หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

ตอนที่ 49 : 13.4 ตกเป็นผู้ต้องหา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,021
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    19 ต.ค. 61

กศิณาเปลี่ยนตำแหน่งของตนไปอยู่ชิดหลังเบาะคนขับ จ้องทะลุหน้าต่างออกไปยังเปลวเพลิงที่ดูใกล้เข้ามาทุกขณะสลับกับก้มลงมองโทรศัพท์เคลื่อนที่ในมือด้วยความร้อนใจ หลังจากที่ส่งข่าวให้ศานต์ไปตรวจสอบเขาก็ยังไม่ได้ติดต่อกลับมาบอกอะไรอีก

แสงไฟจากเสาทางด้านขวาส่องให้เห็นรั้วไม้สีขาวรำไร ก่อนจะถูกบดบังด้วยวัตถุขนาดใหญ่ที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว

รถบรรทุกคันใหญ่เปิดไฟหรี่วิ่งสวนออกมา กศิณาพลิกร่างหันมองผ่านกระจกหลังไปยังท้ายรถบรรทุกคันนั้น ก่อนจะก้มลงพิมพ์อะไรบางอย่างใส่มือถือตน

ไม่ผิดแน่ คันเดียวกับที่เข้าไปตอนที่เธอรถเสีย ถนนเส้นนี้เรียกได้ว่าเป็นซอยตันเพราะเลยจากอาณาเขตรีสอร์ตไปก็เป็นป่า ก่อนจะแยกเป็นถนนดินลูกรังสายเล็กๆ เลี้ยวไปทางขวาเลาะป่าน้ำผุดซึ่งอยู่ลึกเข้าไปจนสุดภูเขา และอีกสายตรงไปจบที่หมู่บ้านเชิงเขาอีกฝั่ง

รถคันนั้นในเวลาเช่นนี้ ช่างดูผิดที่ผิดทางจนน่าสงสัย

เชษเลี้ยวรถเข้าไปยังพื้นที่ของรีสอร์ต จอดส่งไพลินที่หน้าเรือนไม้ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งไปทางด้านหลัง ทอดสายตาออกไปนอกแนวรั้ว

กศิณาหันหาไพลิน ยกมือก้มหัวขอโทษที่ไม่ได้ช่วยยกของแล้วรีบวิ่งตามพ่อไป พบว่าใกล้แนวภูเขาปรากฏเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนให้ความสว่างกับฝากฟ้า ราวกับว่านี่ไม่ใช่เวลากลางคืน

เธอวิ่งหยิบถังน้ำ บัวรดน้ำ และสายยางในบริเวณนั้นจนเต็มเท่าที่สองมือจะถือไหว ตุปัดตุเป๋ไปที่รั้วไม้ วางของไว้ด้านนอกแล้วยกตัวเองปีนข้ามตามไป พ่อรีบตามมาแบ่งเบาภาระในมือทำให้ทั้งสองเร่งฝีเท้าได้เต็มที่ ใช้เวลาไปพักใหญ่กว่าที่ทั้งคู่จะเข้าเขตป่าใกล้เชิงเขาจนเห็นเหตุการณ์ตรงจุดเกิดเหตุได้อย่างชัดเจน

ป่าโปร่งเบื้องหน้าปรากฏคนจำนวนหลายร้อยยืนเรียงกัน แถวแรกเริ่มจากลำธารสายเล็กมุ่งตรงสู่ฐานของไฟ อีกแถวจากจุดกำเนิดบ่อน้ำผุด ถังบรรจุน้ำถูกส่งต่อมือแล้วมือเล่าช่วยกันอย่างไม่ย่อท้อ ถังเปล่าถูกส่งกลับมาตามแนวเดิมทันทีที่น้ำถูกใช้ แม้ทุกคนจะร่วมแรงร่วมใจแต่ไฟที่โลมเลียต้นไม้ใหญ่กลับไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับลง

กศิณาหอบเล็กน้อยเนื่องด้วยวิ่งเต็มเหยียดมาไกล หยุดพักหายใจเพียงเสี้ยววิแล้วรีบเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแถวจากบ่อน้ำผุด

หางตาเหลือบเห็นร่างสูงโปร่งของศานต์วิ่งหิ้วถังน้ำมาจากฝั่งบ่อก่อนจะเดินผ่านหน้าเธอไปที่กองไฟ เมื่อใช้น้ำหมดเขาก็รีบถือถังเปล่าวิ่งกลับไปทางเดิมทันที จึงเปลี่ยนใจคว้าถังขึ้นมาแล้ววิ่งไปยังแหล่งกำเนิดน้ำบ้าง

กศิณาเลือกบ่อน้ำผุดแม้ว่าระยะจะไกลกว่าฝั่งลำธารไปมากเป็นเท่าตัว แต่รู้ดีว่าหน้าแล้งแบบนี้น้ำในลำธารสายเล็กจากบนเขามีไม่มากเท่าน้ำที่ซึมขึ้นจากผืนดิน ไม่สนใจคำทัดทานของเชษที่เรียกให้เธอไปยืนกับช้องนางตรงแนวหน้า

