end. | THE PHILOPHOBIA 💔 GYUMYUNG { infinite }

ตอนที่ 6 : 💔 PHILOPHOBIA {04} ของเก่า vs ของใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 206
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    26 ส.ค. 61

                           
       

 

 

 

 

 

 

4
.

.

ของเก่า VS ของใหม่

 

 

-18.38 น.-

  

น้องครับ

ว่า?”

มีแฟนยังครับ?”

ถึงจะมีหรือไม่มี” ผมเงยหน้าขึ้นสบตากับรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้างหน้าตรงๆพลางยิ้มมุมปากอย่างกับตัวร้ายในละคร “ผมก็ไม่สนพี่หรอกครับ

 

            พูดจบก็หันหลังเดินออกจากตรงนั้นทันที ซองยอลที่อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นวิ่งตามมาด่าผมตามสเต็ปเดิม นับวันมึงนี่ชักจะทำตัวเหมือนแม่กูขึ้นทุกวันแล้วนะซองยอล -_-

 

มึงทำดีมาก เอาใจไป ><”  ว้อท?

 

มึงด่ากูเหมือนเดิมเหอะ มาแนวนี้กูสยองยังไงไม่รู้ผมพูดพลางยกคีย์การ์ดขึ้นมาสแกนที่ประตูเพื่อเข้าหอ โดยมีรูมเมทซองยอลเดินตามเข้าห้องต้อยๆ

 

ก็ตอนนี้มึงมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วงายย ต้องปฎิเสธคนอื่นก็ถูกแล้ว นี่ถ้าพี่โฮวอนรู้คงดีใจน่าดู ><”

 

แต่กูว่าที่กูปฎิเสธไปเมื่อกี้ไม่ใช่เพราะพี่โฮวอนว่ะ” ซองยอลหยุดบิดไปบิดมาแล้วหันมาเท้าสะเอวใส่ผมเหมือนเตรียมจะด่าถ้ามีชื่ออีกคนโผล่มาเกี่ยวข้อง “หยุดความคิดมึงเดี๋ยวนี้เลย คนพรรค์นั้นไม่มีอิทธิพลอะไรกับกูนานแล้ว

 

ถ้างั้นแล้วเพราะอะไร?”

 

กูสังเกตุตัวเองมาสักพักละ” ว่าพลางล้วงโทรศัพท์มือถือจากกระเป๋ากางเกงมากดยิกๆแล้วยื่นหน้าเว็บไซต์ที่เป็นรายละเอียดของโรคชนิดหนึ่งให้ซองยอลอ่าน

 

ฟีโลโฟเบียซองยอลรับโทรศัพท์ผมไปไว้ในมือแล้วก้มหน้าก้มตาอ่านตัวหนังสือในนั้นก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามผมย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ โรคกลัวความรัก?”

 

เออ

กังวลทุกครั้งที่เริ่มต้นคบใคร?” มันไล่อ่านอาการของโรคทีละข้อเพื่อจะเช็คว่าผมมีอาการตรงกับโรคนี้จริงๆหรือเปล่า

ตั้งแต่ที่เริ่มคบพี่โฮวอน กูยังหยุดกังวลไม่ได้เลย

มักห้ามใจตัวเองไม่ให้ถลำลึก

กูไม่ยุ่ง ไม่เข้าใกล้ หรือไม่ให้ตัวเองไปรู้สึกอะไรกับใครทั้งนั้น

ชอบอยู่คนเดียว ดูเหมือนจะรักสันโดษ และไม่เปิดใจ ไม่เปิดโอกาสให้ใครเข้ามาทำให้รัก สองข้อนี้กูคอนเฟิร์ม เพราะถ้ากูไม่บังคับ มึงคงไม่คบกับพี่โฮวอน แถมพอคบแล้วมึงยังไม่เปิดใจให้เขาอีก

 

“…”

 

ข้อต่อไป เมื่อต้องเจอกับสถานการณ์ที่หวานๆ หรือโดนรุกจีบ อาจมีอาการทางกายภาพ เช่น เหงื่อแตก ร้องไห้ ใจสั่น หัวใจเต้นรัวเร็ว หายใจแรง ชามือ-เท้า อาเจียน หรือเป็นลม

 

“…”

 

มึงกลัวมากเลยนี่  ใช่มั้ย?”

