end. | THE PHILOPHOBIA 💔 GYUMYUNG { infinite }

ตอนที่ 8 : 💔 PHILOPHOBIA {06} กุหลาบสีส้ม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 285
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 มี.ค. 61

                           
       
 
 
 
 

6

.

.

กุหลาบสีส้ม

 

 

-valentine’s day-

    -13.33 .-

 

(อยู่ไหนแล้ว?)

หน้าโรงเรียน

(งั้นรอแปปนึงนะ พี่กำลังจะออกแล้ว)

อืม

            วันแห่งความรัก โรงเรียนเลยหยุดให้ครึ่งวันเพื่อไปทำกิจกรรมที่เตรียมไว้ให้ หรือถ้าใครอยากจะไปเดินเล่นในมหาลัยที่จัดงานวาเลนไทน์เหมือนกันก็ย่อมได้ ซึ่งผมคือหนึ่งในนั้น

            พี่โฮวอนขับมอไซค์คันเดิมมารับผมแล้วพากลับไปที่มหาลัยตัวเองอีกรอบ ภายในงานส่วนใหญ่เน้นไปที่สีชมพูเหมือนทั่วๆไป ซึ่งแต่ละบู๊ทถูกตกแต่งด้วยดอกกุหลาบบ้าง ลูกโป่งบ้าง ตุ๊กตาบ้างปนๆกันไป

            คู่รักมากหน้าหลายตาเดินกระหนุงกระหนิงกันเต็มเกลื่อนงานไปหมดจนตาลาย หันไปทางขวาก็กอดกัน หันซ้ายก็เซอร์ไพรส์กัน หอบตุ๊กตาตัวเท่ายักษ์มาให้งี้ คู่ไหนสายเปย์ก็หอบดอกไม้มาเป็นกระบุง หรือถ้าชิลหน่อยก็มาหาซื้อเอาหน้างาน

            ดูรวมๆก็ดูมีความสุข สนุกสนานดี เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่กลิ่นอายความรักลอยตลบอบอวลเต็มมหาลัยไปหมด

 

แต่ยกเว้นผมละคนนึง

 

            สำหรับผมมันก็แค่วันธรรมดาวันนึง ไม่ได้มีอะไรพิเศษจนน่าตื่นเต้นขนาดนั้น แต่อีกคนดันไม่คิดเหมือนกัน เพราะเล่นเหาะไปรับผมจากโรงเรียนให้มานั่งแช่อยู่ที่โต๊ะหน้าคณะกับเพื่อนๆเขา

            ไม่ห่างกันมากอีกคู่ก็เดินมาร่วมวงถัดจากคู่ผม อ้อมแขนเล็กที่เกือบจะกอดดอกกุหลาบช่อโตไม่มิด ดูทุลักทุเลไม่น้อยกว่าจะเดินมาถึงโต๊ะ พี่ซองกยูเห็นแบบนั้นเลยจะแย่งไปถือให้ แต่อีกคนไม่ยอม กอดช่อกุหลาบแน่นกว่าเดิมแล้วเดินมานั่งอมยิ้มปากแทบฉีกอยู่ที่โต๊ะฝั่งตรงข้ามผม

พี่กยูมือเจ็บอยู่ไม่ต้องช่วยผมถือหรอกฮะ” คนตัวเล็กบรรจงวางช่อดอกกุหลาบบนโต๊ะอย่างเบามือที่สุดพลางพูดกับคนข้างๆไปยิ้มไป

ไปทำไรมาวะ?

ต่อยคนมา มันส์มือไปหน่อยข้อมือเลยซ้น พี่ซองกยูพูดพลางยกมือข้างที่มีผ้ายืดสีน้ำตาลพันอยู่ขึ้นมาประคองไว้ แล้วเหลือบตามามองทางผมเล็กน้อยทำเอาผมสะดุ้ง เพราะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าคนที่เขาไปต่อยมาก็คงไม่พ้นไอ้โรคจิตเมื่อวานที่พี่เขาเข้าไปช่วยจนมือเจ็บแบบนี้แน่ๆ

มึงก็แบบนี้ประจำ เล่นซัดไม่ยั้งเลยสิท่า อุตส่าห์นึกว่าจะเลิกใจร้อนแล้วนะ ช่วงนี้แม่งเอาอีกแล้ว แก้ไม่หายสักที

ยังไม่ชินอีกหรอวะดงอู? พี่ดงอูส่ายหน้าเอือมระอาก่อนจะหันไปให้ความสนใจดอกไม้ช่อโตที่อูฮยอนกำลังนั่งเชยชมอยู่คนเดียว

แขนเดี้ยงก็ยังอุตส่าห์หอบดอกไม้มาให้แฟนอีกเนอะ ทุ่มทุนสร้างจริงๆ

นี่ใคร คิมซองกยูนะ จะธรรมดาได้ไง

งั้นผมเอาดอกไม้ไปเก็บที่รถก่อนนะฮะ เดี๋ยวมันจะช้ำเอา อูฮยอนพูดยิ้มๆ พี่ซองกยูเลยพยักหน้าให้เบาๆ ก่อนที่เจ้าตัวจะค่อยๆหอบช่อดอกไม้เดินออกไป

กูล่ะหมันไส้ พี่ดงอูเหน็บคู่รักแห่งปีแล้วคว่ำปากใส่ พี่ซองกยูเลยหัวเราะหึๆในลำคอแล้วส่งยิ้มกวนประสาทกลับมาให้

คนนี้มึงจริงจังแล้วหรอวะ?

ถามทำไม?

มึงคบนานแล้วนะเว้ย ปกติเพลย์บอยอย่างคิมซองกยู ให้เต็มที่ไม่เกินเดือนก็เบื่อแล้วไม่ใช่หรอวะ?

ก็..” พี่ซองกยูทำหน้าคิดหนัก อึกอักๆ เหมือนไม่อยากตอบคำถามนี้แล้วแอบเหลือบมองมาทางผมนิดๆก่อนจะตอบพี่ดงอูแบบเลี่ยงๆไป รายนั้นเลยทำหน้าเซ็งแล้วเปลี่ยนเป้าหมายมาที่คนข้างๆผมแทน

น้องเขาก็ดี

แล้วมึงล่ะโฮวอน ไม่เห็นให้อะไรมยองซูเลย

ให้ใจไปแล้วไง พูดจบพี่โฮวอนก็หันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้คนถามอย่างยียวนไม่แพ้กัน

มึงเดินไปให้รถทับที่หน้ามอไป้

แล้วทำไมมึงไม่หาบ้างอ่ะ ไปๆกูพาไปเซอร์เวย์ พี่โฮวอนเลยลุกชึ้นลากคอพี่ดงอูให้เดินออกไปด้วยกัน โดยไม่ลืมจะหันมาพูดกับคนที่นั่งอยู่ก่อนไป

เดี๋ยวพี่มานะมยองซู จะไปเหมาดอกไม้มาให้” พี่โฮวอนหันมาส่งยิ้มกว้างให้ผม กูฝากมยองซูแปปนะกยู

