Miris's Side Story [Fic Alina Town]

ตอนที่ 7 : บทที่5 ความแปลกใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    6 เม.ย. 59

บทที่5 ความแปลกใหม่

 

     นับจากวันนั้น โลกของเธอก็เปลี่ยนไป ชีวิตในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆดูจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไปเมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาหาความค่ำคืนผ่านทางหน้าต่างๆอยู่เสมอ กิจวัตรในแต่ละวันที่ดูไม่แตกต่าง

     คนที่เรียกตัวเองว่าพี่ชายเขาโผล่มาหาเธอทุกวันในยามที่แสงอาทิตย์ลับขอบฟ้า แลนด์ มักจะเล่าเรื่องโลกภายนอก เล่าเรื่องที่เขาพบเจอในวันนั้นให้เธอฟัง ถึงแม้เธอจะไม่เคยที่จะเล่าเรื่องของเธอให้เขาฟัง เขาก็ไม่เคยที่จะซักถามหรือบังคับให้เธอเล่าเลยสักครั้ง เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกสบายใจที่ได้อยู่ใกล้ใครสักคนที่ไม่ใช่เคเรน อีกาประจำตระกูล หรือว่าหนังสือในห้อง แลนด์ทำให้เธอไม่รู้สึกเดียวดาย ทำให้เธอรู้สึกว่าโลกนี้ไม่ได้มีเธอคนเดียว แต่ว่า...

นี่เป็นสิ่งที่เธอควรจะได้รับหรือไม่ สิ่งนี้จะคงอยู่ได้นานหรือไม่ ท่านลุงจะพรากมันไปจากเธอหรือเปล่า เด็กสาวเฝ้าคิดเรื่องนี้ไม่เว้นแต่ละวัน

เธอรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มแปลกไป

เธอเริ่มจะรู้สึก...

แอ๊ด...

     ความคิดของเด็กสาวหยุดชะงักเมื่อประตูห้องของเธอเปิดออก เป็นสัญญาณว่ามีคนกำลังเข้ามา...

แปลก... เธอคิดในใจด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง ร่างของชายวัยกลางคนเดินเข้ามา ใบหน้าของคนที่เธอคุ้นเคยมาทั้งชีวิต คุณหมอลูคัส...

     มิริชมองคุณหมอประจำตัวนิ่งๆ แต่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยเพราะเมื่อเช้าคุณหมอไม่ได้มาตามเวลาปกติดั่งเช่นเคย แต่กลับมาในเวลาบ่ายโมงแทน

“ขอโทษที่มาช้านะมิช พอดีว่าต้องเตรียมของอะไรนิดหน่อยน่ะนะ” เขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่ดูก็รู้ว่าเสแสร้ง มิริชชะงักถอยหลังติดพนักเก้าอี้ตัวที่นั่งอยู่ด้วยความรู้สึกที่ไม่ไว้ใจอีกฝ่ายยิ่งกว่าทุกวันที่ผ่านมา แต่ดูท่าทางอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกอะไรกับท่าทางของเด็กสาวพลางเดินเข้ามาใกล้เธอช้าๆ “ทำไมถึงทำท่าแบบนั้นล่ะ หืม ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอกน่า จำไม่ได้หรือ”

     เธอมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบนิ่งไร้อารมณ์ที่แฝงแววไม่ไว้ใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย แต่เด็กสาวรู้...เขาไม่มีวันที่จะฆ่าเธออย่างแน่นอน...แต่นี่เป็นครั้งแรก...ที่เธอรู้สึกว่า คุณหมอคนนี้...น่ากลัวอย่างมาก

“เอาล่ะ...ไปกันเถอะนะลูกสาวของข้า”

     แล้วห้องนอนของเธอก็เปลี่ยนไป

.

.

.

     มิริชลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ...สีขาว...มองไปทางไหนก็มีแต่สีขาว...

“ชอบที่นี่มั้ย” เสียงทุ้มแหบของคุณหมอเรียกความสนใจของเธอไป มิริชพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่งแต่...

แกร็ง...!

