รักล้นใจ นายปากกาทอง

ตอนที่ 1 : ตอนที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

รักล้นใจ นายปากกาทอง

บทที่1

ธารศักดิ์เป็นคนจากจังหวัดทางภาคอีสาน ที่เข้ามาเรียมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพมหานคร เขาเพิ่งสำเร็จการศึกษาเมื่อปีนี้ ด้วยระดับคะแนนเฉลี่ย2.90 เป็นคะแนนที่เขาพากเพียรตลอดสี่ปี ที่เขาเรียนในมหาวิทยาลัย เมื่อจบการศึกษาเขายังคิดไม่ออกว่าชีวิตต่อจากนี้ จะเดินทางไปในทิศทางไหน เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงทางแยก เสียงทางโทรศัพท์จากปลายสายคือแม่ของธารศักดิ์ที่โทรมาจากอำนาจเจริญ

“ฮาโหล แม่ผมเรียนจบแล้วนะ วันนี้เพิ่งไปรับทรานสคริปที่มหาวิทยาลัยมาครับ”

“เหรอเรียนจบแล้ว แม่ดีใจด้วยนะ แต่ว่าแล้วต่อไปจะเอายังไงล่ะ แล้วลูกจะทำงานอะไร สมัครงานที่ไหน ที่กรุงเทพหรือที่บ้านเรา” แม่ของธารศักดิ์อยากรู้มากก็เรื่องการตัดสินใจเรื่องอนาคตของเขา จึงได้คะยั้นคะยอในคำถาม

“ผมอยากพักผ่อนกับชีวิตก่อนนะครับแม่ เรียนมาตั้งนานรู้สึกเหนื่อยแล้วก็ควรพักสมองก่อน เรื่องทำงาน เอาไว้ให้ผมตัดสินใจได้ว่าจะทำงานอะไร งานราชการหรือเอกชนน่ะครับ”

“อ้าวเหรอ แล้วชีวิตจะเริ่มตอนไหน ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆไปนานๆไม่ดีนะลูก รีบๆตัดสินใจเถอะนะแม่ว่า”

“ครับๆแม่ เอาไว้อีกไม่นาน เดี๋ยวให้คิดออกก่อนแล้วค่อยว่าอีกทีครับ” ธารศักดิ์เองก็ยังไม่ได้คิดอะไร เกี่ยวกับอนาคตของตัวเองอยู่แล้ว เขาตอบอ้อมแอ้มไปอย่างนั้น

จริงๆแล้วธารศักดิ์อยากเป็นนักศึกษาต่อ ถ้าไม่ต้องเรียนจบก่อน เขาต้องการเรียนต่อไประดับปริญญาโท เขายังมีความสุขกับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอยู่ กับเพื่อนที่เรียนมาด้วยกัน แต่เพื่อนของธารศักดิ์ส่วนใหญ่ต่างแยกย้ายกันไปสมัครงานตามบริษัทเอกชนต่างๆ มีบางคนที่สอบเข้าได้ทำงานราชการ มีแต่ธารศักดิ์ที่ยังไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิต ยังคงปล่อยตัวเองให้เลื่อนลอย ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าๆ ใช้เงินที่พ่อแม่ส่งมาให้อย่างมีความสุข โดยไม่คิดที่จะหาเงินด้วยตัวเอง เมื่อคิดถึงอนาคตธารศักดิ์มักเกิดความท้อแท้ อนาคตที่ยาวไกลที่เขาคิดว่าจะต้องเหนื่อยอีกมากแค่ไหน จึงจะประสบความสำเร็จและมีความสุข จะต้องเดินไปในทิศทางไหน แม้คิดจะกลับบ้านนอกที่บ้านนอกก็ไม่มีงานที่ฝันใฝ่ ทั้งๆที่ธารศักดิ์ก็ไม่รู้หรอกว่าการทำงานคืออะไร คนทำงานเขาทำอะไร

ธารศักดิ์เดินเข้าซอยถนน ในหอพักเอกชนที่ธารศักดิ์กำลังเช่าอยู่ มีร้านขายอาหารตามสั่งอยู่ด้านล่างของตึก ห้องขนาด5x5เมตร มีโต๊ะเก้าอี้ตั้งเรียงราย ข้างฝามีกระติกน้ำแข็งและตู้แช่เย็น ธารศักดิ์เดินไปเปิดตู้แช่เย็น หยิบขวดโค้กออกมาแล้วเดินไปหยิบแก้วอะลูมิเนียม ตักน้ำแข็ง ธารศักดิ์เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้พลาสติกทานอาหาร เห็นป้าคนทำอาหารกำลังรอลูกค้าอยู่หน้าร้าน จึงสั่งข้าวกระเพราตับไข่ดาว แม่ค้าที่เคยเห็นธารศักดิ์อยู่บ่อยๆและรู้จักคุ้นเคยธารศักดิ์อยู่บ้าง ถามธารศักดิ์ว่าเรียนจบหรือยัง

