแรงมากพอให้คริสเมาจนลืมเลือนทุกอย่างในตอนนี้ได้ คริสก็ยินดีจะดื่มมันเมื่อเหล้าหมดแก้ว เป็นจังหวะเดียวกันกับสายตาเหลือบไปเห็นบีกับลิลลี่เดินเข้ามาในบาร์พร้อมกันด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข คริสละสายตาจากความสุขของตัวเองและก้มมองเหล้าในแก้วที่ถูกเติมมาอย่างรวดเร็ว

                คริสกระดกมันเข้าไปเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้สำหรับคืนนี้

                “โห...เมาอะไรขนาดนี้?” บีนั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างๆ เอ่ยทักทายและมองใบหน้าแดงก่ำของคริส

                “จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ต้องกินเยอะๆ ร่างกายจะได้อบอุ่น” คริสแกล้งพูดในเรื่องไร้สาระที่เพิ่งคิดออกสดๆ ร้อนๆ

                “สภาพอากาศไม่แน่นอนยิ่งกว่าความรู้สึกไม่ใช่เหรอ?” บีเอ่ยแบบยิ้มๆ “ทำไมยังเชื่อพยากรณ์อากาศอยู่”

                “เพราะตอนนั้นเราพกร่มมาแล้วฝนไม่ตก เราเลยโยนร่มทิ้ง แต่หลังจากนั้นฝนก็ตกหนัก จนเราต้องรีบวิ่งตากฝนออกไปเอาร่มกลับมา บทเรียนนั้นสอนให้เรารู้ว่า เราควรเชื่อคำเตือนของพยากรณ์อากาศมากกว่าสัญญาชาตญาณของตัวเอง”  ไม่มีเหตุผลอะไรที่คริสต้องเล่าเรื่องบ้าบอที่เคยเกิดขึ้นกับหล่อนให้บีฟัง แต่รู้ตัวอีกทีก็เล่าไปแล้ว และสิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มของบี นั่นก็ถือว่าคุ้มค่า คริสอยากมองบียิ้มให้นานกว่านี้อีกหน่อย ถ้าไม่ติดที่ว่าบีตัดบทไปซะก่อน

                 “แป๊บนึงนะคริส” บีตัดบทและเดินไปหาลิลลี่ที่กำลังกวักมือเรียกเหมือนเจอภาพวาดที่ถูกใจ แต่ไม่ว่าจะพยายามยกป้ายประมูลสักกี่ครั้ง สุดท้ายก็แพ้ประมูลไปต่อหน้าต่อตาด้วยราคาที่แพงกว่าผู้เข้าชมอย่างหล่อนจะให้ได้ แม่งแพ้ราบคาบ

                “ขอแบบเมื่อกี้อีกแก้ว แต่เข้มกว่าเดิมได้ไหม?”

                “ไหนบอกว่าจะพูดกับผมไม่เกินสามประโยคไง?”

                “จะสนใจเรื่องห่าเหวนั่นทำไมล่ะ” คริสเอ่ยเสียงแข็ง ราวกับบาเทนเนอร์หนุ่มเป็นที่รองรับอารมณ์

                “ดูคุณไม่รักตัวเองเลย” เขาเอ่ย พลางผสมเครื่องดื่มให้คริสไปด้วย คริสเงยหน้าจ้องมองเขาราวกับจะเอาเรื่อง จนสีหน้าที่ดูจะกล้าๆ กลัวๆ ไม่กล้าหันมาสบตา

                “ฉันแค่รักตัวเองในบางเรื่อง” คริสตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นลง

                “เรื่องไหน ความรักเหรอครับ?” เขาส่งแก้วเหล้าให้คริสพร้อมคำถาม

                “เรื่องนั้นเคย แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” คริสหลับตาปี๋ เมื่อรู้สึกว่ารสชาติเครื่องดื่มในแก้วขมกว่าที่เคย คริสคงไม่รักตัวเองอย่างที่เขาพูดจริงๆ ถึงได้ทรมานร่างกายด้วยน้ำขมๆ ในแก้ว แต่ช่างมันสิหากมันมีอำนาจลบล้างความคิดวุ่นวายในหัวได้ “ขออีกแก้ว”

                “โว้ว ใจเย็นๆ นะครับ” เขายกมือห้าม “นั่นเข้มที่สุดเท่าที่ผมเคยชงแล้วนะ”

                “เอามาอีก”

                “คุณเมาแล้วนะ”

                “นี่จะเป็นประโยคสุดท้ายที่ฉันจะพูดกับนาย”

                “คริส”

                บาเทนเนอร์หนุ่มอยากขอบคุณเจ้าของเสียงนี้ที่ทำให้คริสเลิกกดดันเขาสักทีคริสมองบีที่เดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มกลับมาทำไม คริสคงไม่ยกป้ายประมูลทั้งๆ ที่รู้ว่ายังไงก็ต้องแพ้หรอก แต่พอสายตามองไปเห็นมือที่ยื่นออกมาให้จับ นั่นทำให้ความคิด ความเกรี้ยวกราดหรือคำถามต่างๆ นานาเมื่อครู่นี้หายวับไปในทันที เหลือเพียงความรู้สึกเดียวคืออยากสัมผัสงานศิลปะชิ้นนี้เหลือเกิน

                “ลุกไหวไหม เดี๋ยวเราไปส่ง”

                “ไปส่ง?”

