รักล้นใจ นายปากกาทอง

ตอนที่ 3 : ทำงานแรกในบริษัท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

บทที่3

        ธารศักดิ์เข้าทำงานในสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง จากการสมัครงานหลังสำเร็จการศึกษา ธารศักดิ์แต่งตัวด้วยกางเกงสแลคสีเทารีดเนี๊ยบ เสื้อเชิ้ตขาวมีแถบลายสีน้ำเงินที่ปก กระดุมสีน้ำเงิน ที่เขาซักรีดอย่างดี เป็นชุดทำงานที่เขาซื้อมาสำหรับการเข้ามาทำงานเป็นครั้งแรกในชีวิต บริษัทที่เขาเลือกทำงานให้เงินเดือนหนึ่งหมื่นสามพันห้าร้อยบาท สำหรับการเป็นนักเขียนฝึกหัดในช่วงทดลองงาน ถ้าผ่านงานจะได้อีกสองพันห้าร้อยบาท มีโบนัสปลายปีตามยอดขายผลงานที่ทำ ธารศักดิ์คิดว่าจะลองทำไปก่อนเงินเดือนที่ได้ก็ได้มากกว่าที่แม่เคยส่งมาให้ใช้ในตอนเป็นนักศึกษา เงินเดือนระดับนี้น่าจะพอ ในตึกสำนักพิมพ์ มีห้องทำงานรวมของพนักงานแบ่งเป็นห้องเจ้าของบริษัท ห้องจัดเก็บเอกสาร ห้องการเงิน ห้องสำหรับหัวหน้าฝ่าย ห้องสำหรับเจ้าหน้าที่ธุรการ และห้องสำหรับนักเขียนที่เป็นห้องกว้างขนาดกว้างแปดคูณหกเมตร 

         “เข้าทำงานแล้วขอให้คุณตั้งใจทำงานดีๆนะ สำนักพิมพ์เราเป็นสำนักพิมพ์เก่าแก่ มีอะไรไม่เข้าใจถามรุ่นพี่ในนี้ได้ทุกคนนะ ไม่ต้องเกรงใจ เราอยู่ด้วยกันอยู่กันแบบพี่น้องมีอยู่กันไม่กี่คน เรื่องส่วนตัวรับผิดชอบตัวใครตัวมันกันเอาเองนะ ในช่วงทดลองงานผมมีงานให้เขียนนิยายห้าหมื่นคำให้เสร็จภายในสี่เดือน มีเวลาพอสมควร ผมไม่ซีเรียสว่าจะต้องเพอร์เฟค ขอให้ทำให้เสร็จ เอ้าเริ่มได้เลย” 

“ได้ครับ ผมจะพยายามทำอย่างดีที่สุดครับคุณบริภัทร”

คุณบริภัทรบอกธารศักดิ์ที่กำลังจะเป็นนักเขียนเบอร์ใหม่ของสำนักพิมพ์ ธารศักดิ์ยกมือไหว้ตอบรับ

แล้วเดินออกจากห้องทำงานของคุณบริภัทร แล้วเดินมานั่งลงที่เก้าอี้ออฟฟิศสีเขียววิเรเดียนที่อยู่ข้างๆกับมายที่เป็นนักเขียนมีชื่อของสำนักพิมพ์ เธอเคยเขียนนิยายขายดีให้บริษัทมาแล้วหลายเล่ม ทำให้มีเงินเดือนสูงลิ่วและเธอมีบ้านมีรถประจำตัวด้วยเงินที่ได้จากการเป็นนักเขียน แต่ในวัยสามสิบเธอยังเป็นโสด

เป็นเวลาสิบสี่นาฬิกาธารศักดิ์เขียนนิยายเรื่องแรกที่เป็นงานแรกในชีวิตของเขาได้เพียงหนึ่งพันคำก็รู้สึกว่าจะเขียนต่อไปไม่ได้แล้ว เขานั่งทำหน้าเครียดกับสายตาที่จ้องหน้าจอแต่นิ้วไม่ขยับ

“จะเขียนยังไงให้ได้ห้าหมื่นคำ” คำพูดบ่นของธารศักดิ์ในขณะที่เขานั่งทำงานในออฟฟิศ เจ้านายในบริษัทคือคุณบริภัทร มีคำสั่งให้เขาต้องเขียนนิยายเรื่องละห้าหมื่นคำเป็นงานชิ้นแรกของเขาที่ต้องทำให้กับบริษัท เขาบ่นอุตุในขณะที่การทำงานในวันนี้นั้นทั้งง่วงทั้งเครียด 

