หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

ตอนที่ 79 : 23.1 ความลับที่ไม่อาจให้ใครล่วงรู้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,003
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    9 ธ.ค. 61

“อร่อยมากเลยยุ้ง เอ๋...คุ้นๆ ว่าเมื่อเดือนก่อนก็มีคนเอากล่องใส่หมูแบบนี้มาวางไว้หน้าบ้าน ตอนนั้นเป็นยุ้งใช่เปล่าจ้ะ” คนพูดยิ้มตาหยีให้กศิณา ขณะที่เอ่ยถามมือบางก็ใช้ช้อนตักหมูคั่วในกล่องขึ้นมาใส่ปากไม่หยุด

เมื่อเจ้าของหมูพยักหน้าตอบรับ ร่างเล็กก็หันหน้าไปถามคนอายุมากกว่า “พี่ลินว่าอร่อยไหมคะ”

“ใช้ได้ แต่ปกติพี่ไม่ทานของมัน” ไพลินตอบรับตรงกับการกระทำที่ไม่ได้หยิบขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำอีกแบบลูกพี่ลูกน้อง

พลอยรุ้งหัวเราะเสียงใส คิ้วบางที่บรรจงวาดขมวดเข้าเป็นปม ราวกับเด็กน้อยที่กำลังงงงวย

“นั่นสิ...ปกติแล้วรุ้งก็ไม่ค่อยทานของทอดของมัน แต่ไม่รู้ทำไมชอบอันนี้จัง คุ้นรสชาติด้วย เหมือนว่าเคยกินที่ไหน...”

กศิณาหรี่ตามองทันที เมื่อเห็นเค้าลางบางอย่างที่ปรากฏขึ้น

“คุณรุ้งคุ้นใช่ไหมคะ ลองนึกดูดีๆ สิคะ อาจจะเคยมีใครทำให้กินหรือเปล่า” เธอรีบซัก ทว่ากลับได้การส่ายหน้าน้อยๆ ตอบกลับมา

“นึกไม่ออกเลยจ้ะ อย่าว่าแต่กินหมูคั่วรสชาติแบบนี้เลย ปกติไม่เคยกินหมูคั่วรสไหนด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้ทำไมคุ้นลิ้นชอบกล ยุ้งทำเองหรือเปล่าจ๊ะ สูตรใคร”

“อาเชษค่ะ อาเชษเป็นคนทำ”

“คุณเชษหรือจ๊ะ” ดวงตาของพลอยรุ้งเปล่งประกายทันทีที่ได้ยินชื่อผู้จัดการไร่ ก่อนจะก้มหน้างุดเม้มปากแน่นแต่ดูคล้ายการกลั้นยิ้มจนกศิณาเผลอยิ้มตาม ท่าทางของพลอยรุ้งชัดเจนมากจนไม่ต้องหาคำอธิบาย

กศิณานึกถึงอีกคนที่นั่งเงียบอยู่จึงหันไปสังเกต พบแม่ม่ายสาวมองญาติผู้น้องเขม็ง และคล้ายไพลินจะรู้ตัว ดวงตาคมนั้นเบนมาสบกับเธอชั่วครู่ ก่อนที่สาวใหญ่จะกระแอมเบาๆ ยิ้มให้คล้ายเมื่อครู่ไม่มีอะไรชอบมาพากล

“ที่บ้านยุ้งชอบทานหมูคั่วแบบนี้เหรอ ฉันหมายถึงว่าที่ตำบลของยุ้งน่ะ ทำไมเชษทำอาหารที่เราชอบเป็น”

“ไม่เชิงค่ะ ยุ้งชอบเพราะคุณแม่ทำให้ทาน แต่ว่าคุณแม่ยุ้งทำคนละสูตรกับอาเชษ คุณแม่ชอบใส่ซีอิ๊วแต่ยุ้งไม่กล้าบอกว่ารสชาติมันแปลกๆ มาที่นี่เลยบอกอาเชษว่าห้ามใส่ซีอิ๊วเด็ดขาด ตอนนี้สูตรอาเชษเลยเป็นสูตรโปรดไปแล้วค่ะ” กศิณาเอ่ยเสียงใสตอบตามความเป็นจริง เมนูนี้คนแรกที่ทำให้ทานคือคุณย่า เมื่อพ่อเห็นว่าเธอชอบจึงทำบ้าง แต่เป็นคนละรสชาติกัน