เออ

 

 

           ถ้าพี่โฮวอนรู้อะไรมากกว่านี้ เขาคงไม่กล้าปล่อยผมไว้กับเขาแบบนี้หรอก เชื่อสิ

 

 

ขอตัวนะ ผมเลยตั้งท่าจะเดินหนีทันที เพราะให้มาอยู่ในสถานการณ์ที่มีแค่เราสองคนแบบนี้ ดูแล้วไม่น่าจะพึงประสงค์เท่าไร เลี่ยงได้ก็เลี่ยงดีกว่า

เดี๋ยว

“…” ผมหมุนตัวกลับไปมองหน้าเขานิ่งๆ เช่นเดียวกับพี่ซองกยูที่มองกลับมาแบบเดียวกัน

ฉันไปด้วย

“?” ผมขมวดคิ้วแล้วมองหน้าอีกคนงงๆ ว่าเขาจะตามไปด้วยทำไม

เมื่อกี้โฮวอนมันฝากฉันไว้ ให้ดูแลนาย ไม่ได้ยินรึไง?

จะทำอะไรก็ทำเถอะ ผมตอบหน่ายๆ โดยไม่ได้สนใจอะไรเท่าไร แล้วเดินนำออกมาก่อน ไม่รอ ไม่หันไปดู ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น อยากตามก็ตามไป

 

            ผมเดินดูบู๊ทในงานไปเรื่อยๆ แก้เบื่อ แต่จริงๆมันจะทำให้ผมเบื่อกว่าเดิมสิไม่ว่า ก็หันไปทางแม่งก็มีแต่อะไรที่เกี่ยวกับความรักเต็มไปหมด เคยบอกแล้วใช่มั้ย ว่าผมไม่ชอบแล้วก็จะอึดอัดทุกทีที่ไปสถานที่ที่มีแต่คู่รักหรือที่ๆคนไปเดทกัน ยิ่งตอนไปเที่ยวกับพี่โฮวอนคราวก่อนแล้วผมหงุดหงิดทั้งวันยิ่งทำให้ผมมั่นใจว่าผมคงจะเป็นโรคนั้นแล้วจริงๆ


            แล้วนี่อะไร งานวันวาเลนไทน์ งานที่เกี่ยวกับความรักล้วนๆแบบนี้ อาการผมไม่ยิ่งแล้วใหญ่หรอ -_-

           

            ผมมาหยุดอยู่ที่โซนหน้าเวที ที่เขากำลังเตรียมจะประกวดอะไรสักอย่างอยู่ แต่ที่สะดุดตาผมไม่ใช่บนเวที แต่เป็นร้านเล็กๆที่ไปแอบอยู่มุมด้านในสุดนั่นต่างหาก

            ตัวร้านเป็นไม้สีขาวเรียบๆ ตกแต่งด้วยธงสีหวานๆแขวนเรียงกันใต้ชื่อร้าน ในร้านขายดอกไม้เหมือนร้านอื่นๆ แต่ที่แปลกคือร้านนี้จะขายแยกให้แค่คนละดอกกับโบว์เล็กๆขนาดกำลังน่ารักเอาไว้ผูกที่ก้านเท่านั้น แถมยังน่าสนใจตรงที่มีความหมายของดอกไม้แต่ละสีแปะบอกไว้ที่ก้านด้วย 

นี่ เกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีคนเดินตามมาด้วย ผมเลยหันกลับไปมองตามเสียงเรียก พี่ซองกยูหยิบดอกกุหลาบสีส้มขึ้นมาถือแล้วหันมาพูดกับผม

“…”

ถ้าจะซื้อ ฉันแนะนำสีนี้

ทำไม?

เปล๊า เขาไหวไหล่เบาๆ แล้วมองมาที่ผมพลางยิ้มบางๆให้ ความหมายมันดีเฉยๆ

 

            ผมมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจที่เขาพูด ต้องการจะสื่ออะไรของเขากันแน่ ทำไมชอบพูดจากำกวมแบบนี้ทุกทีเลยนะ

            พี่ซองกยูหันไปดูดอกไม้บนชั้นวางต่อ เขาดูจะชอบกุหลาบสีส้มเป็นพิเศษเลยเอาแต่เลือกดูแถวๆนั้นอยู่ที่เดียว

            ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ผมยืนมองหน้าเขาเพลินๆแบบนี้ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังมองหน้าเขาอยู่  นานแค่ไหนแล้วก็ไม่รู้ที่ไม่ได้มองหน้าเขาชัดๆแบบนี้ นานแค่ไหนแล้วนะที่เราห่างกันไป นานจนคิดว่าเราอาจจะไม่เจอกันอีกแล้ว

            แต่วันนี้เจอแล้วเป็นการเจอกันอีกครั้งโดยที่เราต่างก็มีพันธะ เขามีคนของเขา ผมเองก็มี

            แต่เขาก็ยังมาพูดแบบนั้น

 

“…เราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย?

 

ผมว่าครั้งที่แล้วผมก็พูดชัดแล้วนะว่าผมคิดอะไรอยู่ แล้วทำไมยังจะมาวุ่นวายกับผมอีก

 

 “ว่าไงคะน้อง ถูกใจดอกไหนรึยังเอ่ย?

ถูกใจแล้วครับ ผมพูดพลางหันไปยิ้มให้เจ้าของร้านก่อนจะโค้งตัวแล้วเดินออกจากร้านมาดื้อๆ “แต่ยังไม่มีคนที่อยากซื้อให้

 

            ผมเดินเอื่อยๆออกจากร้านแล้วเดินไปเรื่อยอย่างไม่มีจุดหมาย แล้วจู่ๆผมก็เดินชนใครบางคนเข้า พอเขาเงยหน้าขึ้นเลยทำให้ผมถึงกับตาลุกวาว เผลอเรียกชื่อเขาดังลั่น

 

อ๊ะ ขอโทษครับ

พี่มินโฮ!”

เจอกันอีกแล้ว มาเที่ยวงานหรอ?

ครับ แล้วพี่มินโฮกำลังจะไปไหน?

พี่กำลังจะไปเตรียมตัวขึ้นเวทีน่ะ

จริงหรอฮะ!“ งั้นเดี๋ยวผมไปดูนะ ^^” พี่มินโฮยกมือขึ้นมาขยี้หัวผมแล้วส่งยิ้มหวานแบบที่เขาชอบทำให้ก่อนจะวิ่งออกไปหลังเวที

แฟนไม่อยู่แค่แปปเดียวก็มายืนกระหนุงกระหนิงกับคนอื่นหน้าตาเฉยเลยเนอะ เสียงไม่พึงประสงค์ดังตามหลังมาทันทีที่พี่มินโฮเดินออกไป ผมเลยแอบกรอกตาอย่างเบื่อหน่ายแล้วเตรียมจะเดินหนี

“…”

ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าโฮวอนรู้จะทำหน้ายังไง พี่ซองกยูยิ้มมุมปากใส่ผมอย่างกวนอารมณ์ จนผมต้องเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วเป็นฝ่ายตอกกลับบ้าง

อย่าคิดว่าคนอื่นเขาจะเป็นเหมือนตัวเองไปซะหมดสิ

 

 

            ---------------------------The philophobia-------------------------------

 

 

-15.03 .-

 

            ผมเดินปึงๆจนมาถึงโต๊ะประจำที่เดิมและแน่นอนว่าคนปากเสียไม่ได้ตามกลับมา เขาแยกไปไหนตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้และผมไม่สน  แต่พอมาถึงก็เจอแค่อูฮยอนนั่งคอยอยู่คนเดียว พอเห็นผม เจ้าตัวเลยพุ่งเข้ามาหาทันที

มยองซู ไปไหนมา ฉันรอตั้งนานแน่ะ

มีอะไรหรอ?

