เราเป็นนักเรียนมัธยมต้น
เรียนอยู่โรงเรียนประจำจังหวัด นามโรงเรียนว่า ราชโบริกานุเคราะห์
แล้วเมื่อไม่นานมานี้สักอาทิตย์ที่แล้ว ครูก็แจ้งให้เราเหล่าลูกเสือ เนตรนารี ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และยุวกาชาดทราบว่า วันที่1 2 3 สิงหาคมนี้ จะไปงานลูกเสือโปรดเตรียมตัวให้พร้อม แล้วครูก็บอกว่าการไปงานชุมนุมนี้ไม่โหดเท่าเข้าค่าย ครูบอกว่ารถจะออกตอนประมาณ 10 โมง เมื่อทราบดังนั้นเพื่อนๆ ในห้องก็เริ่มปรึกษาหารือกันถึงเรื่องการแสดงรอบกองไฟว่าจะเอาอะไรดี มีให้เลือกวันแม่กับโลกร้อน แล้วทุกคนก็เลือกวันแม่ การซ้อมก็เริ่มขึ้นและทุกคนก็ตั้งใจที่จะเล่นเรื่องนี้... หลังจากนั้นก่อนวันไปซึ่งคือวันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม 2551 เราก็เก็บกระเป๋าเตรียมย้ายบ้าน...มันไม่ขนาดนั้นหรอก
1 สิงหาคม 2551
ตอนเช้าตื่นประมาณตีห้าเพื่อไปทำบุญใส่บาตร ขากลับผ่านโรงเรียนที่เรียนอยู่มีเด็กนักเรียนหร็อมแหร็มเพราะยังเช้าอยู่มาก พอกลับมาถึงบ้านจัดนู่นจัดนี่เรียบร้อยแล้วก็ซัดข้าวเข้าปากอย่างเร็วพอกวาดหมดจานแล้ว ก็พบว่ายังไม่ถึงเจ็ดโมงครึ่ง เลยคว้าจักรยานแล้วปั่นสุดชีวิตไปที่โรงเรียนเนื่องจากบ้านกับโรงเรียนอยู่ใกล้กัน ก็พบกับลูกเสือ เนตรนารี ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และยุวกาชาด หอบหิ้วสัมภาระเหมือนจะไปทำงานที่กรุงเทพเดินเข้าโรงเรียนไป เห็นอย่างนั้นเราก็เลยปั่นสุดชีวิตกลับบ้านแล้วเอากระเป๋าเดินทางสะพายหลังก่อนจะคว้าจักรยานอีกครั้งแล้วเร่งปั่นสุดฝีเท้าไปโรงเรียน
ตอนแปดโมงก็เข้าแถวเคารพธงชาติ เสร็จแล้วประชุมกันอีกเล็กน้อย ก่อนแยกย้ายกันขึ้นรถที่ครูเช่ามา
บนรถ เรานั่งกับเพื่อนเนตรนารีสองคน(เราก็เป็นเนตรนารี แต่อยากเป็นลูกเสือมากกว่า) เพื่อนคนหนึ่งก็นัดแนะกับเราอย่างดีในฐานะคนพากย์การแสดงรอบกองไฟ จากเรื่องการแสดงก็เลยเถิดมาถึงเรื่องเพื่อน...เจ๊ริงโกะ(ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าอะไรใครรู้)เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งก็พูดอย่างเอาจริงเอาจังว่า...