“แม่? เรายังอยู่กับแม่หรือ” คล้ายไพลินจะสะดุดกับคำอื่นมากกว่าเรื่องอาหารโปรด ทีท่าแปลกใจนั้นสร้างความสงสัยให้กศิณาไม่น้อย

“ครอบครัวเรานี่มีกันกี่คนหรือ” ไพลินยิงคำถามต่อเนื่อง

กศิณาชั่งใจชั่วครู่ ก่อนเลือกใช้คำตอบที่ถูก ปลูกฝัง มาตลอดชีวิต

“ห้าค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย พี่สาว ยุ้งเป็นลูกคนเล็กค่ะ”

“แน่ใจเหรอว่าเธอเป็นลูกคนเล็ก” ดวงตาที่เบิกกว้างพร้อมคำถามที่โพล่งหลุดออกมาทำให้ใจของกศิณาเต้นรัว ทำไมคนตรงหน้าต้องสนใจประวัติครอบครัวเธอถึงขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่ว่า...

หรือการที่เธอมีส่วนคล้ายพิมประภาจะไปสะกิดใจไพลินเข้า

“พี่ลินมีอะไรหรือเปล่าคะ” ใบหน้าคล้ายสับสนของไพลินทำให้พลอยรุ้งเข้าไปนั่งเคียงข้าง

กศิณากำลังใคร่ครวญหาประโยคที่ควรเอ่ยถาม ทว่ากลับถูกขัดจังหวะจากแขกที่มาใหม่

“พี่ลิน! ผมแจ้งเด็กไว้ว่าจะมาทานข้าวด้วย เด็กได้เตรียมของเผื่อผมหรือเปล่าครับ มีบัว พี่อัง แล้วก็คุณใหญ่...” อาคเนย์ที่ส่งเสียงเข้ามาก่อนถึงกับชะงัก เมื่อพบภาพที่แปลกตาไปกว่าทุกวัน ยามนี้พี่สาวคนโตของบ้านกำลังนั่งหน้าซีดคิ้วขมวดจนแทบเป็นปม ดูคล้ายหลุดการควบคุมแบบที่ปกติไม่เคยเป็น

อาคเนย์ตรงเข้าไปหาเจ้าของบ้านด้วยความเป็นห่วง ในขณะที่พลอยรุ้งเดินไปรินน้ำแล้วนำกลับมาให้ แต่คนทั้งสองขยับไปชิดริมหน้าต่างมุมห้อง โบกมือไม่ให้พลอยรุ้งเข้าไปร่วมวงสนทนา

พลอยรุ้งเดินกลับมาหากศิณาและบัวบงกชซึ่งขยับไปยืนหน้าประตู เพื่อให้ห่างจากสองคนที่ดูมีลับลมคมใน

“มีเรื่องอะไรน่าตื่นเต้นหรือเปล่าคะเนี่ย” คำถามคล้ายเป็นห่วงแต่น้ำเสียงและสีหน้าที่แสดงออกชัดเจนว่าอังคณาถามไปอย่างนั้น ก่อนที่ร่างในชุดเดรสสั้นแบรนด์หรูจะนวยนาดเข้ามานั่งเก้าอี้ ปรายตามองกศิณา

“คนนอกออกไปไหมจ๊ะ ญาติๆ เขาจะทานข้าวกัน”

“ยายอัง! ยุ้งเป็นแขกของพวกฉัน” เสียงเฉียบขาดดังขึ้น ไพลินเดินกลับมายังโต๊ะอาหาร ใบหน้าท่าทางเรียบนิ่งจนกศิณาแปลกใจ คล้ายกับเมื่อครู่นี้แม่ม่ายยังสาวไม่ได้มีอาการประหลาดเลยสักนิด

“พี่ลินจะร่วมโต๊ะกับเด็กคนนี้หรือคะ ถ้าอย่างนั้นอังคงต้องขอตัวไปรับประทานบนตึกรีสอร์ตแทน สะอาด น่าทานกว่า...” พร้อมทางมองมาที่กศิณาเพื่อบอกว่าเพราะ ใครทำให้เธอต้องระเห็จจากที่นี่

บัวบงกชหันมามองคล้ายเข้าใจความรู้สึก แน่ละ...สัตวแพทย์สาวเล่าว่า กว่าบัวบงกชผู้เป็นพี่สาวจะฝ่าด่านอังคณาเพื่อไปเป็นภรรยาของอาคเนย์ได้ก็ยากเอาการ เมื่อพี่สาวของอาคเนย์นั้นแบ่งชนชั้นชัดเจน และแสดงออกเสมอว่า ไม่เอา คนนอกสังคมผู้ดี ลูกแม่บ้านที่อาศัยอยู่ท้ายไร่อย่างนี้จึงไม่อาจผ่านได้

