หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

ตอนที่ 93 : 27.2 ต่างคนต่างสืบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 293
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    10 ก.พ. 62

มือหนาวักน้ำลูบหน้าระมัดระวังไม่ให้โดนแว่นตาที่จับคาดไปบนศีรษะ แล้วใช้อุ้งมือเย็นๆ แปะตาเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ วันสุดท้ายแล้วที่เขาจะอยู่ที่นี่ หากแต่สิ่งที่ตามหายังไม่ปรากฏ

ศานต์สะบัดข้อมือเพื่อให้นาฬิกาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม วันนี้เขาเข้ามากะกลางคืนแทนอาเชษ อีกแค่สิบนาที นาฬิกาก็เที่ยงคืนแล้ว หมดเวลาเพื่อตามหาสิ่งที่ต้องการ

อุตส่าห์ลงทุนมาถึงนี่แต่เขาจะไม่ได้อะไรกลับไปจริงหรือ

ร่างสูงเดินสำรวจฮอลล์ต่างๆ อีกครั้ง ตัดสินใจใช้วินาทีสุดท้ายให้คุ้มค่ากระทั่งถึงเวลาที่ต้องกลับจึงเดินไปแลกชิพที่เคาน์เตอร์กระจก

“สวัสดีครับ หวัดดี...”

แม้มันจะเป็นกระจกใส แต่ในยามที่ความมืดเข้าปกคลุมและมีเพียงไฟสลัวราง แผ่นกระจกด้านหน้าก็สามารถทำหน้าที่สะท้อนภาพได้อย่างดี ศานต์เหลือบตามองคนที่พึ่งผ่านประตูหลักเข้ามาโดยที่เขายังคงหันหลังให้ แม้ว่าจะรับเงินทั้งหมดมาใส่กระเป๋าคืนแล้วก็ตาม

เสียงนี้ ทำไมเขาจะจำไม่ได้

ศานต์ค่อยๆ ก้าวถอยหลัง มือใหญ่ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงของตน ใช้นิ้วคีบของที่เตรียมไว้ จ้องมองเงาสะท้อนของอีกฝั่งไม่ว่าง ร่างเบื้องหลังโบกมือทักทายคนทั้งซ้ายขวาราวกับคนใหญ่คนโต กระทั่งได้จังหวะพอเหมาะ ศานต์ก็หันหลังกลับกระแทกใส่ร่างนั้นดังพลั่กจนคนมาใหม่เซถอย แขนข้างที่ว่างของศานต์รีบคว้าแขนเสื้อสีดำสนิทของคนที่กำลังจะล้มไว้คล้ายอยากช่วยพยุง ส่วนมืออีกข้างก็แอบยัดอุปกรณ์ชิ้นเล็กเข้ากระเป๋าเสื้อสูทไม่ให้ฝั่งนั้นทันตั้งตัว

“ขะ...ขอโทษ...ขาก...” เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอของศานต์นั้นแห้งผากฟังประหลาดหู กระท่อนกระแท่น ตามด้วยเสียงขากเสลดอย่างไร้มารยาท แล้วเขาก็แกล้งเดินเซๆ เพื่อออกจากอาคารไป ไม่สนใจเสียงสบถของคนในชุดสูทที่ดังตามหลังมา

“คุณศานต์ครับ เจอไหม!” เชษผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งเข้าหาชายในชุดเสื้อเชิ้ตสีเข้มตัวใหญ่ กางเกงยีนขาลอย ผมเผ้ารุงรังเปียกชื้น มองยังไงก็ไม่ใช่คุณศานต์ แต่เขารู้เพราะออกจากห้องมาในสภาพนี้ด้วยกัน

คนถูกทักไม่ตอบอะไร รีบกระตุกปลายแขนเสื้อของผู้จัดการไร่ที่ใบหน้ามีหนวดเครารกครึ้ม ผมขาวโพลนมากกว่ายามปกติให้ตรงไปที่ท่าเรือ อีกมือก็กดโทรศัพท์โทรออกหาซิมการ์ดที่เขาใส่ไว้ในมินิจีพีเอสขนาดเล็ก ปรับระดับเสียงบลูทูธข้างหูให้ชัดเจนแล้วตั้งใจฟังอย่างใช้สมาธิ