“น้อง ตอนนี้น้องเรียนจบยัง มาอยู่หอนี้กี่ปีแล้วนะ เห็นมากินข้าวร้านป้าประจำ ไม่เคยเห็นมีแฟนมาด้วยซะที” ป้าแม่ครัวที่กำลังทำผัดกระเพราตับไข่ดาวให้ธารศักดิ์ ยิ้มแย้มด้วยคำถาม ส่วนธารศักดิ์ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ที่ป้าวางไว้บนโต๊ะให้ลูกค้า จึงได้ตอบไป

“ก็เรียนจบแล้วล่ะครับป้า เรียนจบปีนี้ ส่วนแฟนก็เคยมีแต่เลิกกันแล้วล่ะครับ” ธารศักดิ์ฉุกคิดเรื่องแฟนที่เคยพักอยู่อีกห้อง ที่เรียนในมหาวิทยาลัยเดียวกัน แต่ต่างคณะ

“ทำไมเลิกกันล่ะ”ป้าแม่ครัวทำกระเพราตับไข่ดาวเสร็จแล้วเดินมาเสิร์ฟที่โต๊ะที่ธารศักดิ์นั่งอยู่

“ก็ไม่รู้สิครับ ต่างคนต่างอยากมีอิสระมั้ง”ธารศักดิ์ตอบ

“อ้าวเหรอ” แม่ค้าได้คำตอบแล้วก็พอใจ

ในขณะที่กำลังรับประทานข้าว ธารศักดิ์มองออกไปด้านนอกร้านพลาง แล้วมองเห็นวราพรรณที่เป็นแฟนเก่าของเขาพอดี เธอกำลังเดินจะขึ้นไปบนตึก แต่ไม่เฉลียวมองมาทางธารศักดิ์ แต่เมื่อธารศักดิ์เห็นดังนั้นจึง

รีบก้าวออกจากโต๊ะทานอาหาร แล้วเดินเร็วไปหาวราพรรณ เขาต้องการจะบอกให้เธอรู้ว่าตอนนี้เขาเรียนจบแล้ว

“พรรณ พรรณ เดี๋ยวหยุดก่อน ไปไหนมา ไม่ได้คุยกันนาน พี่คิดถึงแทบแย่” ธารศักดิ์วิ่งไปดักหน้าวราพรรณ ก่อนที่เธอกำลังเดินขึ้นบันได เมื่อวราพรรณเห็นดังนั้น จึงได้หยุดและคุยกับธารศักดิ์

“เพิ่งมาจากมหาวิทยาลัยน่ะ มีอะไรเหรอ จะคุยก็รีบคุยเดี๋ยวพรรณจะรีบไปอ่านหนังสือ” วราพรรณพูดอย่างรีบๆ

“พี่เรียนจบแล้วนะ เรากลับมาเป็นแฟนกันได้มั้ย ตอนนี้พี่เหงาและคิดถึงพรรณเหลือเกิน” ธารศักดิ์พูดในสิ่งที่เขาต้องการจะบอก

“อ๋อ เรียนจบแล้ว พรรณยินดีด้วยนะ ถ้าเหงาก็ไปหาแฟนใหม่สิ ชีวิตคนเราน่ะต้องก้าวไปข้างหน้า พรรณยังไม่อยากจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมกับพี่ธาร” วราพรรณคุยกับธารศักดิ์ด้วยสีหน้าบึ้งตึง

ธารศักดิ์เดินกลับเข้าไปร้านอาหารตามสั่ง ปล่อยให้วราพรรณเดินขึ้นบันไดตึก เมื่อแม่ค้าขายอาหารตามสั่งเห็นวราพรรณและธารศักดิ์คุยกัน ก็รู้แล้วว่าแฟนเก่าที่ธารศักดิ์เล่าไว้เป็น นักศึกษาสาวลูกค้าของร้านคนนี้นี่เอง

“ค่าข้าวเท่าไหร่ป้า” ธารศักดิ์ถามป้าแม่ค้า พร้อมกับควักกระเป๋ากางเกงนักศึกษา

“กระเพราตับบวกไข่ดาวสี่สิบห้าบาทจ้ะ ค่าโค้กสิบสองบาทรวมเป็น ห้าสิบเจ็ดบาท”ป้าขายอาหารตามสั่ง บอกราคาที่ธารศักดิ์อิ่มได้ในมื้อนี้ แล้วธารศักดิ์ก็หยิบแบงค์ร้อยให้ป้าขายอาหาร จึงได้เงินทอนเป็นแบงค์ยี่สิบบาทสองใบและเงินเหรียญบาทอีกสามเหรียญ ป้าขายอาหารตามสั่งนำเงินใส่ชุดคลุมทำอาหาร ที่มีกระเป๋าด้านหน้าสำหรับใส่เงิน แล้วยิ้มให้ธารศักดิ์

