Cigarette After Sex (BeexCrisxLilly)

ตอนที่ 11 : Episode 11 : Starry, Starry night

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,881
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    23 ต.ค. 60



Episode 11 : Starry, Starry night

 



 




                “ท้องฟ้าตอนกลางคืนในกรุงเทพฯ เนี่ย เหงาที่สุดแล้วเธอว่าป่ะ?”

                บีฟังที่คริสพูด พลางเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิด ราวกับถูกฉาบทาด้วยสีดำ ไม่มีแม้แสงสีเหลืองระยิบระยับของดวงดาวแม้แต่ดวงเดียว นอกจากแสงไฟจากยอดตึกและควันสีเทาจากมวนบุหรี่ล่องลอยคละคลุ้งตามกระแสลมหลอมรวมกับความมืดมิดที่เป็นฉากหลัง บีมองท้องฟ้าและมองคริสบีเข้าใจความเหงาดีกว่าใคร แต่คงเทียบไม่ได้กับความเหงาที่คริสมีจากโลกบ้าๆ ของหล่อน

                “ถ้ากรุงเทพฯ มีดาวให้ดูบ้างก็คงจะดี”

                “เธอต่อสู้กับความเหงายังไงอ่ะคริส?” บีตัดสินใจถามในสิ่งที่อยากรู้

                “ไม่เห็นต้องสู้” คริสละสายตาจากท้องฟ้าสีดำ และหันมาตอบ “เหงาก็คือเหงา ปล่อยให้แม่งเหงาไปสิ อย่างน้อยความเหงาที่เกิดจากตัวเราเอง มันก็ดีกว่าความเหงาที่มีอิทธิพลมาจากคนอื่นไม่ใช่เหรอ?”

                บีพยักหน้าเห็นด้วย คริสเคยบอกว่าหล่อนถูกผู้คนกัดกินความรู้สึกจนต้องถอยออกมาอยู่ตัวคนเดียวแล้วเลือกกัดกินความรู้สึกของตัวเองแทน แม้ทำให้คริสกลายเป็นคนแปลกแยก แต่นั่นอาจเป็นวิธีเยียวยาตัวเองวิธีหนึ่งคนเรามีวิธีเยียวยาตัวเองจากความเหงาที่แตกต่างกัน “แล้วเวลาที่เหงามากๆ เธอทำยังไงอ่ะ?”

                “ก็แค่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ เราใช้เวลากับความเหงามาเกือบค่อนชีวิตแล้ว และมันก็ไม่ได้เลวร้าย” คริสตอบราวกับเป็นวิธีที่ง่ายและทำเป็นประจำ “แล้วเธอล่ะ บอกหน่อยสิ โลกเหงาๆ ของเธอมันเป็นยังไง?”

                บีรู้จักโลกบ้าๆ ของคริสแล้ว คริสเลยอยากรู้บ้างว่าโลกเหงาๆ ของบีเป็นอย่างไรบีทอดสายตามองเหม่อไปยังท้องฟ้าสีดำ พลางคิดถึงความรู้สึกเหงาก่อนหน้าที่จะมาเจอคริส ลิลลี่และบาร์แห่งความสับสนนั่น “เราเป็นพวกมนุษยสัมพันธ์ต่ำอ่ะ รู้สึกเหนื่อยทุกครั้งที่ต้องปั้นหน้า ฝืนยิ้มคุยกับคนที่เราไม่รู้จักเราสบายใจมากกว่าที่จะทำอะไรคนเดียว”

                “ถ้าเธอมนุษยสัมพันธ์ต่ำ เราคงติดลบ” คริสหัวเราะ

                “แต่เราจะรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่เจอใครสักคนที่คุยกันรู้เรื่อง ชอบอะไรเหมือนๆ กัน คนที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนเรามาจากดาวดวงเดียวกันอ่ะ เพราะส่วนใหญ่แล้วเราไม่ค่อยได้เจอคนแบบนั้น” คริสพยักหน้ารับรู้คนๆ นั้นที่บีพูดถึงก็คงไม่ใช่ใครอื่นไกล นอกจากเด็กสาวรอยยิ้มสดใสที่ครอบครองหัวใจของบี

                “โลกเหงาๆ ของเธอนี่น่าเบื่อจริงๆ” คริสแกล้งตัดบททำเป็นรำคาญ ในเมื่อคนๆ นั้นที่ทำให้บีรู้สึกเหมือนมาจากดาวดวงเดียวกันไม่ใช่คริส หล่อนก็ไม่อยากจะฟังบีพูดต่อสักเท่าไหร่ “มีเรื่องนึงที่เราอยากขอโทษเธอ”

                “เรื่อง?”

                “ที่เคยด่าเธอ ว่าเธอเป็นพวกเซ่อซ่า ดูไม่น่าจะออกแบบอะไรได้และดูไม่รู้ห่าเหวอะไรเลย”

                “ขอโทษทำไมล่ะ เรายังยอมรับตัวเองเลยว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ นี่เราคิดว่าการไม่รู้ห่าเหวอะไรของเรามันเป็นเรื่องน่าหงุดหงิดสำหรับเธอซะอีก หรือไม่ก็อาจจะสำหรับหลายๆ คนที่ต้องการความชัดเจนในคำตอบ”

                “การเป็นคนไม่รู้ห่าเหวอะไรเลยมันก็ดีเหมือนกันนะ ยิ่งสำหรับเรื่องความรักน่ะ” คริสมองบี และเอ่ยต่อ “เราเคยตั้งคำถามเหมือนกันนะ ว่าทำไมต้องเป็นเธอ”

                “ได้คำตอบไหม?”

                เพราะบีไม่เหมือนคนอื่นที่คริสเคยเจอ เพราะบีทำให้หัวใจอันเย็นระเยือกที่ถูกแช่แข็งมานานกลับมาอบอุ่นและใช้งานได้อีกครั้ง เพราะบีเป็นเหมือนดั่งเซฟโซนและหลุมหลบภัยสำหรับคริส และเพราะบีเป็นความสุขไม่กี่อย่างในชีวิตของคริส เพราะ เพราะ เพราะ เพราะ เพราะอะไรเราต้องตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบยาวเหยียดนี่ด้วย?คริสรู้เพียงแค่ว่า คงไม่มีทางเจอคนอย่างบีเป็นครั้งที่สอง ในโลกบ้าๆ ใบนี้แน่ๆอาจจะเหตุผลเดียวกันกับลิลลี่นั่นแหละ แต่ถามหาเหตุผลแล้วยังไงล่ะ เท่าที่คริสรู้ความรักมันมักจะไร้เหตุผลไม่ใช่เหรอ?