     เธอมองสิ่งที่พันธนาการร่างของเธอให้ยึดอยู่กับเตียงด้วยใบหน้าเรียบเฉยแต่แววตาแฝงไว้ด้วยความตกใจ โซ่รัดแขนและขาของเธอให้ตรึงอยู่กับเตียงอย่างแน่นหนา อะไรบางอย่างรัดศีรษะของเธอแน่นจนทำได้แค่ขยับศีรษะไปทางซ้ายและขวา ความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเจาะเข้ามาในศีรษะของเธอที่หลังคอก็ปวดจี๊ดขึ้นมาเบาๆ

     โดยปกติเธอคงทำร้ายโซ่เส้นเล็กๆด้ด้วยกำลังที่สืบทอดมาในสายเลือดของแบล็คโรส หากแต่...ในเวลานี้เธอรู้สึกอ่อนแรงเหลือเกิน

“ท่าทางยาตัวนี้จะทำให้กำลังกายของคนในตระกูลแบล็คโรสลดลงเหมือนกับยาชาจริงๆด้วยล่ะน้า” ชายวัยกลางคนยิ้มกว้างอย่างพอใจในตัวยาที่เขาผลิตขึ้น “เจ้าได้ลองเป็นคนแรกเลย ภูมิใจกับความสำเร็จของข้าหน่อยสิ มิช”

     มิริชไม่ได้สนใจคำพูดของอีกฝ่ายอีกต่อไป พลางพยายามดิ้นรนให้ตัวเองหลุดออกจากสถานการณ์ที่น่าหวั่นใจนี้ให้ได้เร็วๆ หากแต่ฤทธิ์ยาที่อีกฝ่ายฉีดให้ ทำให้เธออ่อนแรงเกินกว่าที่จะพังโซ่พวกนี้ได้ ความรู้สึกจี๊ดที่หลังคอยังไม่จางหาย

     ดูเหมือนว่าคุณหมอลูคัสจะชอบใจที่เธอพยายามดิ้นรนหาทางทำลายพันธนาการต่างๆที่รัดตัวเธอไว้กับเตียงเป็นอย่างมาก เขาฮัมเพลงและหันไปจัดการกับเครื่องมือบางอย่างที่เธอไม่ทราบว่าคืออะไร แต่มิริชไม่สนใจอีกแล้ว

     เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำลายได้ด้วยกำลัง เด็กสาวจึงนิ่งไปแล้วมองตรงไปที่ชายวัยกลางคนทีฮัมเพลงแทน

“ปล่อย...ข้า...” เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นเบาๆแต่ฟังแล้วรู้สึกทรงอำนาจ ไอบางอย่างแผ่ออกมาจากร่างของเด็กสาวที่ถูกรัดอยู่บนเตียงสีขาวสะอาด

      หมอลูคัสนิ่งไปก่อนจะหันมาแล้วเดินตรงเข้ามาหาเด็กสาวเหมือนกับโดนสะกด แต่แล้ว...

“อึก!!” ความเจ็บปวดที่หลังคอก็ปวดขึ้นอย่างรุนแรงจนสติของเธอหลุดไป

“เกือบไปแล้วๆ” เสียงที่ฟังดูกวนประสาทดังขึ้น มิริชพยายามดึงสติออกมาจากความรู้สึกเจ็บปวดที่อยู่ๆก็เกิดขึ้นกระทันหัน “คิดว่าข้าจะยอมให้เจ้าควบคุมข้า อย่างนั้นหรือ คิดว่าข้าไม่ได้เตรียมการมาเลยหรือยังไง”

!” เด็กสาวมองสิ่งที่อยู่ในมือของชายวัยกลางคนที่เธอรู้จักมาทั้งชีวิต เข็มบรรจุของเหลวสีใส

“เอาล่ะ...ได้เวลาเริ่มการทดลองนี่แล้วล่ะนะ มิช”

“อ๊า!!!

 

ทั้งหมดที่จำได้...มีเพียงสีขาวของห้องทดลองและความเจ็บปวดของสมองเท่านั้น


 

“เฮ้! มิช ข้ามา...” เสียงทุ้มที่ฟังดูก็รู้ว่าเพิ่งจะแตกหนุ่มชะงักไปพร้อมกับมองเด็กสาวที่นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือภายในห้องอย่างเงียบๆเหมือนปกติ...

