คัดลอกลิงก์เเล้ว

ห้วงอัตรธาน

วัยหนึ่งในชีวิต วัยแห่งความคึกคะนอง วัยแห่งความสนุกสนาน และ บันทึกแห่งความน่าสะพรึงกลัว เรื่องนี้รอคำวิจารณ์จากเพื่อนนักเขียนและนักอ่าน ผลงานรอการตีพิมพ์การันตีความสนุกและข้อคิด

ยอดวิวรวม

23

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


23

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  8 พ.ย. 57 / 08:44 น.
นิยาย ǧѵøҹ ห้วงอัตรธาน | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

สามคืนที่น่าพิศวง ชีวิตที่อยู่ในบรรยากาศน่าสะพรึงจะเป็นอย่างไร 

สิ่งที่เห็นสิ่งที่ได้สัมผัส  สร้างความหลอนปนความระทึก
อรรถรสที่ยากจะลืมเลือน

เนื้อเรื่อง อัปเดต 8 พ.ย. 57 / 08:44


ห้วงอันตรธาน

         

             ในวันสงกรานต์ อากาศร้อนอบอ้าว บรรยากาศในตลาดตอนนี้ทุกร้านปิดกันหมด

เพราะต่างคนต่างหยุดเฉลิมฉลองเทศกาลกันหมดรวมถึงบ้านของวินัย ที่เป็นร้านขายของชำในตลาด

แห่งนี้ เขาคุ้นเคยสถานที่เป็นอย่างดี


จึงมีเพื่อนฝูงมากมายทั่วทั้งย่าน บรรยากาศอึกทึกครึกโครม หนุ่มสาววัยรุ่นแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีสัน

สดใสฉูดฉาด กำลังเล่นสาดน้ำกันอย่างเอิกเกริก เขาดื่มเหล้ากับเพื่อนจนเกิดอาการเมาเหล้าจัด ด้วย



“เฮ้ย เหล้าหมดแล้วว่ะ ออกไปซื้อเหล้าที่มินิมาร์ทกันป่ะพวกเรา !!!”วินัย ตะโกนแข่งกับเสียงลำโพง

บอกเพื่อนในก๊วน


“แว๊นนนนนๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” เสียงมอเตอร์ไซค์ดังเมื่อเขาบิดคันเร่งลองเสียงเครื่องยนต์


“ไปกันพวกเรา เดี๋ยวค่อยกลับมาแดนซ์กันใหม่”เสียงสมทบของเพื่อนคนหนึ่ง


“ฮิ้วๆๆๆๆ สาวๆแถวนี้มีแต่คนน่ารักเว้ยเฮ้ย น้องๆมีใครจะไปกับพี่มั้ย!!!” วินัยอยู่ในอาการมึนเมา เขาพูด

พร้อมกับบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์ บิดคันเร่งแรงขึ้นไปอีก เขาขับรถออกไป เขาขับรถทะยานไปทั่วตลาด

ด้วยอาการเมา

          



                   ในคืนวันหนึ่ง ณ กลางป่าดงดิบในชายแดนจังหวัดแห่งหนึ่ง ท้องฟ้ามืดมิดในคืน

เดือนแรม บรรยากาศวังเวงชวนพิศวง เสียงอีการ้องโหยหวนมาแต่ฟากภูเขาที่อยู่ไกลออกไป ลมพัด

เย็นยะเยือก

         
“ กาๆๆๆๆๆๆ กาๆๆๆๆๆ” เสียงยังดังอยู่ต่อเนื่อง ทหารเกณฑ์หนุ่มได้ยินเสียงนี้มาตั้งแต่หัวค่ำจนถึงตอนนี้

ไม่รู้ว่าเวลาอะไร เขาสะพายปืนอาก้าหลงป่าอยู่คนเดียว สิ่งที่จะพอเป็นเพื่อนในเวลานี้มีเพียงฝูงอีกาที่

ร้องลั่นป่าเพียงเท่านั้น เขาคิดอยู่ในหัวตลอดเวลา

         


“ ทำไมในป่ามีอีกาเยอะมากมายขนาดนี้ เสียงร้องไม่หยุดเลย หรือว่า............”เขาคิดไปไกลคิดว่า

อาจจะมีสิ่งลี้ลับบางอย่างเฝ้าถิ่นพงไพรนี้เป็นแน่ๆ เขาขนลุกซู่ รู้สึกเย็นยะเยือกหนาวสั่นไปทั่วตัว

