[FIC UNDERTALE] (Sans x Frisk) After the Underground’s End

ตอนที่ 21 : -10- Memory

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 959
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    29 ต.ค. 60

-10- Memory



เด็กสาวนั่งพิงหัวเตียงที่ดูแล้วคล้ายกับเตียงในห้องพยาบาลหรืออะไรแบบนั่น ดวงตากลมโตสีทองสว่างมองเหล่าบุคคลแปลกหน้าที่เหมือนกับกำลังพูดคุยกันในเรื่องบางอย่างที่อาจจะเกี่ยวกับตัวของเธอก็เป็นได้ ร่างเล็กของเด็กสาวในวัย8ปี(เธอคิดแบบนั่นนะ)ก้มลงมองตัวของเธอพร้อมกับมองไปรอบๆสถานที่แห่งนี้


เธอจำไม่ได้ว่าที่นี่ที่ไหน แม้กระทั่งว่าตัวเองนั่น...คือใคร สิ่งที่เธอจำได้มีเพียงว่าเธอชื่อฟริกส์ อายุ8ปี เป็นเด็กผู้หญิง นอกนั่น...มันว่างเปล่าไปหมด เธอนึกอะไรไม่ออก ครอบครัว คนรู้จักหรือแม้แต่เรื่องของอารมณ์ทั้งหมด เธอก็ลืมจนหมด


 ทำไมเธอถึงว่างเปล่าแบบนี้นะ...


มือเล็กยกขึ้นกุมบริเวณหน้าอก ดวงวิญญาณรูปหัวใจสีแดงเปล่งแสงเรืองรองจางๆ เธอเห็นดวงวิญญาณของเธอเอง มันทำให้เธอรู้สึกได้ว่า ตัวเธอต้องก้าวต่อไปแม้ว่าจะยังไม่รู้ว่าจะให้ก้าวเดินไปทางไหนก็ตามที


ย้ำเตือนว่า เธอต้องไม่ทำผิดพลาดเหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา


แล้วอดีตของเธอมันคืออะไรกันล่ะ?




 

“ผะ...ผลการตรวจ ร่างกายปกติ ทางด้านความทรงจำเองก็ปกติ ดะ...เด็กคนนั่นไม่ได้เป็นอะไรนะแซนส์” เสียงของอัลฟี่ดังเข้าขัดจังหวะการพูดคุยแสนเครียดของแซนส์และคาร่า นั่นทำให้ทั้งคู่หันไปมองผลตรวจในมือของนักวิทยาศาสตร์สาว


“แต่ว่าความทรงจำของฟริกส์หายไปแน่ๆ” โครงกระดูกหนุ่มสวมเสื้อแจ็คเก็ตมีฮูดสีฟ้าเอ่ย ใบหน้าที่ของเขาเต็มไปด้วยความเครียดอย่างที่ใครๆก็ดูออก


“มันไม่ได้หายไปหรอกเจ้าถุงขยะหน้ายิ้ม” เด็กสาวเจ้าของดวงตากลมโตสีแดงทับทิมเอ่ยพลางเลือนสายตาไปมองเด็กสาวอีกคนที่มีใบหน้าคล้ายคลึงกับตัวเธอเองอย่างนิ่งๆ “ฟริกส์แค่...กลับไปเป็นเหมือนกับครั้งแรกที่เธอตกลงมาในอันเดอร์กราวด์...ว่างเปล่า”


แล้วทั้งคู่ก็เงียบไป...แซนส์และคาร่าตกอยู่ในความคิดของตัวเอง แอสเรียลกับอัลฟี่มองหน้ากันเลิ่กลั่กอย่างไม่รู้จะทำตัวยังไงในสถานการณ์แบบนี้ พวกเธอทั้งคู่ไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเด็กสาวคนนั่นเลยแม้แต่น้อยจึงไม่รู้จะแสดงความรู้สึกออกมายังไง


“นี่...” ริมฝีปากคู่เล็กเปล่งคำพูดออกมาอย่างแผ่วเบา แต่นั่นก็ดังมากพอที่จะเรียกความสนใจจากทุกคนไปได้ เด็กสาวหันหน้ามองมาทางเหล่าคนแปลกหน้านิ่งๆ ใบหน้าเล็กปราศจากอารมณ์ใดใดจนน่าแปลกใจสำหรับอัลฟี่และแอสเรียล “พวกเรา...รู้จักกันมาก่อนอย่างนั่นหรอ”


แซนส์นิ่งไปพร้อมกับจ้องมองเด็กสาวที่เขารักอย่างนิ่งเงียบ ทั้งๆที่สามารถช่วยฟริกส์ออกมาจากที่นั่นได้แล้วแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับลืมเรื่องราวระหว่างเธอกับบรรดามอนสเตอร์ที่เธอผูกมิตรไว้อีก...หรือว่า...นี่คือสิ่งที่ฟริกส์ต้องการจะสื่อเมื่อตอนที่พวกเขากลับออกมา


ฉันต้องจำได้แน่ๆ


รอยยิ้มอ่อนใจปรากฏบนใบหน้าของโครงกระดูกหนุ่ม เด็กสาวที่รู้ว่าตัวเองชื่อฟริกส์มองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ


แต่ลึกๆแล้ว...เธอกลับคุ้นเคยกับอีกฝ่ายอย่างน่าแปลก ราวกับรู้จักเขาเป็นอย่างดี


ดวงตากลมโตสีทองสว่างจับจ้องไปที่โครงกระดูกที่สูงกว่าตัวเองไม่มากนัก เขาเดินตรงเข้ามาหาเธอที่นั่งอยู่บนเตียงพร้อมกับยื่นมือของเขามาตรงหน้าเธอ


heh เธอไม่รู้จักวิธีการทักทายเพื่อนเก่าอย่างนั่นหรอ ยื่นมือมาแล้วจับมือกับฉันสิ”


ฟริกส์เอียงศีรษะเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจแต่เธอกลับยื่นมมือออกไปจับกับเขาเป็นการทักทายตามที่อีกฝ่ายพูด


ปรี้ดดดด...


เสียงประหลาดดังขึ้นลากเสียงยาวคล้ายกับการผายลมดังก้องไปทั่วห้อง ฟริกส์เผยสีหน้าแปลกใจแทนใบหน้าไร้อารมณ์เมื่อครู่ท่ามกลางสายตาเอือนระอาของคาร่า สีหน้าเหวอของแอสเรียลและสีหน้าเหนื่อยใจของอัลฟี่ที่พร้อมใจกันตำหนิโครงกระดูกหนุ่มในใจที่เล่นไม่รู้จักเวล่ำเวลา!


ใช่เวลามาเล่นมุขถุงตดนี่มั้ยเนี่ย!?!


heh ไม่เอาน่า ยังไงมุขนี่ก็ยังได้ผลอยู่เหมือนเดิมไม่ใช่หรือไง” แซนส์ที่รู้สึกได้ถึงสายตาของพวกเพื่อนๆของเขาก็หันไปขยิบตาข้างซ้ายให้ เล่นเอาคาร่าคิ้วกระตุกเลยทีเดียว


“ฟริกส์! ไม่ต้องไป...” คาร่าเบนสายตาจากแซนส์ไปมองฟริกส์ที่ก้มหน้ามองมือตัวเองนิ่งๆแต่ก็ต้องนิ่งไป


เมื่อเด็กสาวที่นั่งอยู่บนเตียงเริ่มที่จะหัวเราะคิกคักเบาๆราวกับว่ามุขเมื่อครู่ของแซนส์ตลกมากสำหรับเธอ โครงกระดูกหนุ่มมองเด็กสาวที่รักของเขาที่กำลังหัวเราะอยู่อย่างนิ่งงัน...ความทรงจำในครั้งที่เจอกันครั้งแรกย้อนกลับมา


ตอนนั่นเอง...ฟริกส์ก็ขำกับมุขถุงตดของเขาเหมือนกัน


 นั่นทำให้เขาหลับตาลงพร้อมกับยิ้มกว้างพร้อมกับเอ่ยแนะนำตัวเองให้เด็กสาวตรงหน้าฟัง อีกครั้งหนึ่ง


“ฉัน แซนส์ Sans the skeleton


เริ่มต้นกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง

.

.

.

.

ข่าวที่ว่าครอบครัวดรีมเมอร์รับเด็กมนุษย์อีกคนมาเลี้ยงฮือฮาไปทั่ว โลกได้เห็นอีกครั้ง มอนสเตอร์เลี้ยงดูเด็กสาวชาวมนุษย์ที่ไม่รู้ที่มาที่ไปคนหนึ่ง พวกมนุษย์เองก็ไม่เคยมีใครรู้จักเด็กคนนี้ ซ้ำ ประวัติของเด็กคนนี้ไม่มีอยู่ในระบบทะเบียนราษฎร์ของรัฐด้วยซ้ำ ปริศนาที่เกี่ยวกับว่าฟริกส์เป็นลูกของใครก็ยังคงไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด จนพวกเขาคิดว่าฟริกส์อาจจะเป็นเด็กกำพร้าที่พลัดหลงมาจากที่ไหนสักแห่งหนึ่งก็เป็นได้


หลายๆคนพยายามให้ครอบครัวดรีมเมอร์ส่งเด็กสาวให้ไปอยู่ในการดูแลของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่ทอเรียล ราชินีของเหล่ามอนสเตอร์กลับปฏิเสธทันที


“ฉันสามารถเลี้ยงดูเด็กคนนี้ได้ ฟริกส์เป็นครอบครัวของพวกเราแล้วตอนนี้”


นั่นทำให้ฟริกส์กลายเป็นลูกสาวคนที่สองของครอบครัวดรีมเมอร์ และดูเหมือนว่าคาร่าเองก็ทำหน้าที่เป็นพี่สาวของฟริกส์ได้อย่างดีเยี่ยมจนแอสกอร์กับทอเรียลยังแปลกใจ