เสียงอื้ออึงบ่งบอกบรรยากาศภายในกาสิโนได้อย่างดี สถานที่นี้ไม่เคยหลับ ยิ่งดึกก็ยิ่งคึกคัก

เวลาผ่านไปเนิ่นนานกระทั่งทั้งสองข้ามฝั่งกลับได้และตรงไปสู่ที่พัก เสียงจากจีพีเอสดักฟังยังคงฟังไม่ได้ศัพท์นัก แม้จะพอได้ยินบ้างว่าส่วนใหญ่เป็นเสียงทักทายสวัสดี แต่ไม่มีทีท่าว่าบุคคลนั้นจะตั้งวงลงคุยกับใครให้เป็นกิจจะลักษณะ

เมื่อเข้าห้องพักได้ศานต์ก็เปลี่ยนจากบลูทูธเป็นเปิดสปีกเกอร์ให้ผู้จัดการไร่ได้ร่วมฟังด้วย

ไม่นานเสียงที่ฟังไม่ได้ศัพท์ก็เลือนหาย กลายเป็นเสียงคุ้นเคยที่ดังมาอย่างชัดเจน ทำให้รู้ว่าทางฝั่งนั้นอยู่ในสถานที่ที่เงียบสงบพอที่จะเจรจาธุรกิจได้อย่างที่เขาและเชษหวังไว้

‘...ถึงไหนละ ที่ทางในเมืองไทยที่คุณบอกว่าจะจัดหาไว้ให้...’

‘อีกไม่นานเกินรอหรอก คุณเตรียมทุนไว้เถอะ รับรองว่าโลเคชั่นดีไม่มีใครรบกวน...’

‘ที่แถวรีสอร์ตกลางหุบเขาที่คุณบอกนะหรือ ผมชอบโลเคชั่นนั้นนะ น่าอยู่ดี ติดใจตั้งแต่ตอนไปเที่ยวรีสอร์ตครั้งที่แล้ว ว่าแต่เจ้าของที่เขาจะขายรึ ไหนตอนแรกว่าเขาไม่ยอมไง’

‘ไม่ต้องห่วงน่า ผมเจรจาเก่งแค่ไหนคุณก็รู้ ผมสนิทกับเขาจะตายไป ไม่ยากหรอก เรามาวางแปลนกันไว้ดีกว่าว่าจะจัดสรรพื้นที่ยังงะ...’

‘กริ๊ง...’

เสียงที่ดังมาจากอีกฝั่งราวกับของชิ้นนั้นหล่นกระแทกอะไรสักอย่าง ตามด้วยเสียงของคนคนเดิมทว่าเบาแสนเบาราวกับมาจากที่ไกลๆ

‘สักครู่นะครับ’

หลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงใดอีก แม้สายจะไม่ถูกตัดไปแต่มันเงียบจนศานต์เดาได้ว่าฝั่งนั้นน่าจะรู้ตัวเข้าให้แล้ว

“คุณศานต์ป้องกันเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ”

“ไม่ต้องห่วงนะครับ ไม่มีรอยนิ้วมือผมแน่นอน ส่วนซิมการ์ดสารวัตรรับรองแล้วว่ายังไงก็สืบหาเจ้าของไม่เจอ” ศานต์กล่าวพลางถอนหายใจ ลุกเดินไปหยิบของในกระเป๋าออกมาตั้งวางบนโต๊ะแล้วทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้

มือใหญ่หยิบน้ำยาล้างเล็บซึ่งอยู่ในกระเป๋าใสพร้อมสำลีขึ้นมา ไม่สนใจหลอดกาวที่วางอยู่เคียงคู่กัน เทน้ำยาลงสำลีจนชุ่มแล้วนำมาคีบไว้ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้

เขานั่งเงียบอยู่อย่างนั้นสายตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าตา ดวงตาดำดิ่งยากที่จะคาดเดาความคิด กระทั่งปลายนิ้วเริ่มรับรู้ได้ถึงความเปียกชื้น จึงใช้สำลีปัดป่ายแผ่วเบา ลบคราบกาวที่เขาแปะไว้กันรอยนิ้วมือ

“คุณศานต์ครับ...อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่าเขาไม่ยอมแพ้เรื่องที่นะครับ ถึงจะยังไม่แน่ใจว่าเผาป่าตอนนั้นด้วยหรือเปล่าก็เถอะ” เชษตัดสินใจเอ่ยเพื่อปลอบใจ กลัวเจ้านายหนุ่มจะรู้สึกว่าการมาครั้งนี้ไม่ได้อะไรกลับไป

ศานต์หันกลับมายิ้มให้ ประกายตามุ่งมั่น “ผมมั่นใจว่าใช่ ไม่อย่างนั้นคืนนั้นเขาคงไม่กลับไปที่เกิดเหตุ แต่แค่เราไม่มีหลักฐาน แค่นั้น...”