นี่เป็นประโยคเท่าที่จำได้ อาจเรียงไม่ตรงกับที่เจ๊เขาพูด
"เฮ้ยปัน ทำไมแกอยู่คนเดียววะ ทำอะไรก็ทำคนเดียว งานกลุ่มก็ต้องทำคนเดียว ไมแกไม่หาเพื่อนวะ" (ริงโกะจังเซย์)
...ก็อยากมีเพื่อนอ่ะนะแต่พวกแกเห็นเราเป็นเด็กเลวแล้วนี่หว่า ยังจะมาพูดดีแกก็มองเราเป็นงั้นไม่ใช่เหรอ ไอ้ริงโกะจัง (เราเอง) แล้วเราก็พยักหน้าแบบขอไปที
"เออ แกก็เอาแต่เฉยๆ หัดทำอะไรซะมั่ง หรือจะหาเรื่องคุยก็ได้ สมมติแกอยากอยู่กลุ่มเราก็รู้จักหานักร้องดาราในดวงใจมั่ง" (ริงโกะจังเซย์)
"เราก็มี..." (เราเองพูดไม่ทันจบไอ้ริงโกะจังก็แทรก"
"กอล์ฟ ไมค์" (ริงโกะจังเซย์)
"ใช่" (เราเอง)
"เคโอติก" (ริงโกะจังเซย์)
"ก็ใช่" (เราเอง)
"เออ แบบนี้ก็ได้ไม่ใช่การ์ตูนอะไรก็ไม่รู้"
...ก็เราอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนนี่ ไม่ได้เป็นสาวๆ อย่างพวกแก ไม่ได้คลั่งนักร้องที่หน้าตา ไอ้ที่พูดๆ มาน่ะ ชอบฟังเพลงเขาแต่ไม่ได้คลั่งจนเป็นแฟนคลับว้อย ขาดลิงกินผัก(ลิงกิ้งพาร์ค)ไปด้วยซ้ำ เราชอบฟังร็อค แร็พ ฮิปฮอปว่ะ (เราเอง)
"ทำไมเวลาแกขำแกไม่ขำให้เขารู้ว่าขำวะ เอามือปิดปากแบบนั้นมันก็เหมือนไม่เต็มใจขำดิ" (ริงโกะจังเซย์)
"ก็...ถ้าขำแบบนั้น(หัวเราะอย่างเต็มที่)แม่บอกว่ามันไม่เรียบร้อย" (เราเอง)
"เฮ้ย ก็คนจะขำอ่ะ จะเรียบร้อยอะไรอีกล่ะ" (ริงโกะจังเซย์)
...(เราเอง)
"แล้วเวลาแกยิ้มอ่ะ ก็ยิ้มให้มันจริงใจหน่อยดิไม่ใช่ยิ้มแล้วหุบ แบบนั้นก็เหมือนไม่เต็มใจยิ้มดิ เวลายิ้มน่ะยิ้มให้เห็นฟันเลย" (ริงโกะจังเซย์)
...ยิ้มแล้วหุบแบบคำพูดของเจ๊(เราเอง)
"นั่นไง เวลายิ้มก็ยิ้มให้ฟันเลยซี่" (ริงโกะจังเซย์)
"แล้วก็เวลาแกเรียนน่ะ อย่ามาเท้าคางแล้วหลับตา เรารู้ว่าแกไม่ได้หลับในห้องแต่คนอื่นเขาคิดว่าแกหลับในห้องอ่ะ" (ริงโกะจังเซย์)
...ก็เราไม่ได้หลับแล้วพวกแกจะเอาอะไรวะ แค่เท้าคางแล้วพักสายตาก็มาหาว่าหลับและหูก็ฟังครูอยู่นะโว้ย งานก็ใช่ว่าไม่ทำ แค่เป็นคนเฉื่อยๆ แบบชิกามารุ มองเราเป็นงั้นและไอ้พวกเด็กเรียนคลั่งนักร้อง อ่านนิยายเอ๊ย (เราคิดเอง)
"เอ้อ...ปันเขาชวนเราไปสังขละอ่ะ ไปสร้างโรงเรียนให้เด็กกะเหรี่ยงอาทิตย์นึง แกจะไปมะ เขาชวนเราแต่เรา...(จำไม่ได้ว่าเจ๊เขาพูดอะไร) แกจะไปรึเปล่า" (ริงโกะจังเซย์)
"โอ้ สังขละพ่อเราทำงานอยู่" (เราเอง)
