รวมนิยาย Oni Neko desu

ตอนที่ 1 : S.Fic Kagerou Project [Red and White]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 196
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    17 เม.ย. 57

Fic Kagerou Project [Red and White]

 

‘คุณเคยเชื่อเรื่องซานต้าไหมคะ?’

 

 

 

ดวงตาสีมืดค่อยๆเผยออกหลังเปลือกตาที่เคยปิดสนิทมาไม่กี่ชั่วโมง เขากระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับแสงก่อนจะค่อยๆชันกายให้ขึ้นมานั่งบนเตียง

 

เช้านี้อากาศสดใส...

 

เสียงพยากรณ์อากาศที่มาจากโทรทัศน์ชั้นล่างดังขึ้นมาจนถึงชั้นบน ชายหนุ่มหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงสีหม่นของตนเอง

 

ในช่วงนี้เริ่มเข้าฤดูหนาว...

 

เสียงพยากรณ์อากาศดังขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มหาวอย่างไม่สนใจก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ที่หน้าคอมพิวเตอร์ของตนเอง เขาขยับเมาส์นิดหน่อยภาพหน้าจอก็ปรากฏ

 

เป็นหลักฐานยืนยันว่าเขาเพิ่งนอนหลับไปไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วนี่เอง...

 

“หืม? อามามุตอนใหม่มาแล้วเรอะ?” เขาพึมพำขณะที่คลิ๊กเข้าไปดูในลิงค์ที่ถูกแนบมา ก่อนที่จะเริ่มอ่านการ์ตูนเรื่องนั้นอย่างสงบ ถึงบางทีจะมีเผลอยิ้มหรือแสดงสีหน้าออกมาบ้างก็ตาม

 

 

‘พี่ชายน่ะ ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านสินะคะ?’

 

 

เขากระพริบตาอีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็เป็นเช่นเดิม หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลการเข้าอินเทอร์เน็ตของเขานั่นเอง

 

แต่ทำไมเมื่อครู่เขาถึงเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งล่ะ?

 

“บ้าไปแล้วเรา...” เขาพึมพำ นึกในใจว่าคงเป็นภาพหลอนจากฝันเมื่อครู่มากกว่า...

 

ช่วงนี้เขามักฝันแปลกๆ เขามักจะฝันว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า แล้วถามเขาว่า ‘คุณเคยเชื่อเรื่องซานต้าไหมคะ?’ แล้วส่งยิ้มให้

 

บางทีเขาก็เคยตอบกลับไป แต่บางทีนั้นก็ไม่สามารถทำอะไรได้เนื่องจากได้สติจากความฝันนั่นเสียก่อน

 

“เฮ้ย! ฟิกเกอร์มิมิจังออกใหม่แล้วนี่หว่า!!” เขาพูดกับตัวเองเบาๆ ถึงจะออกแนวไปทางโวยวายมากกว่าก็ตาม

 

แต่เขาก็ลืมเรื่องความฝันนั่นไปหมดสิ้น...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฤดูร้อนปีถัดไป

 

“คิโดะ...อรุณสวัสดิ์” ชายหนุ่มผู้ครองเรือนผมสีดำสนิทเอ่ยกับเด็กสาวที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสอง เธอเลิกคิ้วนิดหน่อยเมื่อเห็นเขานั่งอยู่ตรงหน้าโน๊ตบุ๊คขณะที่เสื้อกันหนาวสีแดงสดของเขาไปกองอยู่ข้างๆโซฟา

 

ที่นี่คือฐานทัพลับของ เมกาคุชิ ดัน ซึ่งเขาถูกบังคับโดยไม่เต็มใจให้เข้ากลุ่มมาสดๆร้อนๆภายในปีนี้ ถึงเขาจะคิดว่ามันบ้าสิ้นดี แต่กระนั้นบางทีเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาก็สนุกกับมัน

 

“นายไม่ได้นอนสินะ...คิซารากิ?” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทั้งก้าวเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารให้เพื่อนๆในกลุ่ม “มันไม่ดีต่อร่างกายนะ แล้วก็เวลาบอกว่าจะมาค้างที่นี่ก็ช่วยค้างจริงๆซะทีเถอะ ตลอดเวลาที่นายเข้ามาในกลุ่ม นายบอกว่ามาค้างที่นี่สิบกว่าครั้ง และในแต่ละครั้งก็คือนายไม่เคยนอนหลับตามปกติเลย...”

