หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,868 Views

  • 244 Comments

  • 392 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    22

    Overall
    44,868

ตอนที่ 86 : 25.2 ใครเขาอยากเป็นแค่ท้องฟ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 822
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    4 ม.ค. 62

ศานต์ตั้งใจจะมาส่องดูว่าคนที่เขาเผลอกอดไม่ยอมปล่อยเมื่อตอนเย็นยังสบายดีไหม ก็เจ้าหล่อนเล่นลืมตัว เปียกโชกอยู่แบบนั้นตั้งนานสองนาน จนเขาอดห่วงไม่ได้ว่าจะไข้จับ แต่ก็ไม่กล้าโผล่หน้าออกไปไถ่ถามให้ชัดๆ

เมื่อตอนเย็นนั้น พอความทุกข์ในใจเริ่มเบาบาง อะไรบางอย่างก็กระทบใจ พึ่งรู้สึกว่าร่างนุ่มนิ่มน่ากอดน่าฟัดมากแค่ไหน จนเขาต้องเด้งตัวออกห่าง ด้วยกลัวว่าหากยังไม่ปล่อยสาวเจ้า คราวนี้จะเข้าคลุกวงในแบบไม่ยอมหยุด

กศิณาก็ดูจะงงๆ เล็กน้อย แต่เมื่ออ้างว่าให้เธอรีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เจ้าหล่อนก็กุลีกุจอลงจากบ้านเขา ซ้ำยังขอโทษยกใหญ่ที่ทำพื้นบ้านพร้อมตัวเขาเปียกไปด้วย

คุณศานต์สัญญานะคะ ว่ามีอะไรจะเล่ายุ้ง ไม่สบายใจอะไรจะบอกยุ้ง ยุ้งเต็มใจช่วยคุณศานต์ทุกอย่าง สัญญานะคะ ไม่วายทิ้งท้ายให้คนฟังหัวใจเต้นตึกตัก ก่อนจะวิ่งปรู๊ดหายลงบันไดไปแบบไม่คิดจะรับผิดชอบความรู้สึกเขา

แต่บอกเลยว่า อีกไม่นานหรอก ขอแค่เขาเคลียร์ใจตัวเองได้ จะเรียกร้องให้กศิณารับผิดชอบเต็มๆ

กริ๊ง!!!

เสียงที่ดังทะลุความเงียบขึ้นมาทำให้ทั้งเขาและคนตรงหน้าสะดุ้งโหยง ศานต์รีบล้วงหยิบมือถือของตน แม้รู้ดีว่าไม่ใช่เสียงเรียกเข้าของเขา แต่นึกได้ว่าปิดเสียงไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัยจะดีกว่า

กศิณากดรับสายทันทีที่เครื่องมือสื่อสารเครื่องเล็กพ้นจากกระเป๋า ศานต์จึงลัดเลาะผ่านต้นไม้เข้าไปให้ใกล้จนแทบประชิด มีเพียงแค่ต้นมะค่าขนาดใหญ่กั้นกลางระหว่างเขาและเธอ

“ว่าไงแก โทรมามีอะไรหรือเปล่า” กศิณากรอกเสียงสดใสลงไปตามสาย เมื่อคนที่ติดต่อมาคือคู่ฤทัยเพื่อนสนิท คนที่เธออยากจะคุยด้วยที่สุด แต่ไม่อยากรบกวนเวลา เมื่อเพื่อนเป็นฝ่ายโทรหาจึงเป็นเรื่องน่ายินดี

“โทรมาทักทาย เป็นไง อยู่ไร่มาตั้งเดือนครึ่ง สบายดีไหม” น้ำเสียงของคู่ฤทัยนั้นค่อนข้างราบเรียบโมโนโทนแบบที่เคยได้ฟัง

ต่างกับกศิณาที่มักจะพูดจาโอเว่อร์แอคติ้งทุกครั้ง โดยเฉพาะเวลาคุยกับคู่ฤทัย ทั้งที่ความจริงอีกฝั่งอายุมากกว่าเธอตั้งหลายปี เพียงแต่มีเหตุให้มาเรียนรุ่นเดียวกัน แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่างทำให้สนิทและไม่เกร็งจนเรียกเหมือนเพื่อนปกติ