และด้วยนิสัยที่แตกต่างจากคาร่า ฟริกส์เป็นเด็กที่ไม่เหมือนกับเด็กเลย เธอเป็นเด็กที่นิ่งเงียบพอตัว ไม่ค่อยพูดหากไม่จำเป็นจนทอเรียลเป็นกังวลว่าเธอจะสามารถเข้ากับเพื่อนใหม่ที่โรงเรียนได้หรือเปล่า แต่ปัญหานี้กลับไม่เป็นปัญหาสำหรับฟริกส์ในการหาเพื่อนเลย ถึงแม้ว่าเธอจะหน้านิ่งแทบจะไร้อารมณ์ แต่เธอก็ยังมีความตลกและเป็นมิตร เข้ากับคนอื่นได้ง่ายยิ่งกว่าคาร่าเสียอีก นั่นทำให้คุณแม่แพะเบาใจไปได้มาก สำหรับแอสเรียลเอง เขาก็ทำหน้าที่พี่ชายได้ดีเช่นกัน


การที่ฟริกส์สารมารถเข้ากับคนอื่นๆได้นั่นก็เป็นเรื่องที่ดีแล้วล่ะนะ


ทอเรียลคิดไปก็ฮัมเพลงไปอย่างอารมณ์ดี วันนี้เธอกลับมาก่อนเด็กๆ เพราะต้องการที่จะจัดงานเลี้ยงฉลองที่ฟริกส์ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว บ้านของเธอเต็มไปด้วยลูกๆของเธอทั้งสามนั่นทำให้เธออารมณ์ดีมากพอตัวเลยล่ะ


แม้เธอจะไม่รู้ว่าเด็กสาวที่รับเลี้ยงมาเป็นใคร แต่เธอรู้สึกราวกับว่าเธอเคยเลี้ยงเด็กคนนี้มาก่อนยังไงอย่างนั่น น่าแปลก แต่แอสกอร์บอกว่า อาจจะเป็นเพราะสัญชาตญาณความแม่ล่ะมั้งที่ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยกับฟริกส์ได้อย่างรวดเร็ว


“คุณแม่ค่ะ กลับมาแล้วค่ะ!” เสียงหวานคุ้นเคยดังขึ้นที่ทางเข้าหน้าบ้าน คาร่าเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถอดรองเท้าและถอดเสื้อโค้ทออก แอสเรียลเดินตามเข้ามาติดๆพร้อมกับคนสุดท้าย ลูกสาวคนเล็กของบ้าน ฟริกส์เดินตามหลังพวกพี่ชายพี่สาวเข้ามาอย่างเงียบๆ


“ยินดีต้อนรับกลับจ้าเด็กๆ” ราชินีของเหล่ามอนสเตอร์โผล่หน้าออกมาจากห้องครัวทักทายลูกๆของเธอ


“แล้วคุณพ่อล่ะครับ?” แพะหนุ่มเอ่ยถามพลางหันมองไปรอบๆ เขายังไม่เห็นแอสกอร์เลย


“กอรี่ยังไม่กลับมาเลย คงกลับมาเย็นๆนั่นแหละจ๊ะแอสเรียล”


ฟริกส์วางกระเป๋าลงบนโซฟาภายในห้องนั่งเล่นอย่างเงียบๆพลางฟังบทสนทนาระหว่างครอบครัวไปด้วย นี่เป็นระยะเวลา1อาทิตย์แล้วที่เธอได้มาอาศัยอยู่กับครอบครัวดรีมเมอร์ตามที่คาร่า เด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมแดงสั้นประบ่าแนะนำกับแซนส์


ที่นี่...สงบสุข


“ฟริกส์ วันนี้สนุกรึเปล่า” น้ำเสียงนุ่มนวลเอ่ยถาม นั่นทำให้เด็กสาวที่ตอนนี้ดวงตาของเธอปิดสนิทเงยหน้าขึ้นมองมอนสเตอร์แพะหญิงวัยกลางคนอย่างนิ่งๆก่อนที่จะพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบ


“สนุกดีค่ะ...”


ทุกอย่างมันคุ้นเคยราวกับว่าเธอเคยอยู่ที่นี่


“ดีแล้วล่ะจ๊ะเด็กน้อย” ทอเรียลยิ้มพร้อมกับยกมือขึ้นลูบศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีน้ำตาลเข้มนุ่มมือของฟริกส์เบาๆ เธอชอบที่ทอเรียลลูบศีรษะเธอแบบนี้จังเลย...


มันทั้งอบอุ่นและคุ้นเคย


ไม่ต้องห่วงนะจ๊ะ ฉันจะคอยดูแลเธอเองเด็กน้อย


ประโยคที่แสนคุ้นเคย น้ำเสียงนุ่มนวลของทอเรียลดังขึ้นในความคิดของเธอ


อีกแล้ว...


มันคล้ายกับว่าตัวเธอเคยอาศัยอยู่กับเหล่ามอนสเตอร์ ความทรงจำบางอย่างค่อยๆผุดขึ้นมาแต่ไม่ประติดประต่อกัน จับใจความไม่ได้ว่าเธอเคยรู้จักกับบุคคลเหล่านี้ได้ยังไง บางครั้งเธอก็เห็นภาพพร่ามัว บางครั้งก็ได้ยินเสียงหรือประโยคบางอย่าง บางครั้งมันก็มีความสุข...