 

“ร่ายยาวขนาดนั้นฉันไม่สนใจหรอก ไม่ใช่ปาฐกถาซะหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงเรียบ “อีกอย่างถึงฉันจะนั่งตรงนี้ฉันก็ไม่ได้เอาปืนไปยิงใครสักหน่อยนี่...”

 

“เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้น ช่วยกรุณาเข้าใจให้ตรงจุดด้วย” เด็กสาวเรือนผมสีเขียวเอ่ยเรียบ มือก็ทำการเตรียมอาหารต่อไป

 

“เธอก็ช่วยผ่อนปรนซะบ้างเถอะ...” เขาตอบกลับ พอดีกับที่อาหารเช้าเสร็จพอดี

 

“เราเลิกพูดเรื่องนี้กันสักที ทานนี่เป็นอาหารเช้าแล้วก็ไปนอนซะ...” เธอเอ่ยขณะที่เดินออกมาจากห้องครัว วางจานข้าวไว้บนแป้นพิมพ์โน๊ตบุ๊คพร้อมๆกับแก้วน้ำส้มข้างๆเครื่องสี่เหลี่ยมนั่น

 

“ครับๆ เอ...” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว มองของเหลวสีส้มที่อยู่ในแก้วก่อนจะยกมันขึ้นมา “ที่นี่ไม่มีโคล่าหรอ?”

 

เด็กสาวอายุน้อยกว่ากอดอกก่อนจะพ่นลมหายใจออกมา

 

“โคล่าไม่ดีสำหรับร่างกาย เพราะงั้นไม่มีหรอก”

“แต่ในบางประเทศ โคล่ามีราคาต่ำกว่าน้ำเปล่าซะอีก”

“นั่นมันก็ประเทศอื่น...แต่ที่นี่คือญี่ปุ่น ถ้านายว่างพอจะเถียงฉันล่ะก็ช่วยทานเจ้านี่ให้หมดโดยไม่ต้องบ่นแล้วรีบๆไสหัวยุ่งๆของนายไปนอนซะ”

 

เด็กสาวเอ่ยคำประกาศิตแล้วเดินหนีเข้าไปในห้องครัว ชายหนุ่มถอนหายใจพรืด เบี่ยงสายตากลับมาที่จานข้าวตรงหน้าอีกครั้ง

 

“เผด็จการชะมัด...”

 

 

 

 

 

 

ฤดูหนาวปีนั้น

 

“คิซารากิ...เฮ้...คิซารากิ ได้ยินฉันไหม?” เสียงปลุกดังขึ้นพร้อมๆกับร่างกายที่ถูกเขย่าไปมา ร่างสูงซึ่งนอนอยู่บนฟูกค่อยๆลืมตาขึ้นมา ก่อนจะพบกับเด็กสาวผู้มีเรือนผมสีเขียวซึ่งกำลังเขย่าร่างของเขาอยู่

 

ตอนนี้เขาอยู่ในห้องพักชั่วคราวของเมกาคุชิดัน หลังจากที่เขาเข้ามาในกลุ่มแล้วไม่พบใคร เขาก็นั่งอ่านหนังสือรอจนเริ่มง่วงจึงถือวิสาสะเข้ามานอนหลับ

 

“หือ?...มีอะไรหรอคิโดะ?” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย เด็กสาวทำท่าอิดออดนิดหน่อย

 

“คือว่า...ช...ช่วยพาฉันไปเที่ยวหน่อยสิ!” สิ้นคำพูด ร่างสูงก็ชะงักกึก ความง่วงที่เคยเกาะตามร่างกายนั้นถูกสลัดทิ้งออกไปจนหมดสิ้น

 

หล่อนว่าอะไรนะ!!?

 

“หา? แล้วทำไมต้อง...?”

“ก็ถ้าฉันแอบหนีไปเที่ยวคนเดียวเจ้าพวกนั้นก็ล้อฉันตายน่ะสิ ถ้ายังไงมีนายไปด้วยอย่างน้อยฉันก็แก้ตัวกับพวกนั้นได้แน่ๆ” เธอเอ่ยตะกุกตะกัก มองเขาเหมือนกับเห็นที่พึ่งสุดท้าย

 

พวกนั้นที่เธอพูดถึงคงหมายถึงพวกที่ชอบรนหาที่ตายจากการถูกคิโดะพันช์ต่อยเอาสินะ...