ดีที่ผู้ใหญ่คนอื่นในตระกูลไม่ได้เห็นด้วยกับความคิดของอังคณา

“เดี๋ยวยุ้งขอตัวกลับก่อนนะคะ” ไม่อยากให้เกิดปัญหากศิณาจึงต้องล่าถอย แต่คำสั่งของเจ้าบ้านก็ตรึงขาเธอไว้

“ไม่ต้อง เธอเป็นแขก ฉันทำอาหารเผื่อแล้ว คนที่ไม่ได้บอกว่าจะมานั่นแหละควรออกไป จริงๆ เธอควรจะกลับกรุงเทพได้แล้วนะอัง พี่ไม่เห็นว่าเธออยู่ที่นี่แล้วจะได้งานอะไร”

คล้ายคำตำหนิที่ดังต่อหน้าคนอื่น โดยเฉพาะคนที่อังคณาถือว่าเป็น คนละชั้นอย่างกศิณาจะทำให้เจ้าหล่อนเดือดจัด ลมหายใจของอังคณาเริ่มดังจนคนยืนห่างยังฟังชัด ดวงตาถลึงโปน สองมือกำแน่นจิกเกร็ง

“ที่ไล่เนี่ย เพราะพี่ลินก็หวังจะฮุบที่ตรงนั้นเหมือนกัน อย่านึกว่าอังไม่รู้นะคะ พี่น่ะ...อยากได้อะไรก็ต้องเอาให้ได้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน ไม่สนอยู่แล้วว่าใครจะเดือดร้อน แล้วอังจะยอมถอยให้พี่เอาที่ไปง่ายๆ ได้ยังไง”

กลายเป็นว่าไม่ใช่ประเด็นที่กศิณาคาดคิด “อังกับคุณใหญ่จะกลับต่อเมื่อตกลงกับน้องศานต์ได้ แกก็เหมือนกันนายอัค แกต้องช่วยฉันพูด เข้าใจไหม!” ลามโกรธไปถึงน้องชายแท้ๆ ที่ยืนอยู่ข้างพี่สาวคนโตของตระกูล

“ใจเย็นๆ อัง” จักรธรที่ยืนเงียบอยู่รีบเข้าประคองอดีตภรรยา

“ที่พูดมานี่ฉันจะถือว่าเธอไม่ได้ตั้งใจ...เพราะลืมกินยาก็แล้วกันนะ” น้ำเสียงของไพลินฟังกระด้าง ดวงตาขวางขุ่นลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ อภัยให้อย่างที่พูด

กศิณาเห็นว่าเรื่องมันชักจะลุกลามไปกันใหญ่ ทั้งยังเป็นเรื่องส่วนตัวมากเกินไป แม้ใจจริงจะอยากอยู่ฟังต่อ แต่ด้วยรู้ว่าตนคือสาเหตุแรกในการมีปากเสียงจึงเตรียมถอย เธอสอดส่ายสายตามองหาคนที่พอจะส่งสัญญาณให้ได้ พบเพียงพลอยรุ้งที่มองมาหน้าซีดๆ จึงรีบยกมือไหว้ลา เร้นกายออกจากห้องที่ไพลินและอังคณากำลังเผชิญสายตาฟาดฟันกัน

“คุณยุ้งครับ” แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีคนสังเกตเห็นแล้วตามออกมาติดๆ แถมคนคนนั้นยังเป็นจักรธร

กศิณารีบสาวเท้าก้าวยาวๆ ทำเป็นไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น ถึงแม้เสียงเรียกเธอจะดังชัด เพราะแม้แต่เสียงร้องเรียกอดีตสามีของอังคณาที่อยู่ไกลกว่าเธอก็ยังได้ยิน ภาวนาให้จักรธรเดินกลับเข้าบ้านไปหรือไม่อังคณาก็ตามมาฉุดรั้งอดีตสามีได้ทัน

แต่ไม่เป็นผล เมื่อพ้นตัวบ้านจนออกมาถึงทางเดินกรวดด้านหน้า เสียงฝีเท้าที่ไล่ตามมาก็ยังไม่หยุด