เมื่อธารศักดิ์ทานข้าวเสร็จแล้วก็เดินขึ้นบันไดกลับเข้าห้องพัก เขาเห็นเตียงนอนที่ว่างอยู่ก็เดินลงไปนอนแผ่หราด้วยความเหนื่อยเพลีย นาฬิกาปลุกตั้งอยู่ข้างเตียงบอกเวลา13นาฬิกา วันนี้วันที่เขาเรียนจบหลังจากนี้ เขาก็ไม่ต้องไปเรียนอีกแล้ว เขาคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรเมื่อไม่ต้องไปเรียนอีกแล้ว ชีวิตหมดหน้าที่ไปแล้วหรือ มีแค่การเรียนให้จบเท่านั้นเองหรือสำหรับชีวิตเด็กหนุ่ม อะไรคืออนาคตวันข้างหน้าชีวิตจะเป็นยังไง จะอยู่ที่ไหน จะมีครอบครัวเมื่อไหร่ ไปสมัครงานแล้วจะต้องทำอะไร ต้องเหนื่อย ต้องเคร่งเครียดมากไหม หรือชีวิตคนทำงานมีแต่เรื่องหาเงินประทังชีวิตให้อยู่รอดไปเดือนต่อเดือนเท่านั้นเองหรือ เขาคิดฟุ้งไปเรื่อยเริ่มเบื่อ จึงได้เดินไปเปิดคอมพิวเตอร์เพื่อเลือกหาเพลงที่จะฟัง คอมพิวเตอร์ส่งเสียงเปิดวินโดว์ เขานั่งรอให้เครื่องรันอยู่2นาที แล้วมือของเขาก็คว้าเม้าส์ เขาเลื่อนเมาส์ไปมาแล้วคลิ๊กโปรแกรมเปิดเพลง เขาเลือกเพลงwoman ของวงเดอะบีทเทิลส์เพลงของศิลปินชื่อก้องโลกสมัยรุ่นคุณปู่ เขานอนฟังเพลงไปเรื่อยพลางนึกเสียใจกับอดีตรักของเขาและวราพรรณ ที่ไม่สามารถทำให้วราพรรณอยู่เป็นคนรักของเขาได้ต่อไป ในห้องพักขนาดสี่คูณหกเมตร ที่มีพิ้นที่ระเบียงอีก สามตารางเมตร มีห้องน้ำกว้างสองคูณสามเมตร ห้องพักแคบๆแบบนี้เขาอาศัยอยู่มานานเกือบสี่ปี เขาอยู่มาได้ยังไงเป็นสิ่งที่เขาคิดอีก เขาคิดถึงการเลือกอนาคตของตัวเอง เขาคิดไปเรื่อยว่าทำไมคนเรียนจบป.ตรี ทำงานในบริษัทได้เงินเดือนขั้นต่ำวันละ 425บาท คนเรียนจบป.6 ขายอาหารตามสั่งได้กำไรขั้นต่ำวันละ 1000 บาท เงินกับการเรียนสัมพันธ์กันมั้ย ความหรูหราคือหลักในการเลือกอาชีพยังเป็นแนวคิดที่มีสาระมั้ย คนที่เรียนจบวุฒิสูงกว่าคือคนที่ฉลาดกว่า หรือคนที่ได้เงินมากกว่าคือฉลาดกว่า สิ่งที่เป็นกับเงินที่ได้มีความสัมพันธ์กันอยู่หรือไม่ เลือกอาชีพในสิ่งที่อยากทำแต่ถ้าทำแล้วมีรายได้น้อยก็ต้องเป็นคนจนน่ะสิ ส่วนเลือกอาชีพตามวุฒิแล้ววุฒิที่เรียนมาจะมีงานให้สมัครที่ไหนบ้าง หรือเลือกอาชีพตามอามิสสินจ้างตามโอกาสในหนึ่งชีวิตที่จะทำให้รวยขึ้นมาได้เช่นการทำธุรกิจแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาลงทุน หรือถ้ากู้เงินธนาคารหาเงินมาลงทุนเล่นหุ้นจะได้มีชีวิตที่สบายๆ แต่ถ้าลงทุนแล้วขาดทุนจะทำยังไงเงินลดลงจะทำยังไง เขาคิดต่อไปอีกว่าแล้วป้าที่ขายอาหารตามสั่ง ชีวิตแบบนั้นคือชีวิตที่ต้องทำแบบนั้นเพราะอะไร ทำไมคนทำงานประจำกับคนที่มีอาชีพส่วนตัวจึงต่างกัน ทำไมคนเรียนจบวุฒิสูงมากมายในสังคมจึงยังมีคนตกงานอยู่มากมาย ทำไมคนที่เป็นกรรมกรหรืออาชีพเกษตรกรรมที่มีรายได้น้อยจึงต้องเป็นอย่างนั้น และทำไมไม่คิดเปลี่ยนอาชีพไปทำอะไรที่ได้เงินมากกว่า แล้วชีวิตอีกอย่างคือการเรียนต่อให้จบชั้นสูงสุดจะช่วยให้มีชีวิตที่มั่งคั่งร่ำรวยที่สุดหรือไม่ ถ้าการเรียนให้จบชั้นสูงสุดคือการเลือกที่ดีที่สุด แล้วทำไมก็ยังมีด๊อกเดอร์ที่ตกงานและฆ่าตัวตายอยู่ ความคิดที่ฉลาดของคนเหล่านั้นทำไมจึงล้มเหลวได้ ทั้งที่มีไอคิวเป็นเลิศ ความสำเร็จความล้มเหลวในฐานะหน้าที่การงานจะสอดคล้องกับความสุขความทุกข์อย่างไร หรือคนที่เป็นนักบวชคือคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว ทำไม ก็ยังมีนักบวชในศาสนจักรที่ทำความชั่วอยู่มากมายในตอนที่เขาเคยดูข่าวทีวีมาบ้าง ธารศักดิ์คิดไปเรื่อยเปื่อย และเพลงwoman ของจอห์น เลนน่อน จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์เล่นเพลงจบ ธารศักดิ์รู้สึกหิวน้ำเขาจึงลุกจากเตียงนอน เพื่อไปเปิดตู้เย็นที่มีน้ำเปล่า เขาหยิบขวดน้ำที่วางอยู่ในชั้นด้านฝาของตู้เย็น เมื่อดื่มน้ำเสร็จก็เดินไปจับเมาส์คอมพิวเตอร์เพื่อกดเปลี่ยนเพลงเป็นเพลงของบอดี้สแลม แล้วเขาก็คลิ๊กเมาส์เลือกเพลงคนมีตังค์ เขาฟังเพลงไปพลางคิดถึงอนาคตหากเขาสามารถดึงวราพรรณมาเป็นคู่ชีวิตของเขาได้ ก็คงจะดีไม่น้อย แต่ชีวิตของเขาตอนนี้ยังไม่ได้อย่างเพลงคนมีตังค์เลยแม้แต่น้อย