 

แม้ระยะทางเกือบห้าร้อยกิโลเมตร แต่ใจที่ไปเร็วกว่าตัวเพราะอยากกลับถึงไร่ให้เร็วที่สุด ทำให้ทั้งสองแทบไม่ได้แวะพักที่ใด นอกจากตอนที่เปลี่ยนกันขับเท่านั้น กระทั่งศานต์เห็นป้ายทางเข้าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ของตัวเมืองสระบุรี ความทรงจำบางอย่างก็ผุดแวบ รีบเอ่ยปากบอกเชษให้เลี้ยวรถเข้าทันที

“คุณศานต์จะซื้ออะไรหรือครับ” เชษเอ่ยถามอย่างนอบน้อมพร้อมทั้งผายมือให้เจ้านายเป็นคนนำ

“ของนิดหน่อยครับ พอดีว่าถ้าซื้อที่ปากช่องมันไม่มี ผ่านนี่ผมเลยนึกได้” ศานต์ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก เขาเพียงแต่ยิ้มให้ผู้ใหญ่จนตาหยี แล้วเดินผิวปากนำไปอย่างอารมณ์ดี

เมื่อนึกได้ว่าต้องแจ้งคนทางไร่เสียหน่อยว่าอาจจะถึงช้าเพราะแวะซื้อของ ศานต์ก็ควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าแล้วกดโทรออก

“แก ฉันกับอาเชษแวะสระบุรีซื้อของแป๊บนะ รบกวนแม่แก้วทำอาหารจานใหญ่ๆ ให้หน่อย คิดถึงอาหารฝีมือแม่แก้วจะแย่ ไม่ได้กินตั้งหลายวัน”

“ย่ะ แล้วนอกจากอาหารฝีมือแม่ฉันแล้ว คิดถึงอะไรอีกหรือเปล่า จะได้ไปบอกเจ้าตัวเขาให้”

“เดี๋ยวไปบอกเองได้” ศานต์แกล้งรับมุกกลับ รู้ดีว่าเพื่อนสนิทถามเพราะตลอดเวลาที่เขาไม่อยู่ไร่ หนึ่งในหัวข้อสนทนายามเขาโทรหาคือกศิณา “บอกให้มากินข้าวด้วยกันแล้วกัน อาหารจานใหญ่ๆ ของแม่แก้วจะได้หมด เออ ถ้าเป็นไปได้แกก็ซื้อหมูสามชั้นมาคั่วพริกให้ที ยุ้งชอบกินเมนูนี้” ศานต์ไม่คิดต่อความยาวอะไรอีก กล่าวจบก็รีบกดวางสาย ด้วยรู้ดีว่าเพื่อนสนิทกำลังจะส่งเสียงเอ่ยแซว

“เอ่อ...คุณศานต์ครับ คือ...” เสียงของคนที่มาด้วยกันเรียกเขาให้หลุดจากภวังค์

“อาเชษมีอะไรหรือครับ”

“คือ...คุณศานต์จะไปไหนอ่ะครับ เห็นยืนยิ้มอยู่กับที่ตั้งนานแล้ว ไม่เดินต่อสักที”

“ห๊ะ อ๋อ...ผมจะไปแผนกรองเท้าครับ ขอเดินไปดูแผนที่ห้างก่อนนะครับ ผมไม่คุ้นทาง” ศานต์เอ่ยเจือหัวเราะ มือหนายกขึ้นเกาท้ายทอยอย่างเก้อเขิน ก่อนจะรีบออกตัวไปยังที่ใดไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่อยากให้เชษเห็นท่าทางประหลาดของตน


 *****

ขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะคะ 

ไม่ได้หายไปไหน แต่อาจมาห่างๆ หน่อย

อย่าพึ่งทิ้งกันไปน้า

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

244 ความคิดเห็น