บางครั้งมันก็เจ็บปวดเสียจนรู้สึกทรมาน


มือบางวางลงบนไหล่ของเด็กสาวอย่างแผ่วเบา ฟริกส์หันไปมองคาร่าที่ยืนซ้อนอยู่ข้างหลังเธอ เด็กสาวที่หน้าตาคล้ายคลึงกับเธอเผยยิ้มราวกับเป็นกำลังใจให้กับเธอ บ่อยครั้งที่คาร่าทำแบบนี้ เป็นกำลังใจให้เธอก้าวไปข้างหน้าต่อไป


คล้ายกับบอกว่า ไม่ว่ายังไงเด็กสาวที่อายุมากกว่านี้คนนี้จะคอยอยู่ข้างหลังเธอและผลักดันให้ฟริกส์ก้าวต่อไปเสมอ


“ไม่ต้องรีบหรอกฟริกส์” ดวงตากลมโตสีแดงทับทิมจับจ้องลงมาที่เด็กสาวร่างเล็กตรงหน้าเธอ “มันไม่เป็นไรแน่นอน เชื่อฉันสิ”


อย่าเพิ่งยอมแพ้ตอนนี้นะฟริกส์ Stay Determination!’ เสียงของคาร่าดังขึ้นภายในความคิดของเธอ เสียงจากความทรงจำที่ลืมเลือนไปดังขึ้นอีกครั้ง


*กำลังใจจากคาร่า ทำให้คุณถูกเติมเต็มไปด้วยปณิธาน*


เด็กสาวเผยยิ้มบางๆให้กับคาร่า



 

 

ก็อกๆ


เสียงเคาะประตูดังขึ้น ฟริกส์เงยหน้าขึ้นมองประตูก่อนที่จะหันมองคนอื่นๆในบ้าน ทอเรียลกำลังทำอาหารอยู่ในครัว คาร่ากับแอสเรียล...ท่าทางจะอยู่บนห้อง ส่วนแอสกอร์ที่เพิ่งกลับมาจากการทำงานก็กำลังรดน้ำต้นไม้อยู่หลังบ้าน ไม่มีใครได้ยินเสียงเคาะประตู


ก็อกๆ


ร่างเล็กของเด็กสาวลุกจากโซฟาก่อนที่จะเดินไปที่หน้าประตูบ้านเพื่อเปิดประตูต้อนรับแขก เสียงเคาะประตูยังคงดังอยู่ มือเล็กเอื้อมไปที่ลูกบิด แต่อะไรบางอย่างทำให้เธอหยุดชะงักไป


ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมากระทันหันก่อนที่เด็กสาวจะขยับริมฝีปากเอ่ยพูด


Who’s there?(นั่นใคร?)”


เสียงเคาะประตูหยุดไปพร้อมกับน้ำเสียงคุ้นเคยที่ไม่ได้ยินมานานจะดังขึ้นหลังประตูบานนั่น


Dish


Dish who?” ร่างเล็กถามกลับไป ไม่รู้ว่าเธอไปเอาคำพูดพวกนี้ไปจากไหน แต่เธอต่อบทสนทนาราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี


Dish (This) is a very bad joke. Can I come in yet, kiddo? (นี่เป็นมุขที่แย่มาก ให้ฉันเข้าไปได้รึยังเด็กน้อย)” เสียงหัวเราะจากอีกฝั่งดังตอบกลับมา ฟริกส์หัวเราะเบาๆก่อนที่จะเปิดประตูให้อีกฝ่ายเข้าไปภายในบ้าน ใครจะไปอยากอยู่ข้างนอกตอนที่หิมะกำลังตกแบบนี้กันล่ะ


เป็นอย่างที่เธอคิด แซนส์ที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านก้าวเข้ามาภายในบ้านครอบครัวดรีมเมอร์ด้วยท่าทางสบายๆ เขาซุกมือลงในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตสีฟ้ามีฮูดของเขาเองพร้อมกับขยิบตาซ้ายเล็กๆให้กับเธอ


ตึกตัก...


ไม่รู้ทำไม...มันถึงส่งผลให้หัวใจของเธอกระตุกเบาๆจนเด็กสาวต้องยกมือขึ้นกุมบริเวณหน้าอกด้วยความแปลกใจตัวเอง


“ไง เด็กน้อย ไม่ได้เจอกันตั้ง5วัน เป็นยังไงบ้างล่ะ” โครงกระดูกหนุ่มเอ่ยถาม เด็กสาวสะดุ้งนิดๆก่อนที่จะเอ่ยตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงค่อนข้างที่จะราบเรียบ


“สบายดี...ครอบครัวดรีมเมอร์ดีกับฉันมาก...ทั้งๆที่ไม่รู้จักฉันแท้ๆ...” มือเล็กกุมเข้าหากันด้วยความประหม่าอย่างไม่ทราบสาเหตุ ทำไมกัน...ทำไมเธอถึงรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆเวลาที่พูดคุยกับแซนส์ด้วย กับคนที่เพิ่งเคยเจอหน้ากันไม่นาน...


มือกระดูกยกขึ้นและวางลงบนศีรษะที่ปกคลุมไปด้วนเส้นผมสีน้ำตาลเข้มนุ่มมืออย่างแผ่วเบาๆก่อนที่จะขยับลูบศีรษะเธอตำแหน่งเดียวกับที่ทอเรียลลูบผมเธอก่อนหน้านี้ไม่มีผิด...


ที่แตกต่างน่ะ...คือความรู้สึกต่างหาก


ตึกตัก...


