หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,645 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    651

    Overall
    44,645

ตอนที่ 90 : 26.3 หลักฐานที่ขาดหาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 277
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    15 ม.ค. 62

กลิ่นอับชื้นเล็กน้อยจากความเก่าของสถานที่ ผนังห้องเริ่มเหลืองและมีรอยร้าวตามกาลเวลา ม่านหนาหนักแต่ย้วยยู่ยี่ถูกปัดไปด้านข้าง ปล่อยให้แสงแดดลอดผ่านกระจกสีชาเต็มไปด้วยคราบฝุ่น ไฟหลอดส้มสลัวภายในห้องไม่ได้ให้ความสว่างเท่าใดนัก

เชษเหลือบตามองร่างสูงที่นั่งกับเก้าอี้ชิดโต๊ะกลม คุยโทรศัพท์กับเพื่อนสนิทหน้าตาเคร่งเครียด เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ มือใหญ่กำหมัดแน่นจนเสียงกระดูกลั่นอย่างที่ศานต์เองนั้นไม่รู้สึกตัว

“แกอย่าลืมนะ ศูนย์กล้องใหม่ให้โยงไปบ้านแก แต่อย่าให้ใครรู้เด็ดขาด แม้แต่พี่บัว...ไม่ได้สงสัย แต่กันไว้ก่อน เทลบอกว่าประตูสำนักงานไม่ได้ถูกงัด คนมีกุญแจมีแค่ฉัน อาเชษ ทิม แก พี่บัว ถ้ากล้องใหม่มีแค่ฉัน แก อาเชษที่รู้ เราจะได้จำกัดวงให้แคบลงได้” เสียงเข้มๆ ของศานต์ทิ้งท้ายก่อนวางสายจากเพื่อนสนิท

ใบหน้าหวานเกินชายหันมองผู้จัดการไร่แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ขณะที่มือกดต่อสายหาใครอีกคน

“ไฟล์จากกล้องวงจรปิดถูกลบครับ กลับไปเราคงต้องสอบคนถือว่ามีใครแอบเอาไปก๊อปปี้ไว้หรือเผลอให้ใครหรือเปล่า” ศานต์บอกเชษแต่ตาจ้องโทรศัพท์ขณะรอสาย

เมื่อปลายสายรับสาย ศานต์ก็ยกโทรศัพท์แนบหู

“ทิม ให้คนมาเปลี่ยนกุญแจออฟฟิศใหม่นะ แล้วให้มีแค่นายคนเดียวที่มีคุณแจ ฉันกลับเมื่อไหร่ค่อยเอาให้ฉัน ห้ามบอกใครนะ” ศานต์พูดธุระรัวเร็วก่อนกดตัดสาย

“เราไปจัดการเรื่องของพวกเราต่อเถอะครับ” ศานต์เหวี่ยงกระเป๋าเป้ขนาดกะทัดรัดขึ้นสะพายด้วยไหล่ข้างเดียวเตรียมเดินออกจากห้อง แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อโทรทัศน์ที่เปิดทิ้งไว้แบบปิดเสียงปรากฏภาพของกลุ่มคนที่มุงอยู่ล้อมรอบต้นไม้ที่หักโค่นกลางถนน และที่โคนต้นไม้ต้นที่ใกล้ที่สุดมีร่างสูงโปร่งของเพื่อนสนิทในชุดเสื้อยืดสีเทากับกางเกงนอนเข้าชุดกัน

เบื้องล่างของจอปรากฏพาดหัวข่าวตัวใหญ่กินพื้นที่ไปถึงหนึ่งในสาม

‘ระทึก! อุโมงค์ต้นไม้โค่นกลางไร่ไอศวรรย์ ศูนย์กลางการเกษตรและปศุสัตว์ของปากช่อง กีดขวางถนนหลักเข้าไร่ ยังไม่สามารถระบุจำนวนผู้บาดเจ็บได้’

“นี่มัน...” เสียงของเชษขาดหาย แม้จะพอจับความได้จากที่เจ้านายคุยโทรศัพท์เมื่อครู่ แต่ไม่คิดว่ามันจะใหญ่โตถึงขั้นต้องมีการออกข่าว

มือหนาของศานต์หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพหน้าจอโทรทัศน์ไว้ กดต่อสายตรงหาคนที่จะช่วยจัดการเรื่องนี้ได้อย่างรีบร้อน

“สารวัตรครับ ผมมีเรื่องจะรบกวน...”