"เออ จะไปมั้ยล่ะ" (ริงโกะจังเซย์)
"เออๆ ไป" (เราเอง)
"ไปถามครูเอา แต่แกต้องเคลียร์การบ้านก่อนนะเว้ย" (ริงโกะจังเซย์)
"เออๆ" (เราเอง)
แล้วหลังจากนั้นคุยอะไรกันต่อก็จำไม่ได้แล้ว ขี้เกียจจำจบ
พอมาถึงค่ายก็ถูกแยกกัน ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และผู้บำเพ็ญประโยชน์ เพื่อนๆ ในห้องก็แตกกระสานซ่านเซ็นไปอยู่กองนู่นหมู่นี่ตามที่ครูเขาจัดไว้ แล้วครูกก็แยกเป็นสีด้วยเราอยู่สีแดงกับยุวกาชาดและผู้บำเพ็ญประโชน์อีกนิดหน่อยส่วนเราก็เป็นคนเดียวที่เป็นเนตรนารี แล้วครูก็แจกกระดาษสีเหลืองที่มีกิจกรรมทั้งสิบเอ็ดที่ต้องผ่านให้ได้ และถ้าจะผ่านก็ต้องให้ครูเซ็นในแต่ละฐาน หลังจากนั้นก็ไปที่ห้องพักโยนกระเป๋าเข้าห้อง แล้ววิ่งรี่มาต่อแถวเป็นครึ่งวงกลมเพื่อเปิดกอง เสร็จแล้วก็ไปทานอาหารกลางวัน
ด่านแรกเป็นด่านภาวะโลกร้อน ครูให้เราทำมายแม็พปิ้งและเขียนคำขวัญ หมู่เราก็แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งเขียนคำขวัญ และอีกกลุ่มเขียนมายแม็พฯซึ่งเราก็อยู่ในนั้น เสร็จจากภาวะโลกร้อนก็ไปด่านคุณธรรมแปดประการ ครูให้เราจับฉลากว่าได้อะไรแล้วก็เอาหนังสือพิมพ์ไปหาภาพแล้วก็ตัดตัวอักษรมาเรียงเป็นคำ ซึ่งกลุ่มเราได้สามัคคี รู้สึกว่าจะตัดภาพนักฟุตบอลไม่ก็นักกอล์ฟออกมา แล้วก็เรียงคำเป็นประโยคว่า สามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย
ตอนเย็นกินข้าวเสร็จก็ไปเปลี่ยนชุดโดยยังไม่ได้อาบน้ำเพื่อเข้าฐานผจญภัย
ฐานมีทั้งสิ้น19ฐาน แต่ต้องผ่าน12-13ฐานขึ้นไป ซึ่งกลุ่มเราได้แค่11ฐานแต่ครูให้ผ่านเพราะเกิดเหตุที่ทำให้ต้องเลิกเร็วกว่าเวลาจึงให้ทุกคนผ่านเป็นการชดเชย จากนั้นก็มีการชุมนุมกันเล็กน้อยก่อนแยกย้ายกันไปอาบน้ำนอน ซึ่งเราต้องอาบน้ำเป็นคนสุดท้าย แล้วพอเราเข้าไปอาบน้ำก็พบว่าน้ำมันมีน้อยเหลือเกิน แต่ก็มีพออาบ เสร็จแล้วก็ไปนอนเบียดกับเพื่อนร่วมกลุ่ม
2 สิงหาคม 2551
อันว่าด้วยตอนเช้าที่ต้องตื่นแต่ตีห้าไปทำกายบริหาร เสร็จแล้วก็ไปอาบน้ำแล้วไปกินข้าวเช้า จากนั้นก็เข้าด่านต่อ ในตอนนี้นิสัยหลายๆ อย่างของเราก็ถูกคนสังเกตุและในคืนนี้ก็จะมีการชุมนุมรอบกองไฟ ด่านแรกที่เข้าคือ เอดส์ ครูให้เขียนสาเหตุที่มา การแพร่ และการป้องกัน ซึ่งในข้อการป้องกันนั้น เพื่อนเราตอบว่า ห้ามใช้ถุงยางร่วมกัน ซึ่งถุงยางน่ะใช้ครั้งหนึ่งก็ทิ้งแล้วแต่พี่แกดันตอบเหมือนอันหนึ่งใช้สองคน โอ้... สรุปแล้วด่านนี้หมู่อื่นได้90คะแนน แต่กลุ่มเราได้95คะแนน เพราะรูปช่วยไว้
