Mercury : เด็กกว่าแล้วไง ดูแลคุณได้แล้วกัน

ตอนที่ 46 : Mercury 46 : คิดถึง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 632
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 51 ครั้ง
    21 พ.ค. 62

      เมิร์สจูบพอหนักหน่วง ไม่ปล่อยให้พอได้เตรียมรับมือใด ๆ ทั้งนั้น มันเนิ่นนานจนพอเริ่มทนไม่ไหว ความอึดอัดในอกที่ไม่สามารถตะโกนร้องออกมาได้ ทำให้น้ำตามันทำหน้าที่แทน พอสะอื้นฮึกเบา ๆ พร้อม ๆ กับที่น้ำตาก็เริ่มไหลลงมา ขณะเดียวกันมือของเมิร์สก็ยังไม่หยุดลูบไล้ผิวเนื้อใต้เสื้อของพอ 
      ทว่า...เพียงไม่นานที่น้ำตาไหลออกมา มือของเมิร์สก็หยุดชะงัก แต่ปากเขาก็ยังคงจูบพอต่อไป แค่ลดความหนักหน่วงลง 
      แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือ พอไม่ได้รู้สึกว่ามีแค่น้ำตาตัวเองที่ไหล หยาดน้ำหยดหนึ่งมันหยดลงมาบนแก้มพอ ซึ่งมันไม่ใช่น้ำตาของพอ แต่เป็นน้ำตาของเมิร์ส...
      เขาร้องไห้ด้วย พอไม่รู้ว่าเขาร้องไห้ทำไม ไม่รู้ว่าทำไมน้ำตาเขาไหล แต่ที่รู้ตอนนี้คือเราทั้งคู่ต่างเจ็บปวดกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น 
     เมิร์สค่อย ๆ หยุดจูบพอ ก่อนจะผละริมฝีปากออกไป เขาเบี่ยงหน้าไปด้านซ้ายไม่มองหน้าพอ พอนอนนิ่งงันตวัดสายตาไปมองหน้าเขา เขาไม่ได้สะอื้น แต่น้ำตากลับแต้มอยู่บนใบหน้าและหน่วยตาจนขนตาเปียกชุ่ม 
     "ผมยอมแพ้" เขาเอ่ยโดยที่ยังไม่มองหน้ากัน "คุณยังยืนยันคำพูดเดิมอยู่หรือเปล่า" 
     พอสะอื้นเบา ๆ ไม่อยากพูดซ้ำเลยว่าตัวเองอยากเลิกกับเขา เพราะในใจจริง ๆ ไม่ใช่แบบนั้น 
     "ค่ะ" ขอรับคำแค่นี้พอ 
     เมิร์สพยักหน้าเบา ๆ ยังคงไม่มองหน้าและมองตากัน เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นออกจากตัวพอ ไปยืนตัวตรงนิ่งเงียบอยู่ปลายเตียง เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยคล้ายจะอยากให้น้ำตามันไหลกลับเข้าไปในหน่วยตามากกว่าจะปล่อยให้ไหลลง 
     "กลับไปเถอะพอเพียง ก่อนที่จะผมจะเปลี่ยนใจ" 
     พอลุกขึ้นมานั่ง มองไปยังร่างสูงซึ่งยืนหันข้างให้พอ น้ำตาพอไหลพรูลงมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่ ทำไมตอนที่พอบอกลาเมิร์สมันถึงไม่เจ็บเท่าตอนนี้กันนะ ทำไมคำพูดของเมิร์สที่ยอมปล่อยพอเป็นอิสระถึงได้ทำร้ายจิตใจพอขนาดนี้  ทำไมมันเจ็บจนลุกยืนไม่ไหวแบบนี้ 
     "อย่าให้ความหวังผม ด้วยการรีรออยู่แบบนี้เลยพอเพียง รีบไปซะ ถ้าคุณไม่ได้คิดจะเปลี่ยนใจ" 
    เขาพูดเหมือนไม่ไยดี แต่พอกลับรับรู้ได้ว่าเขาก็เจ็บปวดไม่แพ้กัน 
    พอค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน มองเขานิ่งอยู่เพียงครู่เพื่อจดจำร่างคนตัวสูงที่อายุน้อยกว่าให้ขึ้นใจ อยากกอดเป็นครั้งสุดท้ายแต่กลับทำแบบนั้นไม่ได้เลย ม่านกำแพงบางอย่างมันกีดกั้นจนพอไม่กล้าย่างกรายเข้าไป 
    จนในที่สุดต้องเดินออกนอกห้องเขาด้วยความเจ็บปวด แต่กลับมาทรุดนั่งลงพิงประตูห้องเขาแทนเพราะเข่าอ่อนจนเกินจะเดินไหว พอร้องไห้จนตัวโยนอยู่อย่างนั้นเพื่อกำจัดความรู้สึกอ่อนแอทั้งหมดทิ้งไว้หน้าห้องและสามารถลุกเดินกลับบ้านได้ 
     พอไม่รู้เลยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ตัวเองรักเมิร์สมากแค่ไหนก็ตอนที่น้ำตาไหลไม่หยุดแบบนี้...
     ยอมรับแล้วว่า รักเขามากจริง ๆ 