                “เธอเมาแล้ว”

                “เมาอะไร?”

                บีหันไปหาบาเทนเนอร์หนุ่มที่กำลังมองเหตุการณ์อยู่ “เมื่อกี้คริสดื่มไปกี่แก้ว?”

                “โห นับไม่ถ้วนหรอกครับ เข้มๆ ทั้งนั้น” คริสจ้องเขาราวกับอยากจะฆ่า จนเขาต้องปลีกตัวเดินหนีไป

                “กลับเถอะ ดูก็รู้ว่าเธอไม่ไหว”

                “แล้วไม่ต้องอยู่กับลี่รึไง?”

                “เราบอกลี่แล้วว่าจะไปส่งเธอเอง”

                บีคือความรัก บีคือความสุข แต่ยิ่งไปกว่านั้น บีอาจเป็นความเจ็บปวดของคริสด้วย และเจ็บยิ่งกว่าการไม่ถูกรักก็คือการไม่ถูกเลือก มันเจ็บตรงนี้แหละเจ็บตรงที่บีเป็นแค่งานศิลปะของคนอื่น ถึงคริสจะมีสิทธิพิเศษจับต้องได้แต่คงไม่มีวันได้ครอบครอง แล้วความรักที่ปราศจากความเจ็บปวดมันมีด้วยเหรอ? เท่าที่เคยรู้ความรักแม่งก็เจ็บปวดเหมือนกันหมดนั่นแหละ และถ้าความใจดีคือสิ่งที่คริสเกลียดและทำให้คริสรู้สึกเหมือนคนขี้ขลาด การเกลียดกันไปเลย จะดีกว่ายังคอยปรารถนาดีกันแบบนี้รึเปล่า?

                “ป่ะ” บียื่นมือให้คริสจับอีกครั้ง “กลับเถอะ”

                 ในที่สุดคริสก็ห้ามความรู้สึกตัวเองไม่ได้ บีพาคริสตรงมาที่ลานจอดรถโดยการโอบประคองไว้ไม่ให้คริสเดินโซเซไม่เพียงแค่จูบของบีที่ลบรอยจูบของทุกคน แต่การประคองและโอบกอดของบีก็เช่นกัน มันช่างอ่อนโยนและอบอุ่น จนคริสอยากจะอยู่ในอ้อมกอดนี้ไปนานๆ คริสรู้ตัวเองทันที ณ ตอนนั้นว่าต้องการบีมากแค่ไหนบีที่เป็นของคนอื่นไปแล้วนั่นแหละ อันที่จริงคริสไม่ควรคิดแบบนี้ และอันที่จริงบีไม่ควรทำอะไรแบบนี้เช่นกัน บีควรปล่อยให้คริสพยายามเดินเอง คอยรองรับอยู่ห่างๆ เวลาคริสเซหรือล้ม ไม่ควรทำตัวเป็นห่วงเป็นใยจนคริสถลำใจไปมากกว่านี้ แต่แล้วยังไงล่ะ คิดไปก็เท่านั้นเพราะคริสชอบตอนนี้ที่สุด ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว สนุกกับความตลกร้ายและความย้อนแย้งไปให้สุดเลยก็แล้วกัน

                “เออ...” เหมือนบีนึกอะไรบางอย่างได้ เมื่อมาถึงที่รถ “จะไปส่งเธอ แต่ยังไม่รู้เลยว่าบ้านเธออยู่ที่ไหน”

                “หรือเพราะความเหงาวะบี?”

                “ว่าไงนะ?” เพราะน้ำเสียงอู้อี้ในลำคอ ทำให้บีต้องขยับใบหน้าเข้ามาใกล้ๆ เพื่อฟังสิ่งที่คริสพูด

                “ความเหงาที่เธอเคยมีและความเหงาที่หายไปตั้งแต่เธอมาที่บาร์ เพราะมันใช่ไหมที่ทำให้เธอไม่กล้าทิ้งเราไป?”

                บีมองแววตาของคริสที่เลื่อนลอยด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ “เราไม่เข้าใจ...”