ไปช่วยกันแต่งตัวให้พวกพี่ๆเขาหน่อย

หะ? แต่งทำไม

เอาน่า รีบไปก่อน พี่เขารออยู่ เร็วๆ ไม่ว่าเปล่า อูฮยอนจัดการลากมือผมให้วิ่งตามไปด้วยกัน เขาพาผมวิ่งทะลุลานเกียร์ไปจนถึงในตัวตึกคณะวิศวะ

            ข้างในตึกเงียบจนได้ยินเสียงหอบของเราทั้งคู่ อูฮยอนพาผมขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นสาม พอลิฟท์เปิดออกมาก็เจอห้องที่เปิดไฟสว่างโร่กับอุณหภูมิแอร์ที่เย็นเฉียบ

            เจอพวกรุ่นพี่สองสามคนที่กำลังชุลมุนกันอยู่ในห้อง และอีกสองคนนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวยาวที่มีเครื่องสำอางวางเต็มไปหมด

เพื่อนที่จะมาช่วยใช่มั้ยอูฮยอน?

ใช่ฮะ อูฮยอนยิ้มสดใสให้รุ่นพี่คนนึงที่เดินเข้ามาถามทันทีที่เราสองคนเดินเข้าไปในห้อง

งั้นพี่ฝากด้วยนะ เดี๋ยวพวกพี่จะไปเตรียมงานที่เวที  

ได้เลยฮะ ไม่ต้องห่วง

ขอบใจมาก พูดจบรุ่นพี่สองสามคนที่ว่าก็พากันเก็บของแล้ววิ่งออกไปจนหมด เหลือแต่เพียงสองหนุ่มที่โต๊ะเครื่องสำอางกับผมสองคนเท่านั้น

ไปเร็วมยองซู ช่วยหน่อยอูฮยอนดึงผมอีกครั้ง ผมเลยต้องเดินตามเข้าไปงงๆ เขาจับผมนั่งลงที่เก้าอี้ตรงกลางระหว่างสองคนนั้นแล้วจัดแจงของทุกอย่างให้

ฝากแต่งหน้าให้พี่ซองกยูกับพี่โฮวอนหน่อยนะ

ฉันเนี่ยนะ?”  ผมชี้ที่หน้าตัวเองแล้วทำหน้าตกอกตกใจ ผมเองก็ไม่ได้ฝีมือดีอะไรขนาดนั้นป่าววะ เคยแต่งให้แค่ตัวเองคนเดียวเหมือนกันนะ -_-

พอดีฉันแต่งหน้าให้คนอื่นแล้วไม่รอด แต่งให้ตัวเองได้อย่างเดียว พี่คนอื่นก็ยุ่งกันไปหมด เหลือแต่มยองซูนี่แหละ ช่วยหน่อยน้า

“…”

แต่งแค่เบาๆก็พอ เน้นธรรมชาติๆ น่าจะพอไหวอยู่นะ

จะพยายามนะ ผมรับปากอย่างกล้าๆกลัวๆ ไปเอาความมั่นใจว่าผมแต่งได้มาจากไหนนะอูฮยอน =-=

เดี๋ยวฉันไปเตรียมพวกเสื้อผ้าไว้รอนะ

อืม พูดจบอูฮยอนก็เดินไปที่ห้องแต่งตัวกับพี่ดงอู ที่คาดว่าน่าจะแต่งหน้าทำผมเสร็จหมดแล้ว นี่เขากะจะขึ้นเวทีทั้งแก๊งค์เลยหรอ“ =’=

 

ไม่ไหวก็ไม่เป็นไรนะ ฉันแต่งเองได้ พี่ซองกยูเปิดปากพูดก่อนที่ผมจะทันได้ทำอะไร พลางยกกระจกขึ้นมาส่องหน้าแล้วหันซ้ายทีขวาทีตรวจเช็คใบหน้าตัวเอง พี่ซองกยูค่อนข้างเจ้าสำอาง ไม่ว่าจะแต่งหน้าหรือเซ็ทผมพี่เขาทำเป็นหมด เลยทำให้เขาดูดีอยู่ตลอดจนสาวๆหนุ่มๆหลงกันเป็นแถวนั่นไง

ไม่เป็นไร รับปากอูฮยอนไปแล้ว ผมตอบปัดๆแล้วเลือกหันมาแต่งให้พี่โฮวอนก่อน ทั้งสองคนแต่งหน้าไปบ้างแล้ว อย่างพวกรองพื้นอะไรแบบนี้ก็ทาไปแล้ว ผมเลยมีหน้าที่แค่เอาแป้งพัฟมาโบกซ้ำอีกรอบเท่านั้น

 

            พี่โฮวอนคิ้วหนาอยู่แล้วก็เลยไม่ต้องเขียนอะไรมาก แค่วาดให้เป็นรูปก็พอ จากนั้นก็ทาเปลือกตานิดๆ ให้ดูเหมือนแต่งหน้า ทาลิปสีอ่อนๆ ปากจะได้ไม่ซีดจนเกินไป เพราะอูฮยอนบอกว่าอยากได้แบบธรรมชาติ ผลสุดท้ายมันเลยออกมาธรรมชาติจนเหมือนไม่ได้แต่งแบบนั้นแล เพราะผมไม่กล้าแต่งเข้มมาก กลัวจะเป็นลิเกไปซะก่อน-_-

 

            พี่โฮวอนเซ็ทผมไว้แล้ว พอแต่งเสร็จเลยเดินไปแต่งตัวที่ห้องเปลี่ยนชุดทันที ผมเช็ดมือพอให้หายเปื้อนแล้วหมุนตัวกลับมาที่อีกฝั่งพลางถอนหายใจหนักๆใส่คนที่นั่งเล่นมือถือรออยู่  พี่ซองกยูไม่ได้พูดอะไร เขาเก็บมือถือลงกระเป๋าเสื้อแล้วหันหน้ามาทางผมก่อนจะเงยหน้ามองผมนิ่งๆ

 

เร็วๆสิ นั่งมองอยู่ได้

เออ ผมตอบห้วนๆให้เขาฉุนเล่น แต่ที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มชอบใจแทน

 