วีนัส Talks
      เมิร์สโทร.บอกให้ผมมารับมันที่บ้าน โดยไม่เล่าให้ฟังก่อนเลยว่า มีธุระอะไร แต่เมื่อฟังจากน้ำเสียง ผมก็ไม่กล้าปฏิเสธอะไรทั้งนั้น เพราะน้ำเสียงมัน...ฟังดูเหมือนคนไม่มีจิตวิญญาณไปแล้ว 
      ผมมาถึงบ้านก็เห็นมันเดินออกมาหาผมที่หน้าบ้าน โดยที่ผมยังไม่ทันได้ลงจากรถดี แต่ก่อนที่เมิร์สจะได้เปิดประตูรถเข้ามานั้น ผมก็เห็นแม่น้อยเดินออกมาจากบ้านคล้ายตามเมิร์สกลับเข้าบ้านด้วยสีหน้าเป็นกังวล ผมเลยลงมาจากรถ แอบแปลกใจว่าแม่น้อยกลับมาจากต่างประเทศตั้งแต่เมื่อไหร่
     "เมิร์ส...ลูกจะไปไหน" แม่น้อยเอ่ยถามพร้อมกับฉวยข้อมือมันไว้ด้วย 
     ไอ้เมิร์สหันไปมองแม่น้อย ด้วยแววตาไร้ประกายสดใส น่าแปลกก่อนหน้านี้สีหน้าและแววตามันเหมือนคนมีความสุขมากมายจนจะล้นตาอยู่แล้ว แต่วันนี้กลับต่างกันจากหน้ามือเป็นหลังมือ 
     เพียงไม่กี่วันไอ้เมิร์สกลับกลายเป็นคนละขั้วได้ขนาดนี้เชียวหรือ มันเพราะอะไรกันแน่
    "ผมไปค้างบ้านนัสนะครับ"
    มันบอกแม่น้อยด้วยถ้อยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งยิ่งกว่าความเงียบในป่าช้า สีหน้าก็เฉยเมยจนดูเหมือนคนไม่มีหัวใจอีกแล้ว
    "โกรธแม่มากเลยเหรอ" คำถามของแม่น้อย ทำให้ผมพอจับประเด็นได้ว่า มันคงมีปัญหาบางอย่างกับแม่
    "แม่หวังดีกับผม ผมไม่ได้โกรธแม่เลยครับ ผมโกรธแม่ไม่ได้หรอก" 
    "ถ้าไม่โกรธแม่ แล้วหนีไปนอนที่อื่นทำไม" 
    "ผมไม่ได้โกรธ แต่ผมทำใจอยู่ที่นี่ไม่ได้ ผมขอเวลานะครับ ผมกำลังเจ็บอยู่" 
    อ่า...เมิร์สบอกว่ามันกำลังเจ็บ สังหรณ์ใจว่ามันจะมีปัญหาเรื่องพี่พอเพียงแน่ ๆ หรือว่า...เป็นปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้?
    เมิร์สหมุนตัวเดินมาที่รถผมโดยไม่บอกลาใด ๆ กับแม่น้อย มันเปิดประตูรถโดยไม่แม้แต่จะตวัดสายตามามองผมสักนิด ผมยกมือไหว้พร้อมยิ้มให้แม่น้อยก่อนจะรีบเข้าไปในรถ 
     "เกิดไรขึ้นวะเมิร์ส มึงมีปัญหากับแม่เหรอ"
     หลังจากขับรถออกมาจากบ้านมันไม่นาน ผมก็รวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกไป แม้ว่าคนข้างตัวจะนั่งแข็งเป็นหินอยู่ก็ตาม 
     "กูเลิกกับพอเพียงแล้วนะ" มันโพล่งออกมาเบา ๆ นิ่ง ๆ ราวกับว่าเรื่องที่มันพูดออกมาเป็นเรื่องเล็กน้อยแสนธรรมดา แต่คุณครับมันทำให้ผมตกใจมาก
    "อะไรนะ! มึงเพิ่งเป็นแฟนกับพี่พอนี่"
    "กูมีอดีตนัส..." ผมขมวดคิ้ว หันไปมองคนข้างตัวที่สายตาเหม่อไปข้างหน้าอย่างไม่มีโฟกัส แต่ปากก็ขยับพูดกับผม "แม่กูโดนรถบิ๊กไบค์ชนเสียชีวิตคาที่"
    "ห้ะ!!" ตกใจสิครับ แม่ไหนมันอีกอ่ะ แม่มันก็ยืนอยู่หน้าบ้านเมื่อกี๊นี่
    "แม่?"
    "แม่น้อยไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของกู แต่เป็นน้าแท้ ๆ ของกูต่างหาก" มันยังคงพูดไป โดยที่ไม่ได้หันมามองหน้าผม 
    "แล้วยังไงวะ มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้"