ตอนที่รอให้หมดชั่วโมงเพื่อนในกลุ่มก็เรียกเราไปคุย แล้วถามว่าเราชอบวาดรูปกับหลับในห้องเรียนใช่มั้ย...อันนี้ก็ต้องอธิบายว่า วาดรูปในห้องเรียน หูฟังแต่มือเขียนมันเป็นนิสัยของคนชอบวาดอย่างเราไปแล้ว ไม่ใช่ว่าไม่มีสมาธิ เราเป็นคนชอบฟังมากกว่าพูดเพราะงั้นตอนครูอธิบายอยู่เราก็ฟัง แล้วมือก็วาดๆ ไปตามความเคยชิน ให้เดานะไม่ใช่แค่เราที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ คนอื่นก็ต้องมีเหมือนกัน ถึงจะแค่เอาดินสอไปเขียนๆ ไม่เป็นรูปตอนครูพูดก็เถอะ มันก็ทำนองเดียวกับเรานั่นแหละ
ส่วนไอ้หลับในห้องเรียนน่ะ เราแค่นั่งเท้าคางแล้วตาก็ปรือๆ เหมือนคนง่วงนอนยังมีคนบอกเลยว่าตาเราเหมือนคนง่วงนอนก็หาว่าเราหลับในห้องเรียนแล้ว บางครั้งเราก็ฟุบกับโต๊ะแล้วแอบถอนหายใจแบบเบื่อๆ เพื่อนมันก็บอกว่าหลับทั้งที่หลังจากนั้นไม่กี่วิเราก็เงยหน้าขึ้นมาฟังครูต่อ โอเค ตรงนี้ไม่เถียง เราทำไม่สวยในห้องเรียนเป็นกิริยาที่ไม่งาม แต่เราเป็นโรคขี้เบื่ออ่ะ ไม่แอบหลับจริงๆ ในห้องอย่างชิกามารุก็ดีถมแล้ว จากนั้นเพื่อนก็ถามว่าเราเรียนเทควันโดด้วยเหรอ? ใช่เราเรียนอันนี้ไม่เสียหาย ค่อยยังชั่ว หลังจากนั้นก็ไปเข้าฐานต่อแล้วพักเที่ยง
เสร็จจากพักเที่ยงก็เข้าฐานต่อ มีอยู่ฐานหนึ่งที่เราต้องอ่านใบคำสั่ง แล้วทุกคนชมว่าเราอ่านดีมีร.เรือและล.ลิงชัดเจน รวมทั้งคำควบกล้ำด้วย
พอถึงตอนเย็น ครูก็ปล่อยเราให้ไปอาบน้ำ เย้ ได้อาบน้ำแล้ววววววว
ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ "เฮ้ย ออกมาก่อนให้เราแต่งตัวก่อน" ปังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เสียงทุบประตูถี่รัวจากด้านนอกอย่างเร่งรีบ ทำให้ผมต้องจำยอมออกจากห้องน้ำทั้งที่ยังอาบน้ำไม่เสร็จ เมื่อผมออกมาจากห้องน้ำ ยุวกาชาดหมู่เดียวกันสองคนก็ถลาเข้าห้องน้ำไปโดยไม่ได้ดูสีหน้าของคนที่ยังอาบน้ำไม่เสร็จ ...นี่มันอะไรกัน ก็พวกคุณอาบน้ำกันเสร็จแล้วไม่ใช่รึไง แล้วทำไม่ต้องมาแย่งห้องน้ำจากคนที่ยังไม่ได้อาบด้วยล่ะ แถมเราก็ยังอาบเป็นคนสุดท้ายตามเดิมเพราะพวกยุวฯกับบำเพ็ญมีพวกเยอะกว่า เราเป็นเนตรฯคนเดียวในห้องพัก แล้วพวกนั้นไม่ได้รีบแต่งหรอกนะ เพราะใช้เวลาแต่งตัวนานเหลือเกินคงจะลืมนึกไปมั้งว่ามีคนที่เพิ่งล้างหน้าแต่ถูกพวกคุณแย่งห้องน้ำรออยู่ข้างนอก