            เพราะพี่ซองกยูยังไม่ได้เซ็ทผม ผมหน้าม้าของเขาเลยปิดหน้าผากอยู่ ผมเลยจะปัดหน้าม้าเขาขึ้นแล้วเอากิ๊ฟดำขึ้นมาติดไว้ แต่ดันหากิ๊ฟดำไม่เจอนี่สิ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นหนังยางสีชมพูวางอยู่เส้นเดียวโดดๆ  โดยที่ไม่ได้คิดอะไรเลยหยิบยางเส้นนั้นมาผูกหน้าม้าเขาแทน  ตอนนี้พี่ซองกยูเลยถูกมัดจุกชี้โด่ชี้เด่ หมดสภาพแบดบอยโดยสิ้นเชิง

คิก

ขำอะไร แล้วนี่ทำอะไรกับหัวฉัน?” พี่ซองกยูที่ได้ยินเสียงผมกลั้นขำเลยถามขึ้น ถ้ามาเห็นพี่ซองกยูสภาพมุ้งมิ้งขนาดนี้แล้วใครไม่ขำให้กระโดดถีบขาคู่เลยเอาสิ

เปล่าๆ ผมเลยเม้มปากกลั้นใจไม่ให้ตัวเองหลุดขำ แล้วหันไปหยิบแป้งมาทาให้พี่ซองกยู แต่เกิดเปลี่ยนใจไปหยิบมือถือแทน

 

แชะ!

 

ขอเก็บภาพนี้ไว้สักหน่อยเถอะ

 

เฮ้ยถ่ายทำไม?

ผมถ่ายตัวเอง

เชื่อก็โง่ ลบออกเดี๋ยวนี้ พี่ซองกยูตั้งท่าจะแย่งมือถือผมไปลบรูปให้ได้ แต่ผมก็ยกมันไว้ข้างหลังจนเขาเอื้อมไม่ถึง

ก็บอกว่าไม่ได้ถ่ายไง เฮ้ยโทรศัพท์ผมนะพี่

คิดว่าพี่ไม่รู้นิสัยเรารึไง? จู่ๆพี่ซองกยูก็เปลี่ยนสรรพนาม เปลี่ยนน้ำเสียงที่ใช้กับผม เป็นคำที่เคยใช้เรียกแทนกันเมื่อก่อน เลยทำให้ผมชะงักไป พี่ซองกยูเองก็ตกใจในสิ่งที่ตัวเองหลุดปากออกมาเหมือนกัน เลยทำให้เราทั้งคู่ลืมไปว่าหน้าเขายื่นเข้ามาใกล้ผมมากแล้ว

ถ ถอยไป

โทษที พอได้สติ พี่ซองกยูเลยดันตัวเองกลับไปนั่งเหมือนเดิม ผมเลยเรียกสติตัวเองกลับมาบ้างแล้วจัดการแต่งหน้าให้พี่เขาต่อ

 

            พี่ซองกยูไม่อยากทาอายแชโดว์ ก็เลยบอกให้ผมเขียนแค่อายไลเนอร์เพิ่มความโตและคมให้ดวงตาแทน ซึ่งพอเขียนเสร็จจากที่มีลุคแบดๆอยู่แล้วยิ่งดูดุ ดูเป็นคาสโนว่าไปกันใหญ่

            เสร็จแล้วก็เขียนคิ้ว แต่งอะไรไปตามปกติ และปิดท้ายด้วยการทาลิป ผมใช้สีเดียวกับพี่โฮวอน คือสีชมพูส้มๆ ที่ใกล้เคียงกับสีปากตามปกติที่สุด

            ผมเอนตัวเข้าไปใกล้ๆเพื่อจะได้ทาให้ถนัด เพราะริมฝีปากของพี่ซองกยูเรียวบางเลยค่อนข้างทายาก   เท่านั้นไม่พอพี่ซองกยูค่อยๆคลี่ยิ้มบางๆเหมือนจงใจจะแกล้ง

มองปากฉันแบบนี้ คิดจะทำอะไรมันหรอ?

จะบ้ารึไง

แล้วนั่นจะไปไหน?

ก็เสร็จแล้ว จะให้อยู่ทำไม

ใจคอจะให้ฉันมัดจุกขึ้นเวทีรึไง แล้วอีกอย่างผมฉันก็ยังไม่ได้เซ็ทด้วย

ก็ทำเองดิ ปกติก็ทำเองไม่ใช่รึไง? ปกติเวลาไปเรียน ไปแข่งหรือจะไปไหน ผมก็เห็นเขาทำเองตลอด มันแทบจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่ผู้ชายส่วนใหญ่จะเซ็ทผมเป็น แต่เอ้ะผมจะพูดถึงอดีตทำไมเนี่ย - -*

หึ พี่ซองกยูแค่นหัวเราะในลำคอแล้วพูดกับผมหน้านิ่ง ”มาช่วยแล้วก็ช่วยให้จบสิ

 

            ผมฮึดฮัดในใจก่อนจะเดินเข้าไปช่วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ มืดข้างนึงหยิบขวดสเปรย์ขึ้นมาฉีดๆ แล้วสองมือก็ช่วยกันจัดผมให้เป็นทรง แต่เขาก็ไม่วายจะยกมือตัวเองขึ้นมาช่วยจัดด้วยอีกแรง

            นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเซ็ทผมให้พี่ซองกยู นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราช่วยกันจัดผมหรืออะไรก็ตาม ความรู้สึกเดิมๆมันเลยย้อนกลับมาอีกไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไร มันผ่านมานานมากจนผมแทบจะลืมสัมผัสแบบนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ

ที่เขาบอกกันว่า ห้ามแฟนเก่าอยู่ใกล้ๆกันมันคงจะจริง ไม่งั้นอะไรเดิมๆมันคงย้อนกลับมาชวนให้คิดถึงตลอดเวลาแน่ๆ

 “ยังเหมือนเดิมเลยนะ พี่ซองกยูพรึมพรำอยู่คนเดียวเบาๆจนผมฟังไม่ค่อยถนัด และไม่ทันได้ถามซ้ำ พี่โฮวอนดันเดินกลับมาพอดี

 

            เสียงเพลงรักที่เขาเคยเปิดตอนที่ขอคบผมดังคลอขึ้น บรรดาลูกโป่งนับไม่ถ้วนลอยเข้ามาพร้อมผู้ชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพับแขนคล้ายๆพี่ซองกยู จะต่างกันก็ตรงแค่ลายบนเสื้อเท่านั้น ถ้าให้เดาไม่ผิดฝ่ายเสื้อผ้าคงจัดให้ใส่คล้ายๆกัน

            พี่โฮวอนถือดอกกุหลาบสีส้มช่อเล็กที่มีตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลนั่งกอดอยู่แล้วห่อด้วยกระดาษบางๆสีชมพูอีกรอบนึง