        


                เมื่อ เขามองเห็นเงาตะคุ่มๆเหมือนร่างคน เขาตื่นผวา สีหน้าตะลึงงันกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า

ห่างไปแค่สิบก้าวในพุ่มไม้ ความมืดมิดทำให้เขามองไม่ออกว่าเป็นสิ่งใดกันแน่ เขาจับปืนอาก้าที่ติดตัว

มา ยกขึ้นเล็งไปที่เงานั้น เขาชักไกกำลังจะยิง แต่เกิดเรื่องอัศจรรย์ ปืนของเขายิงไม่ออกเสียงปืน

ดัง”แป้กๆๆ” วินัยโยนปืนทิ้งไปไกลๆ


เขารีบหาที่หลบเพราะเขาคิดแล้วว่าเจ้าของเงานั้นคงรู้ตัวแล้ว เขากระโดดหันหลังขวับ เข้ามุดพุ่มไม้

ด้านหลัง



เขายังสงสัยกับเสียงทั้งทั้งที่ความกลัวเข้าจับจิตของเขาจนสุดลึกในขั้วหัวใจ เขาต้องการรู้ว่าเงานั้นคือ

อะไรจึงจับตาดูอยู่ ไม่ละสายตา แต่แล้วก็หายวับไป เขาคิดว่าตัวเองตาฝาด ขยี้ที่ตา ลืมตาโพลง


เสียงอีกาตัวหนึ่งร้องกาๆๆๆๆ ขานอยู่ใกล้ๆตัวด้านหลัง ตอนนี้เขางงไปหมดแล้วว่ามีอะไรกันแน่ที่อาศัย

อยู่กลางป่านี้ เสียงอีกาโหยหวน แผดเสียงดังก้องหูชัด เขาพยายามตั้งสติ แต่ด้วยความตกใจสุดขีด

เขาจึงฟลุบเป็นลมล้มลง ทหารเกณฑ์หลับสนิท

                   
      




           ตะวันฉาดฉายอรุณวันใหม่เริ่มแล้ว แสงจ้าแยงตาทำให้เขารู้สึกตัวเขาค่อยๆลืมตา เอา

มือบังแสงที่สาดเข้านัยน์ตา เขารู้สึกแสบตาทันที ตอนนี้เขายังไม่ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน รอบตัวเขาเต็ม

ไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่กลางตลาดในเมืองกรุง เหมือนบรรยากาศปกติ ที่เห็นอยู่ได้ทั่วไปที่เขาเคยชิน

เขาลุกขึ้นมองสิ่งที่เห็นนั้นเป็นเหมือนว่าผู้คนแถบนั้นจะมองไม่เห็นไม่รับรู้ว่ามีเขาอยู่ ในบริเวณนั้น



เด็กหญิงคนหนึ่ง อายุประมาณหกขวบแต่งตัวดีทีเดียว เดินตรงมาหายังอย่างเชื่องช้า จ้องมองใบหน้า

ของเขาตาไม่กระพริบ เด็กน้อยค่อยเดินอย่างช้าๆ ทีละก้าว เขาไม่คิดอะไรยังยืนอยู่ที่เดิม แต่ด้วย

ใบหน้าซีดจางเขาจึงเอะใจว่า เด็กคนนั้นที่เขาเห็นอาจจะเป็น ผี
!!! และแล้วก็เป็นจริง


ผี   “พี่ทหารมาทำอะไรที่นี่”


ทหารเกณฑ์คิดอยู่ในหัว “เอาแล้วสิ กางวันแสกๆ ทำไมฉันต้องเจออะไรแบบนี้ด้วย ที่นี่เป็นป่าหรือ

เป็นกลางกรุงเทพกันแน่ ทำไมคนอื่นไม่เห็นเราสักคน แล้วคนอื่นก็มองไม่เห็นเด็กนั่นด้วย ฉันกลัว แก

อย่าทำอะไรฉันนะ”


ตัวเขาสั่นเทาไปทั่วตัว เขาเห็นผี เด็กน้อยที่ตอนแรกดูสะอาดสะอ้านตอนนี้ร่างกายเนื้อตัวสกปก

มอมแมม เขากระพริบตาแล้วรีบวิ่งอย่างสุดกำลัง เขาวิ่งไปไกลไกลมากจนรู้สึกเหนื่อยเขาหอบ เด็กผู้