เป็นเพราะธารศักดิ์ยังไม่มีอาชีพอะไรที่สามารถทำให้มีเงินจับจ่ายใช้สอย โดยไม่ต้องพึ่งทางบ้าน ปมด้อยในการมีคู่ของธารศักดิ์ ไม่ใช่เรื่องรูปร่างหน้าตา แต่ปมด้อยที่มีนั้นเป็นเรื่องฐานะที่ไม่เป็นตัวเป็นตน ไม่มีรายได้ และการที่เขาเป็นคนติดดิน ซึ่งธารศักดิ์เองก็ไม่คิดว่าวราพรรณจะมีรสนิยมใกล้เคียงเลยแม้แต่น้อย เธอเคยบอกกับธารศักดิ์ว่าในอนาคตอยากมีชีวิตที่ร่ำรวยมีกินมีใช้ และไม่คิดว่าธารศักดิ์จะมอบชีวิตที่เธอฝันให้ได้ในเร็ววัน

เธอจึงตีตัวออกห่างจากธารศักดิ์ บัดนี้ธารศักดิ์ไม่ได้เป็นนักศึกษาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ตอนนี้เขาคือคนว่างงานหรือถ้าจะเรียกให้ดูดีขึ้นมาหน่อยก็คือ”เด็กจบใหม่” ความวิตกกังวลเริ่มคืบคลานเข้ามาในความคิดของธารศักดิ์ แม้ความจริงเด็กหนุ่มนั้นสามารถมีอนาคตที่สวยงามกับความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่รอเบื้องหน้า แต่ความกดดันเรื่องค่าใช้จ่ายในกรุงเทพทำให้เขาเกิดความเครียดที่ไล่ลามความสุข เมื่อแม่ที่โทรมาบอกว่าพ่อกับแม่จะส่งเงินให้ใช้จ่ายเป็นเดือนสุดท้าย และยังบอกให้เขารีบหางานทำถ้าอย่างนั้นก็ให้กลับบ้านไปตั้งหลักก่อน แต่ธารศักดิ์คิดว่าจะไปสมัครงานเพราะเขายังอยากอยู่หอพักที่นี่อยู่ เพราะจะได้อยู่ใกล้วราพรรณ ธารศักดิ์ยังเสียดายที่ไม่ว่าจะอย่างไร วราพรรณก็ยังจะปฏิเสธความรักของเขาอยู่ เมื่อธารศักดิ์คิดออกแล้วว่าต้องหางานทำขอให้เป็นงานบริษัทก็พอ ขอแค่มีเงินสำหรับใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพต่อไปได้ก็พอใจ เรื่องรวยเอาไว้โตขึ้นแล้วมีครอบครัว ค่อยขยับขยายไม่แน่ในอนาคตเขาอาจจะซื้อบ้าน ซื้อรถและแต่งงาน มีลูกสาวลูกชาย เมื่อถึงเวลาเย็นธารศักดิ์ไปทานข้าวเขาคิดได้ว่าอยากจะกินเบียร์สักสองขวดเพื่อกระตุ้นความคิดหาหนทางก้าวไปข้างหน้า ธารศักดิ์จึงลงจากตึกอพาร์ตเม้นต์เพื่อไปยังตลาดฟุตบาท เขาเดินหาเลือกซื้อข้าวที่ตลาดฟุตบาทแถวหอพัก เมื่อเห็นรถเข็นขายลูกชิ้นทอดจึงเดินไปหาพ่อค้าที่ยืนทอดลูกชิ้นอยู่ แล้วเลือกลูกชิ้นที่วางแผงอยู่ในถาดอะลูมิเนียม ที่มีทั้งลูกชิ้นเอ็นหมู เอ็นเนื้อ ลูกชิ้นปลา กุ้ง ลูกชิ้นไก่ ไก่จ๊อ ฮอทดอก และลูกชิ้นแบบอื่นๆ ธารศักดิ์เลือกลูกชิ้นแล้วยื่นให้พ่อค้า พร้อมกับถามไถ่สัมภาษณ์พ่อค้าในขณะที่พ่อค้ากำลังทอดลูกชิ้น

