หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,865 Views

  • 244 Comments

  • 392 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    19

    Overall
    44,865

ตอนที่ 9 : 2.5 สัมผัสไม่ได้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1761
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 128 ครั้ง
    18 ต.ค. 61

ฮั่นแน่ สวยละสิคุณ ตะลึงไปเลยสินะเธอทักถามยามที่เขามองจ้องเขม็ง เมื่อพบว่าใบหน้าของเธอแน่นเสียยิ่งกว่าดาราเดินพรมแดง

สวยไหม? ก็สวย แต่ความจริงเขาบอกช่างแต่งหน้าไว้ว่าขอบางๆ ให้สมวัย และยิ่งต้องตกใจเมื่อพบว่ากศิณาเป็นคนแต่งหน้าเอง ก็ก่อนหน้านี้แม้แต่คิ้วยังโล้น ไม่น่าเชื่อว่าจะแต่งหน้าเป็น

คิ้วโก่งยักไปมาอย่างทะเล้น ก่อนหญิงสาวจะตอบเสียงใส

โธ่คุณ มันเป็นสัญชาตญาณของผู้หญิงอ่ะ คือใครๆ ก็ต้องแต่งหน้าเป็น แต่จะแต่งหรือไม่นั่นอีกเรื่องไง แล้วออกงานขนาดนี้ก็เปลี่ยนจากหน้าผีให้กลายเป็นคนเลยดีกว่า จะมาใสๆ ให้เหมือนหน้าจริงทำไม ในเมื่อวันนี้คุณจะให้ฉันเป็นไม้ ฉันก็จะไม่ทำให้คุณขายหน้าเลยคอยดูสิ

หญิงสาวเขย่งปลายเท้าไปกระซิบข้างหูเขาให้ได้ยินกันสองคน แม้เธอจะใส่ส้นสูงเพิ่มแล้ว แต่ความสูงระหว่างเขาและเธอก็ยังห่างกันมาก แล้วศานต์ก็ต้องผวา เมื่อเธอเล่นสนุกมากไปจนไม่ทันระวังเกือบหงายหลังตกส้นสูงให้ได้ขายหน้า

อย่าไปตกส้นสูงในงานแล้วกัน ขายหน้าฉันแย่

เอาน่า ไม่ได้ใส่มานานแล้ว มันต้องใช้เวลาปรับตัวนิดหนึ่งสิ แต่ฉันน่ะเดินได้จริงๆ นะคุณ ได้แบบนางแบบเลยด้วย

กศิณาเริ่มออกเดินไปตามทางที่ทอดไปสู่ประตูห้อง สุดทางก็หมุนฟูลเทิร์นสะบัดผมหันกลับมาสบตาเขาอย่างมั่นใจ ร่างนั้นดูโปร่งขึ้นจากชุดและรองเท้าที่สวมใส่ เดินนวยนาดราวกับอยู่บนแคทวอล์ค ทำให้ศานต์ร้อง อ๋อ ในใจทันทีเมื่อเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่าง

ที่เคยรู้สึกว่าคุ้นเคยกับคนตรงหน้าอาจจะเป็นเพราะว่าหญิงสาวมีความคล้ายคลึงกับเพื่อนสนิทของเขา ไม่ใช่รูปร่างหน้าตา แต่เป็นคนสองบุคลิกที่เปลี่ยนไปมาได้อย่างแนบเนียน ไหนจะการพูดการจา แม้โผงผางแต่ก็ไม่ได้ดูไร้มารยาท กลับทำให้เขารู้สึกว่าเป็นผู้หญิงมั่นใจและมีอารมณ์ขัน

ยิ่งเมื่อครู่ทั้งสองอยู่ใกล้ก็ยิ่งพบความคล้ายคลึง นอกจากถูกชะตาตั้งแต่แรกพบที่สถานีรถไฟ ยังมีความคุ้นเคยคล้ายได้อยู่กับเพื่อนทำให้สนิทใจ ความรู้สึกบางประการจึงผุดขึ้นมาโดยไม่คาดคิด

“ดูแลตัวเองดีๆ แล้วกัน ถ้าจะดื่มแอลกอฮอล์ก็ระวังตัวด้วย” ถึงจะเป็นงานพิเศษที่มีเฉพาะแขกที่ได้รับบัตรเชิญ แต่อย่างไรความปลอดภัยของเธอก็คือความรับผิดชอบของเขา

“เจ้าค่ะ แต่คุณตัดโอกาสฉันนะเนี่ย หูย อุตส่าห์จะมาแอบเล็งหาคนหน้าตาดีในงาน” หญิงสาวแกล้งทำเป็นสอดส่ายสายตารอบห้อง ก่อนจะหันมายิ้มตาหยีให้จนเขารู้สึกได้ว่าเธอแค่ล้อเล่น จึงเย้ากลับ

“ฉันไง” ศานต์ชี้เข้าหาตัวเอง

อีกฝั่งหรี่ตามองเขาแล้วยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “แหม...ช่างกล้านะคุณ แต่อะยอมๆ คุณก็หน้าตาน่ารักดี สวยกว่าฉันอีก นี่อิจฉามากนะบอกเลย ถ้าอยู่ด้วยกันต่ออีกนิดจะหลงเสน่ห์แล้วเนี่ย”

ศานต์เม้มปากกลั้นขำ ไม่คิดว่าหญิงสาวจะเป็นคนตรงพูดอย่างที่ใจคิดขนาดนี้ มองตาก็รู้ว่าไม่ได้ชอบเขาทางชู้สาว แต่การเอ่ยชมเขาว่าน่ารักแบบนี้เขาฟังยังรู้สึกเขินๆ แต่เธอกลับเอ่ยได้เป็นธรรมชาติ