     แต่ที่ไม่ปกติน่ะหรือ..

“มิช...ทำไม...” เออร์แลนด์เอื้อมมือจะไปแตะตัวเด็กสาวที่นั่งนิ่งราวกับเป็นเพียงแค่ตุ๊กตาตัวหนึ่ง...ตุ๊กตาที่ถูกเล่นอย่างไม่ทะนุถนอมจนแทบจะพังคามือ

     ดวงตาสีแดงหม่นคู่สวยที่ใช้งานได้เพียงข้างขวาเลื่อนมาสบกับดวงตาสีดำของชายหนุ่มด้วยสายตาที่เรียบนิ่งติดจะไร้ความรู้สึกด้วยซ้ำ ลำคอขาวถูกพันปิดด้วยผ้าพันแผลสีขาวที่มีสีเลือดซึมออกมาจางๆจากที่หลังคอ ข้อมือบางทั้งสองข้างถูกพันด้วยผ้าพันแผลเช่นกัน

     เออร์แลนด์มองสภาพของคนที่เขานับเป็นน้องสาวด้วยความตกตะลึง สภาพเหมือนกับคนที่เพิ่งโดนซ้อมมาหมาด ครั้นจะถาม...เด็กสาวตรงหน้าก็คงไม่ตอบเช่นเคย

“มิช!” เสียงทุ้มของชายหนุ่มกระตุ้นให้เด็กสาวหันไปมองเล็กน้อย แลนด์ยิ้มกว้างที่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็มีปฏิกิริยาที่น่าพอใจ “ข้ามีของจะให้ด้วยล่ะ”

     สิ่งแรกที่เห็น...ความงามของสีดำที่สะท้อนกับแสงจันทร์ มิริชจ้องมันอยู่สักครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองคนที่เอามาให้ แลนด์ยิ้มกว้าง

“ก่อนหน้านี้ข้าเล่าเรื่องของเจ้าให้เพื่อนของข้าฟัง นางสนใจเจ้ามากนะ แต่ยังไม่มีเวลาจะออกมาหาเจ้ากับข้าด้วยเลย” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงออกจะน้อยใจเมื่อพูดถึงใครคนนั้น ซึ่งมิริชเองก็ไม่ได้ใส่ใจนัก “นางเลยให้ไอนี่มา ได้ของขวัญให้เจ้าน่ะ”

     มิริชก้มมองผนึกสีดำสนิทในมือ เธอรู้สึกได้ถึงความสบายใจที่แผ่ออกมาจากผลึกนั้นเบาๆ เด็กสาวกุมมันแน่น

“ขอบ...คุณ...” เสียงเล็กหวานเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา เออร์แลนด์ยิ้มกว้างอย่างยินดีที่เด็กสาวตรงหน้ายอมพูดออกมาแล้ว!

      เธอจัดการเก็บเจ้าผลึกนั่นใส่ลงในกระเป๋ากระโปรงสีดำสนิทอย่างทะนุถนอมราวกับมันเป็นสิ่งล้ำค่ายิ่ง ชายหนุ่มมองด้วยความพอใจ

“จริงสิ! วันหลังถ้าเพื่อนของข้าคนนั้นว่างล่ะก็จะพามาให้รู้จักนะมิช นางต้องดีใจมากแน่ๆที่ได้เจอเจ้า!” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้น ในขณะที่คนที่น่าจะตื่นเต้นอย่างมิริชได้แต่มองด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หากแต่แววตาเต็มไปด้วยความยินดี เธอพยักหน้าเบาๆตอบรับคำพูดของเออร์แลนด์

ก๊า!! เสียงอีกาดังขึ้นที่ขอบหน้าต่าง

     เรเวนบินโฉบหัวเออร์แลนด์อย่างจงใจ(?) แต่ชายหนุ่มก้มศีรษะหลบซะก่อนด้วยความรู้ทันแผนแกล้งของเจ้าอีกาปีศาจ

“เจ้านกนี่!” เขาเอ่ยอย่างหัวเสียนิดๆที่โดยอีกาที่ตอนนี้บินมาเกาะที่ไหล่ของเด็กสาวด้วยท่าทางเย้ยหยัน(?)เขาเต็มที่ “ถ้าไม่ติดว่ามิชอยู่ด้วยนะ แกกลายเป็นนกย่างไปแล้ว!