หญิง กลายร่างเป็นอีกาตัวเท่ามนุษย์ ดำทะมึนสยายปีกกว้างบินตามจิกที่หัวเขาด้วยความเร็วสูง ดวงตา

ของมันแดงก่ำ เขาโดนอีกาจิกเข้าที่หัวเลือดไหล รู้สึกเจ็บแปล๊บเข้าที่กลางศีรษะ

        


“ โอ๊ย “ ยิ่งเขาร้องเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บมากเท่านั้น อีกาตัวใหญ่ตามจิกเขาไม่เลิก เขาล้มลง ตอนนี้

เลือดอาบไปทั่วใบหน้า เลือดเข้าตาสองข้าง เขาวิ่งโดยมองไม่เห็นทางตอนนี้เขารู้สึกตัวเบาหวิว

เหมือนกำลังบิน ลอยคว้างท่ามกลางท้องฟ้าที่เวิ้งว้าง เขามองดูที่แขนสองข้าง แขนของเขากลายเป็น

ปีกสีดำกระพือพัดให้สามารถพยุงตัวได้ อะไรกันนี่เขากลายร่างเป็นอีกากำลังบิน ไล่ทหารเกณฑ์หนุ่ม

ร่างกายกำยำที่กำลังร้องอย่างโหยหวน กลางป่าดงดิบกลางคืนเดือนแรม

           

“แอ๊ดๆๆๆๆ” เสียงออดดังลั่น เสียงเรียกจากจ่าเอกผู้คุมตึกนอนดังลั่น “ตื่นๆๆ ตื่นได้แล้วครับ
!!!


ทหารเกณฑ์หนุ่มลุกขึ้นจากเตียงนอนสองชั้น ยังงัวเงียกับภาพความฝันที่เพิ่งพ้นผ่าน เขารู้สึกตัวว่าตื่น

นอนแล้วตอนนี้ ตื่นจริงๆ เพื่อนทหารร่วมห้อง พากันตื่นเสียงจอแจพากันเตรียมตัวไปอาบน้ำ หลังจาก

นั้นก็จะเป็นเวลาฝึกของเหล่าทหารที่กำลังจะปลดประจำการในค่ายทหารกลางป่าลึกในจังหวัดชายแดน

วินัยคือชื่อของทหารเกณฑ์คนหนึ่งที่เขาเพิ่งตื่นจากฝันร้าย ยังงว่าเขามาทำอะไรที่ค่ายทหารแห่งนี้



“พลทหารวินัยมีญาติมาพบ รีบแต่งตัวแล้วตามผมมา” เสียงจ่าร้องดังฟังชัด บอกให้วินัยรู้ว่าข้างนอก

ห้องกำลังมีญาติที่เดินทางมาจากกรุงเทพมาเยี่ยม เขาแต่งตัวเสร็จแล้วเดินตามจ่าสิบเอกผู้คุมไป


“สวัสดีครับคุณพ่อ คุณแม่” วินัยยกมือสวัสดีพ่อกับแม่ที่มาเยี่ยมถึงต่างจังหวัด


“อืมเป็นยังไงบ้าง อยู่ที่นี่ฝึกหนักมั้ย อาหารการกินเป็นยังไงบ้าง ลำบากยังไงก็อดทนเอานะลูก อีกไม่

นานก็ปลดประจำการแล้วล่ะ เอานี่แม่เอาขนมกับผลไม้มาให้ด้วย” วินัยรับขนมจากแม่ถุงใหญ่


“แบ่งเพื่อนๆกินบ้างนะลูก แม่เอามาเหลือเฟือเผื่อหิวตอนกลางคืนจะได้มีอะไรกินกัน” แม่เขาพูด



“ก็เรื่อยๆครับพ่อ แม่ อยู่ที่นี่ก็ไม่ลำบากอะไร เพื่อนๆก็มีแต่คนดีๆทั้งนั้น พ่อกับแม่ไม่ต้องห่วงนะครับ”


“เอ่อ พ่อกับแม่มีข่าวมาบอกลูกนะ จำเด็กผู้หญิงข้างบ้านเราที่ชื่อแพรวได้มั้ย เด็กอนุบาลคนนั้นน่ะ ถูก

รถชนตายที่ตลาดในหมู่บ้านเรา เมื่อวานนี้เองน่ะ”