ดวงตากลมโตสีทองสว่างลืมขึ้นมองโครงกระดูกหนุ่มตรงหน้าอย่างตื่นตระหนก ใบหน้าน่ารักพลันแดงระเรื่อขึ้นจางๆเมื่อเห็นรอยยิ้มของอีกฝ่าย


“ดีแล้วนี่นา ฟริกส์”


‘heh ขอบคุณนะที่ทำให้น้องชายของฉันอารมณ์ดีทั้งวันแบบนี้


เอาHotdogมั้ยเด็กน้อย? หรือว่าจะเอาHotcatดีล่ะ?


เสียงความทรงจำจากที่ไหนสักแห่งหนึ่งดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันชัดเจนขึ้นเล็กน้อย เสียงที่ดังขึ้นเมื่อครู่...เป็นเสียงของแซนส์ไม่ผิดแน่นอน ฟริกส์จ้องมองแซนส์นิ่งอย่างใช้ความคิด มือเล็กยกขึ้นและเอื้อมขึ้นไปหมายจะแตะลงบนใบหน้าของโครงกระดูกหนุ่มตรงหน้าเธออย่างเหม่อลอย


แซนส์ยืนนิ่งรอดูว่าเด็กสาวตรงหน้าจะทำอย่างไร จากการที่คุยกับคาร่า ทำให้เขาพอจะเข้าใจถึงอาการของฟริกส์ บางครั้งอีกฝ่ายก็ทำท่าเหมือนจะจำบางอย่างได้แต่ก็เหมือนจะยั้งตัวเธอเองทันทุกทีและการกระทำบางอย่างไม่ชัดเจน แต่ก็บ่งบอกได้ว่าฟริกส์กำลังพยายามดึงความทรงจำของเธอกลับมาด้วยตัวเอง


จากการที่คาร่าเคยบอก เขา คือตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อฟริกส์มากที่สุด


เขาเชื่อ...ว่าฟริกส์จะไม่ทิ้งคำพูดที่จะพยายามดึงความทรงจำของเธอกลับมา


ไม่ว่ายังไง ฉันก็รอเธอได้ฟริกส์...ฉันจะพยายามทำให้เธอกลับมารักฉันอีกครั้งให้ได้ที่รัก


“แซนส์...” มือเล็กของเด็กสาวแตะลงบนใบหน้าของโครงกระดูกหนุ่มก่อนที่ปลายนิ้วจะไล้บริเวณแก้มของอีกฝ่ายเบาๆคล้ายกับกำลังใช้สัมผัสในการจดจำอะไรบางอย่าง


ความรู้สึกคุ้นเคยไหลผ่านปลายนิ้วมือของเด็กสาว เธอเคย...แตะตัวของอีกฝ่ายแบบนี้


เธอไม่เคยได้เห็นคนที่ทำงานสองอย่างในเวลาเดียวกันหรือไงเด็กน้อย ที่ป้อมในสโนว์ดิน โครงกระดูกหนุ่มสวมเสื้อแจ็คเก็ตมีฮูดสีฟ้าโบกมือมาให้กับเธอพร้อมกับเอ่ยบอกเมื่อเธอแสดงสีหน้าสงสัย ยิ่งเราทำงานมากขึ้น เราก็ยิ่งมีเวลานอนพักมากขึ้นไม่ใช่รึไงกัน?


นี่คือความทรงจำของเธอ...เกี่ยวกับแซนส์??


“อ้าว! แซนส์!? มาทำไมไม่บอกกันก่อนล่ะ?” เสียงนุ่มนวลดังขึ้น ทำให้เด็กสาวหลุดออกจากภวังค์ มือเล็กละออกจากใบหน้าของมอนสเตอร์ตรงหน้าด้วยความตกใจซึ่งแซนส์แอบรู้สึกเสียดายนิดๆที่ฟริกส์รีบละมือออกจากใบหน้าของตัวเอง


ทอเรียลเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับแปลกใจเมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กของบ้านอยู่กับแซนส์ที่หน้าประตูบ้านก่อนที่เธอจะยิ้มแย้มนิดๆ


“แซนส์ คุณมาหาคาร่าหรอ?” คุณแม่แพะเดินมาหยุดลงข้างๆฟริกส์ที่กำลังก้มลงมองมือของตัวเองที่เผลอตัวยื่นออกไปสัมผัสใบหน้าของแซนส์อย่างไม่เข้าใจตัวเอง ความคุ้นเคยจากสัมผัสของอีกฝ่ายทำให้เธอเผลอตัวอย่างนั่นหรอ?