    "แม่กูโดนรถบิ๊กไบค์ชน เพราะกู เพราะกูข้ามถนนไม่ดู กูรีบข้ามถนนไปหาแม่ที่มารับกูที่โรงเรียน แต่กูดันไม่ได้กลับถึงบ้านพร้อมแม่ที่ยังมีลมหายใจ..."
     ผมพอจะเดาเรื่องได้ลาง ๆ แล้วครับ เหตุการณ์วันนั้นคงทำให้ฝังใจมันจนถึงทุกวันนี้ เป็นใครก็คงไม่ต่างจากเมิร์ส
    "มึงรู้มั้ย เมื่อตอนเด็ก กูเป็นเด็กพูดมาก ร่าเริง เข้ากับทุกคนได้ดี แต่พอหลังจากเหตุการณ์นี้ กูรู้ตัวว่ากูกลายเป็นอีกคน กูคิดว่ากูมีชีวิตอยู่ก็จริง แต่กูไม่ได้มีจิตวิญญาณอีกต่อไปแล้ว เพราะมันถูกกระชากไปพร้อมกับแม่กู"
     บอกตรง ๆ ว่าเมื่อได้ฟังมันเล่า พร้อมกับรับรู้ความรู้สึกของมันตอนนี้ไปด้วยแล้ว ผมเศร้าครับ
     "กูไม่เป็นผู้เป็นคนอยู่นาน กูเหมือนคนบ้า กูฟังเพลงคิดถึงอยู่ซ้ำ ๆ ซ้ำจนทุกวันนี้กูไม่กล้าเปิดเพลงไทยฟังเพราะกูกลัวเจอเพลงนี้ กูกลัวจะต้องจมกับความรู้สึกที่ย่ำแย่ในวันนั้น กูผ่านเหตุการณ์ตอนนั้นมาได้ เพราะแม่น้อยคอยอยู่กับกู แม่น้อยช่วยทำให้กูดีขึ้น แม่น้อยทำให้กูรู้สึกเหมือนกูได้อยู่กับแม่อีกครั้ง แต่หลังจากที่กูดีขึ้นแล้ว กูกลับเดินออกไปยืนริมถนน กูอยากลองโดนรถชน แต่มีคนช่วยกูไว้ทัน...ทุกวันนี้แม่น้อยกลัวกูอย่างหนึ่ง คือกลัวกูจะทำแบบวันนั้นอีก แม่น้อยยังไม่มั่นใจ ว่ากูดีขึ้นแล้วจริง ๆ"
     ผมฟังไปก็ลองเชื่อมโยงเหตุการณ์ไปด้วย และพอจะสรุปในใจได้บ้าง
     "แม่น้อยให้มึงเลิกคบพี่พอเหรอวะ"
     "นัส...กูก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ ว่ากูชอบพอเพียงเพราะอะไร จิตใจกูบอกกูว่า กูชอบเพราะพอเพียงคือพอเพียง แต่มันขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น คนตั้งเยอะแยะมากมาย ทำไมกูต้องชอบคนอายุมากกว่า ทำไมกูต้องชอบคนที่เหมือนแม่กูทุกอย่าง ทำไมกูรู้สึกดีกับพอเพียง แล้วบางครั้งก็รู้สึกเหมือนกูได้อยู่ใกล้แม่"
     "เมิร์ส...กูเข้าใจมึงนะ"
     "กูยังไม่เข้าใจตัวเองเลยนัส แต่ทำไมคนรอบข้างกู ถึงได้ทำเหมือนเข้าใจว่ากูคิดอะไรอยู่ ทำไมแม่น้อยถึงเข้าใจว่ากูกำลังหาตัวแทนของแม่มาอยู่ข้าง ๆ ตัว แล้วกลัวว่าวันหนึ่งกูจะกลับไปเป็นเมิร์สที่เหมือนคนบ้าในอดีต ถ้าหากตัวแทนคนนั้นเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ทำไมทุกคนต้องคิดแทนกู"
     ผมเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วครับ แม้มันจะเล่ามาไม่ละเอียดนัก แต่ผมเข้าใจได้ดีเลย 
     "ลองอยู่กับตัวเองดูนะเมิร์ส บางทีมึงอาจจะหาคำตอบให้ตัวเองเจอก็ได้"
     ไอ้เมิร์สเงียบไป เอนศีรษะไปพิงกับเบอะรถ หน้าเงยขึ้นเล็กน้อย แล้วค่อย ๆ หลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อน 
     "ขออยู่กับมึงสักพักนะ กูไม่รู้จะพักพิงตรงไหนได้แล้วมึง"
     มันบอกผมด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ผมไม่เคยสงสารไอ้เมิร์สเท่าวันนี้ วันนี้มันดูสุด ๆ ของความเสียใจจริง ๆ เสียใจจนนิ่ง นิ่งแบบไม่เคยเป็นมาก่อน 