“พี่ครับ พี่ขายลูกชิ้นมานานยังครับ” ธารศักดิ์ถามพ่อค้าขายลูกชิ้น พลางยืนดูลูกชิ้นที่ฟูน้ำมันอยู่ในหม้ออะลูมิเนียมฟู่ๆ พ่อค้าพลิกลูกชิ้นไปมา ทำให้เขารู้สึกหิวอยากกินลูกชิ้นไวๆ

“อ๋อ ขายมาสักพักแล้วล่ะ เมื่อก่อนทำงานโรงงานแต่ค่าแรงไม่พอใช้ ลำบากต้องทำงานตามกะ ได้วันละสามร้อยกว่า อยู่ไม่ไหวเลยเปลี่ยนมาขายลูกชิ้น ชีวิตก็ค่อยดีขึ้นมาหน่อย มีเงินเลี้ยงเมีย” พ่อค้าตอบธารศักดิ์พลางหยิบลูกชิ้นพลิกไปมาด้วยเหล็กคีบ ลูกชิ้นฟูๆเริ่มกรอบ ธารศักดิ์ยืนดูแล้วแอบกลืนน้ำลายลงคอ

“แล้วพี่ขายได้วันนึงกี่ไม้ครับเนี่ย เห็นมีลูกชิ้นเยอะเลย”ธารศักดิ์กลืนน้ำลายลงคอ แล้วดูลูกชิ้นที่กำลังเหลืองกรอบน่ากิน

“ วันนึงๆก็ขายได้เกือบห้าร้อยไม้ ไม้ละห้าบาทสามร้อยไม้ไม้ละสิบบาทอีกสองร้อยไม้ ขายตั้งแต่สามโมงเย็น ประมาณสองถึงสามทุ่มก็ขายหมด ตอนเย็นๆคนเลิกงานน่ะแหล่ะ ส่วนตอนเช้าก็พัก” พ่อค้าตอบอย่างคนที่ภูมิใจในความสามารถและสิ่งที่ตนได้คุ้มค่าแรงที่เสียไปกับการขายลูกชิ้น

“แล้วทุนเท่าไหร่กำไรได้เยอะมั้ยพี่” ธารศักดิ์ยังยืนคุยต่อ ส่วนพ่อค้าก็นำลูกชิ้นขึ้นมาวาง บนตะแกรงเหล็กให้สะเด็ดน้ำมัน

“ทุนก็ราวๆวันละสองพันค่าลูกชิ้น ค่าน้ำมัน ค่าแก๊ส ค่าน้ำจิ้ม และค่าถุง ค่าผัก กำไรก็วันละพันสองร้อยถึงพันห้าร้อยน่ะ”พ่อค้ายังภูมิใจต่อ พลางใช้เหล็กคีบคีบลูกชิ้นที่สะเด็ดน้ำมันแล้ว ใส่ถุงให้ธารศักดิ์

“น้ำจิ้มราดหรือแยกครับ”พ่อค้าถามธารศักดิ์ว่าจะให้ราดน้ำจิ้มลงไปในถุงด้วยเลยมั้ย หรือจะให้แยกใส่ถุงต่างหาก