                “คำตอบของเราก็คือ เราควรเลิกตั้งคำถามได้แล้ว”

                 บีนั่งอยู่ที่ระเบียงกับคริสทั้งคืนจนรุ่งสาง นั่งมองคริสนอนขดตัวอยู่บนเก้าอี้และหลับไป บีชอบมองคริสนอนหลับ เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวที่ทำให้คริสไม่ต้องเผชิญกับโลกบ้าๆ อยู่ในห้องที่เปรียบเสมือนหลุบหลบภัย บางทีการมองเห็นถึงตัวตนของใครสักคนคงจะใช้เวลาแค่เสี้ยววินาทีหรือแค่ค่ำคืนเดียวไม่ได้ บีพิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่บีเห็น ไม่ใช่สิ่งที่คริสเป็นซะทีเดียว เพราะเวลาที่คริสนอนหลับ บีมองไม่เห็นภาพของผู้หญิงหยาบคาย กระด้าง กร้านโลกอยู่ในตัวคริสเลย

                ท้องฟ้าอันแสนมืดมิดที่ถูกฉาบทาด้วยสีดำ เริ่มมีการผสมของสีน้ำเงินครามและสีชมพูเข้ม เป็นสัญญาณว่าพระอาทิตย์กำลังจะขึ้น บีนั่งมองคริสอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งท้องฟ้าเปลี่ยนสี--ท้องฟ้ายามเช้าวันนี้งดงามกว่าทุกวัน ไม่มีเมฆฝน ปลอดโปร่ง ฉาบไปด้วยสีฟ้าอ่อนสลับกับก้อนเมฆสีขาว มันสว่างและสดใส และคงคล้ายกับรอยยิ้มสดใสของลิลลี่รอยยิ้มที่บีชอบและอยากมองไปนานๆ ส่วนกับคนข้างๆ ก็ไม่สามารถทำให้บีละสายตาไปได้เลย

                คริสลืมตาตื่นขึ้นมาส่งยิ้มบางๆ ให้เมื่อเห็นว่าบีกำลังมอง หล่อนขยับตัวเล็กน้อยและหาวออกมาฟอดใหญ่ หรี่ดวงตาคู่เล็กมองท้องฟ้าสีฟ้าและแสงแดดอ่อนๆ ตรงหน้า

                “ท้องฟ้าตอนเช้าในกรุงเทพฯ มันเหงาสำหรับเธอรึเปล่า?”

                “ตอนเช้าดีกว่าหน่อย เพราะอย่างน้อยก็มีก้อนเมฆให้มอง” คริสบิดตัวไปมาอย่างผ่อนคลาย

                “เธอว่า ละสายตาไม่ได้กับอยากมองไปนานๆ ความรู้สึกมันแตกต่างกันไหม?”

                “ถามยากจัง คนไร้ความรู้สึกมานานอย่างเราจะตอบได้ไหมเนี่ย”

                “งั้นช่างเถอะ” บีตัดบท “คิดซะว่าเป็นประโยคบอกเล่าแทนแล้วกัน”

                คริสหรี่ตามองดูเมฆก้อนน้อยล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าสดใสเพียงครู่ ก่อนจะตอบคำถาม “มันไม่ต่างหรอกบี ถ้าสิ่งที่เธอละสายตาไม่ได้กับสิ่งที่เธออยากมองไปนานๆ มันเป็นสิ่งเดียวกัน แต่ถ้ามันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ยังไงๆ มันก็ต่างอยู่แล้ว”

                “ถ้าเกิดว่าไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่เราไม่รู้สึกว่ามันต่างกันล่ะ?”

                “เธอรู้สึกแบบเดียวกัน กับสิ่งสองสิ่งที่ต่างกันไม่ได้ตลอดไปหรอก” คริสเอ่ยพร้อมยิ้มบางๆ บีหันไปมองท้องฟ้าสดใสตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะหันมามองคริสหากไม่มีทางรู้สึกกับสองสิ่งได้ด้วยความรู้สึกเดียวกัน แล้วอีกนานแค่ไหนบีถึงจะละสายตาจากคริสได้สักที? ตั้งแต่ค่ำคืนอันแสนสับสนคืนนั้น จนกระทั่งตอนนี้ ตลอดไปที่คริสว่าคงจะเนิ่นนานทีเดียว

                คริสหยิบซองบุหรี่ขึ้นมา มองบุหรี่มวนสุดท้ายในซองก่อนจะวางมันลงไว้กับโต๊ะตามเดิม

                “ไม่สูบเหรอ?”

                “ไม่อ่ะ อยากเก็บไว้ก่อน”

                “แต่เคยได้ยินมาว่า บุหรี่ที่เก็บไว้นานๆ รสชาติมันจะเปลี่ยนไปหนิ”

                “ถึงรสชาติจะเปลี่ยนไป แต่ข้างในก็คือนิโคตินอยู่ดี” คริสมองบุหรี่มวนสุดท้ายในซองอีกครั้ง และเอ่ยต่อ “รู้ไหมบี เธอเหมือน mevius มวนสุดท้ายในซองนี้เลย”

                “ยังไงอ่ะ?”