“เรื่องคิดน่ะใครก็คิดได้ คิดในหัวสมองเป็นคำๆ แต่ไม่เขียนออกมา ก็ไม่ใช่งานเขียน นักเขียนน่ะต้องคิดมากและขยันเขียน แต่อย่าคิดเฉยๆ เรื่องคิดเพ่งโทษคนอื่นน่ะ ประสาทใครประสาทมันรับผิดชอบตัวเองดีๆละกัน คิดอะไรก็เขียนออกมาเลย ถ้าคิดดีก็ไม่ต้องโทษใคร แล้วก็อย่าพูดมากในเรื่องที่คนอื่นไม่สนใจ ถ้าอยากบ่นเรื่องความทุกข์ของตัวเองมากก็ให้ไปบวชเลยไป เรียนจบสูงจบมาก็ไม่ต้องทำงานไม่ต้องมีครอบครัว ทำงานที่นี่สู้ๆนะ อย่าคิดในทางกลุ้มไปเลย โลกทุนนิยมทั้งนั้น แม้แต่หนังสือธรรมะก็ยังต้องเขียนออกมาขายเลย” พี่มาย รุ่นพี่สาววัยสามสิบที่ทำงานเป็นนักเขียนให้กับสำนักพิมพ์นี้มาแล้วห้าปี นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเอง เธอชอบวางท่าเป็นนักเขียนใหญ่ต่อหน้ารุ่นน้องที่เข้ามาทำงานอยู่เสมอ มายพูดเชิงสอนงานให้แก่น้องใหม่อย่างธารศักดิ์

“แล้วจะให้ผมเขียนอะไรล่ะพี่ ตั้งแต่เรียนมายังไม่เคยเขียนนิยายซักที ผมก็นึกว่าจะได้เขียนอะไรสั้นๆง่ายๆเสียอีก”ธารศักดิ์ยังบ่นท้อถอยอยู่เหมือนเดิม

“เฮ้ย แบบนี้มันต้องบิวท์อารมณ์กันก่อน ป่ะไปกินกาแฟกัน เดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง”

บริษัทตั้งอยู่ชานเมืองแต่ก็ยังพออยู่ในเขตที่มีห้างสรรพสินค้าอยู่ ที่จอดรถของสำนักพิมพ์มีรถเก๋งโตยต้าพรีรูทสีขาวจอดอยู่ใต้ต้นตาเบบูย่า ที่กำลังออกดอกสีชมพูสะพรั่ง มายเดินไปกดสวิทซ์ไฟฟ้าให้ประตูรถเปิดออกธารศักดิ์เดินตามหลังมาติดๆ เมื่อทั้งสองคนก้าวขึ้นรถแล้วมายก็ขับรถพาหนุ่มวัยยี่สิบสี่กะรัตไปยัง ร้านกาแฟลาตินที่อยู่ในเขตของห้างสรรพสินค้า เธอจอดรถเทียบที่จอดแล้วพาธารศักดิ์เข้าไปในร้าน ธารศักดิ์และพี่มายนั่งลงที่เก้าอี้บาร์ของร้าน แล้วสั่งกาแฟ

“เอสเปรสโซ่เย็นสองแก้วค่ะ” มายสั่งกาแฟกับพนักงานชงกาแฟ

“ค่ะ รับขนมหรือของว่างเพิ่มมั้ยคะ” พนักงานร้านถามมาย ส่วนธารศักดิ์กำลังนั่งดูเมนูพลางคิดออก

“ผมเอา แซนวิชทูน่าครับ พี่มายล่ะเอาอะไร” ธารศักดิ์บอกพนักงาน

“เอาขนมกล้วยสองชิ้นค่ะ”มายสั่งขนมเป็นของว่างสำหรับกินกับกาแฟ

“ได้ค่ะ” พนักงานหยิบของว่างมาให้ธารศักดิ์และพี่มาย แล้วก็เสริร์ฟกาแฟเอสเปรสโซ่เย็น เมื่อมายจ่ายเงินแล้วก็ถือกาแฟกลับไปกินที่ออฟฟิศ

     เมื่อมาถึงออฟฟิศเป็นเวลาสิบสี่นาฬิกาสามสิบนาที ทั้งสองเดินเข้าออฟฟิศมานั่งที่เก้าอี้ทำงานของตัวเองตามเดิม ธารศักดิ์และมายดื่มกาแฟเย็นพร้อมกับทานของว่าง จึงได้คุยกันไปพลาง