เขาเดินเข้ามายื่นดอกไม้ที่ว่านั่นให้ผมโดยมีอูฮยอนคอยถือลูกโป่งกับเปิดเพลงสร้างบรรยากาศให้ และพี่ซองกยูที่ทำเพียงนั่งมองการเซอร์ไพร์สนี่ผ่านกระจกอีกทีด้วยหน้าตาที่ผมเองก็อ่านไม่ออก

มันอาจไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย พี่โฮวอนพูดยิ้มๆแล้วมองผม สารภาพเลยว่ามีเวลาเตรียมน้อยมาก

“…”

แต่พี่ก็ตั้งใจทำให้ที่สุดแล้ว

“…”

บอกตามตรงเลยว่าเรื่องแบบนี้พี่ไม่ถนัดเลย มยองซูเป็นคนแรกเลยนะ ที่พี่ทำอะไรแบบนี้ให้ พี่โฮวอนหัวเราะแห้งๆ ต่างกับผมที่ยังยืนทำอะไรไม่ถูก มันไม่ใช่ความรู้สึกตื้นตันดีใจแบบที่มันควรจะเป็น แต่เป็นความรู้สึกกลัว ไม่ชอบ และอีกต่างๆนานาที่ยิ่งทำให้ผมสับสันเข้าไปใหญ่

ขอบคุณครับ ผมแอบมองผ่านกระจกเงาเพราะอยากเห็นสีหน้าของคนที่นั่งอยู่หน้ากระจก อยากรู้ว่าพอเขาเห็นแบบนี้แล้ว เขาจะทำหน้ายังไง

 

            ตาเรียวเล็กปรายตามองผ่านผมกับพี่โฮวอนก่อนจะเบือนหน้ากลับไปจัดผมให้ตัวเองในกระจกต่อโดยไม่ได้สนใจอะไร

 

ชัดพอมั้ยมยองซู?

 

ชอบรึเปล่า? หลังจากเดินออกมาจากห้องแต่งตัวในตึกวิศวะ ผมกับพี่โฮวอนเดินตีคู่กันมาจนถึงด้านหลังเวที โดยมีอีกคู่เดินตามมาห่างๆ

อืม ผมตอบกลับไปสั้นๆแค่นั้น พี่โฮวอนก็ยิ้มชอบใจ

ไม่เสียแรงจริงๆที่ให้ซองกยูช่วย

“?”

ซองกยูมันถนัดเรื่องแบบนี้ สาวเลยติดเพียบไงพี่โฮวอนชื่มชมเพื่อนรักด้วยใบหน้าปลื้มปิติโดยมีผมคอยจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง

“…”

มันบอกว่าดอกกุหลาบสีส้มความหมายมันดี มยองซูต้องชอบแน่ๆ” ทันทีที่จบประโยคนี้สองมือของผมที่กำลังดูแลความเรียบร้อยบนร่างกายพี่โฮวอนก็หยุดชะงักทันที

“…”

อย่างคราวที่แล้ว ตอนที่พี่เอาดอกกุหลาบสีส้มไปขอคบมยองซู ก็ได้มันนี่แหละ แนะนำ

 

 

---------------------------The philophobia-------------------------------

 

 

-วาเลนไทน์เมื่อสามปีที่แล้ว-

           -21.44 .-

 

กับอีแค่ดอกไม้ดอกเดียวมันหายากมากรึไง ผมนั่งกอดเข่าบ่นกระปอดกระแปดอยู่ที่สนามหญ้าหน้าโรงเรียน โดยมีกองดอกไม้ ของขวัญและตุ๊กตามากมายนับไม่ถ้วนนอนแอ้งแม้งอยู่ข้างๆเพราะผมไม่ได้สนใจ

 

ก็อันที่อยากได้มันไม่ได้อยู่ในกองนี้นี่!

 

กลับบ้านเหอะมยองซู ดึกแล้ว จะมานั่งรอทำไมให้เสียเวลา ซองยอลที่นั่งเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆเริ่มทนไม่ไหวเพราะยุ่งเริ่มกัด ที่ว่างข้างๆซองยอลเองก็มีของขวัญวาเลนไทน์วางอยู่เยอะไม่แพ้กัน แต่ก็โดนทอดทิ้งวางไว้เฉยๆเหมือนกัน เพราะเจ้าของมือไม่ว่าง เอามาใช้ตบยุงอยู่ -_-

มึงกลับก่อนก็ได้นะ

มึงก็ต้องกลับด้วย ซองยอลเริ่มขึ้นเสียงดุนิดๆเพราะไม่อยากให้เพื่อนเสียเวลานั่งรอจนดึกไปมากกว่านี้ นี่ถ้าแฟนมันไม่มาไม่ต้องรอจนถึงเช้าเลยหรอ“

ถ้ากูกลับแล้วพี่ซองกยูมาล่ะ?

วันนี้พี่ซองกยูเขาก็มาเรียนมั้ย อยู่โรงเรียนทั้งวันทำไมไม่มาหามึงล่ะ จนป่านนี้แล้วเขาไม่มาแล้ว เพราะปีนี้เป็นมัธยมปีสุดท้ายบวกกับที่พี่ซองกยูฮอตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ปีนี้เขาเลยได้ของขวัญเยอะเป็นพิเศษ เหมือนเมื่อเช้าตอนที่ผมมาถึงโรงเรียน ก็เจอพี่ซองกยูยืนรับของอยู่หน้าตึกด้วยใบหน้ายิ้มๆเกือบชั่วโมงแล้ว ดูมีความสุข เทคแคร์แฟนคลับและทุกคนอย่างดียกเว้นก็แต่คนที่ขึ้นชื่อว่าแฟนอย่างผม

แต่จนแล้วจนรอดอย่าว่าแต่จะเอาอะไรมาให้ผมเลย วันนี้ทั้งวันเขายังไม่มาหาหรือแม้แต่จะโทรมาสักสายเลยด้วยซ้ำ หายเงียบไปจนผมแอบคิด ว่าเขาลืมผมไปแล้วรึเปล่า

มึงจะบอกว่าเขาลืมกูหรอวะ?

แล้วถ้าไม่ลืม เขาจะปล่อยให้มึงรอขนาดนี้หรอวะ? จบคำพูดซองยอล มยองซูที่นั่งกอดเข่าอยู่ก็ก้มหน้าปล่อยโฮกับอ้อมแขนตัวเองโดยมีซองยอลคอยลูบหลังปลอบอยู่ข้างๆ

 

            นี่คิมมยองซูแฟนพี่นะพี่ซองกยู  ทำไมลืมกันได้ลง ทำไมใจร้ายได้ขนาดนี้

           

มยองซู เสียงทุ้มต่ำที่เหมือนจะพูดไม่ทันเพราะกำลังหอบเรียกผมให้เงยหน้าขึ้น

พี่ซองกยู!” ผมเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหาเขา พี่ไปไหนมา

เรานั่นแหละ ไปไหนมา!”

ฮึก

พี่ตามหาจนหัวหมุนไปหมด เป็นห่วงจนจะบ้าอยู่แล้ว!”