 

‘พี่ชายนี่...ใจดีจังนะคะ...’ เสียงเด็กผู้หญิงดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้มันแจ่มชัดมาก...จนน่ากลัว... ‘ถ้ายังไงช่วยกรุณาเล่นกับฉันหน่อยสิคะ...’

 

“อ...อืม...เอาสิ...” เขาพยักหน้ารับไป คิโดะยิ้มออกมานิดๆก่อนจะรีบตีหน้าขรึมเมื่อรู้ตัวว่าเขายังอยู่ตรงหน้า

 

“ย...ยังไงก็ขอบใจก็แล้วกัน...ถ้าอย่างนั้น...เดี๋ยวฉันไปเปลี่ยนเสื้อก่อนนะ...” เธอเอ่ยแล้วรีบวิ่งออกจากห้องพักชั่วคราวไป ชายหนุ่มมองตามร่างเล็กๆที่วิ่งออกไปแล้วก็หันออกไปมองนอกหน้าต่างที่เริ่มมีฝ้าสีขาวเกาะ

 

“ฤดูหนาวเนี้ยนะ?” เขาพึมพำ ดวงตาบ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่พิสมัยกับอะไรพวกนี้จริงๆ

 

 

 

 

 

“แล้วเธอจะไปไหน?” ชินทาโร่เอ่ยขณะที่หันไปมองเด็กสาวที่สวมผ้าพันคอลายทางสีขาวสลับแดง เสื้อที่เคยใส่มาตลอดถูกเปลี่ยนเป็นชุดที่ใช้ในการเที่ยว ทั้งเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวกับเสื้อกั๊กสีครีมที่เข้ากับกระโปรงพลีตสีน้ำตาลอ่อน

 

สาบานได้ว่าเขาไม่เคยเห็นหัวหน้ากลุ่มในสภาพแบบนี้มาก่อน

 

“อ...เอ่อ...ที่ไหนก็ได้...อย่าง...ฮาราจุกุ...”

“ถ้างั้นก็ไปฮาราจุกุกัน...” เขาเอ่ยทันที ก่อนจะเดินนำเด็กสาวไป เธอสูดหายใจเอาอากาศเย็นยะเยือกดังน้ำแข็งเข้าปอดก่อนจะเริ่มวิ่งตามเขา

 

“คิซารากินี่...ไม่คิดจะเปลี่ยนเสื้อบ้างหรอ?” เด็กสาวเอ่ยถามหลังจากพิจารณาเขาตลอดตั้งแต่หัวจดเท้า ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกส่งผลให้อากาศอุ่นๆที่ปะทะกับลมหนาวภายนอกกลายเป็นไอสีขาว

 

“เปลี่ยนทำไมล่ะ?” เขาถาม มองดูเสื้อของตนเอง ก็ใส่เสื้อยืดกับเสื้อกันหนาวสีแดงตลอดเวลา ถึงครั้งนี้จะทับด้วยเสื้อโค้ทอีกตัวหนึ่งก็ตาม “แบบนี้ก็ดีแล้วนี่?”

 

“เปล่า...ก็แค่คิดว่ามาเที่ยวก็น่าจะเปลี่ยนเสื้อ...อะไรทำนองนั้น...” คิโดะไหวไหล่ มองตรงไปข้างหน้าซึ่งมีแสงไฟของเมืองกำลังกระทบกับอากาศหนาวเย็นจนส่องแสงออกมาอย่างสวยงาม

 

ชายหนุ่มไม่ได้สนใจคำพูดนั้น เขาเพียงแค่มุ่งเดินไปข้างหน้าเท่านั้น

 

“ไร้สาระจะตาย...” เขาเอ่ย ดวงตาไม่ได้จับจ้องที่สิ่งใด ทุกอย่างล้วนว่างเปล่าไปหมด

 

“มีแต่พวกเดนตายเท่านั้นแหละที่คิดแบบนาย...คนปกติเวลามาเที่ยวก็ต้องทำตัวเองให้ดีหน่อยสิ...”

“อย่างเช่นเธอน่ะเรอะ?”