                “เราไม่พร้อมจะให้มันหมดมวนและยังอยากให้มันอยู่ในซองไปนานๆ” คริสมองบี “เหมือนเธอ ความสุขที่เราอยากไม่อยากให้หมดไป ถึงรสชาติแห่งความสุขจะเปลี่ยนแต่อย่างน้อยก็คือความสุข”

                คริสเก็บซองบุหรี่ใส่กระเป๋าเมื่อเอ่ยจบจังหวะเดียวกันกับเสียงเพลง Starry, Starry night ของ Lianne Havas จากลำโพงในห้องดังคลอขึ้นมาพอดี แม้ภาพตรงหน้าคือท้องฟ้ายามเช้าแสนสดใส แต่บีกลับรู้สึกได้ถึงความมืดหม่นในหัวใจของคริส หล่อนคงเหมือนดาวเหนือที่ล่องลอยอยู่เพียงลำพังมาแสนเนิ่นนาน แต่กลับให้แสงสว่างและความสวยงามแก่ผู้ที่แหงนหน้ามอง ดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า อาจเทียบไม่ได้กับดาวเหนือที่โดดเด่นและสุกสกาวอยู่เพียงผู้เดียวอย่างทระนงท่ามกลางท้องฟ้าสีดำที่เต็มไปด้วยความมืดและความเหงา และเมื่อตอนเช้ามาถึง ดาวเหนือก็จำต้องหายจากไปด้วยแสงจากดวงอาทิตย์

                “ถึงเวลาต้องออกไปเผชิญโลกบ้าๆ สักที”

                “เธอคงเดินทางอยู่บนโลกบ้าๆ นี่มาไกลมากเลยเนอะ”

                “เดินทางมาไกล แต่ก็คุ้มค่า ที่ได้เจอความสุขอย่างเธอ”

                บีมองรอยยิ้มสุดท้ายของคริส และมองบานประตูถูกปิดลงบีหวังว่าจะได้พบดาวเหนือดวงนี้อีกครั้งในค่ำคืนต่อๆ ไป

               

                สวนสาธารณะในบ่ายวันเสาร์ไม่ค่อยร้อนมากนัก มีลมเย็นๆ พัดโชยอยู่ตลอดเวลา ลิลลี่นัดบีมาที่นี่เพราะบอกว่าอยากลองฝึกเสก็ตภาพทิวทัศน์ดูบ้าง บีกำลังนั่งมองลิลลี่จรดดินสอร่างภาพลงในกระดาษร้อยปอนด์ มองมือที่ประคองกระดานวาดภาพไว้อย่างนุ่มนวล ไม่มีอะไรที่เหมาะกับลิลลี่มากกว่านี้อีกแล้ว อิริยาบถง่ายๆ และรอยยิ้มบางๆ ของลิลลี่ทำให้คนข้างกายรู้สึกผ่อนคลาย เพียงแค่ได้มองรอยยิ้มของเด็กคนนี้รอยยิ้มที่บีอยากมองไปนานๆ เหมือนท้องฟ้าสดใสในตอนเช้า

                “พี่บีมีความฝันที่อยากทำอีกไหม?” ลิลลี่พักจากการเสก็ตภาพและเงยหน้าขึ้นมาถามบี

                “ตอนนี้เหรอ?” บีนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง “คิดว่าไม่มีนะ แค่ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ ก็ถือว่าความฝันประสบความสำเร็จแล้วแหละ”

                “นึกว่าจะตอบว่าไม่รู้ซะอีก” ลิลลี่แซว

                “แบบนั้นพี่ก็คงโดนด่าว่าไม่รู้ห่าเหวอะไรอีกแน่ๆ” ทั้งสองต่างยิ้มให้กัน บีเอื้อมมือจัดผมที่ปรกหน้าทัดหูให้ลิลลี่ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “แล้วลี่ล่ะ นอกจากเป็นอินทิเรียแล้วฝันอยากทำอะไร?”

                “ลี่อยากมีผลงานจัดแสดงในหอศิลป์ ฐานะศิลปินอ่ะฟังดูเพ้อเจ้อไปป่ะ?” ลิลลี่หันมายิ้มแห้งให้บี แต่บีรับรู้ได้ถึงแววตาอันเป็นประกายเมื่อลิลลี่พูดถึงความฝันและแพสชั่นในการใช้ชีวิตทุกครั้ง

                “ไม่เลย น่าสนใจด้วยซ้ำ”

                “ลี่อยากลองวาดภาพที่ผสมผสานความรู้สึกลงไปด้วยอ่ะ”

                “ผสมผสานความรู้สึกเหรอ?”

                “อยากดูตัวอย่างภาพวาดที่ผสมความรู้สึกลงไปไหม?”

                “มีเหรอ?” บีถามอย่างสนใจ “ไหนล่ะ?”

                ลิลลี่หันไปเปิดประเป๋าและหยิบสมุดเสก็ตภาพออกมา หล่อนยื่นผลงานให้บีดู ภาพในนั้น คือภาพเหมือนของบีที่กำลังนั่งก้มหน้าพร้อมกับรอยยิ้มบางๆ  มีแก้วกาแฟวางอยู่ข้างๆ พร้อมกับแฟ้มงานต่างๆ ของบีที่ลิลลี่เก็บรายละเอียดทุกอย่างราวกับวาดมันออกมาจากความทรงจำ

                “แอบวาดรูปพี่เหรอเนี่ย” บีหัวเราะ ก่อนจะมองรูปของตัวเองอย่างพอใจ “สวยจังแล้วมันผสมความรู้สึกลงไปยังไง นี่ภาพเหมือนนะ”

                “มีชื่อภาพด้วยนะ”

                “มีชื่อภาพด้วย?”

                “ภาพนี้ชื่อว่า เริ่มรู้สึกรัก” ลิลลี่จ้องมองแววตาของบี ก่อนจะเอ่ยต่อ “เพราะลี่วาดไว้ในวันที่ลี่บอกรักพี่บีไง”

                หากภาพนี้มีความรู้สึกที่ผสมผสานอยู่ คงเป็นความรู้สึกที่มากล้นจนทำให้บีรู้สึกหัวใจเต้นแรงเมื่อได้ฟัง

                “ลี่ว่า ถ้าเราใส่ความรู้สึกลงไปในทุกๆ ภาพที่เราวาด คนที่มองเขาคงสามารถรับรู้และรู้สึกสิ่งที่เราจะสื่อได้ง่ายขึ้นเหมือนภาพ The Starry night ราตรีประดับดาว ของวินเซนต์ไง ลี่ชอบมากเลยนะเขาวาดภาพทิวทัศน์แต่กลับสื่อได้ถึงอารมณ์ที่ทั้งเหงา ทั้งโดดเดี่ยวและทุกข์ทน สะท้อนสภาวะจิตใจของตัวเขาเองจากชีวิตที่เคยพบเจอแต่เรื่องสะเทือนใจและความผิดหวัง”

                “จริงด้วย” บีพยักหน้า “วินเซนต์เขาเป็นศิลปินที่น่าสงสารเนอะ เขาวาดภาพไว้เป็นพันๆ ภาพ แต่กลับขายได้แค่ภาพเดียว แถมไม่มีคนสนใจเขาด้วยซ้ำ พอวันที่เขาจากไปคนถึงเพิ่งจะเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อสาร ถ้ามีคนสนใจหรือสงสารเขาบ้างในตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ก็คงจะดี”

                 “แต่ลี่ว่าดีแล้วนะ ที่คนชอบงานศิลปะเพราะไม่ใช่แค่สงสารศิลปินน่ะมันทำให้เขาเป็นที่น่าจดจำมากกว่าอีก”

                “ทำไมอย่างนั้นล่ะ?”