วินัยผลุดคิดขึ้นทันใด เด็กผู้หญิงลูกของน้าสาวข้างบ้านที่ ที่ปกติจะเห็นวิ่งเล่นอยู่แถวบ้านเขา เขาจำได้

เหมือนกับที่ตอนนี้ในหัวเขายังนึกถึงฝันร้ายเมื่อคืน เขาคิดออกว่าผีเด็กผู้หญิงที่อยู่ในฝันเมื่อคืนกับเด็ก

หญิงที่แพรว เด็กข้างบ้านของน้าคนนั้นเป็นคนเดียวกัน เขาตะลึงกลางวัน


“หา อะไรนะ แล้วเมื่อคืนผมก็เพิ่งฝันเห็นน้องเขาพอดีเลย” วินัยอุทาน


“ว่าไงนะลูก เมื่อคืนผีน้องแพรวมาเข้าฝันลูกเหรอ ไหนเล่าให้ฟังหน่อยสิ” แล้ววินัยก็เล่าให้พ่อกับแม่ฟัง

ด้วยความตั้งใจเขาบรรยายทุกอย่างที่เขาเห็นและรู้สึกทั้งหมดให้พ่อกับแม่ฟัง จนได้เวลาที่พ่อแม่กลับ

บ้าน

          





                      ตอนนี้วินัยคิดถึงเรื่องที่น่ากลัวในความฝันอยู่ตลอดเวลา ทั้งเวลาฝึกเวลาพักในค่ายทหารแห่งนี้


เขาไม่ปริปากบอกใครอื่นถึงสิ่งที่เขากำลังเผชิญ ในทุกคืนเขาฝันร้ายภาพเด็กหญิงแพรวยังปรากฎทุก

คืนที่เขานอนหลับ บางคืนอากาศในค่ายทหารหนาวเย็นยะเยือก คืนนี้เขานอนไม่หลับ

          


“แอ๊ดๆๆๆๆๆ”


เสียงประตูในห้องนอนรวมของทหารเกณฑ์ดังขึ้น เสียงตุ๊กแกร้องตามประสานเสียง บรรยากาศค่อน

ข้างวังเวง วินัยลืมตาโพลง ประสาทของเขาตอนนี้หวาดผวา เขากลัวสิ่งที่เขาฝันเห็นในทุกคืนจะกลาย

เป็นเรื่องจริง เขาคิดไปเรื่อยเปื่อยว่าผีน้องแพรว จะมาหาเขาในคืนที่เขาตื่นนอนคนเดียวหรือเปล่า



เขาห่มผ้าห่มคลุมโปง เสียงประตูปิดเสียงลั่นดัง”ปัง”เขารู้สึกว่าตอนนี้เขาขยับตัวไม่ได้แล้ว เขานอนตัว

แข็งทื่อ หายใจอึดอัด เขาพยายามออกแรงพูดเท่าไรก็ไม่มีเสียงออกมาจากปากตัวเองเลย พยายาม

พลิกตัวไปมาด้วยความตั้งใจจะลุกมาปลุกเพื่อนที่นอนข้างๆให้ตื่นนอนเป็นเพื่อน แต่ก็ทำไม่ได้



ผ้าห่มที่เขาห่มอยู่ สะบัดออกจากตัวของเขา เขาเหลือบตามองก็พบว่า เพื่อนทหารร่วมห้องทั้งหมด

ของเขากลายเป็นซอมบี้กันทุกคน เนื้อตัวมีบาดแผลฉกรรจ์ เลือดอาบไปทั่วทั้งตัว บางคนตาโบ๋ไม่มีลูก

ตา บางคนผมยาวเหมือนชีเปลือย สยายเป็นผู้หญิง กำลังเดินพลุกพล่านไปทั่วห้อง


“เอาอีกแล้ว ฝันร้ายอีกแล้ว”เขาคิด พยายามจะตื่นแต่ขยับตัวไม่ได้




“ฮึบๆ ฮึบๆ”



เขาพยายามบิดตัวเฮือกใหญ่ให้ตัวเองตื่นแต่ก็ทำได้เท่านั้น ตัวเขาแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้

ซอมบี้ตัวหนึ่งร่างกายอาบเลือด หน้าอกแบะให้เห็นเครื่องในที่ทะลักล้นออกมา เดินตรงมาที่เขามือหนึ่ง