พอเพียง Talks
      อยู่ที่ห้องก็ไม่ได้ทำให้พอเลิกคิดถึงเมิร์สน้อยลงเลย เพราะในห้องมีเจ้าอุ๋ง ๆ ที่เมิร์สเคยซื้อให้นอนตาแป๋วมองพออยู่ ยิ่งเห็น ภาพในวันที่เราไปเที่ยวกันก็ย้อนเข้ามาหา ตอกย้ำความเจ็บปวดให้เจ็บจี๊ดขึ้นมาอีก หลบสายตาไปมองที่โต๊ะอ่านหนังสือก็มีโน้ตบุ๊คตัวที่เมิร์สเคยซื้อให้วางอยู่ พาลจะทำให้น้ำตาไหลไปอีก ผันสายตาไปอีกทางก็เจอชั้นวางหนังสือที่มีหนังสือคณิตศาสตร์ซึ่งเมิร์สเคยซื้อให้ใช้สอนพิเศษวางอยู่เต็มชั้น
     พอทรุดฮวบนั่งลงกับเตียง มีอะไรบ้างที่มองแล้วไม่ทำให้คิดถึงเมิร์ส พลันก้มหน้าลงซุกไปกับมือทั้งสอง ปล่อยให้น้ำตามันไหลลงมาเรื่อย ๆ โดยไม่อยากกลั้น สักพักก็เอนตัวลงนอนกับเตียง เมื่อร้องไห้จนเหนื่อยแล้ว ก็หันไปหยิบมือถือมาเปิดทวิตเตอร์ 
     นานแล้วตั้งแต่เริ่มเจอเมิร์ส พอก็ไม่ได้เปิดทวิตเตอร์เพื่อระบายความในใจเลย
     ปกติพอจะเลือกระบายความรู้สึกแย่ ๆ ความชอบ ความหลงใหล ความอยากทำโน่นทำนี่แต่ทำไม่ได้ ลงไปในทวิตเตอร์ พอรู้สึกว่าทวิตเตอร์คือพื้นที่ที่สามารถทิ้งอะไรก็ได้โดยที่ไม่มีใครมาวิจารณ์เรา เพราะไม่มีใครมากดติดตามเราเลย รู้สึกเป็นอิสระ 
      พอกำลังจะทวิตอะไรบางอย่างลงไป แต่สายตาดันเลื่อนลงไปเห็นทวิตเก่า ๆ ของตัวเอง
      'บางทีที่อดข้าวเย็นเนี่ย ก็อยากจะลดพุง แล้วก็ชะลอความแก่นะ แต่ที่เป็นผลพลอยได้ซึ่งมันดีมาก ๆ ก็คือ ประหยัดเงิน'
      โพสต์นี้คือโพสต์ล่าสุดของทวิตเตอร์พอ เมื่อได้อ่านแล้วก็รู้สึกสะกิดใจอะไรบางอย่างขึ้นมา จำได้ว่าเหมือนเมิร์สเคยว่าพอ ว่าให้กินข้าว อย่าอด อย่าประหยัดเงินจนไม่ยอมกินข้าว 
      พอเลยลองเลื่อนอ่านทวิตอื่น ๆ อีก 
      'เหนื่อยจัง' 
     เป็นโพสต์สั้น ๆ ที่สื่อความหมายออกมาจากตัวพอได้ดีว่า วันนั้นพอคงเหนื่อยจริง ๆ ซึ่งถ้าเหนื่อยไม่สุด พอจะไม่บ่นว่าเหนื่อยออกมาเลย