“ราดน้ำจิ้มไปด้วยเลยครับ” ธารศักดิ์บอกให้พ่อค้าราดน้ำจิ้มลงไปในถุงลูกชิ้นเพราะเขารีบแล้ว เขาอยากกินลูกชิ้นกับเบียร์เย็นๆเต็มที่แล้ว เมื่อพ่อค้าค่อยๆราดน้ำจิ้มลงบนลูกชิ้นทำให้เกิดไอน้ำฟุ้งขึ้นมาร้อนๆ กลิ่นของไอน้ำจากลูกชิ้นหอมเข้าจมูกของธารศักดิ์ เขาสูดกลิ่นลูกชิ้นทอดที่หอมกรอบๆเข้าไป แล้วกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง เมื่อพ่อค้านำลูกชิ้นใส่ถุงแล้วหยิบผักจากกะละมังที่แช่ผักสดอยู่ในนั้น มีกะหล่ำปลี โหระพา และแตงกวาสด พ่อค้าใส่ผักลงไปในถุงพลาสติกหิ้ว แล้วยื่นให้เขา เขารับถุงพลาสติก แล้วยื่นแบงค์ร้อยให้พ่อค้าสำหรับค่าลูกชิ้นสี่สิบบาท พ่อค้าทอนเงินแล้วธารศักดิ์ก็บอกกับพ่อค้า

“ขอให้ขายดีนะพ่อค้า ลูกชิ้นเหลืองกรอบน่ากินจังเลย” พูดเสร็จธารศักดิ์ก็เดินออกจากรถเข็น แล้วเดินไปตามฟุตบาทเพื่อไปยังมินิมาร์ต ที่อยู่ในตึกแถวห่างออกไปสามสิบเมตรระหว่างทางที่เดินไปมีพ่อค้าแม่ค้า ตั้งแผงตั้งรถเข็นขายอาหาร ผลไม้ น้ำผลไม้ ทั้งอาหารภาคต่างๆ เหนือ กลาง อีสาน ใต้ ธารศักดิ์คิดเล่นๆไปว่า กรุงเทพเต็มไปด้วยผู้คนภาคต่างๆ มากมายผู้คนเหล่านั้นอยู่ทำมาหากินร่วมกันได้ ธารศักดิ์เห็นรถเข็นขายใส้อั่วที่ย่างเสร็จวางอยู่บนตระแกรง บนรถเข็น มีควันลอยฟุ้งจากเตาถ่านที่กำลังย่างใส้อั่วและใส้กรอกอีสาน จึงเดินเข้าไป

แล้วถามแม่ค้าทันทีที่เห็นใส้อั่วสีเหลืองแกมน้ำตาล มีคราบน้ำมันหมูเคลือบด้วยความร้อน ยังมีไอร้อนขึ้นผุยๆ

“ใส้อั่วชิ้นละเท่าไหร่ครับ น้า” ธารศักดิ์ถามแม่ค้าแล้วใช้เหล็กคีบเลือกใส้อั่วชิ้นที่เขาคิดว่าขนาดใหญ่ที่สุดในตะแกรง เมื่อเลือกได้แล้ว จึงยื่นให้แม่ค้าใส่ถุง

“ชิ้นละห้าสิบจ้ะ” แม้ค้าหยิบใส้อั่วด้วยเหล็กคีบอาหารใส่ถุงพลาสติกใส แล้วใส่ลงไปในถุงพลาสติกหิ้วสีขุ่น

แล้วรับเงินจากธารศักดิ์ ห้าสิบบาท ธารศักดิ์มีแบงค์ห้าสิบที่ได้เป็นเงินทอนจากพ่อค้าขายลูกชิ้น จึงจ่ายด้วยแบงค์ห้าสิบ พอดีกับค่าใส้อั่วของแม่ค้า หลังจากนั้นธารศักดิ์จึงออกเดินด้วยเท้าต่อเพื่อไปให้ถึงมินิมาร์ต เงินงบประมาณสองร้อยบาทที่ธารศักดิ์คิดไว้สำหรับค่าอาหารที่จ่ายตั้งแต่เมื่อเที่ยงห้าสิบเจ็ดบาทค่าลูกชิ้นสี่สิบบาทและค่าใส้อั่วห้าสิบบาทรวมเป็นเงินหนึ่งร้อยสี่สิบเจ็ดบาท งบประมาณสองร้อยบาทเหลือเพียงห้าสิบสามบาท เขาเห็นตู้เอทีเอ็มที่อยู่ด้านหน้าของมินิมาร์ต จึงเดินไปเพื่อกดตังค์ฉุกเฉินที่มีในบัตรเอทีเอ็มคิดว่าจะดึงเอางบอาหารเช้าและเที่ยงของพรุ่งนี้มาใช้ซื้อเบียร์สำหรับคืนนี้ก่อน พรุ่งนี้เขาจะกินมาม่าเป็นมื้อเที่ยงสองห่อเพราะไม่ต้องไปเรียนแล้ว จะนอนฟังเพลงอยู่ที่ห้องคิดหาทางเรื่องอนาคตต่อไปข้างหน้าต่ออีก ตู้เอทีเอ็มยังมีคนยืนกดตังค์อยู่ธารศักดิ์ต้องรอให้คนที่มาก่อนออกมาจากตู้เป็นเวลาราวๆสามนาที เมื่อคนที่เดินออกมาจากตู้เอทีเอ็มเห็นธารศักดิ์และธารศักดิ์ก็ได้เห็นเช่นเดียวกัน จึงร้องขึ้นมาพร้อมกัน พร้อมกับที่ธารศักดิ์ยกมือไหว้