จากที่สอบถามไม่มีใครได้รับอันตราย ไม่มีอะไรร้ายแรง แต่นี่ข่าวกลับออกไปอีกทาง ราวกับคนปล่อยข่าวจงใจให้เกิดความเข้าใจผิด

หลังจากฝากฝังให้ทศทิศช่วยตามเรื่องข่าวให้ ศานต์และเชษก็เดินข้ามถนน เบื้องหน้าลานกว้างขวางเต็มแน่นไปด้วยพาหนะทั้งเล็กใหญ่ ถัดไปเป็นตู้เอทีเอ็มเรียงรายแทบจะทุกธนาคาร ศานต์เดินนำไปที่ท่าน้ำ ลงบันไดลาดชันไปยังเรือที่ให้บริการข้ามประเทศแบบฟรีๆ

แม่น้ำสายนี้กว้างใหญ่แต่สามารถมองไปเห็นฝั่งตรงข้ามได้ สองฝั่งริมน้ำมีการนำก้อนหินและปูนมาโบกไว้เป็นสันขอบช่วงสั้นๆ ระหว่างท่าเรือทั้งสอง

รอไม่นานนักเรือก็เริ่มเคลื่อนที่ ไม่กี่นาทีก็เทียบท่าฝั่งตรงข้าม เมื่อก้าวพ้นบันไดก็พบกับร้านจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี ร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก ฝั่งขวาเป็นตึกสูงสามชั้นป้ายด้านหน้าบ่งบอกชัดเจนว่าสำหรับคนชอบจับจ่ายใช้สอย ส่วนด้านซ้ายเป็นอาคารเตี้ยรูปครึ่งวงกลมมองเห็นได้จากลานน้ำตรงกลางด้านหน้าทางเข้าตึก

ศานต์หยุดยืนอยู่ห่างจากทางเข้าของอาคารหน้าลานไม่ไกลนัก หันมาสบตาแล้วพยักหน้าให้กับผู้จัดการไร่

“เจอกันตอนหกโมงเย็นครับ”

“ระวังตัวด้วยนะครับคุณศานต์” เชษเอ่ยมองคนตรงหน้าที่หยิบแว่นสายตากรอบดำทรงกลมขนาดใหญ่ขึ้นมาใส่ ผมของเจ้านายถูกปัดลงปรกหน้าปรกตา เสื้อเชิ้ตตัวโคร่งและกางเกงผ้าขาสามส่วนในแบบที่เจ้าตัวไม่เคยใส่ทำให้ดูประหลาด จนหากไม่สนิทอาจจำไม่ได้ว่าเป็นใคร

ศานต์กล่าวขอบคุณก่อนจะเดินเข้าด้านในตึกไปคนเดียว ราวกับว่าทั้งคู่ไม่ได้มาด้วยกัน

บรรยากาศภายในไม่ได้มืดเท่าใดนัก พนักงานต้อนรับทักทายเขาด้วยภาษาไทยอย่างเป็นกันเองเมื่อเห็นหนังสือเดินทางที่ใช้แสดงตัว ศานต์ยิ้มรับแล้วเดินไปตามทางที่ถูกแนะนำ ถึงเคาน์เตอร์ขนาดใหญ่ที่มีกระจกปกคลุมแน่นหนา มีช่องครึ่งวงกลมเปิดไว้สำหรับติดต่อสื่อสาร พลาสติกกลมหลากหลายสีสันตั้งเรียงอยู่ภายใน

เขาจัดการใช้เงินที่เตรียมมากแลกชิป จากนั้นจึงเดินสำรวจพื้นที่เพื่อทำความรู้จักฮอลล์ต่างๆ ในอาคารแห่งนี้

เสียเวลาไปหลายชั่วโมงเพื่อวนสำรวจทั้งแปดฮอลล์ถึงสามรอบ ให้แน่ใจว่าคนที่ตามหาไม่ได้อยู่ที่นี่ เช็กโทรศัพท์เผื่อเชษที่รออยู่ด้านนอกจะส่งสัญญาณอะไรเข้ามา แต่กลับพบข้อความจากเพื่อนสนิทแทน

...ย้อนกลับมาไร่ทำไมไม่รู้ เดี๋ยวถามยุ้งให้ เห็นเดินคุยกับยุ้งอยู่...

ศานต์ไม่รอให้ถึงเวลาเปลี่ยนกะ เขารีบเดินออกไปหาผู้จัดการไร่ ขณะเดียวกันก็ต่อสายหากศิณาทันที

“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณศานต์ ไม่เจอหรือครับ แต่คุณช้องก็บอกว่าออกมาตั้งแต่เช้ามืดแล้วนี่นา”

“ช้องบอกว่าเขาย้อนกลับไปที่ไร่ครับ แต่ไม่รู้ไปทำไม ต้องถามยุ้งเพราะเห็นเดินคุยกัน แต่ตอนนี้ผมโทรหายุ้งไม่ติด” ศานต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน ต่อสายหากศิณาเป็นรอบที่สี่แล้วแต่เจ้าตัวไม่รับ ยิ่งรู้ว่าหญิงสาวไปเดินคุยกับผู้ชาย แถมยังเป็นบุคคลไม่น่าไว้วางใจ ตอนนี้ตอบตัวเองไม่ได้แล้วว่าอารมณ์ไหนมันมากกว่ากันระหว่าง ห่วงกับหวง

ศานต์ตัดสินใจเปิดย้อนกลับไปดูข้อความอีกครั้ง พบว่าช้องนางส่งมาให้ตั้งแต่บ่ายสามโมง ผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว อาจแยกตัวกันแล้วก็ได้ แต่เขาก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี

สุดท้ายจึงเลือกโทรหาเพื่อนสนิท

“ยุ้งอยู่กับแกไหม!