“โนค่ะ! มีแต่ความวุ่นวาย ปวดหัวเต็มไปหมดเลยจ้า มีคนจ้องจะเผาป่า ไม่รู้จะลามมาที่ไร่ไหม แล้วจะทำร้ายคนในไร่ด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้ ส่วนเรื่องอื่นก็...ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลยค่า” เธอลากเสียงยาวอย่างขัดอกขัดใจ

“สงสาร...” เพื่อนสนิทเอ่ยด้วยเสียงที่กศิณารู้ดีว่าจริงใจม๊ากมาก “จะถามว่าภารกิจตามสืบชีวิตพี่เชษแกไปถึงไหนแล้ว”

“เฮ้อ..” กศิณากลอกตามองฟ้าพลางถอนหายใจเสียงดังอย่างไม่ปิดบัง “ไม่เลยแก ได้แต่ข้อมูลที่ทำให้ตันหนักกว่าเดิม คนตระกูลนู้นเขาบอกว่ารู้จักพ่อฉันตอนที่รีสอร์ตเปิด”

“แปลก...” ปลายสายเงียบเสียงไปเนิ่นนาน กศิณาไม่ได้เร่งเร้าให้ทางนั้นพูดต่อ ทำเพียงแค่รอเงียบๆ เช่นเดียวกัน “แกจำได้ไหมว่ารูปของอาวัตรที่เคยหยิบให้แกดูอ่ะ ที่อาลินกับพ่อแกถือพานด้วยกันสมัยปีสอง จะบอกว่าไม่รู้จักกันได้ไง หรือว่ามันนานจนจำไม่ได้”

“นั่นสิ ตอนนั้นที่ได้ยินผู้ใหญ่พูดกันฉันได้ยินนามสกุลชัดเจนเต็มสองหูเลยแก ไม่น่าจะผิด แต่...จริงๆ คนพูดคือคุณรุ้งนะ คุณลิน...ไม่รู้ไม่ได้ฟังคำถามหรือตั้งใจเลี่ยง”

“อาฉันก็เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย ยังคุยกับอาลินถึงทุกวันนี้เลย ฉะนั้นจะว่าผ่านไปยี่สิบปีแล้วเลยจำไม่ได้ไม่น่าจะใช่ ฉันว่านะ...เขาตั้งใจปิดบังแก แต่จะปิดทำไมในเมื่อเขาไม่รู้สักหน่อยว่าแกเป็นใคร”

“นั่นดิ หรือเขาจะระแคะระคายรู้มาเพราะว่าฉันหน้าคล้ายพิม คุณลินเคยทักฉันว่าเป็นพิมด้วยนะ แถมเมื่อวานพอฉันพูดถึงแม่ เขาก็ถามแปลกๆ ว่ายังอยู่กับแม่เหรอ พอฉันบอกว่าเป็นลูกคนเล็ก ดูเขาแปลกใจมาก ท่าทางเขาก็แปลกมากด้วย หน้างี้ซีดเชียว ถามย้ำอีกเหมือนไม่เชื่อเรื่องที่ฉันบอก” ใบหน้ากศิณาเคร่งขึ้นยามนึกถึงเรื่องที่ทำให้ปวดหัว “หรือว่า...รู้แล้ว แต่ไม่อยากรู้ เลยปิดหูปิดตา แล้วมาหลอกฉันวะ”

“จนปัญญา ว่าแต่ไปรอถามอาวัตรเองเลยดีไหม อาวัตรอาจจะรู้ก็ได้ว่าใคร เห็นว่าจะกลับไทยแล้ว ฉันเลยโทรมาบอกแกนี่แหละ”

“เฮ้ย! จริงดิ” กศิณาตื่นเต้นยกใหญ่เมื่อได้ยินว่าญาติห่างๆ ของเพื่อนสนิทกำลังจะกลับประเทศไทย “นี่อยากคุยมาก มีแปลกอีกอย่าง เมื่อวานพ่อเรียกคุณรุ้งว่า รุ้งเฉยๆ แสดงว่าตอนที่พ่อรู้จักคุณลินพ่อก็น่าจะรู้จักคุณรุ้งด้วย เพราะถ้ามารู้จักกันที่นี่ไม่น่ากล้าเรียกแบบนี้ ฉันไปหาอาวัตรเลยได้ปะ พรุ่งนี้เลยก็ได้”

“ใจเย็น พรุ่งนี้อาวัตรยังไม่กลับ เดี๋ยวนัดให้ น่าจะอีกสักสามสี่วัน ว่าแต่...แล้วเรื่องอื่นล่ะ” ปลายสายส่งเสียงเจ้าเล่ห์มาให้ กศิณารู้สึกว่าขนคอลุกเกรียว เมื่อน้ำเสียงประหลาดนั้นราวกับลากจูงเข้าเรื่องอะไรบางอย่าง

“เรื่องอะไร เรื่องสำนักงานห้องเสื้อที่เคยเล่าอะเหรอ ก็บอกแล้วว่าสวย แกรีบกลับไทยสิจะพาไปดู มีแต่ของเก่าๆ แต่งามๆ ทั้งนั้น แกต้องชอบ”

“เรื่องอื่น...”