Hiya ทอริ เปล่าหรอก ฉันไม่มีธุระอะไรกับเด็กนั่นหรอกนะ” มือทั้งสองข้างของเขาซุกลงในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตด้วยท่าทีสบายๆขณะที่ตอบ หากแต่ดวงตาของเขาไม่ได้มองทอเรียลเลยสักนิด เขามองมาที่เธอ เหมือนกับต้องการจะบอกว่าที่น่ะ มีธุระด้วยน่ะคือเธอต่างหาก


ฟริกส์สบสายตาของแซนส์อยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเบนสายตาหลบอย่างประหม่า


“อ้าว อย่างนั่นหรือจ๊ะ ถ้าอย่างนั่นทานข้าวเย็นด้วยกันสิ วันนี้ฉันทำอาหารเยอะแยะเลยเป็นการต้อนรับฟริกส์สู่ครอบครัวของเราน่ะ” ทอเรียลปรบมือตัวเองเบาๆพร้อมกับเสนอความคิดซึ่งแซนส์เองก็ไม่ตอบปฏิเสธใดใด ออกจะยินดีด้วยซ้ำที่อีกฝ่ายเอ่ยชวนเพราะเขาเอง...ก็อยากมีเวลาอยู่กับฟริกส์นานๆเช่นกัน


เขาต้องเร่งจีบฟริกส์ ได้ข่าวมาคร่าวๆว่า เห็นหน้านิ่งๆแบบนี้ แต่ฟริกส์เองก็ดังในหมู่เด็กๆเหมือนกัน ใบหน้านิ่งๆแต่ก็มีบรรยากาศของความเป็นมิตรแฝงมา แถมยังชอบใจดีกับคนอื่นๆอีกด้วย เขาจะไม่แปลกใจถ้าจะมีใครสักคนชอบเด็กสาวของเขาขึ้นมาจริงๆ


“ขอ...ขึ้นห้องก่อนนะคะ...” เด็กสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองทอเรียลราวกับกำลังขออนุญาต เมื่อคุณแม่แพะอนุญาต เธอก็รีบหันหลังเดินเพื่อขึ้นไปห้องของเธอซึ่งอยู่ชั้นสองแทบจะทันทีหากไม่ถูกเรียกไว้เสียก่อน


“เดี๋ยวสิฟริกส์ ไม่ชวนฉันไปด้วยหรือไง” ฟริกส์หันกลับมามองโครงกระดูกหนุ่มที่สูงกว่าเธอเล็กน้อย ทอเรียลหรี่สายตาลงมองแซนส์อย่างไม่เข้าใจ แต่เขาก็ไหวไหล่เบาอย่างสบายๆ “ฉันมีธุระกับฟริกส์น่ะทอริ เรื่อง...เกี่ยวกับความทรงจำของฟริกส์นิดหน่อย”


นั่นทำให้คุณแม่แพะพยักหน้าเบาๆ ฟริกส์ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะยอมให้อีกฝ่ายขึ้นห้องของเธอ


“เชิญ...ตามสบายนะ” ร่างเล็กเชิญอีกฝ่ายเข้าไปภายในห้องของเธอที่อยู่ริมสุดของทางเดิน แซนส์กวาดสายตามองไปรอบๆห้องของเด็กสาว มันแตกต่างจากห้องเด็กผู้หญิงทั่วไปพอสมควร ห้องของฟริกส์มีสีโทนอบอุ่นสีครีมๆ พื้นเป็นไม้สีเข้มปูด้วยพรมสีม่วงอ่อนๆอันนี้ทอเรียลคงเอามาปูให้ เตียงสีฟ้าอ่อนอยู่ชิดริมหน้าต่างบานใหญ่เห็นทิวทัศน์ของภูเขาEbottค่อนข้างชัดเจน ตู้เสื้อผ้าติดริมผนังตรงข้ามกับเตียง และโต๊ะเขียนหนังสืออยู่ข้างเตียง ตุ๊กตาที่อยู่บนเตียงมีเพียงตุ๊กตาสุนัขสีขาวสะอาดอยู่เพียงตัวเดียวเท่านั่น


เห็นแล้วนึกถึงผู้สร้างของโลกนี้เลยนะ...


heh ห้องสวยดีนี่เด็กน้อย สมกับเป็นเธอดี ถึงจะเรียบไปหน่อยก็เถอะ” โครงกระดูกหนุ่มเอ่ยวิจารณ์ก่อนที่จะเดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่โต๊ะเขียนหนังสือ เด็กสาวกอดอกพร้อมกับเอ่ยบางอย่างออกมา


“ใครจะห้องรกมีแต่ขยะเหมือนกับนายล่ะแซนส์...เอ๊ะ...?” มือเล็กยกขึ้นแตะริมฝีปากเล็กน้อยเมื่อรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา เหมือนว่าแซนส์เองก็นิ่งไปอย่างไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองได้ยิน ใบหน้าเล็กแสดงอารมณ์ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา


ฉันไม่เคยไปห้องของแซนส์เสียหน่อย...


โครงกระดูกหนุ่มมองเด็กสาวที่กำลังสับสนในตัวเองก่อนที่เขาจะลุกจากเก้าอี้พร้อมกับเดินเข้าไปหาเธอ แซนส์เอื้อมมือไปกุมมือทั้งสองข้างของฟริกส์เชิงเรียกสติของอีกฝ่ายให้กลับมา ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมองแซนส์ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน


คงสับสนกับความทรงจำที่ค่อยๆทยอยจำได้ทีละเล็กทีละน้อยสินะ


“ใจเย็นๆลงก่อนฟริกส์ นั่งลงก่อนดีมั้ยเด็กน้อย” ไม่ว่าเปล่า เขาจูงมือของเด็กสาวไปนั่งบนเตียงด้วยกัน มือทั้งสองข้างของเขายังกุมมือของฟริกส์อยู่ เธอรู้สึกแปลกๆ มือของเขาเป็นกระดูกมันทั้งแข็งและเย็นเมื่อเทียบกับมือของทอเรียลหรือแอสกอร์ หากแต่...ในความรู้สึกของเธอ มือของแซนส์นั่นอบอุ่นอย่างประหลาด มันทำให้เธออบอุ่นไปถึงดวงวิญญาณ