“อึก! คนอื่นๆก็เป็นเหมือนกันนั่นแหละ!”

“แต่เสียดายที่ไม่ใช่ฉัน เอาล่ะ...” ชายหนุ่มดึงกระเป๋าเงินของตัวเองขึ้นมา ช่วงนี้เขาเริ่มทำงานพิเศษ เงินเลยเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนนิดหน่อย เขาค้นเงินอยู่สักครู่ก่อนจะยื่นธนบัตรให้ “นี่ค่ารถไฟฟ้า รับไปซะสิ”

 

คิโดะเริ่มเลิ่กลั่ก ดวงตาสีเข้มจองไปที่ธนบัตรนั้นอย่างงงงวย ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะยัดใส่มือของเธอ

 

“บอกแล้วว่าค่ารถไฟฟ้า เดี๋ยวเราจะขึ้นรถไฟฟ้าไปฮาราจุกุกัน...” เด็กสาวอ้าปากจะเถียงอะไรสักอย่าง แต่ดูเหมือนเขาจุรู้ทันจึงยกมือขึ้นห้าม “ไม่ต้องเถียง ถึงมันจะไกลแต่ฉันเชื่อว่าเซโตะกับคาโนะไม่ก็โคโนฮะไม่มีทางไปเที่ยวในที่แบบนั้นแน่ ถึงจะแพงไปหน่อยก็ช่างเถอะ ถ้าเธอสบายใจล่ะก็นะ...”

 

เด็กสาวมองเงินในมือเงียบๆ ก่อนจะพึมพำแผ่วเบา “นายนี่ใจดีจริงๆด้วย”

 

‘พี่ชายนี่ใจดีจริงๆด้วยนะคะ ไม่เห็นเหมือนที่พี่บอกเลย...’

 

เขาพ่นลมหายใจออก

 

“ก็ไม่ได้ใจดีนี่ แค่ทำตามมารยาท...”

 

ชายหนุ่มเดินนำ มองตรงไปข้างหน้าขณะที่เด็กสาวเดินตาม

 

“ปากพูดแบบนั้นแต่จริงๆก็ใจดีอยู่นั่นแหละ”

 

‘ใครว่าพี่ชายดุกันล่ะ นั่นมันก็แค่ภายนอกเท่านั้นนี่’

 

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้ใจดี ถ้าเธอยังพูดมากอีกพอส่งถึงรถไฟฟ้าฉันจะกลับแล้วนะ”

 

ชายหนุ่มเอ่ยขู่ และนั่นทำให้คิโดะเงียบลงไปทันที

 

ระหว่างทางนั้นเต็มไปด้วยความเงียบ

 

“คิซารากิ...ฉันเคยคิดนะว่า...” เด็กสาวเอ่ยเกริ่น ดวงตามองตรงไปข้างหน้า “นายเหมือนใครคนหนึ่งที่ฉันเคยรู้จัก...”

 

ชายหนุ่มหันมามอง เขายิ้มนิดหน่อยก่อนจะดึงฮูดจากเสื้อโค้ทของเธอขึ้นคลุมศีรษะเมื่อกำลังเดินเข้าสู่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน “โอ๊ย!?”

 

“เรื่องแบบนั้นไม่มีทางหรอกน่ะ...” เขาเอ่ย ส่งยิ้มให้เธอ “ถ้างั้นฉันก็ต้องจำได้แล้วสิ...”

 

คิโดะหันไปแยกเขี้ยวใส่ที่เขาดึงฮูดใส่ศีรษะของเธอ ก่อนจะกลับมาทำหน้าบูดแล้วสบถด่า

 

“ไอ้เจ้าคนมีแต่ไอคิวเอ๊ย...”

“ฉันได้ยินนะ...”

“ก็ตั้งใจให้ได้ยินไง”

“นั่นก็เรื่องของเธอ...”

“ใช่...มันเป็นเรื่องของฉัน...”

“ตกลงเธอจะไปฮาราจุกุใช่มั้ย?”

“อย่าเปลี่ยนเรื่องสิ...แต่ก็นะ...”