“อ้าว ธารศักดิ์ พักอยู่แถวนี้เหรอ เรียนจบแล้วใช่มั้ย อาจารย์มาทำธุระแถวนี้เลยแวะมาซื้อเบียร์น่ะ” อาจารย์กระพุ่มมือรับไหว้ลูกศิษย์ที่เคยสอนในมหาวิทยาลัย

“สวัสดีครับอาจารย์ เรียนจบวันนี้เองครับอาจารย์ พอดีผมเพิ่งไปรับใบทรานสคริปต์ที่มหาวิทยาลัยมาน่ะครับ”

“อ้อเหรอ จบแล้วจะไปทำงานที่ไหน หางานทำรึยังล่ะ”อาจารย์ที่อายุราวเกือบหกสิบปีเป็นคณบดีและยังสอนในบางวิชาด้วย อาจารย์ที่ทำงานในมหาวิทยาลัยถามธารศักดิ์เมื่อเห็นเขาที่มากดเงินเหมือนกัน อาจารย์หยิบเงินแบงค์หนึ่งพันบาทใส่เข้าไปในกระเป๋าสตางค์แล้วเก็บเข้ากระเป๋ากางเกงสแลค ที่รีดผ้ามาเนี๊ยบอย่างดี

“ยังไม่ได้งานทำครับอาจารย์ ตอนนี้ผมยังไม่รู้ว่าจะทำงานอะไรเลยครับ”ธารศักดิ์ตอบอาจารย์ พร้อมทั้งมองดูรถของอาจารย์ที่จอดอยู่ริมถนน เป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นกลางๆ อาจารย์หิ้วถุงพลาสติกของมินิมาร์ตที่มีเบียร์ไฮเนเก้นอยู่สามขวดอยู่ พร้อมกับน้ำแข็งอีกถุงหนึ่ง

“อ้อเหรอ ขอให้โชคดีนะ อาจารย์ไปก่อนนะเดี๋ยวจะต้องกลับบ้านล่ะ” อาจารย์กล่าว

“ครับ”ธารศักดิ์ตอบรับคำอวยพรของอาจารย์

แล้วอาจารย์ก็เดินไปพร้อมกดสวิทซ์ไฟฟ้าที่กุญแจรถ เสียงดังปี๊บสองครั้ง แล้วก็เปิดประตูรถขับขึ้นรถไป ธารศักดิ์ยืนมองแล้วก็หันหน้าเข้าตู้เอทีเอ็ม เพื่อกดเงิน ธารศักดิ์กดเงินสองร้อยบาท แล้วเขาก็หยิบบัตรเอทีเอ็มที่คืนออกมาจากตู้เอทีเอ็ม และหยิบแบงค์หนึ่งร้อยบาทสองใบที่ออกมาจากตู้ใส่เข้าไปในกระเป๋าสตางค์ แล้วเดินเข้าไปในร้านมินิมาร์ต เขาเดินผ่านประตูอัตโนมัติ ที่มีเสียงดังติ๊งต่อง หยิบตะกร้าที่วางอยู่ด้านข้างประตูฝั่งข้างในร้าน แล้วเดินผ่านชั้นวางของเพื่อตรงไปยัง ตู้แช่เย็นมีขวดเบียร์ตั้งอยู่ในชั้นวางหลายยี่ห้อ ธารศักดิ์เลือกเบียร์ลีโอตามความเคยชิน เขาไม่เลือกเบียร์ช้างเพราะคิดว่าเป็นเบียร์ชั้นรากหญ้า และไม่เลือกเบียร์สิงห์หรือเบียร์ไฮเนเก้นเพราะราคาสูงเกินไป สำหรับเงินที่เขามีอยู่ในกระเป๋าสองร้อยห้าสิบสามบาท ราคาเบียร์ลีโอขวดละหกสิบบาทรวมเป็นหนึ่งร้อยยี่สิบบาท เหลือเงินสามสิบสามบาท พอดีกับค่าน้ำแข็งถุงละสิบบาท เขาคิดดังนั้นจึงเดินต่อไปยัง ตู้แช่น้ำแข็ง เขาเปิดฝาตู้แช่แล้วถือถุงน้ำแข็งออกมาวางลงไปในตะกร้าที่ถืออยู่ แล้วปิดฝาตู้แช่น้ำแข็ง จากนั้นจึงหันหน้ามาทางซ้ายมือ เห็นชั้นวางขนมขบเคี้ยวที่มีถั่วลิสงทอดตรามือ ดูป้ายราคาสีขาวตัวหนังสือสีดำเขียนไว้ว่าถุงละสิบบาท เขาใช้มือขวาที่ถนัดหยิบถั่วลิสงทอดตรามือที่อยู่ชั้นบนสุดของชั้นวางขนมขบเคี้ยวมาสองถุงแล้วใส่ลงไปในตะกร้าที่กำลังถือด้วยมือข้างซ้าย เสร็จแล้วจึงเดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อจ่ายเงินกับพนักงานร้าน ธารศักดิ์วางตะกร้าที่เคาน์เตอร์ให้พนักงานที่เป็นผู้หญิงอายุน้อยกว่าเขา พนักงานหยิบเบียร์สองขวด น้ำแข็งหนึ่งถุง และถั่วลิสงตรามือสองห่อ มาใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ด แล้วกดแป้นคอมพิวเตอร์กดปุ่มเอ็นเทอร์เพื่อรวมผลของราคาสินค้าทั้งหมดที่ธารศักดิ์ซื้อ