“ไม่นิ ส่งข้อความมาบอกว่าเย็นนี้ไม่ได้มากินข้าวด้วยแค่นั้น”

“แล้วไปไหน”

“ฉันจำเป็นต้องรู้เหรอแก แล้วเขาจำเป็นต้องรายงานทุกเรื่องไหม...ก็ไม่นี่” ช้องนางตอบกลั้วหัวเราะ คล้ายกำลังขำกับน้ำเสียงเคร่งเครียดของเขา ซึ่งในตอนนี้ศานต์ไม่คิดขำด้วย

“แต่แกบอกว่าสองคนนั่นเดินด้วยกัน ไปอยู่ด้วยกันได้ไง มันอันตรายแกก็รู้ มันอาจจะรู้ก็ได้ว่ายุ้งคือคนที่นอนสลบอยู่คืนนั้น แล้วถ้าเกิดยุ้งโดนปิดปากเล่า!” น้ำเสียงที่เพิ่มความดังตามอารมณ์พร้อมเหตุผลที่ยกมา ทำให้ปลายสายรับรู้ได้ว่าสำหรับศานต์ ตอนนี้สถานการณ์มันตึงเครียดมากแค่ไหน ช้องนางจึงตอบรับเสียงอ่อย

“ไม่ได้เดินคุยกัน ฉันพูดเล่น พี่บัวบอกว่ายุ้งไปช่วยงานที่ห้องเสื้อไง เลยเจอกัน แล้วที่ย้อนกลับมาไร่เพราะว่าเขาทำนาฬิกาหาย...” ช้องนางเงียบเสียงไปชั่วครู่ ความจริงเธอรู้เหตุผลนี้แล้ว แต่ที่ส่งข้อความหาเพื่อนแบบนั้นเพราะอยากจะแกล้งศานต์ ไม่คิดว่าจะทำเพื่อนเครียดถึงเพียงนี้

และสิ่งที่จะเอ่ยต่อไปอาจจะทำให้เขายิ่งเครียดมากขึ้น

“นาฬิการุ่นเดียวกับที่ยุ้งเจอเมื่อเช้าเลยว่ะ”

“แปลว่าเรามีหลักฐานเพิ่มใช่ไหม” ศานต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงลิงโลด แม้อันที่จริงจะไม่แน่ใจนักว่าคนร้ายเป็นใคร แต่วันนั้นที่เขาตามกศิณาเข้าป่าอีกรอบหลังจากดับไฟได้ หนึ่งในเสียงของผู้ชายสองคนนั่นก็ฟังคุ้นไม่น้อย เพียงแต่ยังหาหลักฐานที่แน่นหน้าพอไม่ได้ จึงไม่อยากกระโตกกระตากให้ไหวตัวทัน และไม่ได้ประมาทตัดผู้ต้องสงสัยรายอื่นทิ้ง

“ศานต์...อีกเรื่อง...” เสียงของช้องนางแปลกไป จนคนที่ดีใจต้องสงบสติตัวเองเพื่อตั้งใจฟัง “โทรศัพท์นุดลโดนต้นไม้ทับอยู่เมื่อเช้า และตอนนี้เราก็ยังหาตัวนุดลไม่เจอเลย”

“อะไรนะ...” ศานต์ชะงักไปกับเรื่องใหม่ที่ได้รับรู้ เมื่อประมวลผลได้ก็แทบตะโกนใส่โทรศัพท์ “แกรีบตามหายุ้งเดี๋ยวนี้เลย! ตามให้เจอ แล้วคอยกันอย่าให้ผู้ชายคนนั้นเข้าใกล้ยุ้งได้อีก”

เขาต่อสายหากศิณาอีกครั้งแต่ผลลัพธ์ยังคงเหมือนเดิม เปลี่ยนไปโทรหาพลอยรุ้ง เมื่อได้ความว่ากศิณาออกไปแล้วก็ร้อนใจ จึงโทรหาทิวัตถ์เพื่อสอบถามและขอแรงให้ช่วยอีกคน

“เกิดอะไรขึ้นครับคุณศานต์” เชษเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าศานต์กดรัวแป้นโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทา ใบหน้าเคร่งเครียด เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบอย่างที่เขากลัวว่ามันจะแตก

“นาฬิกาที่เจอเมื่อเช้าเป็นอย่างที่คิดไว้ครับ แต่ตอนนี้นุดลหายตัวไป เจอโทรศัพท์ตรงที่เกิดเหตุเมื่อเช้า แล้วก็...ไม่รู้ว่ายุ้งหายไปไหน แต่พี่รุ้งบอกว่าออกจากห้องเสื้อไปตั้งแต่บ่าย ตอนนี้ผมกำลังสงสัยว่ายุ้งอาจจะไปกับผู้ชายคนนั้น”

ถ้าไปแบบเป็นๆ ก็ยังดี แต่ถ้าไปแบบหาตัวไม่เจออีกนี่...ไม่มีทาง ศานต์ไม่มีวันยอม!


 *****

ยุ้งไปไหนน้อออ คุณศานต์เขาไม่สบายใจ

รีบๆ รับสายเร๊ว

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

0 ความคิดเห็น