อือ

โครตเป๊ะ

 

“…”

 

ที่มึงต้องเป็นแบบนี้ เพราะพี่ซองกยูใช่มั้ย?” นัยน์ตาคมของผมอยู่ไม่เป็นสุขเหมือนกับคนกำลังสับสน  พร้อมๆกับริมฝีปากบางที่เม้มเข้าหากันอย่างรู้งาน  เขาไม่ได้จากไปแต่ตัว แต่เขาทิ้งรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันหายไว้ที่ผมด้วย

 

รอยแผลเป็นของโรคบ้าบอที่ทำให้ผมรักใครไม่ได้อีก

 

“…”

 

มยองซู” ซองยอลเรียกสติผมกลับมา เพื่อไม่ให้ไปนึกถึงผู้ชายที่เป็นตัวการของโรคที่ผมเป็นอยู่ไปมากกว่านี้ “ถ้ามึงรักใครสักคนได้จริงๆ มึงก็จะหายใช่ป่ะ

แต่ถ้าคนนั้นทำกูเจ็บอีก กูก็เป็นหนักกว่าเดิม

แล้วถ้าคนนั้นเป็นคนที่รักมึงจริงๆแล้วไม่มีทางทำให้มึงเสียใจล่ะ

ก็คงหายมั้ง

.งั้นคนนี้เลย ตอบโจทย์ทุกอย่าง

ใคร?” ผมตอบเสียงเซ็งนิดๆเพราะลำไยละมุดลองกองความลีลาของซองยอลสุดๆ คือจะพูดชื่อใครก็พูดเลยมั้ย ทำไมต้องเกริ่นนำเปิดตัวซะอลังการด้วย

พี่โฮวอน

หะ?”

ถ้ามึงรักพี่โฮวอนได้จริงๆ มึงก็จะหายจากโรคนี้

ทำไมต้องพี่โฮวอนด้วยวะ?”

หรือจะเอาพี่ซองกยู?” ซองยอลหรี่ตามองผมพร้อมกับถามกวนส้น “หรือที่มึงเที่ยวปฎิเสธทุกคนที่มาสารภาพรักมึงไม่ใช่เพราะกลัวความรักแต่เพราะมึงยังรักพี่ซองกยูใช่มะ?”

ถ้าจะพูดชื่อนี้ก็หุบปากไปเลย

งั้นก็สรุปว่าเป็นพี่โฮวอน

มีทางเลือกอื่นให้กูมั้ย?”

นี่เลิกยึดติดอะไรเก่าๆ แล้วลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆเข้ามาบ้างเถอะมยองซู

แล้วกูต้องทำไง อยู่ๆจะให้กูไปรักเขา กูคงทำไม่ได้หรอกนะ

นี่งายยย มันยังเหลืออาการอีกข้อนึง ‘ชอบหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คนมีคู่ชอบไปเดทกัน’ นั่นแหละ ที่มึงต้องทำ

 

 

 

---------------------------The philophobia-------------------------------

 

 

-10.13 น.-

 

          พอได้ยินว่าผมชวนไปเที่ยว อีกคนก็กุลีกุจอนัดตั้งแต่แปดโมงเช้า ซึ่งก็แน่นอนว่าผมไม่ตื่น ก็เลยทำให้เพิ่งมาถึงที่นัดพบหลังจากเลยเวลามาเกือบสองชั่วโมงแล้ว

            อีกคนแต่งตัวมาซะเต็มยศ ใส่เสื้อเชิ้ตสีดำทับในกางเกงขายาวพร้อมเซ็ทผมนิดๆยืนกดโทรศัพท์รอผมอยู่ที่หน้าน้ำพุ ต่างกับผมที่ใส่แค่เพียงเสื้อยืดธรรมดาๆ เพราะตัวผมเองออกแนวเหมือนโดนบังคับให้มาซะมากกว่า ก็แหงสิ  ไม่ได้เต็มใจมาสักหน่อย อีซองยอลคนเดียวเลยที่เสนอให้ผมชวนพี่โฮวอนมาเดทแล้วให้พยายามเปิดใจรักพี่โฮวอนซะ ซึ่งผมก็ว่าดีด้วย เพราะถ้าผมรักพี่โฮวอนเข้าจริงๆ มันก็รักษาได้ทั้งโรคของผมกับความรู้สึกของพี่โฮวอน 

 

แต่ก็อย่างว่า ของแบบนี้มันบังคับกันได้ด้วยหรอ?