                “มันคงคล้ายๆ กับ เราไม่ควรรักใครแค่เพราะเราสงสารเขานั่นแหละ”

                หากวินเซนต์ไม่ประสบกับความล้มเหลว หากเขาไม่ขายภาพได้แค่ภาพเดียว หากทุกคนพร้อมใจกันสงสารเขาและซื้อภาพของเขาด้วยความเห็นใจ เขาจะเป็นศิลปินที่น่ายกย่องและจดจำจนถึงทุกวันนี้ไหมนะ?บีพยักหน้าเห็นด้วยกับที่ลิลลี่พูด พลางนับถือความคิดของลิลลี่ในบางเรื่องที่บียังคิดไม่ได้ด้วยซ้ำ

                ลิลลี่แบ่งหูฟังหนึ่งข้างให้บีสวมเพลง Starry, Starry night ของ Lianne Havas ที่บีฟังเมื่อเช้าวันก่อน ดังคลออย่างเนิบช้าในท่อนอินโทร บีคิดถึงภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ ภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวและเมฆม้วนขดเป็นก้อนตัดกับภูเขาที่เป็นฉากหลัง

                “ดั่งภาพวาดที่แขวนอยู่ในหอแสดงอันว่างเปล่าท่ามกลางค่ำคืนที่ดวงดาวสาดทอแสงระยิบระยับเกลื่อนท้องฟ้า ภาพวาดที่แขวนวางอย่างธรรมดาและไม่บ่งบอกศิลปิน ไม่มีใครยอมรับและมอบความรักให้กับเธอ ในขณะที่เธอทุ่มเทรักแท้ให้อย่างสุดหัวใจ จนกระทั่งความหวังสูญสิ้นสลายไป ท่ามกลางค่ำคืนที่ท้องฟ้ากลาดเกลื่อนไปด้วยประกายระยิบระยับของดวงดาว...”

                เสียงใสๆ เอ่ยตามแปลตามเนื้อเพลงราวกับบทกวี พลางบรรจงวาดรูปทิวทัศน์ตรงหน้าอย่างสุนทรีย์ บีมองลิลลี่และอดยิ้มตามไม่ได้ หากลิลลี่เป็นงานศิลปะ คงเป็นงานศิลปะที่จรรโลงใจที่สุดในโลกสำหรับบี

                This world was never meant for one as beautiful as you.

                “ในโลกนี้ไม่มีใครจะมีจิตใจงดงามดั่งเธอ”

                บีเอื้อมมือไปลูบผมลิลลี่อย่างอ่อนโยนและเอ่ยท่อนสุดท้ายของเนื้อเพลงก่อนที่เพลงจะจบ ลิลลี่ส่งยิ้มให้บีและทั้งสองต่างส่งยิ้มให้กัน ท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ ผสมกับความรู้สึกอบอุ่นใจ หากสถานการณ์ตอนนี้ถูกวาดออกมาเป็นภาพ ควรจะตั้งชื่อมันว่าอะไรดี?บีนึกชื่อใดไม่ออกเลยนอกจากคำว่า ความสัมพันธ์ที่ดี

                “อยากดูดาวขึ้นมาเลย ไปดูดาวกันไหมพี่บี?”

                “กรุงเทพฯ มีดาวให้ดูด้วยเหรอ?”

                “โธ่” ลิลลี่หัวเราะในความไม่รู้ของบี “มีสิ”

                เสียงบรรยายในห้องฉายดาวของท้องฟ้าจำลองดังขึ้น พร้อมกับภาพดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้าอันแสนมืดมิด จนถึงดาวต่างๆ บนอวกาศอันไกลโพ้น บีมองดวงดาวจำลองบนจอฉายใหญ่ตระหง่านตรงหน้า พร้อมกับสองมือที่ผสานกันไว้ บีจับมือลิลลี่ราวกับตอนนี้กำลังท่องทะยานสู่ดวงดาวบนฟ้าไกลไปด้วยกัน และบีก็พลันคิดถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา

                ถ้ากรุงเทพฯ มีดาวให้ดูบ้างก็คงจะดี

                หากคริสอยากดูดาว หล่อนจะชอบดาวจำลองที่นี่รึเปล่า? ดาวจำลองจะสวยงามเท่าดาวเหนือเพียงดวงเดียวบนท้องฟ้าสีดำไหมนะ? บีแอบหันมองลิลลี่ที่กำลังจ้องมองดาวจำลองบนจอฉายด้วยแววตาเปี่ยมสุขไม่ดีเลยที่บีคิดถึงคนอื่นตอนที่อยู่กับลิลลี่ หรือบางทีคริสอาจไม่ใช่คนอื่นสำหรับบี

 

                คืนวันเสาร์ในบาร์อันแสนสับสนคริสนั่งดื่มอยู่หน้าบาร์ตามเดิม พร้อมกับเหล้าที่ส่งมาให้โดยบาเทนเนอร์ ตั้งแต่คริสยอมเอ่ยปากบอกกับเขาว่าชอบเหล้ายี่ห้ออะไร เขาจึงไม่มีท่าทีกล้าๆ กลัวๆ ที่จะส่งเหล้าให้คริสอีกต่อไป คริสเหลือบมองบีกับลิลลี่เดินเข้ามาในบาร์พร้อมกัน บีขอปลีกตัวไปเข้าห้องน้ำ ส่วนลิลลี่เดินตรงมาที่หน้าบาร์และวางกระดานวาดภาพกับสมุดเสก็ตไว้ คริสตัดสินใจถือวิสาสะเปิดสมุดนั่นดูและคริสอยากเกลียดตัวเองที่ตัดสินใจแบบนี้