“ไหน ลองเล่าสิ่งแปลกๆที่เกิดขึ้นให้ฉันฟังหน่อยสิเด็กน้อย” ร่างที่สูงกว่าเธอเพียงเล็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ฟริกส์ก้มหน้าเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจว่าควรจะเล่าให้อีกฝ่ายฟังดีมั้ย แต่ความอบอุ่นที่อีกฝ่ายมอบให้กลับทำให้เธอปริปากเล่าออกมาอย่างง่ายดาย


นี่มัน...คล้ายกับเมื่อก่อน...คุ้นเคย...


มีอะไรรึเปล่าเด็กน้อยถึงมานั่งอยู่ริมแม่น้ำแบบนี้ พูดกับฉันก็ได้นะ


ไปกิลบี้กันเถอะฟริกส์ มาสิ ฉันรู้ทางลัด


เธออยากจะมีช่วงเวลาที่เลวร้ายมั้ยล่ะ


ความทรงจำระหว่างเธอกับแซนส์ผุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอค่อนข้างสบายใจขึ้น มันไม่ได้น่ากลัวที่จะจดจำสิ่งที่เราลืมไป เธอไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย ตัวตนที่เธอลืมไปไม่ได้เป็นคนอื่น แต่เป็นเธอ เพียงเพราะเขาพูด


“เธอไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรทั้งนั่นฟริกส์ ความทรงจำพวกนี้ของเธอ เธอไม่ต้องกลัว เธออาจจะจำเรื่องเลวร้ายบางอย่างขึ้นมาได้ แต่มันก็เป็นเพียงอดีตที่ย้ำเตือนเธอ เธอไม่ต้องเสียใจหากจำมันได้ เพราะทุกคน เขาให้อภัยเธอมาตั้งนานแล้ว” แซนส์จับจ้องใบหน้าของเด็กสาวนิ่งๆพร้อมกับยิ้มให้เธอ “แน่นอนว่ารวมถึงฉันด้วย ถึงจะเคยพูดไปแล้ว แต่ว่า...”


“ขอบคุณนะแซนส์...ที่ยอมให้อภัยฉัน” เสียงเล็กดังขึ้น มือเล็กบีบมือของโครงกระดูกหนุ่มเบาๆพร้อมกับยิ้มบางๆให้กับอีกฝ่าย แซนส์เบิกตากว้างเล็กน้อย


“เธอจำได้...”


เด็กสาวส่ายหน้าเบาๆเป็นเชิงปฏิเสธ


“เหมือนจะ...จำได้ขึ้นมารางๆ แต่ว่า...เรื่องของแซนส์...นึกขึ้นมาได้มากที่สุด...” ใบหน้าของเด็กสาวแดงระเรื่อขึ้นเล็กน้อยอย่างน่ามอง เธอก้มหน้าลงเล็กน้อยเป็นการปิดซ่อนใบหน้าไม่ให้แซนส์ได้เห็น


การกระทำของเด็กสาวข้างตัว มันน่ารักเสียจนทำให้แซนส์ดึงให้ฟริกส์ขยับเข้ามาใกล้เขาเพื่อให้สามารถมองใบหน้าของอีกฝ่ายได้มากขึ้น ฟริกส์สะดุ้งเงยหน้าขึ้นมองแซนส์อย่างตื่นๆ


“ฉันดีใจนะที่เธอจำเรื่องของฉันได้มากที่สุดน่ะฟริกส์” โครงกระดูกหนุ่มละมือหนึ่งที่กุมมือของเธอขึ้นมาแตะข้างแก้มของเด็กน้อยที่เขารัก “ถึงเธอจะจำไม่ได้...แต่ฉันจะบอกเธออีกครั้ง ฉันรักเธอนะ ฟริกส์”


ตอนนี้ใบหน้าของฟริกส์แดงก่ำด้วยความเขินอายลามไปจนถึงใบหน้าของเธอ


แซนส์มองเด็กสาวตรงหน้ายิ้มๆก่อนที่จะค่อยๆเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้กับใบหน้าน่ารักของฟริกส์อย่างช้าๆ เด็กสาวนิ่งตัวแข็งทื่ออย่างทำอะไรไม่ถูก แต่ตัวเธอก็ไม่ได้ยกมือขึ้นผลักให้อีกฝ่ายถอยหรือขืนตัวออกแต่อย่างใด


ทั้งหมดที่เธอทำก็แค่ยกมือขึ้นกำชายเสื้อแจ็คเก็ตสีฟ้าของอีกฝ่ายพร้อมกับหลับตาลงราวกับกำลังรอ


ปัง!!