เธอวิ่ง วิ่ง แล้วก็วิ่ง สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุที่โลมเลียผิวกายยามเข้าใกล้กองไฟทว่าไม่คิดหยุดพัก วิ่งไปก็เหลือบมองเจ้านายหนุ่มที่วิ่งสวนกันไปมา บางทีเขาก็วิ่งน็อกรอบเธอเสียได้แต่กลับไม่มีทีท่าว่าเขาจะหยุดสิ่งที่ทำอยู่ เสียงทุ้มดังไม่ขาดปากเป็นกำลังใจให้ทุกคน ในขณะที่คนพูดเองก็สู้สุดใจ

“อีกนิดนะครับ รถดับเพลิงกำลังมา อีกแค่อึดใจเดียวนะครับ ขอบคุณทุกคนนะครับ”

หว๊อ!!!

เสียงที่ดังมาพร้อมแสงวิบวับแต่ไกลทำให้ทุกชีวิตถอนหายใจอย่างโล่งอก ต่างทิ้งตัวลงพักเมื่อสายยางแรงดันสูงจากรถดับเพลิงฉีดตรงไปที่เพลิงไหม้ หากแต่กศิณายังไม่คลายใจ รีบไปรวมตัวกับเจ้าของไร่เพื่อยืนลุ้นสถานการณ์

เชษเรียกให้ทั้งสองคนไปนั่งพักเพื่อทานน้ำที่คนจากรีสอร์ตยกมาให้แต่กลับถูกปฏิเสธอย่างไม่ไยดี เพราะทั้งคู่อยากให้แน่ใจว่าเหตุการณ์ทุกอย่างสงบเรียบร้อยจริงๆ

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะอาเชษ เดี๋ยวเขาก็มาพักกันเอง” ช้องนางเอ่ยขึ้นขณะยืนมองสองคนที่ยืนเคียงกันจากเบื้องหลัง

หญิงสาวชวนผู้จัดการไร่เดินตามนายแพทย์หนุ่ม ตรงเข้าตรวจความเรียบร้อยของคนงานและชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มาช่วย ถามไถ่ ให้กำลังใจ และกล่าวขอบคุณที่ทุกคนมีน้ำใจมาช่วยเหลือทันทีที่ทางไร่ร้องขอ

ไม่นานนักความสว่างจากเปลวเพลิงก็เริ่มอับแสงจนมอดดับ ดีที่พึ่งเข้าหน้าแล้งใหม่ๆ ต้นไม้ยังไม่ทิ้งใบแห้ง และศานต์ก็พาคนงานมาถอนวัชพืชเพื่อไม่ให้รกร้างอยู่บ่อยครั้ง ป้องกันอันตรายจากงูเงี้ยวเขี้ยวขอ รวมถึงอันตรายจากไฟป่า

เมื่อหมดเรื่องน่าตื่นเต้น ความปวดล้าจากการใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไปก็โถมเข้ามาให้รู้สึก กศิณาจึงทิ้งตัวลงนั่งตรงนั้นอย่างไม่สนใคร ตอนนี้รู้เพียงปวดตัว แขน ขา แถมยังรู้สึกว่าผิวแสบไหม้เล็กๆ ก่อให้เกิดความทรมานไม่เบานัก

“ไหวไหมน้องยุ้ง”

นายแพทย์หนุ่มตรงเข้ามาหา เธอรีบปฏิเสธเพื่อไม่ให้เขากังวลใจ

“สบายมากค่ะพี่เทล ชิวๆ แล้วคุณศานต์ละคะ โอเคไหม” เงยหน้าถามคนยืนข้างกาย ส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้

กศิณาเผลอกั้นลมหายใจเมื่อเห็นหน้าเขาชัดๆ ใบหน้าหวานเกินชายบัดนี้คล้ำเข้ม ปากเม้มจนแตกเป็นริ้วน่าหวั่นใจ ดวงตาเหลือกโปน จ้องมาราวกับจะเฉือนเธอให้ขาดเป็นท่อนๆ

เขามองราวกับว่าเธอกำลังทำอะไรผิด

“เธอ...” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน และเสียงนั่นทำให้ความกลัวแล่นเข้าจับใจกศิณา

“ลุกขึ้น!” ไม่ดังนักทว่าหนักแน่น พร้อมมือแข็งราวคีมเหล็กฉุดกระชากร่างเธอให้ยืนขึ้นโดยไม่ได้ตั้งตัว

กศิณานิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด พยายามจะสะบัดแขนของคนตรงหน้าออกแต่ทำอย่างไรก็ไม่พ้น เสี้ยววินาทีต่อจากนั้นตัวเธอก็สั่น หัวโยกไหวจนแทบหลุดจากแรงของคนที่เขย่าตัวเธออย่างบ้าคลั่ง แถมเขายังตะคอกลั่นไปทั่วบริเวณ

“ทำแบบนี้ทำไม! ทำแบบนี้ทำไมฮะ! ใครส่งเธอมา!!!” 


*****

คุณศานต์! ทำไมต้องร้าย 

ไอ้ยุ้งมันไม่ได้ทำเว้ย มันไปในอำเภอมา 

สติค่ะสติ

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

244 ความคิดเห็น