เค้าก็รอตรงนี้ตั้งแต่เย็นแล้ว

แล้วทำไมไม่บอก พี่ก็ไปรอที่บ้านมยองซูตั้งแต่เย็นเหมือนกัน โทรมาก็ไม่รับ แถมยังส่งข้อความบ้าๆนี่มาอีก พี่ซองกยูโชว์หน้าจอมือถือที่เปิดหน้าข้อความให้ผมดู

 

[ มยองซู ]  เราห่างกันสักพักนะพี่ซองกยู

 

            ผมหยิบมือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดหน้าจอดู สายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับเกือบสิบสายที่ถูกเมมชื่อไว้ว่า เป็นพี่ซองกยูก็แจ้งเตือนขึ้นมาก่อนใครเพื่อน คงเพราะผมมัวแต่ฟูมฟาย นั่งเพ้อเลยไม่ทันได้ยินเสียงโทรศัพท์ พาลให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่

อธิบายให้พี่ฟังทีมยองซู

“…”

ที่เราพูดมันหมายความว่าไง?

ม ไม่ใช่แบบนั้นนะพี่ซองกยู

แล้วมันหมายความว่าไง ทำไมชอบพูดว่าจะไปจากพี่อยู่เรื่อยเลย อยากไปขนาดนั้นเลยหรอมยองซู อยู่กับพี่แล้วมันไม่มีความสุขเลยหรอ?

ถ้าเค้าสำคัญกับพี่ซองกยู พี่คงไม่ละเลยเค้าแบบนี้หรอก

“…” พี่ซองกยูไม่ได้พูดอะไร เขาหันหลังกลับแล้วเดินหนีออกไปเงียบๆ เขาคงเบื่อที่ผมงี่เง่า คงถอดใจกับคนที่คิดอะไรแบบเด็กๆ เขาคงไม่อยากทนอะไรกับผมอีกแล้ว เลยเลิกเดินจากไปทั้งๆแบบนี้

ไม่เป็นไรนะ พอเห็นผมเอาแต่ยืนมองจนอีกคนเดินไปถึงรถ ซองยอลเดินเข้ามาจับไหล่ผมเบาๆก่อนจะชวนกันเก็บของกลับบ้าน

 

บรื้นนนนน!

 

            เสียงมอไซค์ดังขึ้นใกล้ๆพร้อมๆกับไฟหน้ารถที่ส่องมาทางพวกเราสองคน จนต้องพากันหยีตามอง พี่ซองกยูขี่รถเข้ามาในสนามหญ้าแล้วมาหยุดที่ผม เลยทำให้ผมเห็นความจริงจะๆว่าตัวเองงี่เง่าแค่ไหนเพราะบนมอไซค์คันสีดำด้านมีดอกกุหลาบสีส้มวางอยู่เต็มไปหมด

สีส้มมันหายาก แถมยังต้องใช้เยอะอีก กว่าจะได้มาเล่นเอาน้ำมันหมดไปสองรอบแหน่ะ พี่ซองกยูพูดยิ้มๆพลางก้าวเท้าลงจากรถ ผมเห็นแบบนั้นเลยทิ้งของทุกอย่างในมือแล้วโผลเข้าสู่อ้อมกอดของคนตรงหน้าทันที

เค้าขอโทษ ผมปล่อยโฮใส่อกกว้างของพี่ซองกยูพลางพูดเสียงอู้อี้ไปด้วย เค้าเห็นพี่ซองกยูสนใจแต่ของของคนอื่น ทั้งๆที่เค้าก็อยากให้แทบตาย

แล้วใครไม่ยอมรับโทรศัพท์ล่ะฮึ? พี่ซองกยูผละผมออกเบาๆแล้วเปลี่ยนเป็นคล้องเอวไว้หลวมๆแทน ส่วนผมที่พอโดนพี่ซองกยูย้อนเลยทำหน้างอเหมือนเด็กโดนขัดใจแล้วไหนล่ะ จะให้อะไรพี่“”

มันคอหักไปเล่า ผมว่าพลางชี้ไปที่ดอกไม้ช่อนึงในกองของขวัญ ไอ้เราอุตส่าห์ตั้งใจหาโบว์ขาวดำลายจุดมาผูกให้น่ารักๆ แต่ที่ไหนได้ รอจนดึกดื่นป่านนี้ดอกไม่เหี่ยวก้านไม่หักก็ให้มันรู้ไปสิ -_-

ไม่เป็นไรหรอกน่า

งั้นเอางี้

“…”ผมเดินไปหยิบเจ้าดอกไม้คอหัก แก้โบว์ที่ผูกอยู่ออก วางดอกไม้ลงแล้วจัดการเอาโบว์อันนั้นมาผูกที่คอตัวเองแล้วเดินกลับไปหาพี่ซองกยูอีกครั้ง

อ้ะ ของขวัญชิ้นใหม่พี่ซองกยูทำหน้างงๆก่อนจะเปลี่ยนเป็นหลุดขำแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ในที่สุด

งั้นพี่แกะของขวัญเลยได้มั้ย?

 

 

            เขาเคยบอกว่าดอกกุหลาบสีส้มมันมีหลายความหมาย เห็นกี่ครั้งเขาก็จะนึกถึงผม เพราะมันสื่อให้เห็นถึงความสดใส เมื่ออยู่ใกล้ๆแล้วทำให้รู้สึกอบอุ่น

มยองซู?

ค ครับ?

เป็นอะไรรึเปล่า?

ทีหลังอย่าซื้อดอกกุหลาบสีส้มมาให้ผมอีกนะ

ทำไมล่ะ? ไม่ชอบหรอ

เคยชอบ

“…”

แต่ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว

เอางั้นก็ได้ ไว้เดี๋ยวคราวหน้าค่อยแก้ตัวใหม่ แต่ตอนนี้หันไปใส่จิวหูให้ซองกยูมันหน่อย พี่จะขึ้นเวทีแล้ว ผมหันตามเจ้าตัวไป ก็เห็นว่ารอบๆข้างเหลือแค่เราสามคน ผมหันไปรับปากกับพี่โฮวอนก่อนจะส่งเขาขึ้นเวที พอมาถึงหลังเวทีผมถึงเพิ่งรู้ว่าที่สองคนต้องขึ้นไปประกวดมันคืองานอะไร

 

ประกวดเดือนมหาวิทยาลัย

 

            ผมแบมือรับจิวหูที่เป็นรูปห่วงสองอันจากมือพี่ซองกยูแล้วค่อยๆใส่ให้เขา เขาเจาะที่หูขวาไว้สามรูและหูซ้ายอีกหนึ่งรู สองรูด้านขวาเขาเจาะไว้ที่ตำแหน่งกลางๆใบหูจนเกือบจะถึงด้านบนด้วยซ้ำ

 

            พอใส่เสร็จเขาก็หยุดมองหน้าผมพักนึงแล้วยิ้มบางๆให้ก่อนจะวิ่งขึ้นเวทีตามโฮวอนไปบ้าง ผมยกมือขึ้นมาจับจิวรูปฟันเฟืองที่หูตัวเอง พาลให้คิดถึงจิวอีกอัน อันที่เป็นรูปตัวเอสในกระเป๋าตังค์