“ธาร สมัยเรียนเคยมีแฟนป่ะ เคยมั้ยแอบชอบใครคนนึงตั้งแต่แรกพบ แบบเฟิร์สอิมเพลสชั่นน่ะ” มายพูดคุยกับธารศักดิ์ตรงไปตรงมา ทำให้ธารศักดิ์เขินที่จะตอบอยู่เล็กน้อย แต่เขาก็ตอบออกมา

“อะไรพี่ เล่นถามเรื่องแบบนี้ เขินแย่ จริงๆแล้วก็เอิ่ม เอิ่ม เคยมีอ่ะนะ เห็นรุ่นน้องตอนเข้ามาเรียนปีหนึ่งแล้วก็รักเลย ถามทำไมเหรอพี่มาย” ธารศักดิ์มายถึงวราพรรณ คนที่เขาทั้งรักทั้งหวัง แต่สุดท้ายก็ได้แต่ทำใจ

“ป่าว มันก็ต้องบิวท์กันหน่อย จะเป็นนักเขียนทั้งที ไม่อินเรื่องรักแล้วจะเข้าใจคนอ่านเหรอ นี่พี่ก็กำลังเขียนนิยายคลาสสิค สำหรับชีวิตคนทำงานอยู่พอดี เลยถามๆดูเผื่อจะได้ไอเดียอะไรจากธารมาเขียนบ้าง”รุ่นพี่สาวกล่าวพลางยกขนมกล้วยขึ้นเคี้ยวเข้าปาก พร้อมดูดหลอดกาแฟเอสเปสโซ่ แล้วเธอก็ดูจอคอมพิวเตอร์พร้อมมือที่กดนิ้วจิ้มพิมพ์ไปที่คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์

“แล้วผมต้องเขียนนิยายรักหวานๆเหรอพี่ ผมอยากเขียนแนวสร้างแรงบันดาลใจน่ะ ที่เขียนเกริ่นๆมาก็เป็นแนวชีวิต และสังคมนะพี่ จะเขียนให้เข้าเรื่องรักตอนนี้ยังทำไม่ได้น่ะพี่” ธารศักดิ์รู้สึกเอือมๆที่ต้องเขียนนิยายรัก ถ้าจะให้เขาเขียนแนวรักหวานๆเขาคงทำไม่ได้แน่ เขาจึงเขียนนิยายชีวิตและสังคม จะดูเข้ากับความรู้ทางสังคมกับวุฒิการปกครองที่เขาเรียนมามากกว่า

“ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ เคยมีความรักมาแล้วก็ลองจินตนาการไปถึง ตอ่นที่พบแฟนครั้งแรกแล้วคุยกันยังไง เคยไปไหนด้วยกันบ้างแล้วก็ฉากอล่างฉ่างน่ะไม่ต้องเขียนก็ได้ สำนักพิมพ์เราเน้นเรื่องสร้างขวัญกำลังใจ ไม่เน้นวาบหวามอารมณ์ ลองเขียนดู ถ้าเขียนไม่ได้ก็เขียนเรื่องสร้างแรงบันดาลใจที่อยากเขียนก็ได้ น้องใหม่ไม่จำเป็นว่าผลงานจะต้องเพอร์เฟค” พี่มายแนะนำรุ่นน้องอย่างธารศักดิ์อีกครั้ง และเธอก็ทานกาแฟกับขนมหมดพอดีกับที่ธารศักดิ์ทานหมด เมื่อคาเฟอีนจากกาแฟเข้าสู่ไขสมองแล้วธารศักดิ์ก็เริ่มคิดออกว่าจะเขียนไปยังไง แล้วธารศักดิ์ก็เขียนนิยายสร้างแรงบันดาลใจของเขาต่อไป

“ดีนะเนี่ยที่เราได้เป็นนักเขียนสำนักพิมพ์ เขียนโดยที่มีเงินเดือนรองรับ เสียแต่ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ถ้าเป็นนักเขียนอิสระไม่ชัวร์หรอกเรื่องรายได้ แต่เขามีโอกาสถ้าเขียนแล้วเนื้องานดีจริงๆแล้วเกิดงานขายดีก็สบายเลย นักเขียนอิสระได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ มีโอกาสทำเป็นธุรกิจของตัวเองแต่รายได้ขึ้นอยู่กับเฮ็งบวกกับความสามารถในการขาย แบบนั้นให้พี่ทำพี่ก็ทำไม่ได้หรอก เป็นนักเขียนทำงานประจำ รับเงินเดือนแบบนี้แหล่ะดีแล้วเรา อย่าไปหวังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์รอรวยตอนแก่อะไรกับเขาเลย ทำๆไปเถอะ ให้สำนักพิมพ์เขาเอาไปโฆษณาขายเอง แล้วจ่ายเงินเดือนให้เราก็พอ พี่เป็นคนที่อดเปรี้ยวไว้กินหวานไม่ได้” 