                “หรือเพราะความสงสาร เธอเลยยอมเป็นความสุขของเราต่อและขอให้เราไม่วิ่งหนีไปจากโลกของเธอ”

                “ไม่เกี่ยวหรอกคริส”

                “เราแค่ไปนอนกับเธอ แต่เราแทบไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำ แล้วเธอจะมาใจดีกับเราขนาดนี้ทำไมวะบี?”

                “ไหนบอกจะเลิกตั้งคำถาม?” บีเอ่ยพร้อมรอยยิ้มมุมปากที่คริสพ่ายแพ้ทุกครั้งที่ได้มอง “เคยบอกแล้วไง เราไม่เคยคาดหวังอะไรจากเธอ เราแค่อยากเห็นเธอสบายใจ”

                ความใจดีของบีถูกส่งมายังคริสอีกครั้งและอีกครั้งความใจดีที่คริสเกลียดนักหนา ความใจดีที่เป็นเหมือนช่องโหว่ให้คนอื่นเข้ามาเอาเปรียบ คริสกำลังเป็นฝ่ายเอาเปรียบบีกับลิลลี่อยู่รึเปล่า? ทำไมบีไม่หัดปฏิเสธคริสบ้าง ถ้าบีพูดสักนิดว่า เออ เราไม่อยากเป็นความสุขของเธอแล้ว ต่อไปนี้ไปหาความสุขของเธอเอาข้างหน้าเถอะ แค่นั้นอะไรๆ มันคงง่ายขึ้น มันคงดีกว่าการให้คริสต้องควบคุมตัวเองเพื่อไม่ให้รู้สึกต้องการบีไปมากกว่านี้ แค่เพราะไม่ต้องการเสียความสุขไม่กี่อย่างในชีวิตอย่างบีไป  

                “ตอนอยู่ที่หอศิลป์เราโคตรมีความสุขเลยนะ” คริสพยายามประคองร่างกายให้ยืนได้ด้วยตัวเอง ด้วยการถอยออกมาจากการโอบประคองของบี “เราแม่งอยากนั่งผสมสีน้ำมันกับเธออยู่อย่างนั้นทั้งวันเลยอ่ะ อยากมองเธอยิ้มให้เวลาที่เราทำสีเปื้อนมือตัวเอง อยากฟังเสียงเธอคอยอธิบายเรื่องสี ซึ่งเราก็ไม่ได้สนใจมันนักหรอก เราจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสีแดงผสมกับสีน้ำเงินแล้วได้สีอะไร หรือสีน้ำมันควรใช้กับพู่กันแบบไหนแต่พอมองไปเจอลิลลี่เราถึงรู้ตัวว่าเรากำลังใช้ความสุขร่วมกันคนอื่นอยู่ เราละอายใจนะ แต่เราอยากมีความสุขไง เธอเข้าใจเราป่ะ?”

                “ถ้าอะไรที่เป็นความสุขเธอก็ทำเลยคริส เราบอกแล้วไงว่าเรายังอยากเป็นความสุขของเธอเสมอลี่ก็เข้าใจเรื่องนี้ดี” บีส่งยิ้มเพื่อให้คริสสบายใจ

                 “ถ้าเรายังใช้ความสุขร่วมกับคนอื่นอยู่แบบนี้ถ้าเรายังรักเธออยู่แบบนี้ ในขณะที่เธอรักลิลลี่มากขึ้นทุกวันๆ เธอที่เคยเป็นความสุขจะกลายเป็นความเจ็บปวดไหมอ่ะ? มันจะต่างกับความเสียใจที่เธอไม่เลือกเราไหม?เราควรออกมาจากโลกของเธอดีไหม? แต่ถ้าเราออกมาแล้วเราจะไปหาความสุขแบบเธอได้จากไหน? ทั้งๆ ที่รู้ว่าควรจะจบเรื่องสับสนนั่น ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอกำลังเจอความสัมพันธ์ที่ดี แต่เราเลิกรักเธอไม่ได้ว่ะบีเราเลิกรักเธอไม่ได้ ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์ของเราแม่งไม่มีโอกาสเริ่มต้นด้วยซ้ำ”

                หลากหลายคำถามและคำพูดพรั่งพรูออกมาจากปากคริส รวมทั้งคำว่ารักที่คริสไม่ได้เอ่ยบอกบีทางอ้อมอีกต่อไปคริสรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกเมื่อได้พูดสิ่งต่างๆ ที่คั่งค้างใจแม้รู้ว่าไม่มีประโยชน์เลยสักนิดก็เถอะ บีเริ่มเข้าใจสถานการณ์เพราะเรื่องที่หอศิลป์วันนั้น วันที่บีเห็นรอยยิ้มของคริสบ่อยที่สุดและวันที่บีรู้สึกว่าคริสมีความสุขมากที่สุด โดยไม่รู้เลยว่าคริสกลับรู้สึกแย่ที่กำลังใช้ความสุขร่วมกับคนอื่น หรือบีควรจะรักษาระยะห่างจากคริสให้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้อะไรๆ มันแย่ลงไปกว่าเดิม

                “เธอกำลังรู้สึกว่าเราให้ความหวังเธอรึเปล่า?”