“หนึ่งร้อยห้าสิบบาทค่ะ” เธอบอกราคาสินค้าทั้งหมดสามอย่างแก่ธารศักดิ์ แล้วธารศักดิ์ก็ควักกระเป๋าสตางค์สีน้ำตาลที่เขาเคยซื้อมาใช้ใบละร้อยเก้าสิบเก้าบาทจากตลาดสะพานพุทธ เมื่อตอนที่เขาพาวราพรรณไปเดินเลือกซื้อเสื้อผ้า เขาหยิบเงินในกระเป๋าสตางค์ที่มีอยู่หนึ่งร้อยห้าสิบสามบาท จ่ายเงินจำนวนหนึ่งร้อยห้าสิบบาทให้แก่พนักงานด้วยมือข้างขวาที่ถนัด พนักงานใส่สินค้าเข้าไปในถุงพลาสติก ธารศักดิ์รับถุงพลาสติกที่พนักงานช้อนเป็นสองชั้นเพื่อกันไม่ให้ถุงพลาสติกขาดเพราะน้ำหนักของขวดเบียร์กับน้ำแข็งอาจทำให้ถุงขาดระหว่างที่หิ้ว เมื่อพนักงานกดปุ่มอีกครั้งสลิปค่าสินค้าเป็นแถวแนวยาวก็ไหลออกมาจากเครื่องปริ้นซ์ พนักงานร้านมินิมาร์ตฉีกกระดาษสลิป แล้วยื่นให้แก่ธารศักดิ์และดันช่องใส่เงินกลับเข้าไปในเซฟเก็บเงิน ธารศักด์เห็นที่เคาน์เตอร์มีกล่องรับบริจาคสำหรับเด็กด้อยโอกาสในชนบท กล่องรับบริจาควางอยู่แต่ในนั้นไม่ค่อยมีเงินอยู่ในกล่องซักเท่าไหร่ ธารศักดิ์จึงหยอดเหรียญบาทที่เหลืออยู่ในกระเป๋าสตางค์จำนวนสามบาทลงไปในกล่อง ธารศักดิ์เดินหิ้วถุงพลาสติกที่มีเบียร์ น้ำแข็ง ถั่วลิสงทอด ลูกชิ้นทอดและใส้อั่วย่าง รวมราคาอาหารที่เขาจ่ายตั้งแต่มื้อเที่ยงวันนี้ทั้งหมดสองร้อยเก้าสิบเจ็ดบาท เหลือเงินแบงค์ร้อยบาทอยู่ในกระเป๋าสตางค์อีกหนึ่งใบ ธารศักดิ์อุ่นใจเพราะยังมีเงินให้เขาได้ใช้ซื้อมาม่าสำหรับมื้อเที่ยงพรุ่งนี้และเหลือสำหรับซื้อน้ำเปล่าที่ใช้วิธีหยอดตู้กดน้ำที่ใต้อพาร์ตเม้นต์ และเขาคิดว่าจะเหลือไว้สำหรับมื้อเย็นพรุ่งนี้อีกหนึ่งมื้อจะไม่ซื้อเบียร์เหมือนวันนี้ เพราะการเข้าสังคมและอยู่ในสังคมมีค่าใช้จ่ายคิดแค่เรื่องจะกินให้อิ่มยังไงทุกวันให้มีชีวิตอยู่ไปได้นานๆก็ยังคิดยากอยู่ เขาคิดว่านี่คิดแค่ชีวิต เด็กจบใหม่ตัวคนเดียวอย่างเขา แล้วถ้าคิดค่าใช้จ่ายในหนึ่งวันของทุกคนสิบเอ็ดล้านคนที่มีอยู่ในกรุงเทพจะเยอะมากขนาดไหน รวมไปถึงคนอีกหลายสิบล้านทั่วประเทศ คิดแล้วน่ากังวลสำหรับคนที่จะเป็นผู้บริหารประเทศ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น