นั้นยื่นมายังใบหน้าของวินัย วินัยมองเห็นชัด แล้วมือนั้นก็บีบมาที่คอของเขา ตอนนี้วินัยสามารถพูด

ออกเสียงได้





“ แกต้องมาอยู่เป็นพวกเรา แกต้องมาอยู่กับเรา......ที่นรกนี่”


เสียงซอมบี้พูดลากเสียงยาว


“อะไร นรกอะไร ฉันทำอะไรให้พวกแก ถึงได้ตามล้างตามผลาญจองเวรจองกรรมฉันทุกคืน พวกแกเป็น

ใคร ต้องการอะไรกันแน่”



“แกจำได้มั้ยก่อนที่แกจะมาอยู่ที่ค่ายทหารนี้แกเมาเหล้าจัด ขับรถด้วยความคะนองที่กลางตลาด แกขับ

รถชนเด็กตาย................” เสียงซอมบี้ ลากเสียงพูดยาว



“แล้วฉันจะทำบุญไปให้ ไว้ชีวิตฉันเถอะ ฉันให้ฉันปลดประจำการออกจากค่ายก่อน แกต้องการอะไรฉัน


จะหาให้ เรื่องที่ฉันขับรถชนเด็กตายนั่น.ฉันไม่รู้เรื่อง” วินัยคุยกับผีซอมบี้ ซอมบี้ทั้งหมดเดินพล่นพล่าน

มายังที่ตัวของวินัยที่กำลังนอนอย่างโดดเดี่ยวกลางห้องนอนรวมห้องนี้เปลี่ยนเป็นกองเพลิงที่กำลังเผา


ไหม้ในคืนมืดมิด

             


                เขาลืมตาขึ้นมองขึ้นฟ้ารู้สึกตัวว่าตอนนี้ร่างกายของเขาเร่าร้อนทรมาน ปวดแสบปวดร้อน

ไปทั่วทั้งตัว เสียงพระสวดดังแว่ว เป็นบทสวดที่เขาเคยได้ยินในงานศพ เขารู้สึกรวดร้าวร่างกายที่เต็ม

ไปด้วยแผลพุพองเขาหลับตาด้วยความเจ็บปวดเท่าที่สุดที่เคยประสบมาในชีวิต แล้วเขาก็หลับตา เขา

เห็นภาพทุกอย่างขาวโพลน




ตอนนี้เขายืนอยู่ข้างเมรุเผาศพ ที่กำลังจัดงานศพ ในวัดแห่งหนึ่ง ผู้คนที่มาร่วมงานนั่งฟังพระสวดพนม


มือกันหมด แต่เขาเฉยชา ไม่รู้สึกรู้สาอะไร เขาเดินไปเรื่อยๆอย่างช้าๆ เห็นพ่อกับแม่และเมียที่เขาเพิ่ง


จดทะเบียนสมรสเขาจำเธอได้ ทุกคนร้องไห้ตาแดงก่ำ เขาเดินไปใกล้ๆพวกเขาเหล่านั้นค่อยๆเดินไป

ช้าๆทีละก้าว เขาไม่พูดอะไรแต่กำลังฟังคนที่อยู่ศาลาการเปรียญกำลังร้องไห้ โฮ เขาได้ยินแม่ของตัว


เองร้องไห้ฟูมฟายและกำลังพูดพึมพำ





               “ไม่น่าเลย   มีลูกชายคนเดียวแท้ๆ ไม่น่าด่วนจากไปเลย    นี่ก็เพิ่งติดทหารกำลังจะปลด

ประจำการอยู่แล้ว   ไม่น่าเมาเหล้าฉลองนอกบ้านจนขาดสติ   ขับรถเที่ยวกันที่ตลาด  ขับมอเตอร์ไซค์

ชนเด็กตายตัวเองก็ไม่รอด  ตายอนาจ  ทั้งเด็กทั้งตัวเอง โถ ลูกชายแม่ ฮือๆๆๆๆๆๆๆ”  



เขามองเห็นชายร่างใหญ่ปรากฏตัวขึ้นด้านหน้าตาเขม็งมองเขา


ในมือมีไม้ฉมวกด้ามทอง ถือโซ่ตรวนที่ล่ามขาของเขาเอาไว้



เขามองอีกครั้งหนึ่ง วินัยอึ้งเมื่อรู้ตัวว่าตัวเอง ตายแล้ว

ผลงานอื่นๆ ของ นคเรศ ณ เสนางค์

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น