                “ไม่บี” คริสปฏิเสธทันที “เราไม่เคยเอาความใจดีของเธอมาเป็นความหวังว่าสักวันเราสองคนจะมีโอกาสไปต่อเป็นความสัมพันธ์ได้หรอก ทั้งที่ความจริงเราควรจะโกรธและเกลียดที่เธอไม่เลือกเรา แต่เรากลับรู้สึกยินดีด้วยซ้ำที่คนที่เธอเลือกคือลิลลี่”

                “ถ้างั้นตอนนี้คืออะไร เธอกำลังเรียกร้องอะไรจากเราอยู่?”

                “เรียกร้องเหรอ?” คริสหัวเราะเบาๆ เมื่อได้ฟัง คริสไม่ได้หัวเราะบี แต่คริสหัวเราะเยาะตัวเอง “เราจะเรียกร้องอะไรได้ แค่เข้าไปอยู่ในโลกของเธอมันก็มากพอแล้ว”

                “แต่เราไม่เคยคิดว่านั่นคือการเรียกร้อง เพราะเราเต็มใจ”

                “คือเรามีความสุขที่ได้อยู่กับเธอนะ แต่เราก็ละอายใจที่ต้องใช้ความสุขร่วมกับคนอื่นฟังดูย้อนแย้งไหมอ่ะ?” 

                จะเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเพราะอะไรก็ตามแต่ที่ทำให้คริสวุ่นวายใจและปั่นป่วนไปทั้งความรู้สึก แต่มันไม่สำคัญสำหรับบีเท่าแววตาหมองเศร้านั้นหรอก

                “เราควรไปจากโลกของเธอดีไหม?”

                “ถ้าเธอไป เธอจะมีความสุขกว่าตอนนี้รึเปล่า?”

                คริสนิ่งไปเมื่อได้ฟังคำถาม คริสเคยชินกับความเจ็บปวดมาแทบทั้งชีวิต ความเจ็บปวดในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป คริสชินชากับสิ่งที่เรียกว่าความเจ็บปวดมากจนด้านชา และถ้าหากวันหนึ่งบีกลายเป็นความเจ็บปวดขึ้นมาจริงๆ คริสจะรับมือไหวไหม? วันที่บีรักลิลลี่มากขึ้นเรื่อยๆ คริสจะเลิกรักบีได้รึยัง? สิ่งที่คริสควรทำคือเดินจากไปหรือยังหยุดอยู่ตรงที่เดิม? คริสมองสีหน้าราบเรียบของบี และกำลังตัดสินใจให้กับทางเดินของตัวเอง

                “ถ้าเธอกลัวว่าวันนึงเราจะกลายเป็นความเจ็บปวด เธอก็ไปเถอะ เพราะเราไม่อยากให้เป็นแบบนั้นที่เราเคยขอให้เธอไม่วิ่งหนีไปจากโลกของเรา เราถอนคำพูดก็ได้”

                บางที การเกลียดกันไปเลย จะดีกว่ายังคอยปรารถนาดีกันแบบนี้รึเปล่า?

                “ดีเหมือนกัน” คริสเอ่ย ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นสักนิด “เพราะเราก็เกลียดความใจดีของเธอมามากพอแล้ว”

                “เธอจะเกลียดเราก็ได้ ที่จริงเธอก็สมควรเกลียดเรานั่นแหละ ถูกแล้วคริส” บีเอ่ยราวกับเป็นเรื่องปกติและไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร จนคริสเริ่มหงุดหงิดหน้าเรียบเฉยของบี

                “เออ เราเกลียดเธอ” คริสเอ่ยเสียงแข็ง “ต่อไปนี้เธอไม่ใช่ความสุขของเราแล้วบี เราอยู่บนโลกบ้าๆ นี่ได้โดยไม่ต้องมีเธออีกแล้ว เราจะไม่มีทางกลับไปในโลกของเธออีก และได้โปรดกรุณาออกไปจากโลกของเราด้วย”

                สีหน้าของบีดูผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด ออกไปจากโลกคริสงั้นเหรอ? ไม่ใช่สิ่งที่บีอยากทำเลยสักนิด สถานการณ์ตอนนี้มันรวดเร็วและน่าสับสนจนบีไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร อยากจะเอ่ยรั้งและขอให้คริสอยู่ก็คงเหมือนคนเห็นแก่ตัว จะปล่อยให้คริสจากไปง่ายๆ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ คริสอาจตัดสินใจมาแล้วก็ได้ว่าอยากออกไปจากโลกของบี คริสคงมั่นใจแล้วจริงๆ และบีหวังว่าอะไรๆ คงจะดีขึ้นหลังจากนี้บีจะไม่เป็นความเสียใจของคริสอีก