 

พี่โฮวอน

อ้ะ มยองซู มาแล้วหรอ

โทษทีนะที่มาช้า” จริงๆเป็นเพราะผมลีลาเองต่างหาก ใจจริงมันไม่อยากมานี่นา -_-

ไม่เป็นไรครับ ^^” ตอนแรกนึกว่าเขาจะไม่อยู่รอแล้วนะ ก็เล่นมาช้าตั้งเกือบสองชั่วโมงขนาดนี้ ถ้าเป็นคนอื่นเขาคงโทรมาด่า เร่งผมยิกๆไปแล้ว  แต่นี่ไม่มีแม้จะว่าอะไรผมสักแอะ “แล้วมยองซูอยากไปไหนอะ?”

แล้วแต่

อ่า แล้วนายกินไรมารึยัง?” เจ้าตัวพูดพลางเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงแล้วมองหน้าผมแบบเก้ๆกังๆ

ยัง” ผมตอบห้วนๆกลับไป

อยากกินไรมั้ย?”

อะไรก็ได้!” ด้วยความรำคาญที่เขายังเซ้าซี้ถามนู่นถามนี่ไม่เลิกเลยทำให้ผมเผลอหลุดปากขึ้นเสียงใส่เขานิดนึง (?)

ไม่เอาอะไรก็ได้สิ มยองซูชอบกินอะไรล่ะครับ?” จะตามใจไปถึงไหนนะ ไม่เห็นจะเหมือนคนนั้นเลยสักนิดที่เอะอะก็ขัดใจลูกเดียว

 

 

เราอยากกินอะไร?”

แกงกิมจิ

อีกแล้วหรอไม่เอาอ่ะ กินอย่างอื่นเหอะ

อ่าว แล้วจะถามเค้าทำไมเนี่ย

มันเผ็ดนิดๆด้วยอ่ะ พี่ไม่ชอบ

ก็เค้าชอบอะพี่กยู” เด็กน้อยทำหน้างอแก้มพองลมเหมือนคนโดนขัดใจ

อย่ามางอแงนะมยองซู

เอาแต่ใจ

กินอะไรที่มันไม่อ้วนได้มั้ยอ่ะ พี่ไดเอทอยู่

กิมจิเนี่ยไม่อ้วน มีแต่ผักกกกก” มยองซูไม่ยอมแพ้ งัดเมนูเดิมขึ้นมาสู้อีกครั้ง “แต่เดี๋ยวนะ พี่กยูจะไดเอทไปทำไมอีก กลัวเด็กในสต๊อกไม่ชอบรึไง?”

ปะ เปล่า

พี่กยู!”

เราจะได้มีแฟนหล่อๆไง ไม่ดีหรอนี่ทำเพื่อเราคนเดียวเลยนะ ไม่ชอบว่างั้น?”

ไม่ใช่แบบนั้น เอ้ะแล้วทำไมผมกลายเป็นคนผิดแทนอ่ะ

แล้วสรุปจะกินอะไร?”

จะถามผมทำไมอะ พอบอกแล้วก็ไม่เอาๆๆ” พูดจบมยองซูก็เดินนำหน้าออกไปตึงๆ จนซองกยูอยากจะชกหน้าตัวเองสักที แต่ก็ไม่รอช้ารีบวิ่งตามอีกคนไปติดๆ

เดี๋ยวมยองซู

“…”

รอพี่ก่อน

“…”

พี่ขอโทษ” ซองกยูวิ่งไปตัดหน้ามยองซูได้ทันพอดี อีกคนเลยหยุดยืนทำหน้าบึ้งใส่คนตัวสูงกว่าอย่างเคืองๆ ซองกยูเอื้อมไปจับมือมยองซูขึ้นมากุมไว้ “งั้นไปร้านกิมจิกันนะ J”

 

มยองซู

คะ ครับ

เป็นอะไรรึเปล่า?”

เปล่า

ชอบแกงกิมจิหรอป่ะ พี่พาไป” พี่โฮวอนเดินนำเข้าไปในห้าง ขึ้นบันไดเลื่อนแล้วมาหยุดอยู่ที่หน้าร้าน

พี่รู้ได้ไง?”

ก็ตอนที่ยืนเหม่อเมื่อกี้ นายพูดออกมาเองนะ ไม่รู้ตัวรึไง?