            ผมเดินออกมาดูการประกวดอยู่หน้าเวทีกับอูฮยอนที่เดินมาเจอกันทีหลัง ระหว่างที่บนเวทีกำลังแนะนำตัวอะไรต่างๆนาๆ สตาฟข้างล่างก็เริ่มแจกดอกไม้ที่ใช้เป็นผมโหวตให้คนละดอกสองดอกแล้วแต่ใครจะเปย์

            ซึ่งกว่าจะมาถึงตรงที่ผมกับอูฮยอนอยู่ ดอกไม้ในตะกร้าก็ใกล้หมดเต็มที อูฮยอนเลยได้มาแค่สองดอก ส่วนผมก็ซื้อไปแค่ดอกเดียวตามมารยาทเพราะไม่ได้ตั้งใจจะซื้อให้ใครอยู่แล้ว

            การประกวดดำเนินมาจนถึงรอบตัดสินสามคนสุดท้าย ที่เหลือก็แต่พี่โฮวอน พี่ซองกยูและพี่มินโฮที่ผมก็เพิ่งเก็ทเอาตอนนี้เองว่าที่เขารีบร้อนตอนนั้นคือจะมาประกวดรายการนี้เหมือนกัน

            ส่วนพี่ดงอู เพิ่งตกรอบห้าคนสุดท้ายไปเมื่อกี้เอง ตอนนี้ก็คงกำลังไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตาอยู่ก็เลยไม่ได้มาดูเพื่อนๆที่เหลือประกวด

           

            พอทุกอย่างพร้อมพิธีกรเลยประกาศให้เหล่ากองเชียร์เอาดอกไม้ไปมอบให้ผู้เข้าประกวด อูฮยอนเลยไม่รีรอรีบเดินเอาไปให้พี่ซองกยูโดยแทบจะไม่ต้องคิดเลยด้วยซ้ำ ต่างจากผมที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิมเฉยๆพร้อมดอกไม้ในกำมือ

            พอทุกอย่างสงบ ทุกคนกลับเข้าที่เหมือนเดิม สตาฟเลยมารับดอกไม้จากทั้งสามคนไปนับคะแนน

ผลออกมาคือทั้งสามคนมีคะแนนเท่ากัน พิธีกรเลยประกาศหาว่ามีใครมีดอกไม้อีกมั้ย แต่ก็เงียบเพราะเมื่อกี้ทุกคนแย่งกันซื้อจนแทบจะหมดตลาดเลยไม่เหลือแม้สักดอก คนจัดงานก็หัวหมอดีนะ คิดวิธีให้ดอกไม้ขายหมดได้ในพริบตา

            ยังจำได้ใช่มั้ยว่าผมมีดอกกุหลาบในมืออยู่ดอกนึงที่ยังไม่ได้ให้ใคร และถ้าถามในใจจริงๆถ้าต้องให้ ผมจะให้ใคร คำตอบคงเป็นพี่มินโฮแน่นอนอยู่แล้ว แต่ที่เลือกจะเงียบ ไม่แสดงตัวว่าตัวเองมีอีกดอก คงเพราะเกรงใจล่ะมั้ง พี่โฮวอนจะรู้สึกยังไงถ้าเห็นผมเอาดอกไม้ไปให้คนอื่น

            แล้วถ้าถามอีกว่าทำไมไม่ให้พี่โฮวอน ผมคงตอบว่า ไม่อยากให้ นั่นแหละ คนเราถ้าไม่ได้รู้สึกอะไรด้วยแล้วจะเอาดอกไม้ไปให้ได้ไงล่ะ จริงมั้ย เพราะงั้นเลือกอยู่เงียบๆแบบนี้แหละดีแล้ว เดี๋ยวก็มีคนเอามาให้เองนั่นแหละ

มยองซู

หือ?

ช่วยเอากุหลาบไปให้พี่ซองกยูให้หน่อยสิ อูฮยอนที่หันมากระซิบผมจู่ๆก็ยกดอกไม้ให้ดู ตอนแรกเขาซื้อไว้สองดอกจริงๆด้วย แล้วทำไมตอนแรกไม่ให้ไปเลยทีเดียวล่ะ? ทำให้มันยุ่งยากทำไม

ทำไมไม่ไปให้เอง?

ฉันให้ไปแล้วรอบนึงไง ให้อีกรอบคงดูไม่ดีอ่า

ไม่ล่ะ

นะๆ ถ้าพี่โฮวอนว่าอะไร เดี๋ยวฉันไปอธิบายให้เอง” ผมทำหน้าเอือมก่อนจะพูดปฏิเสธอีกรอบแต่เหมือนอูฮยอนไวกว่า เขายัดดอกกุหลาบใส่มือผมแล้วชูแขนผมขึ้นสูงก่อนจะประกาศเสียงดังก้อง

ดอกสุดท้ายอยู่นี่ครับ!!”

            เสียงฮือฮาดังไปรอบทิศ พอๆกับหน้าของทั้งสามคนบนเวทีที่ดูก็รู้ว่าตกใจมากไม่แพ้กัน  ผมที่เลี่ยงไม่ได้แล้วเลยเดินเนิบๆอย่างเบื่อหน่ายเต็มทีเพราะความชุลมุนวุ่นวายมันดูน่ารำคาญมากสำหรับผม พอไปถึงหน้าเวที โจทย์ทั้งสามที่ยืนอยู่นิ่งๆ ไม่มีใครแสดงอาการใดๆที่แปลว่าอยากได้ดอกไม้จากมือผมสักคนเดียว

            ยกเว้นแต่พี่มินโฮที่ยิ้มบางๆให้ผมเหมือนทุกที เขาเป็นคนใจดี ยิ้มเก่ง เพราะฉะนั้นรอยยิ้มของเขาเลยกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ส่วนพี่ซองกยู เขายืนเฉยๆแต่สีหน้าแสดงออกว่าเบื่อเต็มทีเพราะคงแน่ใจแล้วว่าผมคงให้ใครไปไม่ได้นอกจากพี่โฮวอน ส่วนรายนั้นเลยยืนอมยิ้มพิมพ์ใจปานว่าที่หนึ่งอยู่แค่เอื้อมแล้วแบบนั้น

            ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะยกดอกกุหลาบขึ้นยื่นให้คนตรงหน้า เอาเถอะ ดอกไม้นี้ไม่ใช่ของผมและที่สำคัญผมไม่ได้เลือกเองว่าจะให้ใคร เพราะงั้นใครจะได้ไปก็ไม่เกี่ยวกับผม

            พี่ซองกยูตกใจเล็กน้อยที่เป็นคนถูกเลือก ก่อนจะค่อยๆนั่งชันเข่าข้างนึงแล้วเอื้อมมือมารับดอกไม้จากผมพลางพูดกับผมเสียงนุ่มๆพร้อมรอยยิ้มที่ละลายใจของใครต่อใครได้ ไม่เว้นแม้แต่ผม