มายบอกเหตุผลที่เธอต้องเป็นพนักงานประจำแก่ธารศักดิ์ เธอพอใจและสบายใจที่จะอยู่ใต้ร่มเงาของคุณบริภัทรมากกว่าการจะต้องออกไปเป็นนักเขียนอิสระเพียงลำพัง

เมื่อได้เวลาสิบแปดนาฬิกาบริษัทก็เลิกงาน พนักงานทุกคนรวมถึงธารศักดิ์ต้องแยกย้ายกับที่พักของตัวเอง ธารศักดิ์ยังอาศัยอพาร์ตเม้นต์ที่เดิม เขาไม่คิดย้ายออกไปที่ไหนไกลกว่านี้ เพราะคิดว่าที่นี่อยู่ใกล้แหล่งอาหารการกินสะดวกที่จะหาของกินในตอนเลิกงานและไม่ไกลจากที่ทำงาน แค่นั่งรถเมล์สามสิบนาทีเขาก็สามารถไปถึงที่ทำงานได้แล้ว และอีกใจหนึ่งซึ่งจริงๆก็คือขี้เกียจย้ายไปปรับตัวในที่ใหม่ๆ ธารศักดิ์พยายามหาแรงบันดาลใจที่จะเขียนนิยายให้เสร็จทันกำหนดก่อนที่ช่วงทดลองงานจะสิ้นสุดสี่เดือน เขาพยายามดูชีวิตผู้คนที่เขาพบเห็นทั้งคนที่อยู่ใกล้อพาร์ตเม้นต์ คนที่เขาเคยคุยในตลาดฟุตบาท หรือแม้กระทั่งเพื่อนรักอย่างดนุรักษ์ ซึ่งตอนนี้ดนุรักษ์ได้ย้ายกลับบ้านเกิดต่างจังหวัดเพื่อไปเป็นพนักงานปกครองในจังหวัดจึงขาดการติดต่อกับธารศักดิ์ และสภาพการทำงานของเพื่อนรักทั้งสองก็ต่างเส้นทางเสียแล้ว บางวันที่ธารศักดิ์กลับมาจากที่ทำงานก็เห็นวราพรรณควงผู้ชายคนใหม่มาที่นี่อยู่ตลอด แต่เขาไม่ได้คิดเสียอกเสียใจเลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าคนรักเก่าดูท่าทีจะเป็นผู้หญิงที่ปล่อยตัวปล่อยใจไม่สมกับความเป็นนักศึกษาสาวเหมือนสาวนักศึกษาคนอื่นๆ ธารศักดิ์กลับถึงห้องพัก เขาไม่คิดจะกินเบียร์แต่อย่างใด เขาเหนื่อยมาพอแล้วกับการทำงาน และเพื่อนรักก็อยู่ต่างจังหวัดไปแล้ว ในทุกวันที่เขากลับถึงห้องพักเห็นเตียงที่ว่างเปล่าก็นอนแผ่หราลงไปนอนและทานมื้อค่ำด้วยความเหนื่อยเพลีย เดือนแรกที่ทำงานเขาทำงานได้ค่อนข้างช้า นิยายเขียนได้แปดพันคำ ถือว่าน้อยมากสำหรับคนที่จะสำเร็จในอาชีพนี้ เข้าสู่เดือนที่สองเขาหมั่นอ่านนิยายของนักเขียนรุ่นก่อนๆและขอคำปรึกษาจากพี่มายมากขึ้นช่วยให้เขาเขียนนิยายสร้างแรงบันดาลใจได้มาอีกหน่อย แต่นิยายยังเขียนไม่เสร็จครบจำนวนคำที่คุณบริภัทรขีดเส้นให้ การทำงานเข้าสู่เดือนที่สามธารศักดิ์เคร่งขรึมกับงานมากขึ้น เขาหมั่นสังเกตสภาพสังคมที่เห็นและพูดคุยกับคนมากหน้าหลายตาเหมือนที่เคยทำเมื่อตั้งแต่วันแรกที่เรียนจบ แต่กำลังใจที่จะจรดมือลงบนแป้นพิมพ์นั้นช่างไม่เหมือนกับการพูด ธารศักดิ์เกิดความท้อแท้อย่างมากที่งานกำลังจะเสร็จไม่ทันช่วงทดลองงาน เดือนที่สามผ่านไปธารศักดิ์เขียนนิยายสร้างแรงบันดาลใจที่เขารู้สึกฝืนมาได้สองหมื่นห้าพันคำ เหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งเดือน ธารศักดิ์รู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก ชุดทำงานที่เคยเรียบเนี๊ยบบัดนี้ทุกวันเขาแต่งตัวด้วยกางเกงยีนส์กับเสื้อเชิ๊ตรีดแบบลวกๆ สวมรองเท้าผ้าใบ แม้เงินเดือนที่ได้มาจากบริษัทจะได้มากกว่าที่พ่อกับแม่ส่งมาให้ใช้เมื่อสมัยเรียน แต่สำหรับค่าครองชีพของชีวิตคนทำงานก็สูงตามเป็นลำดับ ทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหารที่ต้องกินให้หรูขึ้น และการทำงานที่ไม่มีเวลาเหลือสำหรับชีวิตในช่วงเย็นกับความเหนื่อยเพลียจากการทำงานและการต้องรีบตื่นเพื่อเดินทางไปทำงาน แม้เรื่องที่เขียนจะเป็นแนวสร้างแรงบันดาลใจ แต่สภาพของธารศักดิ์ตอนนี้เหมือนคนสิ้นหวัง เขาคิดว่านี่เขาจะทำงานล้มเหลวตั้งแต่เริ่มงานเลยหรือเปล่า เมื่อถึงวันสิ้นเดือนที่สี่ธารศักดิ์ต้องส่งงาน