                คริสมองภาพเหมือนในสมุด ภาพของลิลลี่ ที่วาดบี และข้อความที่เขียนว่า เริ่มรู้สึกรัก

                “คิดว่าไง?” เสียงใสเอ่ยถามคิดว่ายังไงงั้นเหรอ? คิดว่าไม่น่าเปิดดูเลยน่ะสิ

                “ไม่มีหัวเรื่องศิลปะ วิจารณ์ไม่ได้หรอก”

                “เอาตามความรู้สึกดิ”

                คริสมองภาพนั่นอีกครั้ง ไม่สิคริสกำลังมองคนในภาพมากกว่า “รู้สึกว่า เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกวาดอยู่เซ่อซ่า แต่ก็ดูจริงใจ อบอุ่นดี”

                “ให้วิจารณ์ภาพนะ ไม่ใช่วิจารณ์คนในภาพ” คริสกึ่งยิ้มกึ่งหัวเราะเมื่อถูกจับได้

                “ก็รู้สึกได้ถึงการเริ่มรู้สึกรักจริงๆ” คริสมองคนในภาพอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกเช่นเดียวกันกับชื่อภาพ ก่อนจะส่งมันคืนให้กับเจ้าของ “เขาคืองานศิลปะที่มีคุณค่า และตอนนี้ก็ได้อยู่ในสถานที่ที่คู่ควรแล้ว”

                “แต่งานศิลปะไม่เคยห้ามผู้เข้าชมนะ”

                “อืม พี่อาจเป็นได้แค่ผู้เข้าชม”

                “แต่เป็นผู้เข้าชมที่ได้สิทธิพิเศษจับต้องงานศิลปะชิ้นนี้ได้”

                ลิลลี่เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะทิ้งบทสนทนาไว้เท่านั้นและเก็บงานศิลปะของหล่อนเข้าไปไว้ในที่ของตัวเองไม่รู้ว่าควรเสียใจที่เป็นได้แค่ผู้ชม หรือควรดีใจที่อย่างน้อยก็ได้เป็นผู้ชมที่มีโอกาสจับต้องงานศิลปะ แต่ช่างมันเถอะ ในบางความรู้สึกเราก็ไม่ควรลงรายละเอียดมากนัก หากภาพบางภาพมีความหมายที่ตรงกับความรู้สึกของเรา แค่เพียงได้มองก็อิ่มใจมากแล้ว

                ปกติบีไม่ชอบนั่งหน้าบาร์ หากเลี่ยงได้ก็จะเลี่ยงไปนั่งหลบมุมที่โต๊ะประจำตามเดิม แต่คืนนี้บีปล่อยให้โต๊ะประจำถูกจับจองโดยลูกค้าคนอื่นด้วยตัวเอง และเลือกย้ายมานั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ คริส สั่งคราฟเบียร์ยี่ห้อใหม่ที่ไม่เคยสั่งมาก่อน ลองลิ้มรสเบียร์ยี่ห้อที่ไม่รู้จัก ลองทำความเข้าใจกับเพลงอันน่าสับสนที่ถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้งและลองมองไปยังสิ่งที่บีละสายตาไม่ได้อย่างคริสดาวเหนือผู้โดดเดี่ยว แต่สุกสกาวงดงามอยู่เพียงดวงเดียวบนท้องฟ้าสีดำ

                “ปกติไม่ได้กินเบียร์ยี่ห้อนี่หนิ” คริสเอ่ยทัก

                “อืม” บีกระดกเบียร์และรับรู้ได้ทันทีว่ารสชาติมันไม่เหมาะกับบีเอาซะเลย และคริสก็น่ารับรู้ได้ผ่านทางสีหน้าของบีเช่นกัน “ไม่อร่อยเลยอ่ะ”

                “แล้วจะสั่งทำไมล่ะ ไอ้บ้า” คริสหัวเราะ

                “มีแต่คนบอกว่ายี่ห้อนี้อร่อยหนิ”

                “เชื่อคนอื่นก็มักจะเป็นแบบนี้แหละ”

                “ไม่ลองดู แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอร่อยหรือไม่อร่อย” บีตัดสินใจดื่มเบียร์ยี่ห้อที่ไม่รู้จักต่อไป แม้ไม่ถูกปากมากนัก

                “เธอยังไม่โยนก้นกรองบุหรี่ตรงระเบียงทิ้งไปอีกเหรอ?” คริสตัดสินใจเอ่ยถาม สิ่งที่สงสัยมาตั้งแต่วันที่นอนมองท้องฟ้าที่ระเบียงห้องของบีในครั้งก่อน

                “มันอยู่ตรงนั้นก็ดีอยู่แล้ว”

                “จะให้มันอยู่ตรงนั้นตลอดไปเลยรึไง?”

                “ถึงมันจะหายไปจากตรงนั้น เราก็จำได้อยู่ดีว่ามันเคยอยู่”

                “จะไม่ทิ้งมันใช่ไหม?” สิ่งที่คริสเอ่ยถามทำให้บีสงสัยว่า คริสหมายถึงก้นกรองบุหรี่ตรงขอบระเบียงหรือหมายถึงคริสกันแน่แต่ไม่ว่าจะถามถึงสิ่งไหน บีมั่นใจว่าบีจะไม่ทิ้งมันทั้งคู่

                “มันอยู่ตรงนั้นได้เท่าที่มันอยากจะอยู่ หรือจนกว่าเจ้าของของมันจะเป็นคนโยนมันทิ้งไปเอง”

                บทสนนาเงียบลง พร้อมกับเพลงความหมายสับสนที่จบลงเช่นกันนักดนตรีบนเวทีเริ่มบรรเลงเพลง เสียงเปียโนบวกกับเสียงเครื่องสายอย่างไวโอลินและเชลโล่ดึงดูดผู้คนให้ออกไปเต้นรำบนฟลอว์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทำนองเพลง Starry, Starry night ดังขึ้นโดยไม่มีเนื้อร้อง ทำให้บีคิดถึงดาวจำลองที่ได้ไปดูมาในวันนี้