“…”

เอ้อนี่ นายเคยกินต็อกโบกีร้านนี้รึยังอร่อยมากเลยนะ พี่อย่างชอบเลย” ผมส่ายหัวเบาๆ “งั้นพี่ให้มยองซูเลือก ว่าระหว่างกิมจิกับต็อกโบกี อยากกินอะไรมากกว่ากัน?”

 

            ถ้าจะให้เลือกจริงๆ ผมก็คงเลือกกิมจิอยู่แล้วเพราะผมชอบมาก ยิ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่บ้ากินเป็นเดือนๆเลย

และถ้าถามว่าทำไมถึงชอบขนาดนั้น คำตอบคือ พี่ซองกยูเป็นคนทำ รายนั้นเขาทำอาหารไม่ค่อยเป็นหรอก นอกจากต้มรามยอนแล้ว ก็มีแต่แกงกิมจิเนี่ยแหละที่ทำเป็น แล้วผมก็ชอบมองเวลาที่เขาทำอาหาร เวลาที่เขาจับอุปกรณ์ในครัว เวลาที่ได้เห็นเขาตั้งอกตั้งใจทำให้ผมกิน ผมชอบมาก มากจนต้องขอให้เขาทำให้กินทุกวัน

เพราะงั้นคำถามของพี่โฮวอนเลยดูเหมือนจะแทงใจดำสุดๆ เพราะถึงแม้คนถามจะไม่รู้เรื่องอะไร แต่สำหรับผมมันเหมือนถามเพื่อให้เลือกระหว่างพี่โฮวอนกับพี่ซองกยูยังไงยังงั้น

 

ว่าไงเลือกได้รึยัง?”

“…”

 

เลิกยึดติดอะไรเก่าๆ แล้วลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆเข้ามาบ้างเถอะมยองซู

 

“…”

ต็อกโบกีก็ได้ครับ

 


 

---------------------------The philophobia-------------------------------


 

 

-11.27 น.-

 

ปากเลอะแน่ะ” พี่โฮวอนพูดพร้อมยกมือเตรียมจะยื่นมาช่วยเช็ดซอสต็อกโบกีออกให้ แต่โดนผมปัดมือออกไปซะก่อน

เคยบอกแล้วไงว่าอย่าทำแบบนี้  ผมไม่ชอบ

พี่ขอโทษ” พี่โฮวอนหน้าจ๋อยลงทันทีที่โดนผมขึ้นเสียงใส่เป็นรอบที่ร้อยของวัน นี่ขนาดผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งวันเลยนะ โดนผมวีนใส่ไปตั้งเท่าไรละ แล้วยังจะทนได้อยู่อีกนะ เชื่อเขาเลย

ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ถ้าพี่กินเสร็จก็เช็คบิลเลยละกัน

 

 

             ผมเข้าไปสงบจิตสงบใจตัวเองที่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องน้ำสักพักก็เดินออกมาข้างนอก พบพี่โฮวอนยืนรออยู่หน้าห้องน้ำ ผมเลยเดินเข้าไปใกล้ๆ
เส็ดแล้วหรอ

อือ

ไปดูหนังกันมั้ย?” ผมพยักหน้านิดๆ ก่อนจะเดินคู่กันไปดูหนังต่อ เสร็จก็พากันเดินเล่นดูของนู่นนี่ไปตามประสา และพอรู้ตัวอีกที ฟ้าก็มืดไปแล้ว

 

ครืน~

 

คงกลับตอนนี้ไม่ได้แล้วล่ะ ฝนมาแล้ว” เราสองคนมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าห้างเวลาเดียวกับที่ฝนเทลงมาพอดี เราเลยยืนพิงกำแพงข้างประตูหลบฝนรอให้ฝนหยุดตกไปพลางๆ

“…”

อ่ะ พี่ซื้อมาให้” ซองกระดาษใบเล็กยื่นมาจ่อตรงหน้า ผมเลยยื่นมือไปรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนจะเปิดดูของข้างในที่บรรจุจิวหูรูปฟันเฟืองสีเงินอันเล็กๆไว้คู่นึง

 

“…”

เอาไว้ใส่คู่กันว่าพลางหันข้างๆให้ผมดูว่าตัวเองก็ซื้อแบบเดียวกันมาแล้วก็ใส่ไปเรียบร้อยแล้ว ผมอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะตอบเขาเสียงเย็นๆ

ผมไม่ได้เจาะหู” พี่โฮวอนหน้าเจื่อนๆเพราะกลัวจะซื้อมาเก้อ แต่ก็หาทางกู้สถานการณ์โดยการกลับมายิ้มหวานให้อีกครั้งนึง

 


ที่ซื้อให้เพราะพี่เห็นว่านายมีรอยเจาะหูนะมยองซู


 

ไว้เดี๋ยวพี่พาไปเจาะนะ

ไม่ล่ะ

“…”

ผมไม่ชอบ

มะ ไม่เป็นไร งั้นเก็บไว้เฉยๆก็ได้ ไว้คราวหลังพี่ค่อยซื้ออย่างอื่นให้เนอะ

ไม่ต้องซื้อหรอก มันเปลือง

ทำไมพูดงี้ล่ะ กับมยองซูพี่ไม่เคยคิดว่ามันเปลืองเลยนะ พี่อยากให้เพราะอยากให้จริงๆ

ขอโทษ” พี่โฮวอนที่ยืนก้มหน้าอยู่ ยิ้มออกอีกครั้งพร้อมๆกับที่ฝนเริ่มซาลง

“…”

“…”

“…”

ขอบคุณนะพี่

“…” พี่โฮวอนไม่ได้ตอบอะไร แต่เงยหน้าขึ้นมามองผมงงๆ ที่จู่ๆเสียงและอารมณ์ของผมดันอ่อนลงเฉยเลย

ที่ซื้อมาให้อ่ะ ขอบคุณนะ

ครับเขาส่งยิ้มหวานมาให้แล้วกลับไปยืนอมยิ้มอยู่คนเดียวอีกรอบ

“…”

“…”

“…”

รู้ตัวมั้ยเขาเริ่มพูดขึ้นก่อนเพื่อทำลายความอึดอัดของเราทั้งคู่ แต่เขาก็เอาแต่ก้มหน้ามองลงพื้น ไม่ค่อยหันมามองหน้าผมอย่างที่ควรจะเป็นเท่าไร “นายเป็นคนที่เดาใจโครตยากเลย

ยังไง?”

ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ไม่รู้ว่าที่ทำให้จะชอบมั้ย หรือจะโกรธหรือเปล่า

“…”

เดาไม่เคยถูกเลย

แล้วมันดีหรือไม่ดี

ไม่รู้สิ แต่พี่ว่าแค่นายชวนพี่มาเที่ยวก็ดีเกินพอแล้ว เพราะอย่างน้อยๆมันก็ทำให้พี่รู้จักนายมากขึ้น รู้ว่านายชอบอะไรไม่ชอบอะไร

ยังหรอก

หืม?”

พี่ยังไม่รู้จักผมดี ผมคนที่พี่เห็นไม่ใช่ตัวผมเลยสักนิด

หมายความว่าไง?”

ฝนหยุดแล้ว

“...”

กลับกันเถอะ

แล้วนายมายังไง?”

ขับรถมา

อ่อ

“…”

“…”

“…”

พี่

“…”

กลับด้วยได้มั้ย?” ผมเงยหน้าไปมองคนพูดด้วยสายตาที่อ่านยากเหมือนปกติ แล้วพยักหน้าเป็นเชิงตกลงให้เขาไปด้วย

แล้วรถพี่ไปไหน?”

อะ  อ๋อ ไอ้ซองกยูมันยืมไปสอนแฟนมันขับน่ะ” จนได้สินะ

...

“…”

ก็เอาสิ

 

 

---------------------------The philophobia-------------------------------

 


-20.19 น.-

            ผมขับรถมาจอดที่หน้าหอพักพี่โฮวอนโดยใช้เวลาเพียงแปปเดียวเท่านั้น หลังจากก้าวลงจากรถพี่โฮวอนก็มาหยุดข้างๆผมไม่ยอมเดินขึ้นห้องไปสักทีเหมือนมีอะไรจะพูดด้วย ผมเลยแอบกรอกตาใส่ไปหนึ่งทีแล้วเปิดกระจกหมวกกันน็อคขึ้นเพื่อจะได้ฟังเขาถนัดขึ้น

 “วันนี้โดนละอองฝนไปเยอะ กลับถึงหอแล้วก็รีบอาบน้ำสระผมนะรู้มั้ย เดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา

พี่โฮวอน

ว่าไง?”