      'บางครั้งก็ต้องการนะ ใครสักคนที่มาดูแลเรา ต้องการใครสักคนที่ให้เราวางศีรษะไว้บนไหล่ได้โดยที่ไม่บ่นสักคำ ใครสักคนที่ทำอะไรให้เราโดยไม่ต้องการอะไรตอบแทน ใครสักคนที่ไม่หวังอะไรจากเรา นอกจากรักเราเท่านั้นเราอาจจะหวังมากไป เราเลยไม่มีใครเลยจนอายุเท่านี้'
     นี่ก็เป็นอีกทวิตที่ระบายความรู้สึกลึก ๆ ในใจลงไป แล้วมันก็ทำให้คิดถึงเมิร์สขึ้นมาอีก 
     นิ้วหัวแม่มือก็เลื่อน ๆ อ่านไปอีก กระทั่งเจอทวิตที่ทำให้สะดุด
     'เหนื่อยจัง บางทีก็อยากหยุดทำงานสักอาทิตย์เพื่อไปเที่ยวโดยเฉพาะ อยากไปหลีเป๊ะ อยากไปนั่งชิวสโลไลฟ์ที่คีรีวง อยากไปดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่น เดี๋ยว ๆ ญี่ปุ่นน่ะฝันไปก่อนนะพอ'
     ทวิตนี้ทำให้พอชะงักค้างมองอยู่นาน บางทีเวลาบ่นอะไรลงไปในโลกโซเชียล พอห่างจากมันเราก็ลืมไปแล้วว่าเราเคยโพสต์เคยบ่นแบบนี้ด้วย เมื่อมาอ่านเจอ เหตุการณ์หนึ่งก็ย้อนเข้ามาในความทรงจำอีกแล้ว
     พอไปเที่ยวคีรีวงกับเมิร์ส มีช่วงหนึ่งที่เมิร์สถามพอเกี่ยวกับคีรีวงว่า อยากไปไม่ใช่เหรอ ตอนนั้นพอก็ไม่ได้สงสัยอะไรมาก คิดว่าเขาคงเดาตามประสา  
     แต่พออ่านทวิตของตัวเอง พอคิดว่า...ที่เมิร์สรู้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เขาเดาเอาแน่ ๆ
     นิ้วเลื่อนลงมาอ่านทวิตอื่น ๆ อีก 
     'มีของที่อยากได้เยอะแยะเลย งือออ อดทนไว้ ๆ พอ แม่กับน้องมาก่อนนะ'
     อันนี้คือบ่นตามประสาคนมีกิเลสแต่ไม่สามารถสนองกิเลสตัวเองได้ เลยเลือกที่จะบ่นเป็นการระบายแทน 
     แต่ทวิตด้านล่างที่กำลังอ่านนี่สิ ทำให้พอสะดุดอีกแล้ว
     'เอาจริง ๆ การเดินห้างคือสิ่งที่เราชอบมากเลยนะ เวลาเหนื่อย ๆ อยากเดินเล่น ๆ ดูของในห้าง ถ้าเจอของชอบก็ซื้อเลย แต่มันติดตรงที่ เงินในกระเป๋าไม่อำนวย จะไปเดินห้างสักทีก็คิดแล้วคิดอีก ไม่อยากให้กิเลสมันพุ่งสูง'  
     ใช่แล้ว จริง ๆ การเดินห้างคือการผ่อนคลายอย่างหนึ่งของพอ และความทรงจำหนึ่งก็ดันผุดเป็นภาพขึ้นมาอย่างอัตโนมัติ 
      เมิร์สเคยพาพอไปเดินห้าง และซื้อของให้พอมากมาย 