"นี่เธอ...เดี๋ยวเราขอเข้าไปแต่งตัวก่อนนะ ต่อจากพวกนั้น" ยุวฯคนหนึ่งพูดกับเราอย่างดี
"เฮ้ย ให้เขาอาบดิวะ มีน้ำใจกันหน่อยสิเขายังอาบไม่เสร็จนะ แต่งตัวข้างนอกก็ได้" ยุวฯหรือบำเพ็ญจำไม่ได้ในห้องพักเดียวกันบอก แล้วก็มีเสียงสนับสนุนจากคนที่เรียบร้อยทุกอย่างแล้ว ฟู่...ยังมีน้ำใจให้เห็นแฮะเพื่อนร่วมหมู่ ร่วมห้องพัก ร่วมโรงเรียน และร่วมชาติ
แล้วเราก็ได้อาบน้ำต่อ ชิ ชะ ยัยพวกนี้ หงุดหงิดๆ
อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก็ไปรอแถวๆ ห้องประชุมเพื่อรอเข้ากิจกรรมรอบกองไฟ
เราสีแดงก็นัดแนะกันเรื่องการแสดงรอบกองไฟ สีแดงของเราแสดงรอบกองไฟ ชื่อเรื่องก็คือ สงครามข้ามเพศ...(อะไรของมันวะ) เรื่องมันเกิดขึ้นในค่าย มีอยู่ว่าวัยรุ่นชาย กับวัยรุ่นหญิง เดินเที่ยวกันอยู่แล้วเดินชนกันจนเกิดเรื่องทะเลาะวิวาท แล้วเด็กเรียนก็เข้าไปห้ามแล้วพูดว่าพวกเธอจะทะเลาะกันทำไม ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็ผิดเพราะใจร้อน พวกเธอต้องขอโทษกันและกันเพราะผิดทั้งคู่ แล้วก็กลับมาสามัคคีกันซะ โอเค เนื้อเรื่องดีใช้ได้ ถ้าเล่นดีคงผ่านแหง อย่าไปสนชื่อเรื่องมัน แล้วเราก็จัดคนพากย์สองคน แต่มีอีกคนอยากพากย์เราก็เลยใจดีให้พากย์เปิดเรื่อง พากย์อีกคนคือเนื้อเรื่อง และเราพากย์สรุป
จากนั้นก็กำหนดนักแสดง วัยรุ่นชาย วัยรุ่นหญิงไม่มีปัญหา แต่เด็กเรียนนี่สิ เราก็เน้นนะ เด็กเรียนน่ะเด็กเรียน ไม่กรี๊ดกร๊าดแล้วก็หาพวกได้สองสามคน...
หลังจากนั้นก็รอการชุมนุมรอบกองไฟยามค่ำ ซึ่งตอนเย็นที่ครูปล่อยสบายเราก็เอากระดาษมาวาดรูปเล่น แล้วพวกเพื่อนๆ ในกลุ่มสีแดงก็เข้ามารุมล้อมชมกันใหญว่าเราวาดรูปสวย ขอบใจเว้ยทุกคนได้ยินคำชมแล้วพอมีกำลังใจวาดให้พวกแกดูต่อ และแล้ว...ครูก็เรียกพวกเราไปรวมกันเพื่อเริ่มกิจกรรมรอบกองไฟ
การเปิด...เคารพประธาน แล้วอลังการงานสร้างด้วยการควงคบเพลิงเหมือนนักกายกรรม จากนั้นก็เริ่มการชุมนุมรอบกองไฟ สีนู้สีนี้ผ่านไป ทุกๆ สีได้รับเสียงปรบมือและเสียงหัวเราะอย่างที่เขาสมควรได้ เพราะพวกเขาเล่นดี แล้วก็มาถึงสีเรา...