ผมข้างหน้ามันทิ่มตา ปัดให้หน่อยคนโดนใช้ตกใจนิดๆแล้วยิ้มกว้างดีใจออกนอกหน้าทันที คงเพราะผมไม่ชอบให้เขาโดนตัวล่ะมั้ง พอมาครั้งนี้จะดีใจก็ไม่แปลก แต่เปล่าอ่ะ มือผมไม่ว่าง กำแฮนด์รถอยู่

ขับรถดีๆนะ

ครับ

ถึงแล้วบอกด้วย

รู้แล้ว

“…”

ผมไปนะ

 

            ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที ผมก็บึ่งรถมาถึงหอ แล้วค่อยๆลากสังขารตัวเองขึ้นห้อง ตรงไปที่ลิ้นชักโต๊ะคอม หยิบแป้นจิวสีดำรูปสามเหลี่ยมคว่ำที่มีตัวเอสอยู่ตรงกลางออกมาจากกล่องเล็กๆหลังจากปิดตายมันไว้ในนั้นหลายปี

            ผมเดินไปที่ระเบียงห้อง จุดที่ผมชอบไปยืนสิงอยู่เวลามีเรื่องไม่สบายใจ ก่อนจะยกแป้นจิวอันนั้นขึ้นสูงให้มีท้องฟ้ากับดวงดาวเป็นพื้นหลัง แล้วเงยหน้ามองตามด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา

            มืออีกข้างยกขึ้นมารูปวนที่ใบหูตัวเอง บริเวณรอยที่เคยเจาะเมื่อนานมาแล้ว ซึ่งจริงๆก็ปล่อยให้มันตันไปแล้วนะ แต่ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มันไม่ยอมตันสักที

 

เพราะนอกจากจิวบ้าๆรูปสามเหลี่ยมอันนี้แล้ว ผมก็ทำใจใส่อันอื่นไม่ได้สักที

 

เลิกยึดติดอะไรเก่าๆ แล้วลองเปิดใจรับอะไรใหม่ๆเข้ามาบ้างเถอะมยองซู 

 

พอเสียงซองยอลดังเข้ามาเตือนสติอีกครั้ง ผมเลยหยิบซองกระดาษสีน้ำตาลในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาเทใส่มือ  จิวรูปฟันเฟืองอันใหม่เลยล่วงลงใส่มือทันที

 

ถ้าเกิดเขาเห็นว่าผมทิ้งของของเขาแล้วเปลี่ยนไปใช้ของของคนอื่นล่ะ เขาจะรู้สึกยังไง?

           

            พอคิดได้ดังนั้นผมเลยจัดการถอดจิวรูปฟันเฟืองออกจากแป้นแล้วเอามาใส่ที่หูทั้งสองข้างอย่างยากลำบาก เพราะถึงแม้มันจะไม่ตันอย่างที่ผมบอก แต่ก็ใช่ว่ามันจะกรวงให้ใส่ได้ง่ายๆขนาดนั้น

 

            เจ็บนะ แต่ยอม

 

คาท๊ก~

            ผมล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋าหลังของกางเกงขึ้นมาสไลด์หน้าจอเปิดดูข้อความ ซึ่งเป็นข้อความของคนที่เพิ่งเจอกันเมื่อกี้นี้ส่งมา

 

[ พี่โฮวอน ]  ถึงรึยัง?

[ มยองซู ]  ถึงแล้ว

[ พี่โฮวอน ]  โอเคครับ

[ พี่โฮวอน ]  ฝันดีนะ

[ มยองซู ]  ฝันดีครับ

 

            ผมเลื่อนปิดหน้าจอสนธนาแล้วเปิดอันใหม่ที่เป็นของซองยอลขึ้นมาพิมพ์ถามหาว่ามันอยู่ไหน ทำไมยังไม่กลับหอ จากนั้นก็เลื่อนดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ ก่อนจะไปสะดุดที่หนึ่งคำขอเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊ค

 

 

‘gyu357 ได้ส่งคำขอถึงคุณ

 

 

            ในใจพลันเต้นโครมครามอย่างควบคุมไม่อยู่ โลกคงไม่กลมขนาดจะให้ผมเจอคนชื่อกยูในเวลาแบบนี้ถึงสองคนหรอกนะ  มือสั่นเทาข้างที่กำลังถือโทรศัพท์อยู่ ลดระดับลงปล่อยไว้ข้างตัวอย่างคนไม่มีเรี่ยวแรง พลางเก็บจิวรูปสามเหลี่ยมลงซองกระดาษแทนที่จิวฟันเฟือง


 

ผมนี่มันเป็นคนยังไงกันนะ

 

 

อยู่กับพี่โฮวอนทั้งวัน ยังไม่ใจเต้นแรงเท่าข้อความเพียงอันเดียวที่พี่ซองกยูส่งมาเลย...