ก๊า!!! แต่ดูท่าเจ้าอีกาจะไม่ยอมแพ้ ร้องตอบกลับไปเสียงดังลั่นจนมิชต้องรีบปิดปากเจ้าอีกาไว้ ไม่เช่นนั้น...

“มิริช มีใครอยู่ในห้องนั้นหรือ...” เสียงทุ้มออกจากเย็นชาดังขึ้นจากนอกห้อง...

     เธอแทบจะกลั้นลมหายใจ เสียงของบุคคลที่เธอกลัว...เขากำลังยืนอยู่หน้าห้องของเธอ

“เสียง...อีกา...” เด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง...โชคดีไปที่เธอออกเสียงได้แต่น้ำเสียงแบบนี้...แบบหุ่มยนต์

     เสียงฝีเท้าก้าวออกไปห่างจากประตูหน้าห้องเรื่อยๆจนเสียงนั่นหายลับไป บ่งบอกได้ว่าท่านลุงไปแล้ว

“เฮ้อ...” เออร์แลนด์ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก มิริชเองก็ผลอยสงบใจไปด้วย “ดูเหมือนว่าจะเกือบไปแล้วนะเนี่ย!

“สงสัยวันนี้ต้องกลับแล้วล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะพาเรเวนมากับตัว มิริชมองส่งทั้งคู่ให้กลับดีๆ

     เออร์แลนด์เอื้อมมือมาลูบที่ดวงตาซ้ายของเด็กสาวที่ถูกปิดทับไว้ด้วยผ้าปิดตา เด็กสาวมองนิ่งๆแต่ไม่ออกอาการเบนตัวหลบแต่อย่างใด

“สักวันหนึ่ง...ข้าจะต้องช่วยเจ้าให้ได้มิริช” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง เด็กสาวแปลกใจนิดๆที่ได้ยินน้ำเสียงแบบนั้น แต่ก่อนที่จะได้พูดอะไร เขากับเรเวนก็หายไปจากห้องนี้ซะแล้ว...

จะว่าไป...วาร์บได้แล้วทำไมต้องปีนหน้าต่างเข้ามาด้วยล่ะ... มิริชคิดเล่นๆอย่างไร้สาระพลางหันกลับไปที่โต๊ะเขียนหนังสือก่อนจะลูบปกไดอารี่ที่เออร์แลนด์ให้มาในครั้งแรก...

ช่วยข้างั้นหรือ...? ช่วยจากอะไรกันล่ะ...

     แต่ว่า...การที่อีกฝ่ายพูดเหมือนกับเป็นห่วงเธอ แคร์ความรู้สึกของเธอแบบนี้...มันทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ แปลกมาก ไม่เคยมีใครเป็นห่วงเธอแบบเออร์แลนด์มาก่อน ไม่มีความรู้สึกคุกคาม ไม่มีความรู้สึกใดแอบแฝงนอกจากอยากจะรู้จักกับเธอเท่านั้น...ความแปลกใหม่ที่เธอได้ค้นพบ


      มิริชเฝ้าคิดเรื่องนี้ไปทั้งคืน...โดยไม่รู้ตัวว่า...วันต่อมาเธอจะ...โชคร้ายสุดๆ


-Talk with Writer-

//กลิ้งมาหย่อนตอนใหม่ไว้แล้วหลบรองเท้าที่ปามา อาาาา สวัสดีค่าาาา//ยิ้มแห้งๆ ขอโทษที่มาต่อช้า(มากๆ)เด้อ พอดีว่าติดนู่นนี่นั่น//เอาง่ายๆคือขก.---- อ้อ ติดฟิคundertaleด้วย ติดการบ้านด้วย กระซิกๆ อย่าหวังว่าตอนหน้าจะมาลงเร็วนะ//โดนเตะ วันนี้ไปก่อนล่ะ บะบายยยย ^^

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17 ความคิดเห็น