                “ย้อนกลับไปเป็นความรู้สึกดีๆ ไม่ได้แล้วสินะ”

                “เราคงไม่ย้อนกลับไปรู้สึกดีกับเธอ เพื่อพบว่าเราไม่ใช่คนที่เธออยากไปต่อเป็นความสัมพันธ์ด้วยหรอก เราน่าจะทำเป็นมองไม่เห็นเธอในคืนนั้น ไม่น่าให้เธอพาหิ้วขึ้นห้อง ไม่น่าใจเต้นแรงกับความใจดีที่เธอให้เรา แล้วก็ไม่ต้องมารับรู้ว่าเธอไม่เลือกเรา เธอมันห่าเหวที่สุดเท่าที่เราเคยเจอเลยบีที่เราอยากทำตอนนี้คือย้อนกลับไปเพื่อไม่เจอเธอตั้งแต่แรกมากกว่า”

                คริสใส่อารมณ์ในน้ำเสียง ราวกับเป็นเรื่องอัดอั้นมาแสนนาน บีคงทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ารับคำด่าและรับความผิดที่เข้ามาทำให้คริสรู้สึกดีด้วยแต่กลับไปต่อเป็นความสัมพันธ์ไม่ได้ บีไม่คิดจะอธิบายอะไรนอกจากปล่อยให้คริสพูดออกมาซะให้พอ บียอมรับผิดทุกๆ อย่าง ทุกการกระทำที่ได้เลือกตัดสินใจลงไป แม้เรื่องราวจะเดินมาจนถึงตอนนี้หากย้อนเวลากลับไปได้บีก็ยังอยากเจอคริสอยู่ดี คริสที่เป็นความสวยงามซึ่งบีละสายตาไปไม่ได้เลย

                แต่บีคงไม่รู้หรอกว่าที่คริสพูดออกมาทั้งหมด มันไม่ผ่านการประมวลผลของหัวใจเลยสักนิด

                “เราจะไป” คริสเอ่ยบอกในสิ่งที่ได้ตัดสินใจแล้ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจแบบทีไม่เคยมั่นใจเท่านี้มาก่อน “อันที่จริง เราควรไปตั้งนานแล้ว เราจะไปจากเธอจริงๆ และจะไม่มีทางย้อนกลับมา!

                ยังไงก็ต้องจบแบบนี้สินะถึงบีอยากจะรั้งไว้ก็เถอะ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรถ้าการรั้งไว้ทำให้คริสต้องเจอความเจ็บปวดเข้าสักวัน หากบีไม่ใช่ความสุขของคริสอีกแล้ว บีก็จะยอมรับ สิ่งที่บีละสายตาไม่ได้กำลังก้าวเดินจากไปทีละก้าวๆ บีหวังว่าคริสจะหันกลับมามองบ้างแต่ไร้วี่แวว

                “จะไปแบบไม่บอกลากันเลยเหรอ?” บีตัดสินใจเอ่ยออกไป ก่อนที่คริสจะเดินไปไกลกว่านี้

                “เราไม่มีอะไรจะพูด” คริสเอ่ยโดยไม่หันกลับไปมอง

                “แต่เรามี”

                “ก็รีบๆ พูดมา เราจะได้รีบไป” คริสเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

                “ต่อไปนี้ เธอจะนอนละเมอร้องไห้ให้ใครดูล่ะ?”

                นี่คือคำบอกลาจริงๆ ใช่ไหม? ทำไมคริสถึงรู้สึกเข้าข้างตัวเองด้วยการคิดว่าบีกำลังฉุดรั้งไม่ให้คริสไปด้วยประโยคคำถามนั้นอยู่คริสตัดสินใจค่อยๆ หันไปมองบี การยืนนิ่งๆ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบและแทบไม่ต้องกระดิกตัวมันจะเรียกว่าการฉุดรั้งได้ยังไงกัน? หรืออาจจะว่าอย่างนั้นก็ได้ บีฉุดรั้งคริสไว้โดยแทบไม่ต้องทำอะไรเลย และเป็นคริสเองที่ต้องหันหลังและเดินกลับไปหาบี เพราะคริสไม่กล้าพอที่จะเดินหนีจากความสุขของตัวเอง

                “ว่าไงคริส ไหนบอกว่าไม่อยากนอนละเมอร้องไห้ให้ใครดูนอกจากเราไง?”