“คุณยุ้ง! จะรีบไปไหนครับเนี่ย ผมเรียกไม่ได้ยินเหรอ” สุดท้ายเขาก็ตามมาคว้าแขนเธอไว้ได้ แถมปลายเสียงยังเข้มขึ้นจนน่ากลัว

เหมือนเขาจะเริ่มโมโห เธอจึงถามกลับดีๆ “คุณจักรธรมีอะไรกับยุ้งหรือเปล่าคะ”

อังคณากับจักรธรแทบจะสิงตัวอยู่ในรีสอร์ตไม่ไปไหน เมื่อเธอมาที่ห้องเสื้อจึงได้เจอเป็นครั้งคราวหรือบางครั้งเขาก็ไปหาเจ้าของไร่ แม้ทีท่าศานต์คล้ายจะเบื่อหน่ายก็ตาม น่าแปลกที่หลังๆ หนุ่มใหญ่มักเข้ามาทักทายเหมือนสนิทสนม ทั้งที่จำไม่เห็นได้ว่าไปรู้จักมักจี่กันดีตั้งแต่เมื่อไหร่ และเพราะสายตาอังคณาที่แทบจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ กศิณาจึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงไว้

“ยังไม่ทานข้าวใช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นไปทานกับผมดีกว่า” เขาแตะข้อศอกให้เธอออกเดิน

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณอังไม่อยากเห็นหน้า ยุ้งก็ไม่อยากทำให้เธอไม่สบายใจ”

“แล้วใครว่าจะกลับไปกินที่นั่นละครับ ผมจะชวนยุ้งไปทานข้างนอกต่างหาก” คำตอบนั้นทำให้กศิณาเบิกตากว้าง ก่อนจะสังเกตได้ว่าทิศทางที่เขานำไปคือออกจากทางเดินหน้าเรือนไม้ท้ายรีสอร์ต

“เอ่อ... เมื่อกี้คุณอังเรียกคุณจักรธรไม่ใช่เหรอคะ ไม่กลับเข้าไปหาเธอเหรอ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ปล่อยเธออยู่กับครอบครัวไปเถอะ ผมเลิกกับเธอนานมากแล้ว เราก็แค่หุ้นส่วนธุรกิจกัน ยุ้งล่ะ อยากฟังโครงการผมไหม เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง” จักรธรเอ่ยอย่างกระตือรือร้น คล้ายว่าเป็นสิ่งที่ควรเล่าให้เธอฟัง ทั้งที่กศิณาแน่ใจว่าไม่เคยเอ่ยปากขอ

เธอไม่ตอบรับ กระทั่งเดินมาถึงลานจอดรถของรีสอร์ตจึงรีบหันรีหันขวางหาทางหนีทีไล่ เมื่อคนที่เดินเยื้องด้านหลังกดรีโมทเปิดรถที่อยู่ห่างไปไม่ไกลนัก

“ไปครับ ยุ้งเป็นเจ้าถิ่นแนะนำหน่อยได้ไหมว่าร้านไหนอร่อย”

กศิณารีบส่ายหน้าทันที “ยุ้งไม่ทราบค่ะ พึ่งมาอยู่นี่ได้ไม่นาน ไม่รู้เลย”

“ร้านที่คุณศานต์เคยพาไปก็ได้ครับ”

“ไม่เคยค่ะ” กศิณาหันมองหน้าอีกฝั่งอย่างประหลาดใจ “คุณศานต์ไม่เคยพายุ้งไปกินข้าวค่ะ ปกติยุ้งจะทานที่บ้านคุณช้อง ไม่ก็บ้านอาเชษ”

ความจริงบ้านศานต์ก็เคย แต่ก็นับครั้งได้ ส่วนใหญ่เธอฝากท้องไว้ที่บ้านสองหลังนั้นมากกว่า

“จริงหรือครับ ผมเห็นยุ้งสนิทกับคุณศานต์มากเลยนะ นึกว่า...”

“พี่เทล!” กศิณาตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นนายแพทย์ประจำไร่ แม้ว่าฟ้าจะเริ่มมืดแต่ไฟจากเสานั้นสว่างจ้าจนทำให้เห็นชัดเจน “พี่เทลคะ มาทำอะไรที่รีสอร์ต”

เธอรีบวิ่งเข้าไปหาหนทางรอดเดียวที่มีตอนนี้

 *****

หนึ่งในผู้ต้องสงสัย มาตามอะไรไอ้ยุ้งเนี่ย

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

244 ความคิดเห็น