                “กรุงเทพฯ ก็มีดาวให้ดูนะคริส” บีเอ่ย “แต่มันเป็นดาวจำลอง ไม่รู้ว่าเธอจะชอบรึเปล่า”

                “สวยสู้ของจริงไม่ได้หรอก” คริสเอ่ยกลับ พลางยกเหล้าขึ้นจิบ “แค่ดูดาวจากระเบียงห้องกับดูดาวในห้องฉาย ความรู้สึกก็เทียบกันไม่ได้แล้ว”

                แล้ววันนี้บีก็ได้รู้ว่าดาวจำลองในจอฉาย คงสวยงามไม่เท่าดาวเหนือเพียงดวงเดียวบนท้องฟ้าสีดำ

 

                จู่ๆ คริสก็ตัดสินใจมาที่นี่ที่หอศิลป์ ที่ๆ เป็นเหมือนโลกอีกใบของบีกับลิลลี่เท่าที่คริสรู้คริสเฝ้าถามตัวเองตลอดการเดินทางว่าคริสมาที่นี่เพราะอะไร? คริสไม่ได้มีหัวทางด้านงานศิลปะ ไม่ได้ชอบงานศิลปะและแทบจะจับดินสอวาดรูปไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ คริสกำลังเดินดูภาพวาด ณ โถงทางเดินชั้นสาม ภาพวาดสีน้ำมันที่ศิลปินดังๆ ตวัดปลายพู่กันวาดขึ้นมาบนผืนผ้าใบที่คริสไม่เคยเข้าใจ แต่ทำไมกับภาพของบี คริสถึงเข้าใจมันได้ง่ายนัก

                เสียงชัตเตอร์กล้องโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อคริสหันมาตามแรงสะกิดบียืนอยู่ตรงหน้า พร้อมกับรอยยิ้มที่สวยงามและจริงใจที่สุดสำหรับคริส

                “ถ่ายรูปเราทำไม?”

                “บันทึกเก็บไว้ว่าเคยเจอเธอตอนกลางวัน” บียิ้ม พลางมองรูปถ่ายทีเผลอของคริสในโทรศัพท์

                “เราไม่ใช่ผีไหม? ทำไมจะเจอตอนกลางวันไม่ได้”

                “ปกติเจอกันแต่ตอนกลางคืนกับตอนเช้าหนิ”

                “มันแปลกมากเลยรึไง”

                “ก็สำหรับเรา” บีมองไปรอบข้างอีกครั้ง เพื่อแน่ใจว่าที่นี่คือหอศิลป์จริงๆ และบีไม่ได้ฝันไป “ยิ่งเจอเธอที่นี่ด้วย ยิ่งไม่คาดคิดเข้าไปใหญ่”

                “แค่ผ่านมา เดี๋ยวก็กลับแล้ว”

                “เธอเพิ่งมา” บีเอ่ยอย่างรู้ทัน “เราเห็นเธอตั้งแต่เธอเดินเข้าประตูทางเชื่อมรถไฟฟ้า เมื่อสิบนาทีที่แล้ว”

                “พูดมาก”

                คริสแกล้งทำเป็นไม่สบอารมณ์และสาวเท้าเดินหนีไป ทั้งที่หัวใจกำลังพองโต คริสพยายามอดกลั้นเพื่อไม่ให้เกิดรอยยิ้มบนใบหน้า แต่ก็ไม่มีประโยชน์คริสยิ้มออกมาเพราะคริสกำลังดีใจที่ได้เจอบี หากหาเหตุผลให้การมาหอศิลป์ครั้งนี้ไม่ได้ อย่างน้อยการได้มาเจอบีโดยบังเอิญอาจเป็นเหตุผลบีตัดสินใจเดินตามคริสไป มองภาพวาดบนผนังสลับกับมองแววตาฉงนของคริส

                “ไม่มีอะไรทำรึไง ทำไมต้องเดินตาม”

                 “เรารอลิลลี่อยู่อ่ะ”

                “อ๋อ”

                ความรู้สึกของคริสเหมือนลูกโป่งที่กำลังถูกปล่อยลมออก หัวใจเกิดหวิวขึ้นมาดื้อๆ เมื่อได้ยินดังนั้น คริสรู้แล้วว่าเหตุผลของการมาหอศิลป์ครั้งนี้คืออะไร เพราะคริสมาหาเรื่องใส่ความรู้สึกตัวเองเล่นๆ เหมือนกับตอนที่เปิดสมุดเสก็ตภาพของลิลลี่แล้วเจอภาพบีอยู่ในนั้น

                “งั้นเรา กลับก่อน...”

                “อ้าว พี่คริส” เสียงใสๆ ดังขึ้นก่อนที่คริสจะได้เดินจากไป ลิลลี่รีบวิ่งเข้ามาหาพร้อมกระดานวาดภาพและสมุดเสก็ตรูปเจ้าปัญหาที่คริสอยากจะหลีกเลี่ยง ลิลลี่ส่งยิ้มกว้างด้วยความดีใจ คริสมองพลางคิดว่าการมาของหล่อนทำให้ทั้งสองประหลาดใจขนาดนั้นเชียวเหรอ? “เซอร์ไพรซ์อ่ะ ไม่คิดว่าจะได้เจอที่นี่”

                “เดี๋ยวก็กลับแล้ว”

                “อย่าเพิ่งกลับดิ อยู่ด้วยกันก่อน”

                คริสเคยรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่โลกของคริส แต่ทำไมถึงได้เพลิดเพลินไปกับที่แห่งนี้ราวกับเป็นโลกใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ภาพบางภาพสวยงามมากแต่คริสกลับไม่เข้าใจมันเลยสักนิด ลิลลี่บอกกับคริสเพียงแค่ว่า ไม่เข้าใจก็คือไม่เข้าใจ รู้แค่ว่าชอบภาพนั้นเพราะมันสวยมากก็พอแล้วลิลลี่เดินเคียงข้างคริสอยู่ข้างหน้า เสียงใสๆ กำลังเอ่ยอธิบายถึงผลงานศิลปะให้คริสฟัง บีแอบถ่ายรูปเก็บเอาไว้ บันทึกเก็บไว้ว่าสิ่งที่บีละสายตาไม่ได้กับสิ่งที่บีอยากมองไปนานๆ เคยอยู่ที่นี่ และอยู่ตรงนี้ด้วยกัน อยู่เป็นความสุขทั้งสองในโลกเหงาๆ ของบี