                บีเอ่ยถามอีกรอบเมื่อเห็นว่าคริสหันกลับมา ทั้งที่เมื่อครู่นี้บอกว่าจะไปคงต้องขอให้กอดนี้แทนคำพูดก็แล้วกัน คำพูดที่ว่าเมื่อครู่นี้คริสใช้อารมณ์ตัดสินทุกอย่าง คริสไม่ได้อยากไปจากบีเลย ใช่คริสจะไม่ไปจากบีที่ความสุขเพียงไม่กี่อย่างในชีวิต มันอาจจะไร้เหตุผลไปสักนิดที่ทำแบบนี้ คริสไม่โทษฤทธิ์แอลกอฮอล์เพราะคริสยอมรับว่าทำจากความรู้สึกจริงๆ และถึงจะต้องใช้ความสุขร่วมกับใครก็จะไม่สนใจอีกแล้ว เพราะตอนนี้คริสสามารถโอบกอดความสุขไว้ได้ คริสจะไม่ยอมแลกกับการเดินจากไป เพื่อหาความสุขข้างหน้าที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงและจับต้องได้รึเปล่า  

                ถ้าลานจอดรถมีเพลง Can’t let go ของ Landon Pigg เปิดคลอไปด้วยคงจะดี จะได้ตอกย้ำว่าคริสไม่สามารถไปจากบีได้จริงๆ บีที่คริสไม่สามารถเรียกว่าเป็นคนรักและคริสก็ไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นของบีได้เลย 

                “เราไม่ได้ทำเพราะเมานะบี เรารู้ตัวดีทุกอย่าง รู้ด้วยว่าเมื่อกี้นี้เราแค่งี่เง่า” เสียงอู้อี้เอ่ยพูดขณะซบลงในอ้อมกอด เป็นฝ่ายบอกว่าจะไปเองแท้ แต่กลับมายืนกอดเขาอยู่แบบนี้ซะได้ ณ เวลานี้คริสคงเป็นคนที่ย้อนแย้งที่สุดในโลก

                “อืม เรารู้” บีลูบผมคริสเบาๆ

                เราควรชอบงานศิลปะเพราะไม่ใช่แค่สงสารศิลปิน มันคงคล้ายๆ กับ เราไม่ควรรักใครแค่เพราะเราสงสารเขานั่นแหละบีมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ความสงสาร ไม่ใช่เลยสักนิด บีไม่รู้ว่าต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร อาจจะกลายเป็นความเจ็บปวดอย่างที่คริสพูดจริงๆ ก็ได้ แต่บีเปลี่ยนความคิดเมื่อได้ฟังคริสเอ่ย

                “งั้นเธอรู้ไว้ด้วยนะสักวันนึง เราจะเลิกรักเธอให้ได้”

                บีฟังประโยคที่ไม่เข้ากับสถานการณ์และยิ้มให้คนในอ้อมกอดบีกำลังถามตัวเองว่าความรู้สึกแปลกประหลาดที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นมาหลังจากที่คริสพูดว่าจะออกไปจากโลกของบีและขอให้บีออกไปจากโลกของคริสมันคืออะไรกันแน่ ยิ่งตอนที่คริสบอกว่า เราจะไป ยิ่งตอนที่มองเรียวขาของคริสก้าวห่างออกไปทีละก้าวนั่นด้วยมันมีความรู้บางอย่างเกิดขึ้นจริงๆ ความรู้สึกที่บีก็ไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แค่ว่ามันหวิวอยู่ในใจเท่านั้น แต่กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของคริสและสัมผัสที่ได้รับ กำลังกลบความคิดทุกอย่างออกจากหัว

                สักวันนึงเราจะเลิกรักเธอให้ได้เช่นกันบีเอ่ยตอบคนในอ้อมกอดด้วยความคิด

                ถ้าหากทั้งสองไปต่อเป็นความสัมพันธ์ได้จริงก็คงน่าเสียดาย เพราะต่างฝ่ายต่างก็เพิ่งจะต่อต้านโชคชะตาด้วยการบอกว่าจะเลิกรักกันและกันไปเมื่อครู่--และถ้าหากระหว่างทั้งสองไปต่อเป็นความสัมพันธ์ไม่ได้ อย่างน้อย ขอเป็นความปรารถนาดีและความสุขไม่กี่อย่างในชีวิตต่อไปก็พอ มันอาจต้องเป็นแบบนี้ เป็นอย่างที่มันควรจะเป็นไปคริสไม่ไปจากโลกของบี แต่คริสหวังว่าบีคงจะไม่สามารถกลับมาเป็นความรักของคริสได้อีกนี่การตัดสินใจจริงๆ เพียงเรื่องเดียวของคริสในคืนนี้

               