“โอเค งั้นฮาราจุกุ” ชินทาโร่เอ่ยแล้วกดเรียกตั๋ว เขาไม่ค่อยออกเดินทางเท่าไหร่ดังนั้นจึงไม่มีบัตรเดือน คิโดะยิ่งแล้วใหญ่ เธอไม่น่าจะขึ้นรถไฟฟ้าแบบที่คนปกติเขาทำกันแน่ๆ

 

เมื่อทั้งสองขึ้นมาบนรถไฟฟ้า การสนทนาทั้งหมดก็ยุติลง คิโดะนั่งบนเก้าอี้ ขณะที่ชินทาโร่ยืนพิงเสาอยู่ข้างๆ

 

“ว่าแต่...ครั้งนี้เอเนะตามมาด้วยมั้ย?” คิโดะเอ่ยถาม ชินทาโร่ยักไหล่ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ

 

“ฉันทิ้งโทรศัพท์เอาไว้ ยังไงยัยนั่นคงตามมาไม่ได้นอกจากจะเข้าโทรศัพท์ของเธอ”

“ฉันก็ทิ้งโทรศัพท์เอาไว้เหมือนกัน...”

“นี่จะรวมพลคนไร้โทรศัพท์รึไง?”

“รวมพลบ้าอะไรมีกันอยู่สองคน”

 

คิโดะส่งเสียงฮึในลำคอ ก่อนที่เธอจะกอดอก

 

“เอเนะคงส่งเสียงลั่นทั้งบ้านแล้วล่ะมั้งเนี้ย...”

“ไม่หรอก ยัยนั่นเกรงใจคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันจะตาย”

“ถ้างั้นนายก็ไม่เคยได้รบความเห็นใจจากชาวไซเบอร์ตัวน้อยนั่นสินะ...น่าสงสาร...”

“จะบอกว่าสมเพชก็ว่ามาเถอะ ฉันไม่มีอะไรจะเถียงแล้ว”

 

แล้วทั้งสองก็ไม่พูดอะไรอีกจนถึงที่หมายปลายทาง

 

“ฮาราจุกุนี่...ใหญ่เหมือนที่ได้ยินมาเลยนะ...” คิโดะเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เธอคงเพิ่งมาเป็นครั้งแรกแน่ๆ แต่ชินทาโร่เคยมากับน้องสาวของเขาครั้งหนึ่ง เขาจำได้ว่าคราวนั้นน้องสาวสุดที่รักได้พาเขาไปถลุงเงินสูญไปกว่าหมื่นเยน

 

“อืม...แต่ก็มีหลายๆอย่างเปลี่ยนไป ฉันก็ไม่ได้มาหลายปีแล้ว...”

“จริงหรอ?” เด็กสาวข้างกายถามด้วยความตื่นเต้น ก็เธอไม่เคยออกมาไกลๆเลยนี่นา

 

“อืม...แต่ช่วงใกล้คริสต์มาสแบบนี้คนยิ่งคึกคัก...ดีไม่ดีอาจจะหลงกันได้ ยิ่งไม่มีโทรศัพท์แล้วยิ่งแล้วใหญ่...”

 

ชายหนุ่มเอ่ยแล้วหันไปมองรอบๆ เหล่าชายหญิงซึ่งมีทั้งนักเรียน วัยรุ่น วัยทำงานและคู่รักต่างเดินกันขวักไขว่ ประเมินจากสายตาก็พบว่ามีคนมากจริงๆ

 

“ถ้างั้น...จะทำไงดีล่ะ?...หรือว่าถ้าหลงกันจะนัดกันที่ไหน?”

“ไม่ไหวหรอก คลื่นมนุษย์น่ะน่ากลัวจะตาย กว่าจะไปถึงที่นัดหมายได้เช้ากันพอดี...”

 

เด็กสาวหลุบตาลงแล้วถอนหายใจ ไอสีขาวพัดผ่านไปในอากาศ

 

“ถ้าอย่างนั้นจะทำยังไงล่ะ?”

 

ชินทาโร่ยกมือเกาหัวด้วยท่าทีแปลกๆ เขาเสหน้าไปทางอื่นก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้า

 

“เอ่อ...ถ้าไม่ว่าอะไร...” เขาเอ่ยตะกุกตะกัก แก้มทั้งสองข้างเจือสีเลือดจางๆอาจจะเพราะอากาศเย็นก็เป็นได้ “จะจับมือฉันเอาไว้ก่อน...ก็น่าจะปลอดภัยนะ...”