                ลิลลี่ก้มหน้าวาดรูปของหล่อนไปเรื่อยๆ ขณะที่บีกำลังสอนคริสผสมสีน้ำมันและใช้พู่กัน ราวกับหัดสอนศิลปะเด็กน้อยไม่คาดคิดว่าทฤษฎีสีเบื้องต้นจะดึงดูดความสนใจของคริสขนาดนี้ บีมองมือของคริสบรรจงบีบหลอดสีลงบนจานสี และมองปลายพู่กันตวัดไปมาอย่างเก้ๆ กังๆ แล้วอดยิ้มไม่ได้คริสถามตัวเองว่ายังนั่งทำบ้าอะไรอยู่ตรงนี้? ตามจริงคริสควรจะเดินออกไปจากหอศิลป์บ้าๆ นี่ และกลับไปสู่โลกของตัวเองไม่ใช่เหรอ? ทำไมคริสถึงไม่ทำแบบนั้น?หรือเพราะคริสอยากเก็บเกี่ยวความสุข ณ ตอนนี้เอาไว้ให้นานที่สุด แม้จะเป็นความสุขที่ต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น

                งานศิลปะไม่เคยห้ามผู้เข้าชม และคริสเป็นผู้เข้าชมที่ได้สิทธิพิเศษจับต้องงานศิลปะชิ้นนี้ได้ ลิลลี่มองภาพที่เพิ่งเสก็ตเสร็จ ภาพของคริสและบีกำลังยิ้มให้กันหลังจากการฝึกผสมสีน้ำมันประสบความสำเร็จ และหากภาพนี้เสร็จสมบูรณ์ ลิลลี่จะขอตั้งชื่อภาพนี้ว่า

                “ความสุขไม่กี่อย่างในชีวิต”

 

 

 

 

 

 

 


------------------------------------------------

ลิลลี่บอกว่า ไรท์เตอร์ห้ามสงสารคนอ่านเพราะนิยายที่ตัวเองแต่งนะ /วิ่ง

เก็บทิชชู่ค่ะ อีพีนี้ใสๆ ให้คนอ่านพักหัวใจกันบ้าง :3

 


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

723 ความคิดเห็น

  1. #690 4530656 (@4530656) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 / 13:37
    ยิ่งอ่านยิ่งทรมานใจ ไม่รู้ห่าเหวอะไรจริงๆ อยากกอดพี่คริส
    #690
    0
  2. #615 nutte_BCRIS (@nutte_BCRIS) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 / 01:36
    เท่าที่ผ่านมา น่าจะเป็นอีพีที่เรา สุขใจที่สุด และยิ้มได้เต็มใจมากที่สุดแล้วอ่ะไรท์ขา ????
    #615
    0
  3. #461 Leslabel Kanna (@leslabelkanna) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2560 / 11:11
    ฮืออออออ อ่านฟิคนี้แล้วเศร้าตามเลย รู้สึกยิ่งรักคริส และรู้สึกว่าบีกำลังทำร้ายตัวเอง หม่นมากเลย แต่ก็ชอบมากที่สุดเลยเช่นกัน ไรท์ใจแข็งจริงๆ ภาษาดีมากเลยนะคะ ขอบคุณที่ทำมาให้อ่านนะ ออกเป็นเล่มก็เตรียมเปย์อีกเช่นเคย 555

    ปล.อยากให้ทำเล่มจริงๆนะ :)
    #461
    0
  4. #418 2mate (@jaaoraraiake) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 22:52
    ร้องไห้อีกแล้ว.. ร้องหนักไปอีกที่คริสมาเดินหอศิลป์ แล้วใจกระตุกอีกที่รู้ว่าบีกำลังรอลิลลี่ ..

    ความสัมพันธ์ของสามคนนี้มันดีมากเลย ลิลลี่ดีมากเลยนะ ให้คริสได้เข้ามาอยู่ด้วย
    #418
    0
  5. #358 Ttlobc (@Ttlobc) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 19:17
    ลี่อายุยังน้อยย หาแฟนใหม่ไป555 บีก็ต้องคู่กับคริสสิ555 (มันอิน)
    #358
    0
  6. #357 Ttlobc (@Ttlobc) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 19:14
    ทำไมเราร้องไห้ เราก็ไม่เข้าใจตัวเอง ฮรืออๆ ทำไมเค้าถึงไม่รักกัน อ่านเมื่อไร จุกเมื่อนั้น มันเจ็บ เจ็บจริงๆ [รักนิยายเรื่องนี้]
    #357
    0
  7. #354 Someone (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 20:27
    ด้วยอายุลิลลี่ที่น้อยไปทำให้อินได้ไม่เท่าไหร่ คือความคิดโตเกินความจริงที่จะเป็นไปได้ และอายุบีเป็นแม่ลิลลี่ได้เลย ถ้าลิลลี่เป็นอายุ20เรียนมหาลัยจะดูน่าเชื่อกว่าเด็ก15ทำงานที่บาร์
    #354
    1
    • #354-1 nongp_ss (@naninas) (จากตอนที่ 11)
      24 ตุลาคม 2560 / 20:49
      อาจเพราะลิลลี่เป็นลูกสาวเจ้าของบาร์อ่ะค่ะ เลยทำงานในบาร์ได้ 5555 ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นนะคะ ^^
      #354-1
  8. #352 uts_som (@uts_som) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 13:59
    เรารอฟิคนี้ทุกวันเลยพอมาอ่านละก็ฮือ จ๋งจ๋านปี้คริส ออกมา!! ออกมาเถอะพี่คริส
    #352
    0
  9. #351 cakeptmhy (@CAKEPTM) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 12:06
    ตอนนี้ก็ยังพาสับสนเสมอต้นเสมอปลาย... ขนาดเราเป็นคนอ่านเรายังไม่รู้เลยว่าความรู้สึกของบีเทไปให้ใครมากกว่ากัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความรู้สึกของบีที่มีต่อแต่ละคนเรียกว่าอะไร แต่นี่อาจจะเป็นตอนที่คริสมีความสุขที่สุดตั้งแต่อ่านมาก็ได้
    #351
    0
  10. #350 TIST_CHILL (@pammylover) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 03:43
    ไม่เข้าใจเลยสักเรื่องเลย อยากให้คริสออกมาไม่อยากให้โดนทำร้ายหัวใจแล้ว แค่เห็นคนที่เรารักรักคนอื่นก็เจ็บแล้วอ่ะ เค้ายังมาทำดีกับเราให้เราเลิกรู้สึกไม่ได้อีก ลิลลี่ก็แม่พระจริงๆ น้องยังเด็กหาคู่ให้น้องใหม่ยังทันนะคะ555
    #350
    0
  11. #349 ideeppnk21 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 00:45
    จากที่อ่านมา เรารู้สึกได้ว่าพี่บีรู้สึกกับพี่คริสมากกว่านะ มีความคิดถึง มีพี่คริสอยู่ในความคิดแทบจะตลอดเวลา