      ทำไมมันช่างสอดคล้องกับในทวิตของพอนัก...
      พอเลื่อนนิ้วขึ้นมาเรื่อย ๆ เพื่ออ่านข้อความอื่น ๆ อีก 
      'อยากไปนั่งโง่ ๆ มองธรรมชาติเล่น ๆ'
      ใช่...พออยากมีช่วงเวลาแบบนี้มาก ๆ แต่ก็หาได้น้อย 
      กระทั่งเลื่อนมาเจออีกข้อความซึ่งคราวนี้มันทำให้น้ำตาที่เหือดหายไปแล้วของพอไหลลงมาอีกจนได้ มันไหลลงมาพร้อม ๆ กับความรู้สึกที่ค่อนข้างมั่นใจแล้วว่า เมิร์สอาจจะอ่านทวิตเตอร์ของพอแล้วแน่ ๆ ไม่ว่าเขาจะรู้มาจากใครหรือที่ไหนก็ตามว่านี่คือทวิตเตอร์ของพอ แต่นั่นก็ไม่เท่ากับ เขาใส่ใจพอมาตลอด โดยที่พอไม่รู้ตัวเลย
      'มองดาวในเมืองไม่สวยเหมือนมองจากชนบทเลย อยากยืนมองดาวนาน ๆ กับใครสักคนที่...รักเรา และเรารัก'
      เราเคยยืนมองดาวด้วยกันที่หน้าระเบียงบ้านพักที่คีรีวง เขาชวนพอออกมาดูดาว โดยที่พอเองไม่ได้สงสัยเลยว่าเขารู้ได้ยังไงว่าพอชอบมองดาว พอคิดว่าเขาคงเดาเอาว่าพอชอบ แต่ตอนนี้พอกลับคิดใหม่ว่า เขาอาจจะไม่ได้เดา 
      แต่เขารู้ต่างหาก...
      น้ำตาไหลอีกระลอก 
      ผ่านไปแค่วันเดียวเองที่เลิกกัน
     แต่พอคิดถึงเมิร์สจัง...


********************************************

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 51 ครั้ง

173 ความคิดเห็น

  1. #130 ดาด้า (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2562 / 15:22

    รอ ร๊อ รอ รอค่ะ

    #130
    0
  2. #128 Palinz (@evening731) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 10:25
    สงสารทั้งคู่เลย แงงง
    #128
    0
  3. #127 Koy_Jaja (@mornman) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 00:41

    งือ~~ เมิร์ส
    #127
    0
  4. #126 Nong Sriwichian (@aomdaun) (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 00:41

    มีไหมคะ ที่คนเดียว แต่กดให้กำลังใจได้หลายๆครั้ง ตอนนี้มันกระทบใจสุดๆ น้ำตาไหล
    #126
    0