 

“อ...อื้อ...” เด็กสาวพยักหน้าทั้งๆที่แก้มทั้งสองก็แดงเปล่ง เธอเอื้อมมือไปตรงหน้า ปลายนิ้วเย็นๆสัมผัสกับฝ่ามืออุ่นๆของเขา ก่อนที่ฝ่ามือใหญ่ๆนั่นจะครอบครองมือของเธอเอาไว้ทั้งหมด

 

“มือเย็นชะมัด...เป็นเลือดจางรึเปล่าน่ะเธอ?” ชินทาโร่แซวหน้าตาย เด็กสาวทำหน้ามุ่ยก่อนจะพ่นลมหายใจ

 

“ขอโทษค่ะ! เผอิญว่าเมื่อครู่ไม่ได้เอามือซุกกระเป๋า แถมถุงมือก็ไม่มี...ถ้ามือไม่เย็นฉันคงเป็นเครื่องทำความร้อนแล้วล่ะค่ะ!”

 

ชินทาโร่อมยิ้มกับคำประชดของเธอ เขาจูงมือเธอเอาไว้แล้วพาเข้าไปในขบวนพาเหรดมนุษย์ซึ่งกำลังเดินอยู่

 

ทั้งสองเดินเที่ยวเข้าไปในเมือง แวะร้านข้างทางเป็นระยะเมื่อเด็กสาวทำท่าทีว่าอยากจะเข้า โดยเฉพาะร้านอะไรที่ขายของน่ารักๆน่ะเขาต้องเล็งเอาไว้แต่แรก และเธอก็เข้าไปจริงๆด้วย

 

ในที่สุดตอนนี้พวกเขาก็มาหยุดอยู่ที่สวนสาธารณะใกล้ๆ

 

“เฮ้อ! เที่ยวซะเต็มที่เลย...” คิโดะเอ่ยเมื่อทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่ง ชินทาโร่ที่ถือถุงสินค้าอยู่วางพวกมันไว้ข้างๆ คิโดะหันมา ก่อนจะส่งยิ้มให้ “ขอบใจนะ...คิซารากิ”

 

“เมื่อไหร่เธอจะเรียกฉันด้วยชื่อต้นสักที...” ชินทาโร่เอ่ยอย่างเหนื่อยหน่าย “เอาแต่เรียกคิซารากิๆอยู่นั่นแหละ รู้รึเปล่าว่าในกลุ่มของเธอมีคิซารากิสองคน”

 

“รู้สิ...” เธอตอบกลับ เงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรี “แต่จู่ๆจะให้เรียกชื่อของนายเลยมันก็กระไรอยู่ อีกอย่างนายก็อายุมากกว่าฉันด้วย”

 

“เหรอ? นี่เธอยังพอมีมารยาทนับพี่นับน้องอีกหรอเนี้ย? ให้ตายเถอะ ตลอดเวลาฉันโดนเด็กสอนมาตลอดสินะ...”

“อย่ามาแซวฉันนะ ก็มันติดปากไปแล้วนี่”

“ยังไงก็แก้ไขได้ เอาล่ะ คราวนี้ฉันอนุญาตให้เธอเรียกฉันว่าชินทาโร่ โอเคมั้ย? แล้วก็ห้ามเถียง! อย่าลืมว่าเธอเป็นรุ่นน้องฉันนะ”

“ไม่ได้จะพูดอะไรเลย! ตาบ้านี่!!”

 

คิโดะโวยวายเมื่อเห็นว่าชินทาโร่เออออห่อหมกเอไปซะทุกอย่าง เขายิ้มนิดๆเมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเด็กสาวโดยที่มีถุงสินค้าคั่นตรงกลาง

 

พวกเขามองไปยังเมืองตรงหน้าซึ่งยังมีประชาชนเดินกันหนาตา รู้สึกว่าพอเริ่มดึกคนก็จะเริ่มเพิ่มขึ้น สมกับเป็นเมืองยามค่ำคืนเสียจริง

 

“เมอร์รี่คริสต์มาส...” เด็กสาวพึมพำ ชินททาโณ่ที่นั่งข้างๆหันมามองอย่างสนใจ “ตอนเด็กๆ เคยมีคนมาพูดกับฉันแบบนี้เป็นครั้งแรก...”