                คริสจะเริ่มต้นเลิกรักบี ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป 







----------------------------------------

หวังว่าจะไม่ต้องร้องไห้กันอีกแล้วนะ :3


เพลงประจำอีพีคือ Can’t let go ของ Landon Pigg จ้า 

หาฟังเพิ่มอรรถรสได้เด้อ เดี๋ยวจะแชร์ไว้ในแฮชแท็ก #ฟิคcas ให้ ^^



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

723 ความคิดเห็น

  1. #616 nutte_BCRIS (@nutte_BCRIS) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 01:52
    ทำไมต้อฃมีกำแพง ทั้งๆที่บอกว่าอย่าไปหาเหตุผล. แต่นายก็ยังเลือกที่จะใช้เหตุผลกับคริสอ่ะบี เราไม่รู้ว่านายรู้สึกยังไงกับคริสตอนนี้หรอกนะ แต่ถ้าตัดสินใจว่าจะไม่ไปต่อกับเขา ก็อย่ารั้งได้ป่ะบี! ????
    #616
    0
  2. #419 2mate (@jaaoraraiake) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 23:05
    ก็ยังร้องไห้อยู่ดี.. อย่าว่าแต่บีกับคริสไม่เข้าใจ ขนาดคนอ่านได้รู้ความรู้สึกของทั้งคู่ยังไม่เข้าใจเลย ..
    แต่มันดีมากเลยนะที่บีกับคริสกอดกันแค่นี้อ่ะ โรแมนติกทั้งๆที่เจ็บปวด
    #419
    0
  3. #388 cakeptmhy (@CAKEPTM) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 19:34
    ทำไมเหมือนคน2คนที่รักกัน แต่ไม่ยอมเปิดใจให้กันเลยอ่า สับสนไปหมด ความสัมพันธ์นี้คืออะไรรรรรรรรรร
    #388
    0
  4. #387 nuuopor (@nuuopor) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 23:43
    โอ๊ยยยยยยยยมันจะดีขึ้นหรือแย่กว่าเดิมอ่ะฮือ เหมือนอะไรที่มันควรจะเข้าหากันแต่มันกันดีดตัวเองออกทั้งคู่อ่ะะ
    #387
    0
  5. #386 HunHanJae (@HunHanJae) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 00:22
    เป็นเรื่องที่ทำใจก่อนอ่านตลอดทุกตอน คริสควรเหวี้ยงตัวเองออกมาจริงๆแหละแต่ติดตรงบีฉุดไว้ คนเรามันจะรักคนสองคนพร้อมกันได้เหรอ มันต้องมีรักอีกคนมากกว่าบ้างไหม? ถ้าให้คนที่มากกว่าเป็นลี่ไปแล้วก็ควรทิ้งคริสไปเว้ย มาบอกว่าจะเลิกรักทั้งๆที่ยังเจอกันทุกวันมันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก
    #386
    1
    • #386-1 HunHanJae (@HunHanJae) (จากตอนที่ 12)
      27 ตุลาคม 2560 / 00:23
      เหวี่ยงไหมละ
      #386-1
  6. #385 Jaranya (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 23:45
    สงสารพี่คริส อึดอัดแทน ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกอยากจะระเบิดตัวเองตาย
    #385
    0
  7. #384 0851075831 (@0851075831) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 18:05
    พี่บีแม่งเห็นแก่ตัว
    สงสารพี่คริส
    #384
    0
  8. #383 Fai-Emm (@faifem_) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 15:56
    สงสารพี่คริสอ่ะ ??
    #383
    0
  9. #382 uts_som (@uts_som) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 01:14
    เลิกรักไปเลย-คนเห็นแก่ตัว-พี่บีบร้า เข้มแข็งเหมือนก่อนหน้าที่จะรักพี่บีหน่อยสิพี่คริส เลาไม่อยากเห็นพี่คริสเจ็บ พฮือออออ
    #382
    0
  10. #381 TIST_CHILL (@pammylover) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 01:08
    อุทานคำหยาบทุกๆ5บรรทัด โอ้ยยยยบีบรัดมาก
    #381
    0
  11. #380 chukichi (@chukichi) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 23:44
    เป็นฟิคที่อ่านแล้วต้องคิดเยอะมากๆ ตัวหนังสือมันบอกว่าเราต้องคิดตาม ต้องทำความเข้าใจกับความรู้สึกทั้งบีและคริส ลิลลี่ด้วย เราเลยรู้สึกอินมาก ไรท์เขียนลึกซึ้งจริงๆ การเปรียบเทียบแต่ละอย่างนี่สุดไปเลย
    #380
    0
  12. #379 fckadesha (@fckadesha) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 23:22
    ฟิคเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในโลกของเราเป็นทีเรียบร้อย 5555 //ความสัมพันธ์อีนมึนงงและเจ็บจี๊ดทึกครั้งที่อ่าน #สุดยอดไปสิ ^^
    #379
    0
  13. #378 Nok Choco (@nironim) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 21:55
    ลิลลี่เหมือนรอให้ความสัมพันธ์มันไปเรื่อยๆตามกาลเวลา รอให้บีรู้หัวใจตัวเองด้วยตัวของบีเอง | อยากให้เปิดเผยความรู้สึกจริงๆของลิลลี่บ้างจัง เราเชื่อว่าลี่ต้องมีอะไรมากกว่านี้แน่ๆ
    #378
    0
  14. #377 __NYP__ (@__NYP__) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 21:51
    ไรท์แต่งดีมากกกกกกกกกกกกกก เป็นกำลังใจให้นะ สู้ๆไม่ว่ามันจะเป็นยังไง เราก็#ทีมดาวเหนือ5555 
    #377
    0
  15. #376 kaimuk544 (@kaimuk0911073204) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 21:50
    คือคริสรักบี บีรักคริส แล้วทั้งคู่จะเลิกรักกัน โอ๊ยยยยยยิ่งอ่านยิ่งปวดใจหน่วงสุดๆ บีเลือกเถอะขอร้อง
    #376
    0
  16. #375 ศิรินทิพย์ (@lovepimjai) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:51
    ลิลลี่ก็อีกคน เรารู้สึกว่าทั้งบีทั้งลิลลี่กำลังทำร้ายคริสสสส ดึงรั้งกันไว้อยู่แบบนี้ มองๆเหมือนของเล่นเลย สงสารคริสสสส
    ปล.ขออภัยค่ะ อินเกินนน55555555
    #375
    0
  17. #374 ศิรินทิพย์ (@lovepimjai) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:49
    สงสารคริสสส ออกมาห่างๆจากคนแบบนี้เถอะ ให้เขาไปมีความสุขกับคนที่เขาเลือกเถอะ อยู่ไปก็มีแต่โดนทำร้ายจิตใจ คนที่กัดกินเธออาจจะเป็นบีก็ได้นะ... T^T
    #374
    0
  18. #373 ศิรินทิพย์ (@lovepimjai) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:47
    ดูเหมือนมีคนเห็นแก่ตัวอยู่นะ คนที่คิดว่าตัวเองเป็นความสุขไม่กี่อย่างของอีกคน ทั้งที่บางทีมันอาจจะเป็นแค่ข้ออ้างของคนเห็นแก่ตัว... ดึงรั้งเขาไว้ในอยู่ในโลกของตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่เลือกเขา... คนที่เป็นความไม่กี่อย่างในชีวิต จริงๆอาจจะเป็นความทุกข์ที่ไม่มีวันจบก็ได้ สงสารคนที่ไปจากคุณไม่ได้และไม่มีวันถูกคุณเลือกบ้างเถอะบี...
    ปล.อินมากค่ะ หน่วงสุดดดด
    #373
    0
  19. #372 m23maka (@m23maka) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:43
    เกลียดบีว่ะ จะรั้งคริสไว้ทำไม ทำไมไม่ปล่อยไป