เอาล่ะ พากย์เปิดเรื่องเริ่มขึ้นโดยคนที่เราใจดีให้พากย์ แล้วจู่ๆ เขาก็ครองไมค์เปิดเรื่องปุ๊บยังไม่ทันได้เล่นก็จบปั๊บ ทำเอาเรากับคนพากย์อีกคนเหวอ พวกนักแสดงก็เหวอ เพราะยังไม่ทันได้เล่นเลยก็จบแล้ว เราก็เลยต้องบอกให้พวกเขาเล่นใหม่ เออ...ดี ใช้ได้ ทะเลาะกันเข้าไป เอาล่ะ พวกเด็กเรียนออกโรงได้
"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด พวกเธอทะเลาะกันทำไมเนี่ย" <<ใช่นี่แหละเด็กเรียน เหวอกันอีกรอบสิพี่น้อง เด็กเรียนนะไม่ใช่กรี๊ดคอนเสิร์ต เสียงก็แหลมแถมยกพวกไปเป็นขโยงอย่างกับจะไปคอนเสิร์ตไหน แถมทำท่าสะดีดสะดิ้งอีกต่างหาก เราที่ต้องพากย์ไม่กล้าพากย์ต่อเลย ใครจะไปพากย์ออกวะ ก็นั่นมันใช่เด็กเรียนที่ไหนล่ะ ชิ ชิ เตี๊ยมกันมาแล้วนะ พวกแกเล่นกันยังไงน่ะทำไมมันผิดเพี้ยนกันอย่างนี้ฮะ!!
หลังจากนั้นก็กลับมานั่งที่ การพูดคุยก็เริ่มขึ้นยุวฯหรือบำเพ็ญคนหนึ่งนี่ล่ะเรียกเราไปคุยว่าทำไมมันผิดจากที่คาดกันอย่างนี้ เรียกว่าโยนความผิดทุกอย่างให้เรา เราจะสรุปให้ฟัง
1. พวกคุณไม่ซ้อม มากันไม่ครบเอ้อระเหยไปไหนไม่รู้ซ้อมไม่ได้2. คนพากย์ตอนแรกมีสองคนคือเรากับเพื่อนอีกคนหนึ่ง แต่คนที่สามเขาอยากพากย์เราก็เลยใจดีให้พากย์เปิดเรื่อง
3. คนที่สามที่มาพากย์เปิดเรื่อง ไม่ได้ทำแค่นั้นแต่ครองไมค์จนจบเรื่องเลย ซึ่งผิดจากที่ตกลงกันไว้
4. คนที่สามผิด
5. ผิดทุกคนนั่นแหละ
แล้วเราก็ไม่สนใจเรื่องนี้อีก เพราะมันผ่านไปแล้ว ถามว่าเสียใจมั้ย เสียใจสิ โคตรๆ เลย อยากกลับไปแก้ใหม่ด้วยซ้ำ แต่มันผ่านไปแล้วอ่ะ จะให้ทำไงล่ะ โธ่เว้ย!!! แล้วการแสดงรอบกองไฟก็จบ ตอนแรกครูจะให้ร้องสามัคคีชุมนุมแล้วให้ทุกคนจับมือกัน แต่ครูกลับให้แต่หัวหน้าจับมือ ส่วนคนอื่นๆ ไม่ต้องแค่ร้องพอ เพราะครูบอกว่าเดี๋ยวพวกเราทำเป็นเล่นกัน โอเค ไม่เถียง เราไม่ทำแต่เห็นคนอื่นทำ บอกได้ไม่อายเลยว่าเราไม่เคยล้อเล่นกับสามัคคีชุมนุม เสร็จแล้วก็แยกย้ายกันเข้านอน
3 สิงหาคม 2551 วันนี้นั่นแหละ
ตื่นตอนหกโมงเช้า เก็บสัมภาระ กินข้าวเช้า แล้วเดินทางไกล