 

“เซโตะไม่ก็คาโนะล่ะสิ?”

“ไม่...ไม่ใช่สองคนนั้น...คือ...คนๆนั้นเป็นเด็กผู้ชายก็จริง...แต่เขาก็อายุมากกว่าฉันน่ะนะ”

“หืม? เหรอ? แล้วไปเจอเขาที่ไหนล่ะ?”

“สวนสาธารณะ ตอนนั้นฉันหนีออกจากบ้านแล้วหลงทางก็เจอหมอนั่น ท่าทางกวนโอ๊ยยิ่งกว่าอะไร”

“หรอ? งั้นหรอ?”

“อืม ช่วงนั้นเป็นช่วงคริสต์มาส ฉันใส่ผ้าพันคอผืนเดียวออกมาจากบ้านกับเสื้อกันหนาวตัวเดียวนายก็รู้ว่าฤดูหนาวช่วงคริสต์มาสอากาศมันเลวร้ายขนาดไหน ฉันแทบจะหนาวตายถ้าไม่ได้หมอนั่นเข้ามา”

“ผู้ช่วยชีวิตหรอ?”

“ไม่ใช่หรอก...หมอนั่นมันเป็นผู้ทำให้ฉันอยากตายมากขึ้นน่ะสิ จู่ๆมาพูดบ้าอะไรก็ไม่รู้แถมมองฉันด้วยสายตาดูแคลนเหมือนกับจะให้ฉันตายๆไปซะ”

“ใจร้ายจริงๆนะหมอนั่นน่ะ”

“ไม่หรอก...”

“?”

“ความจริงแล้วนั่นเป็นผู้ชายคนที่สามเลยก็ว่าได้ที่ทำให้ฉันเข้าถึงความอ่อนโยนของพวกผู้ชาย นายรู้อะไรไหม? ถึงเขาจะด่าฉันแต่มือเขากลับจับมือฉันเอาไว้แน่น ถึงสายตาจะดูแคลนแต่เขากลับมอบอ้อมกอดอันอบอุ่นให้ฉัน”

“อืม...”

“แล้วรู้อะไรไหม? หมอนั่นนั่งตากน้ำค้างอยู่กับฉันเป็นชั่วโมงๆรอให้ตำรวจหาครอบครัวฉันให้เจอ ระหว่างนั้นฉันก็ถามเขาว่าเชื่อในซานต้าไหม?”

“…”

“หมอนั่นทำหน้านิ่งมากเลยล่ะ นิ่งซะจนฉันตกใจเลย แล้วเขาก็บอกว่า...”

“’ซานต้าจะมีจริงหรือไม่...มันก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของคน’ สินะ?”

“อือ...ใช่ๆ แล้วก็...”

 

เด็กสาวหยุดพูดกะทันหัน เธอหันมามองเขาด้วยแววตาสงสัย ขณะที่เขามองตรงไปข้างหน้าอย่างเดียว

 

“ทำไม...นายถึงรู้ได้?”

 

ชินทาโร่หันกลับมาด้วยแก้มที่ขึ้นสีแดงๆ เขาบีบจมูกของตัวเองเบาๆลดอาการแสบก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

 

“ ‘เมอร์รี่คริสต์มาสนะ ถึงแม้ฉันจะไม่เชื่อในซานต้าก็ตามที’”

 

เด็กสาวยังคงงงไม่หาย ถึงแม้ว่าแก้มใสทั้งสองข้างจะถูกประดับด้วยริ้วสีแดงก็ตามที ชายหนุ่มส่งยิ้มให้ เอื้อมมือจับมือของเธอแผ่วเบา

 

“ยินดีที่ได้พบอีกครั้ง...เด็กสาวผู้เคยโดดเดี่ยว...”

 

 

 

 

 

.........................................................................................................

 

//วิ่งหนีทรีนนักอ่านอย่างสนุกสนาน


เรื่องนี้เอามาจากเฟสบุ๊คตัวเองค่ะ

คิดว่าอีกเยอะเลยกว่าจะลอกมาได้หมด...

จะพยายามก็แ้ล้กันนะคะ ฮึชชชชชช
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

12 ความคิดเห็น

  1. #1 Meo-Meow (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 19 เมษายน 2557 / 20:42
    เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นคิโดะซะงั้น...
    #1
    0