แต่ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะแตะกัน ประตูหน้าห้องของฟริกส์ก็เปิดออกเสียงดังจนเด็กสาวรีบผละตัวออกห่างจากกันแล้วหันไปมองทางหน้าประตูอย่างตื่นตระหนก ส่วนแซนส์...ทำเพียงแต่แสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมาอย่างไม่ปิดบังอารมณ์ใดใดทั้งนั่น


Greeting! แหม ขัดจังหวะอะไรรึเปล่านะ =)” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างของเด็กสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลอมแดงสั้นประบ่าที่ยืนพิงขอบประตูอยู่ ดวงตากลมโตสีแดงทับทิมจับจ้องมาที่แซนส์ด้วยแววตาวาวโรจน์พร้อมกับแผ่รังสีบางอย่างที่ชวนเสียวสันหลัง


“รู้แล้วก็ยังจะเข้ามาอีกนะยัยเด็กนี่”


แต่แซนส์ก็จ้องกลับไปด้วยดวงตาที่เรืองแสงสีฟ้าประกายสีเหลืองอย่างน่ากลัว


ทั้งคู่จ้องมองกันอย่างไม่มีใครยอมใครราวกับรอว่าใครจะเป็นคนขยับตัวหยิบอาวุธพุ่งเข้าใส่ก่อนเป็นคนแรก


ฟริกส์มองสลับไปมาระหว่างพี่สาวจอมหวงกับโครงกระดูกที่เหมือนจะเป็นคนรักของเธอด้วยความลำบากใจ ไม่รู้จะห้ามยังไงดี

แต่ริมฝีปากเล็กก็ขยับยิ้มเล็กน้อย


ฉันกลับมาแล้ว...จริงๆสินะ


ขอบคุณมากๆนะแซนส์...ที่พาฉันกลับมา

.

.

.

.

END(?)




-Talk with Writer-

          สวัสดีค่าาาาาา เหมือนว่าเราจะหายไปนานอีกแล้วนะคะ งานเยอะจริงๆค่ะ ต้องกราบขออภัยสำหรับคนที่รออ่านจริงๆ เราติดงานจริงๆค่ะ ช่วงนี้หนักหนาแทบจะไม่ได้นอนเลย...เรียกง่ายๆว่า นอนเช้า 5555555 อ่านไปจะสังเกตว่ามันรวบรัดเลยล่ะคะ เรากลัวต้องหายไปอีกยาวๆเลยขอรวบนิดหน่อย ตอนนี้จบจริงๆแล้วค่ะ มีบทส่งท้ายนิดหน่อย แล้วก็จะจบเรื่องนี้แล้วค่ะ ตอนต่อไปขอลงบทส่งท้ายต่อเลยนะคะ ฟิครีเควสขอเลื่อนออกไปก่อนค่ะ

            เรื่องภาษาอะไรงี้น่าจะมึนหน่อย นอนน้อยด้วยแหละค่ะ รู้สึกอยากแต่งให้อ่านก่อนเลยฮึดลุกมาแต่งค่ะ คิดถึงแซนส์กับฟริกส์มากกกกก อ้อ แล้วขอสอบถามคนที่ขอEchoFlowerหน่อยค่ะ เรางงๆเรื่อง มันเป็นยังไงหรอคะ? ขอเรื่องย่อๆหน่อยนะคะถ้าใครรู้จักเราจะแต่งให้ค่ะ ไม่อยากแป้กเหมือนตอนEchofell ตอนนั่นรู้สึกสับสนเรื่องจนมั่วไปเลย 555555 ฝากด้วยนะคะ

             ยังไงวันนี้เราก็ขอลาไปก่อน ขอให้สนุกกับการอ่านนะคะ รักคนอ่านเสมอนะคะ จุ๊บๆ เจอกันใหม่ตอนหน้า บะบายยยยย

STAR
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

200 ความคิดเห็น

  1. #189 Hiromi_zan (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 มกราคม 2563 / 03:45

    เดี๋ยวน่ะ...เดี๋ยวน่ะๆ นี่คือจบแล้วจริงๆหรอ...ตั้งตัวไม่ทัน...ฮือออ! ไรต์คือจะปล่อยให้ไปมโนเองใช่ไหมคะ? ไรตตตต์!!! อืม...ไม่เป็นไรยังมีบทส่งท้ายอยู่อีกนี่เนอะ อืมๆ ถือว่าให้อภัยไป

    #189
    0
  2. #113 ออโลร่า Frisk (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 12:57
    หน้าร้ากกกกกกกกกกกง่า <3 ฟริกส์แต่...

    ทําไมคาร่าด้องเข้ามาขัดจังหวะด้วยง่ะ

    T_T
    #113
    0
  3. #111 Ploykoe (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 11:56
    คาร่าเธอนี่ชอบเป็น กขค. จริงๆเลยนะ =="!!
    #111
    0
  4. #110 MewgomiNakigo (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 11:23
    เดี๋ยวๆอย่าพึ่งตีกัน---//มองคาร่าสลับกับเเซน+อดเห็น(อ่าน)ฉากเด็ด
    #110
    0
  5. #109 มาริโกล ลูเซียโน่ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 10:07
    คาร่าาาาาาาาาาาาาาาา เข้ามาขัดตะไมมมมมมมมมม//จบแล้วสนุกมากค่ะ(?)
    #109
    0
  6. #108 fjfjhgjhgjgj (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 08:21
    ดูอัพสะ...
    #108
    1
  7. #107 friendly to lover (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 07:49
    งื้อ~งอนคาร่าแล้วว
    #107
    2