ให้แก่คุณบริภัทรในห้องทำงานของคุณบริภัทร เขาถือปึกกระดาษเอสี่ที่เขียนเป็นนิยายสร้างแรงบันดาลใจ

มีเนื้อหาสามหมื่นเก้าพันสองร้อยคำ ซึ่งไม่ครบตามกำหนดที่คุณบริภัทรมอบหมาย เดินเข้าห้องทำงานของคุณบริภัทร เขาเปิดประตูห้องแล้วเห็นเก้าอี้ว่างสำหรับพนักงาน จึงเดินลงไปนั่งลง ธารศักดิ์กระพุ่มมือไหว้เจ้านายที่เป็นคนกำชับให้งานของเขาสำเร็จ คุณบริภัทรกระพุ่มมือรับไหว้ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตาจริงจังลอดผ่านกรอบแว่นสายตามายังธารศักด์

“เป็นยังไงบ้าง เขียนงานเสร็จมั้ย ไหนลองเล่าคอนเซ็ปคร่าวๆของเรื่องให้ผมฟังหน่อย” คุณบริภัทรเริ่มสร้างความกดดันต่อธารศักดิ์ ที่กำลังเจื่อนเพราะความไม่มั่นใจกับผลงานตัวเองที่เขียนมา

“ทำมาได้แต่ไม่ครบห้าหมื่นคำครับ แต่เรื่องเขียนจบแล้วนะครับ เรื่องย่อก็คือมีเด็กนักศึกษาเรียนจบใหม่คนหนึ่ง ปกติเป็นคนที่ไม่มีความฝันใฝ่ในชีวิต เรียนมางั้นๆ เรียนจบแล้วก็ยังคิดไม่ออกว่าอนาคตของตัวเองจะเอายังไง เขาอกหัก ผิดหวัง ไม่คิดอยากจะหางานทำ ทั้งๆที่ทางบ้านก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไรมากมาย แต่พอเขาได้คุยกับเพื่อนรักและเพื่อนได้พูดให้แง่คิด ทำให้เขาเกิดความฝันว่าอยากจะเป็นนักเขียนนิยายขายดี จนเมื่อเขาได้มาสมัครงานแต่งานที่ให้ทำตอนแรกไม่ประสบความสำเร็จ แต่ด้วยกำลังใจที่เขาได้รับจากคนคนหนึ่งในที่ทำงาน เธอได้ให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างในระหว่างที่เขากำลังท้อถอย เขาคิดได้ว่าจะสู้เพื่อเธอ ในที่สุดทำให้เขาสามารถเขียนนิยายเรื่องต่อๆไปและเขาก็ทำชื่อเสียงให้กับบริษัทและยอดขายนิยายก็ขายดีครับ แต่ผมเขียนมาได้สามหมื่นเก้าพันคำเองครับ ไม่แน่ใจว่าจะพอคุ้มกับเงินเดือนที่ผมได้รับหรือเปล่า” ธารศักดิ์อธิบายคอนเซ็ปต์นิยายเรื่องแรกที่เขาเขียนให้กับสำนักพิมพ์ของคุณบริภัทร 