    ในเมื่อลิลลี่คงคนที่บีเลือกแล้ว

    สงสารคริสบ้างสิ อือๆๆๆๆๆ



    #372
    0
  20. #371 ijaowhann (@ijaowhann) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:39
    เอาพี่คริสออกไปเหอะ สงสารอ่ะ
    #371
    0
  21. #369 Plaifahhz (@plaifha2544) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:19
    โอ้ยยยย น้ำตาไหลล..งือออ....ทำไมมันรู้สึกหน่วงอย่างงนี้.....ปล.ไรท์แต่งดีมากกกก????????????????มาต่อเร็วๆนะไรท์
    #369
    0
  22. #368 Noon_Afternoon (@Noon_Afternoon) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:16
    โอ้ยยยยยยยย แม่งเอ้ยยยย ดีรึเปล่านะที่คริสไม่ไปปป
    #368
    0
  23. #367 pnaynaja (@pnaynaja) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:12
    ฮือออ อึดอัดด จะพูดก็พูดไม่ออก
    #367
    0
  24. #366 MIAPBEE (@MIAPBEE) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 20:03
    โธ่ พี่คริสส มาหาหนูมา สงสารอะ
    #366
    0
  25. #365 kwanrawinunt (@kwanrawinunt) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 19:54
    สงสารลิลลี่โว้ย ถ้าพี่บีไม่รักน้องก็บอกไปตรงๆเลยดิ อ่านแล้วหน่วงตาม ทั้งๆที่ลิลลี่ควรจะเป็นคนที่มีสิทธิ์ในตัวบีด้วยซ้ำ
    #365
    0