ด่านแรกที่เจอ คือด่านขอทานได้ใบใบ้ด่านมา จากนั้นก็เดินต่อไปในไร่อ้อย จนไปเจอด่านชาวไร่ แล้วก็ได้ใบใบ้ด่านอีก แต่คราวนี้หลงครับ เราผ่านด่านที่ควรเข้าไปแล้ว แล้วก็เดินกันอีกไกลเลยขอรับ จนเจอกับครูที่อยู่อีกด่าน เขาเตือนเราแล้วส่งไปด่านอื่นๆ ระหว่างที่เดินทางกันอยู่ เพลงกีฬาสีและเพลงอื่นๆ ก็ถูกนำขึ้นมาร้องโดยกลุ่มหลังสุดในขบวนของเรา แล้วพวกที่แหกปากร้องเพลงกันนี่แหละบอกว่าจะเป็นลมให้พักห้านาที พี่เอ๋ย เดินทางไกลจริงๆ น่ะ ให้พักสามนาทีก็มากแล้วนะ แล้วพี่จะเป็นลมใช่มั้ย งั้นทำไมยังแหกปากร้องเพลงอยู่ได้ล่ะ เดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้ด้วยเหตุผลอันใด เราถูกหัวหน้าส่งให้ไปคุมหลัง(เราเป็นรองหัวหน้า) โอเค หน้าที่นี้เราทำอย่างดี คุมหลังคือคุมหลัง อยู่หลังสุดห้ามขึ้นหน้า พวกที่อยู่ข้างหลังก็แกล้งหยุดให้เราเดินนำหน้า แต่เราไม่เดินนำ เพราะเราต้องทำหน้าที่ แต่ความจริงอีกประการคือ เราเบื่อๆ ไม่ได้เบื่อค่ายแต่เบื่อเพื่อนๆ ที่ไม่ค่อยจะร่วมมือกันเท่าไหร่นัก เดินมาได้จนถึงหน้าบ้านของชาวบ้านแถวค่าย
"โฮ่งๆๆ" หมาเห่า
"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด" เพื่อนๆ สีแดงของเราเอง แล้วในฐานะคนคุมหลังก็เลยต้องไล่หมาไป แล้วโอ้...ไอ้คนข้างหลังที่เราต้องคุมก็คุยเล่นกับเด็กไม่ได้แหย่อะไรเลย แต่เด็กแกกลับก้าวร้าวใส่ขว้างไม้มาใส่เรา โอเค ดูจากขนาดตัวแล้วไม่น่าเกินอนุบาล เราไม่สนเด็ก แต่สนหมาที่ทำท่าลังเลว่าจะสู้หรือไม่สู้ดีหว่า...แล้วเราก็ผ่านมา
และแล้ว...เราก็มาถึงทางเดินเข้าค่าย เย้...
ปัง เสียงประทัดจากเด็กแถวค่าย
"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดด" เสียงเพื่อนๆ กลุ่มสีแดง
เอาล่ะคราวนี้ไม่ใช่เด็กอนุบาล แต่เป็นเด็กประถมน่าจะแค่ป.1-2 เล่นเอาประทัดมาโยนใส่พวกเรา เออดี เด็กแถวนี้ทำไมมันก้าวร้าวจังวะ คนยิ่งหงุดหงิดอยู่เพราะอากาศร้อนแล้วก็เจอไอ้หมานั่นด้วย เลยต้องใช้ไม้แข็งไล่พวกเด็กๆ ไป และในที่สุดพวกเราก็เข้าค่ายอย่างปลอดภัย เย้...