    ซึ่งเราเป็นคนอ่านไง เป็นคนนอกมองเข้าไปก็เห็นแบบนั้น ถ้าเราเป็นพี่บีเองก็คงไม่รู้ห่ารู้เหวอะไรไม่ต่างกับพี่บีหรอก 555

    เราก็เข้าใจสิ่งที่พี่บีเลือกนะ แต่ก็มีมาให้เลือกเยอะเหลือเกิน ไฟหลากสีในบาร์กับไฟสีส้มในหอศิลป์ยังเลือกไม่ได้เลย แล้วยังมีละลายตาไม่ได้กับอยากมองไปนานๆอีก งือออ



    สุดท้ายคือ พี่คริสอีพีนี้น่ารักจัง
    #349
    0
  12. #348 Fai-Emm (@faifem_) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 23:48
    ?เรารอลิลลี่อยู่อ่ะ? โอ้ย ประโยคนี้ เจ็บแทนพี่คริสเลย
    #348
    0
  13. #347 chukichi (@chukichi) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 23:32
    ไม่ค่อยเข้าใจลิลลี่เท่าไหร่ว่าทำไมถึงยอมให้บีคริสเขาอยู่ใกล้กันขนาดนี้5555 ไม่กลัวบีเปลี่ยนใจเลยใช่มั้ย
    #347
    0
  14. #346 Jaranya (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 22:58
    สงสารพี่คริสมากอ่ะ สงสารตั้งแต่ตอนแรกจนถึงตอนนี้ เอาจริงๆต่อให้จะเข้าใจความรู้สึกพี่บีก็ตาม TT
    #346
    0
  15. #345 newrwdia (@newrwdia) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 22:01
    เรารู้สึกว่าบีมีความสึกดีๆให้คริสมากกว่าลิลลี่อะฮื่ออออ เพราะเราบีคริสหรอ? 5555555 ก็ขนาดดูดาวกับลิลลี่บีก็ยังคิดถึงคริส ไม่เข้าใจทำไมไม่เลือกคริสสสสส งานศิลปะที่ว่าเข้าใจยากเจอบีนี่เข้าใจยากกว่าอีก บีคือศิลปะชิ้นนึงอะอืมได้อยู่ที่ที่คู่ควรแล้ว... /ทีมคริส กุมขมับ 55555
    #345
    0
  16. #344 0880279420 (@0880279420) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 21:11
    สงสารพี่คริส
    นี่แบบบอกอย่างไม่เข้าข้างใครเลยนะเราว่าเรื่องนี้คริสน่าสงสารสุดอ่ะควาทรู้สึกที่ต้องใช้ของร่วมกับผู้อื่นสักวันคริสก็ต้องเดินออกมาแต่ไงเราก็ยังอยากให้พี่บีคู่กับพี่คริส ผลักลิลลี่ไปคู่กับคนอื่น5555
    #344
    0
  17. #343 m23maka (@m23maka) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 20:58
    ไรท์แต่งให้ลี่ได้กะบีเถอะ จะได้จบๆ ไม่หน่วงอีก

    ส่วนคริสก็ให้ตับแข็งตายไปสะจะได้ไม่เจ็บปวด

    อือๆๆๆๆ อิชั้นสงสารคริส
    #343
    0
  18. #342 kaimuk544 (@kaimuk0911073204) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 20:47
    ทั้งสามคนสู้ๆนะ
    #342
    0
  19. #341 0851075831 (@0851075831) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 20:36
    ไรท์สงสารพี่คริส
    เอาพี่คริสออกมาเหอะ
    #341
    0
  20. #340 kwanrawinunt (@kwanrawinunt) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 20:15
    ทำไมมันดูสดใสแต่ก็ดูหน่วง ทำไมลิลลี่ถึงมีน้ำใจแล้วก็ใจกว้างกับพี่คริสได้มากขนาดนี้ ถ้าตัวเองเป็นลิลลี่คงจะรู้สึกแบบนี้ไม่ได้แน่ๆอะT^T ชอบความเป็นผู้ใหญ่แล้วก็มีเหตุผลของลิลลี่มากๆนะ ทีมบีคริสมาตลอดแต่ทำไมเรื่องนี้ชอบลิลลี่ก็ไม่รู้5555555
    #340
    0
  21. #339 Ttlobc (@Ttlobc) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 19:46
    อีพีนี้ใสใส น้ำใสใสไหลออกจากตาสิคะ จุกอ่ะ จุกมากกก จุกแบบอธิบายไม่ถูกเลยยอ่ะ รักเรื่องนี้มากก
    #339
    0
  22. #338 wanpjppbc (@wanpjppbc) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 19:22
    รู้สึกปวดหนึบๆ โอ๊ยยยยย
    #338
    0
  23. #337 imagine_ii (@imzii) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 19:02
    ความสุขที่ต้องใช้ร่วมกับผู้อื่น อื้อหือออ จุกไปเลยยยย สงสารพี่คริสสสส พี่บีเมื่อไหร่จะหายสับสนนนนนนน
    #337
    0
  24. #336 Yokemies (@Yokemies) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 18:35
    เรารู้ถึงค.รู้สึกของพี่บีเลยการได้เจอพี่คริสเวลากลางวัน ในหอศิลป์มันอเมซิ่งขนาดไหน 555
    #336
    0
  25. #335 Mewcris (@Mewcris) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 ตุลาคม 2560 / 18:23
    ต่อเถอะน้ะะ บีคริสเถอะะ
    #335
    0