ขอบใจนะ

 

            ต่างจากอีกคนที่ตกใจไม่แพ้กัน เขาเบิกตาโตแล้วมองตามผมไม่วางตา ก็บอกแล้วว่าถ้าเขาเห็นผมให้ดอกไม้คนอื่นเขาจะรู้สึกยังไง

 

แต่ชั่งเถอะค่อยว่ากันละกัน

 

 

            การประกวดจบลงที่พี่ซองกยูเป็นผู้ชนะ กลายเป็นเดือนมหาลัยเหมือนดังที่แฟนเขาอยากให้เป็น ซึ่งผมก็ไม่รู้นะว่าเขาจะบอกกันรึเปล่า ว่าดอกสุดท้ายนั่นจริงๆแล้วเป็นของอูฮยอน แต่ก็ชั่งเถอะ ไม่เกียวกับผม

พี่มินโฮผมเดินมาหาพี่มินโฮหลังงานเลิกที่หลังเวที แล้วเอาดอกกุหลาบดอกสุดท้าย (ของจริง) ให้เขาไป เพราะไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ให้พี่มินโฮเก็บไว้ดีกว่า

เอาดอกไม้มาให้พี่แล้วไม่กลัวมีปัญหากับแฟนรึไง? พี่มินโฮพูดไปถอดเสื้อนอกไปพลาง

ชั่งเขาเถอะฮะ ผมเบื่อ พอได้ยินพี่มินโฮพูดถึงเรื่องนี้เลยพาลให้ผมเซ็งๆ “แต่เอ้ะพี่มินโฮรู้ได้ไงว่าผมมีแฟน

อ่าว ก็มยองซูยังเอาดอกไม้ไปให้เขาบนเวทีอยู่เลย อย่าลืมนะว่าพี่ก็ยืนอยู่ข้างๆ

“หะ?”

ซองกยูไง พี่มินโฮรู้จักพี่ซองกยู และพี่ซองกยูก็รู้จักพี่มินโฮเหมือนกัน แต่ทั้งคู่เคยมีเรื่องกันนิดหน่อย เลยค่อนข้างจะไม่ค่อยถูกกัน และถ้าจะบอกว่าสาเหตุคือผม ก็ไม่ปฏิเสธ

ไม่ใช่สักหน่อย

อ่าว เลิกกันแล้วหรอ ตั้งแต่เมื่อไร? อย่างที่บอกว่าพี่มินโฮย้ายบ้านย้ายโรงเรียนไป ข่าวสุดท้ายของผมที่เขารู้คือผมกับพี่ซองกยูคบกัน แต่พอหลังจากนั้นเขาก็คงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

สองปีกว่าแล้ว


            พี่มินโฮดูตกใจนิดๆแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาให้กำลังใจผมแล้วบอกว่าไว้จะโทรไปคุยก่อนจะขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ผมเลยเออออตามเขาอย่างว่าง่าย แล้วเดินเอื่อยๆพร้อมดอกไม้ของพี่โฮวอนในมือกลับมาที่รถเพราะอยากกลับใจจะขาดแล้ว

            ที่รถพี่โฮวอนมีดอกกุหลาบสีส้มที่ถูกผูกโบว์กระดาษสีขาวไว้อย่างน่ารักเสียบอยู่ ดูแล้วก็รู้สึกคุ้นๆเหมือนดอกไม้ของร้านในมุมนั่นไม่มีผิด

            ผมเลยถือวิสาสะหยิบขึ้นมาดู ทีแรกก็นึกว่ามีคนเอามาให้พี่โฮวอน แต่พอดูการ์ดที่ติดมาด้วยก็ทำให้รู้ว่าผมคิดผิด

 

 myungsoo J 

 

            พอเห็นแบบนี้คงเป็นใครไปไม่ได้แล้วล่ะเนอะ มีอยู่คนเดียวที่บอกว่าชอบดอกกุหลาบสีส้มแล้วก็มีอยู่คนเดียวที่รู้ว่าผมก็เคยชอบเหมือนกัน

 

ถ้าจะซื้อ ฉันแนะนำสีนี้

ทำไม?

เปล๊าความหมายมันดีเฉยๆ

 

            ความหมายมันคือความสดใส ความอบอุ่นไม่ใช่รึไง ดูปกติจะตาย ทำไมดูชอบขนาดนั้น หรือมันมีความหมายอื่นอีก

            พอคิดได้ดังนั้น ผมเลยพลิกดูที่ก้านของดอกไม้เพราะจำได้ว่าถ้าเป็นดอกไม้ของร้านนั้นมันต้องมีแน่ๆ ความหมายของดอกกุหลาบสีส้มน่ะ

 

ฉันยังรักคุณเหมือนเดิม

 

 

 

 

 

---------------------------The philophobia-------------------------------

 

        

 

ตอนนี้แต่งเสร็จก็ลงเลย ยังไม่ได้ตรวจคำผิดเลย TT ไม่ว่ากันเนอะ
มากันเต็มๆไปเลยตอนนี้ เอามาง้อแล้วน้าที่หายไปนาน อย่าเพิ่งอันเฟบกันเด้ออออ

 

 

เผื่อใครนึกไม่ออกว่าจิวหูพี่กยูเป็นยังไง เป็นห่วงๆตามรูปเลยค่า J

 

*อย่าลืมไปคุยกันในแท็คน้า #ฟิคฟีโลโฟเบีย
บางทีไรท์จะอัพตัวอย่างตอนต่อไปไว้ในทวิตเตอร์ด้วย ไปติดตามหรือทวงฟิคได้เลยนะคะ

 
.
 
.
 
.
 
 
       
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #32 Phu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:03
    ไรท์หายไปนานอีกแล้ววว 5555สู้ๆนะ อยากอานตอนต่อไปแล้วง่ะ ไรท์ชอบชอบตัดบทงี้อ่ะจะรอนะ ซองกยูต้องการอะรัยกันแน่ห๊ะ และอีกอย่างอยากรู้มากว่าทำไมถึงเลิกกัน
    #32
    0
  2. #31 MyungLspace (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:19
    อยากอ่านต่อแล้วค่ะ55555555555
    #31
    0
  3. #30 MyungLspace (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 22:17
    อาาาาฮื่อออแน่ารักมากอะ โดยเฉพาะประโยคสุดท้าย55555555555555 สงสารพี่โฮสุดๆละคือทุ่มให้เค้ามากรักเค้ามาก ทำไมมยองใจแข็งแบบนี้
    #30
    0
  4. #29 wanda2522 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:53
    งุ้ยๆ ตอนนี้จะว่าหวานก็ไม่ใช่ จะว่าขมก็ไม่เชิง แต่ก็ดูกล้ำกลืนเนาะ ใจจริงอยากให้ซองกยูกับมยองดีกัน แต่อีกใจก็สงสารนัมกับโอด้วย เฮ้อเครียดแทนไรต์จริงๆค่ะ รอติดตามต่อไปนะ
    #29
    0