กินข้าวเที่ยงเสร็จ ปิดการชุมนุมในห้องประชุมแล้ว ก็ไปปิดที่เสาธงอีก คราวนี้ครูมีพิธีกรรมที่ศักสิทธิ์ เมื่ออธิษฐานให้เราและอวยพรให้ค่ายแล้ว
"ไชโย" ครั้งที่หนึ่ง
"ไชโย" ครั้งที่สอง
"ไชโยยยยยยยยยยยยยยย" ครั้งที่สามโยนหมวดเฮ มีหมวกค้างบนต้นไม้ด้วยแหละ แต่ครูก็เอาลงมาได้
แล้วก็ไปชุมนุมกันที่หอประชุม เพื่อเดินเข้าแถวไปจับมือกับครูฝึก แล้วขึ้นรถกลับโรงเรียน โดยยังนึกถึงว่าเดือนหน้าก็ต้องมาเข้าค่ายนี้อีก โอ้ยยยยยยยยยย เจอกันอีกแล้วสิเนี่ย
พอมาถึงโรงเรียน ทุกคนก็แยกย้ายกันกลับไปกับผู้ปกครอง ส่วนเราเรอะ ก็ไปหาหนังสืออ่านในห้างน่ะสิ คิดถึงไวท์โร้ดใจจะขาดรอนๆ อยู่แล้ว แต่ที่คิดถึงจะสิ้นใจจริงๆ คือบ้านต่างหาก การอ่านหนังสือของเราน่ะคือการผ่อนคลาย เฮ้อ...แล้วเราก็กลับบ้าน มาเจอลูกแมวสามตัวกับแม่แมวอีกหนึ่งตัวในบ้าน เออ ได้สมาชิกเพิ่มแล้วเว้ยยยยยยยยยยยย
ประทับใจมั้ย?
ประทับใจนะ ในระดับหนึ่ง ไม่มากมาย แต่ไม่ถึงกับเฉยๆ เพราะว่ายังไงเดี๋ยวก็ต้องไปเข้าค่ายที่ค่ายนี้อีก
แล้วสมาชิกใหม่ล่ะ?
ลูกแมวสาม แม่แมวหนึ่ง น้องกับแม่เอามาจากวัดน่ะ วันนี้แหละสดๆ เลย โฮ่ๆ
ความจริงก็อยากเขียนแบบละเอียดนะว่าใครเป็นใคร แต่แค่นี้ก็พอจะทราบแล้วใช่มั้ยว่าเป็นอย่างไร เราอาจไม่ได้เขียนขนาดที่รู้ว่าค่ายมันสนุกแค่ไหน แต่เราเขียนเพื่อไม่ให้เราลืมว่าเราไปทำอะไรที่นั่น ที่นั่น เราได้รู้ว่า เพื่อนร่วมห้องพักและร่วมสถาบันบางคนน้ำใจมีน้อยมาก เห็นได้จากการแย่งเราเข้าห้องน้ำไปหน้าตาเฉย ได้รู้ว่าถ้าไม่ซักซ้อมกันให้ดี การแสดงรอบกองไฟก็ออกมาเละอย่างนี้ ...วันนี้เราได้บทเรียนแล้ว
ขอบคุณ บรรดาครูฝึกและวิทยากรที่ให้ความรู้แก่พวกเรา
ขอบคุณ ค่ายปิยมงคลที่ทำให้เราได้ฝึก และได้สนุกกับกิจกรมม
ขอบคุณ อาจารย์ที่พาเราไปงานชุมนุมลูกเสือนี้
ขอบคุณ ที่ทำให้เรารู้ว่าเพื่อนร่วมสถาบันบางคนแล้งน้ำใจแค่ไหน
ขอบคุณ ที่ทำให้เรารู้ว่าสามัคคีเป็นอย่างไร
ขอบคุณ ที่ทำให้เรารู้จักคำว่าผิดพลาดแบบหน้าไม่อายจากรอบกองไฟ
ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ แล้วพบกันใหม่ ปิยมงคล
ความคิดเห็น