“เป็นชีวิตจริงหรือเปล่า งั้นผมขออ่านดูก่อนนะ วันศุกร์นี้ตอนเย็นผมจะเขียนใบประเมินการทำงานของคุณ

พร้อมกับจะให้คำตอบว่าทางสำนักพิมพ์จะจ้างงานคุณเป็นนักเขียนประจำหรือไม่อย่างไร โอเคนะ ในระหว่างนี้ ช่วยเป็นลูกมือให้กับมายเขาไปก่อน วันศุกร์เจอกันนะ”

“ครับๆผม เดี๋ยวผมจะรอให้ถึงวันศุกร์ครับผม” ธารศักดิ์กล่าวลาคุณบริภัทรที่กำลังนั่งดูงานที่เขาเขียนมาส่ง

ธารศักดิ์ออกจากห้องทำงานองคุณบริภัทร แล้วมานั่งลงที่เก้าอี้ทำงานของตัวเอง เล่าให้มายฟังว่าคุณบริภัทรให้ธารศักดิ์ช่วยงานเป็นลูกมือพี่มายไปก่อนในช่วงนี้ มายจึงมีงานให้ธารศักดิ์ทำคือปริ้นซ์นิยายห้าหมื่นคำที่เธอเขียน แล้วให้ธารศักดิ์อ่านและเขียนวิจารณ์ให้เธอ

“คุณบริภัทรว่ายังไงบ้าง ผ่านมั้ยธาร คุณบริภัทรน่ะใจดี งานได้เล็กน้อยๆแกรับได้หมด เพียงแต่ถ้าให้แก้ไขอะไรเราก็ต้องเขียนแก้” มายถามมาที่ธารศักดิ์ที่เพิ่งนั่งลง และพูดเสริมถึงคุณบริภัทร

“ยังไม่รู้ว่าผ่านหรือเปล่าน่ะสิครับ แต่คุณบริภัทรบอกจะให้คำตอบวันศุกร์ที่จะถึงนี้ ส่วนช่วงนี้ให้ช่วยงานพี่มายไปก่อน มีอะไรให้ผมทำก็ใช้ผมได้เลยนะครับ พี่มาย” ธารศักดิ์คุยกับมายแล้วรู้สึกมีความหวัง แม้ตอนแรกจะคิดท้อถอย

“คราวหลังไม่ต้องเรียกพี่มายก็ได้นะจ๊ะธาร เรียกชื่อมายเฉยๆก็พอแล้ว” มายพูดจริงจังในคำพูดและเธออยากให้ธารศักดิ์ทำตัวเหมือนกับว่าเธอคือคนรุ่นๆเดียวกัน

“ไหนงานที่จะใช้ผม จะให้ผมทำงานอ่ะไรครับ คุณ..คุณมาย” ธารศักดิ์แอ่วเสียงช้าด้วยความเกรงใจ เขาเริ่มรู้สึกถึงความใกล้ชิดกับมายมากขึ้นแต่ เขาและเธอทำไมไม่เกิดมาพร้อมๆกันเล่า คนหนึ่งก็เพิ่งยี่สิบสี่ อีกคนกำลังจะสามสิบ

“ช่วยปรินซ์งานและเอาไปอ่านก่อน แล้วเขียนคำวิจารณ์ให้หน่อยสิ” มายส่งงานให้ธารศักดิ์ด้วยน้ำเสียงเข้มขรึมเป็นการเป็นงาน

“โอเคครับ คุณมายวันนี้ผมขอปรินซ์ก่อน เย็นนี้ผมจะเอากลับไปอ่าน ส่วนคำวิจารณ์รอวันพฤหัสนะครับคุณมาย” ธารศักดิ์เรียกชื่อมายอีกครั้งเพื่อใช้คุ้นเคยสนิทสนมพร้อมจะเป็นเพื่อนร่วมงานกันต่อไปภายหน้า

“โอเค” มายตอบสั้นๆ เป็นอันว่าธารศักดิ์ได้งานจากมายเป็นที่เรียบร้อยในสัปดาห์สุดท้ายของช่วงทดลองงาน มายรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็นยังไง มีเพียงธารศักดิ์ที่ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองกับผลงานที่ทำ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น