“เธอเหมือนไอ้ช้องมากจริงๆ ด้วย ผู้หญิงชุดม่วงที่มีผู้ชายหล่อๆ สูงๆ มาเรียกไปน่ะ”

“ใช่ๆ คุณคนนั้นก็หล่อ ฉันก็มองๆ อยู่ สูงขาวหน้าตาคมเข้มดูดีมากเลย ในงานวันนี้ดูดีหลายคนนะคุณ คุณอัคเพื่อนคุณก็หล่อแต่เป็นแนวเข้มๆ แบบชายไทย อาหารตาเต็มไปหมด” เธอเอ่ยเสียงใสแบบวัยรุ่นที่เหล่มองหนุ่มคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย เหมือนไม่ได้มีสเปกตายตัว

“ว่าแต่...คุณชอบคุณช้องนางหรอ ฉันรู้สึกว่าคุณพูดถึงแต่เพื่อนคุณตลอดเวลาเลย ก็จีบเลยสิคุณ ฉันว่านะ เพื่อนกันเป็นแฟนกันไม่เห็นแปลก ถ้าไม่รู้จักกันแล้วเป็นนั่นน่ะถึงแปลก”

ศานต์ชะงัก มองคนที่เอียงศีรษะคล้ายรอคำตอบอยู่ คงเพราะช่วงนั่งรถไปโรงพยาบาลคุยกันถูกคอจนเขาบอกเธอว่าจะแนะนำช้องนางให้รู้จัก อีกฝั่งจึงเกิดความคิดอย่างนี้ขึ้น ก็เหมือนกับอีกหลายๆ คนที่เข้าใจแบบนี้ทั้งที่ความจริงช้องนางเป็นเพียงเพื่อนสนิทเท่านั้น จึงรีบกล่าวแก้ก่อนที่จะเกิดความเข้าใจผิดแล้วเรื่องจะลุกลามไปอย่างครั้งก่อนให้ต้องเวียนหัวเล่น

ครั้งที่แล้วมันหนักถึงขั้นที่เขาต้องยอมเป็นคู่หมั้นกับลลนาเพื่อตัดปัญหา ทั้งที่ความจริงไม่ได้คิดอะไรกับหญิงสาว เรื่องราวเลยคาราคาซังมาจนทุกวันนี้

“ฉันไม่ได้ชอบช้องนางหรอก อีกอย่างนะ ไอ้ช้องก็มีแฟนแล้ว และกำลังจะแต่งงานเร็วๆ นี้”

กศิณามองชายหนุ่มที่อยู่ๆ ใบหน้าก็เคร่งเครียดขึ้นมา แต่เธอไม่กล้าออกปากถาม และเมื่อเขาโดนตามไปนั่งที่เธอจึงรีบหลีกหนีไปอยู่มุมที่ต้องการ ครู่เดียวเรื่องของชายหนุ่มก็จางหาย ใจลอยกลับไปหาสองดีไซเนอร์สาว เธอก้าวเท้าไปยังประตูกระจก อาการพองฟูในอกยังไม่จางหาย ยิ้มกว้างมากขึ้นขณะหยิบมือถือขึ้นส่งข้อความหาคู่ฤทัย

...แก ฉันได้เจอคุณลินกับคุณรุ้งแล้ว ระยะประชิดเลย ได้คุยด้วย โคตรดีใจ เขารู้จักกับพี่ศานต์ด้วยล่ะ นี่ฉันใช้เส้นพี่ศานต์มาเจอ แต่ตลกพี่ศานต์ สงสัยจะจำไม่ได้ว่าอาทิตย์ก่อนเจอกันที่สถานีปากช่อง แต่ดีแล้ว ตอนนั้นฉันนี่จะกินหัวเขาอยู่แล้ว เดี๋ยวเขาแค้นแล้วมาเอาคืน...

ทิ้งข้อความเล่าอย่างขำขัน ทั้งที่รู้ว่าเขาคงไม่ถือสา อันที่จริงแค่ได้เจอศานต์ก็ดีใจแล้ว แต่กลับได้โชคสองชั้นเจอคนในตระกูลศิลปกิจจาอีก อาการดีใจสุดขีดมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ดีใจจนอยากเต้นแร้งเต้นกาและแทบหุบยิ้มไม่ได้

แล้วกศิณาก็พบสัจธรรมของชีวิต ความรู้สึกเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ยามมันเกิดขึ้นแล้วสุดท้ายก็ต้องผันผ่าน สุขสุดขั้วก็ต้องพบกับทุกข์สุดขีด

“พี่เชษคะ” ปากอิ่มเม้มแน่น หลังจากที่อีกฝั่งรับสายด้วยคำสั้นๆ

ทั้งที่ตัดสินใจแล้วถึงได้หลบออกมายืนตรงนี้ แต่พอถึงเวลาต้องพูดกลับมีบางอย่างเคลื่อนมาจุกที่ลำคอ เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ หลับตาเพื่อทำใจให้สงบ แล้วจึงเริ่มต้นเอ่ยอีกครั้ง “ยุ้งเรียนจบมาตั้งปีแล้ว พี่เชษจะบอกได้หรือยังคะว่าคุณลินหรือคุณรุ้ง...”

เสียงเยียบเย็นจากอีกฝั่งที่แทรกมาทำให้กศิณารูดซิปปากฉับ เม้มมันแน่นจนแทบห้อเลือด พลันหยาดน้ำใสก็เอ่อล้นจากขอบตาโดยไม่รู้ตัว

*****

ยุ้งจะถามอะไรน้า





>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 128 ครั้ง

0 ความคิดเห็น