 

 

 

 

 

 

---------------------------The philophobia------------------------------- 

 

-howon's part-


            ผมยืนยิ้มอยู่คนเดียวอย่างกับคนบ้าอยู่ข้างล่างหอไม่ได้ขยับไปไหนแม้เพียงก้าวเดียว ยิ้มให้กับความน่ารักของคนที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเมื่อกี้นี้ ที่อยากจะทำตัวน่ารักก็น่ารักซะจนผมตั้งรับไม่ทัน ตอนไหนอยากจะดุ อยากจะโหดใส่ ก็มาซะรุนแรง

 

            แต่ไม่ว่าจะมุมไหน นิสัยแบบไหน ถ้าทั้งหมดนั่นเป็นมยองซู ผมก็ชอบทั้งนั้น

 

(ไอ้โฮวอน!)

เอออ ว่าไงวะ

(ว่าไงอะไร มึงจะโทรมาเพื่อมาเหม่อใส่กูเนี่ยนะ เป็นไรของมึง?)

เปล่าๆ

(แล้วโทรมามีไร)

อ๋อ เออมึงอยู่ไหน

(เพิ่งทำงานที่คณะเสร็จ กำลังจะกลับแล้ว เนี่ยดงอูก็อยู่)

อ้าว แล้ววันนี้มึงไม่ไปหาน้องอูฮยอนหรอ

(ไม่ได้ไป อารมณ์ไม่ดี)

อารมณ์ขึ้นๆลงๆเนอะมึงเนี่ย

(ชั่งกูเหอะ)

เออออตอนนี้กูอยู่หน้าหอ ถ้าเสร็จงานแล้วออกมารับกูด้วย

(มึงจะไปไหน)

ไปส่งกูเอารถหน่อย กูจอดทิ้งไว้ที่ห้าง

(เอ้า แล้วทำไมมึงไม่ขับกลับมา ตอนไปก็ขับไปไม่ใช่หรอวะ?)

กูให้มยองซูมาส่ง

(...)

ซองกยู

(หะ?)

เงียบทำไม ได้ยินได้มั้ยเนี่ย?”

(เออๆ เดี๋ยวไปรับ)


---------------------------The philophobia-------------------------------

 



 ของใหม่ของโฮวอนจะทำให้มยองเราหวั่นไหวบ้างมั้ยน้ออออ~ 

พาร์ทนี้ยกให้โฮมยองเขาละกันโน้ะ

.

.

.

.







 



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

92 ความคิดเห็น

  1. #25 2kimnana (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2559 / 15:55
    นี่ว่ามยองซูไม่ได้เป็นโรคกลัวความรักหรอกมั้ง แค่รักซองกยูคนเดียวจนรักใครไม่ได้อีกแล้วต่างหาก*ว่าไปนั่น* มยองซูอารมณ์เหวี่ยงรุนแรงมากค่ะ โฮวอนก็ใจเย็นเหลือเกินคงจะรักมยองซูมากสินะ ถึงยอมทุกอย่างแบบนี้ แต่แอบร้ายนะคะโกหกน้องมยองด้วยอ่าาา อยากให้คุณโฮวอนเจอคนรักที่น่ารักนะคะ เท่าที่ผ่านมานี่ว่ามยองซูคงรักใครไม่ได้อีกแล้วแหละ ดูยังแคร์และคิดถึงซองกยูอยู่มากถึงจะไม่ยอมรับก็เถอะ แต่เรื่องราวก็ยังคาราคาซังอยู่ดี รอตอนต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้เสมอน้าาาา^^
    #25
    0
  2. #24 Tii (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2559 / 19:12
    มาอัพแล้ววววว สยองซูดยายามนะลืมเค้าให้ได้นะ

    ซองกยูก็ยังไงๆอยู่ไม่รู้ จะรอตอนต่อไปนะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #24
    0