“ไม่มี๊” กศิณาขึ้นเสียงสูงอย่างมีพิรุธ เดินวนไปมากระสับกระส่าย

“ก็เรื่องเจ้านายแกไง ทำไมจะไม่มี”

กศิณาถึงกับสะดุ้ง คิดเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเมื่อรู้ว่าตัวการที่ไปเล่าคู่ฤทัยนั้น คงไม่พ้นพีรวิชญ์

“หา...เออ คุณศานต์เขาก็น่าเป็นห่วงอยู่น้า แล้วไม่รู้ว่าคนร้ายที่เผาไร่มีจุดประสงค์อะไร เขาอาจจะตกอยู่ในอันตรายก็ได้” แถมยังมีเรื่องที่เขาโทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุการตายของพ่อแม่อีก เรื่องไหนเธอก็กลุ้ม แต่กลุ้มเรื่องที่เป็นปัจจุบันและอันตรายต่อชีวิตเขามากกว่า

“ไม่ต้องมาเนียนไปเรื่องอื่น ที่ฉันจะถามคือมีความคืบหน้าบ้างไหม แอบชอบเขามาเป็นสิบๆ ปี ยอมรับมาเถอะน่า เล่าเรื่องเขาเป็นร้อยรอบจนฉันจะท่องตามได้แล้ว พี่ตัวใหญ่อะนะ...”

“หยุ๊ด!” กศิณารีบเบรกพร้อมหัวเราะเสียงใส “นี่ฉันเล่าด้วยเสียงแบบนั้นเหรอ ไม่ใช่มั้ง” แกล้งแซวเพื่อน เมื่อคู่ฤทัยพยายามจะเปลี่ยนจากเสียงโมโทนเป็นโอเวอร์แอคติ้งแบบเธอ

“หรือไม่จริง ให้ทวนประโยคให้ฟังไหม”

“ไม่ต้องเลยย่ะ ถึงคุณศานต์จะเป็นที่หนึ่งในใจ แต่ยังไงก็...ไม่รู้สิ ฉันชอบเขาเหมือนชอบท้องฟ้า ไม่ต้องตัวติดกัน ไม่ต้องเก็บเขามากอดรัดฟัดเหวี่ยงที่บ้าน แค่ได้มอง แค่เขาปลอดภัยก็พอ คนเราไม่ต้องครอบครองทุกสิ่งที่ชอบก็มีความสุขได้...”

“แต่ถ้าเลยตามเลยตามสัญญาได้ก็ดี อะไรแบบนี้เปล่า” คู่ฤทัยรีบต่อให้

“เฮ้ย! ทำไมรู้ทัน” กศิณารีบรับมุก ก่อนจะรีบแก้เพราะเดี๋ยวจะไปกันใหญ่ “ล้อเล่นน่า ไม่ได้คิดอะไรเสียหน่อย”

“เจ้าค่ะคุณยุ้งข้าว” น้ำเสียงนั้นติดจะประชดประชันมากกว่าเห็นพ้องต้องกัน “เออแก พึ่งนึกได้ เรื่องแม่ แกหาสูติบัตรให้เจอดิ๊ แกยังไม่เคยเห็นสูติบัตรตัวเองเลยใช่ป่ะ แกอาจจะได้รู้ว่าแม่คือใครจากในนั้นก็ได้” คู่ฤทัยเปลี่ยนเรื่อง เมื่อเห็นทีท่าว่าเพื่อนสนิทคงไม่ยอมถูกโน้มน้าวง่ายๆ

กศิณาหัวเราะลั่น ก่อนตอบเสียงใส

“โอ๊ย! สูติบัตรอ่ะเหรอ หามายี่สิบสี่ปีแล้วแก แต่หาไม่เจอ! ช่างมันเถอะ ฉัน...กำลัง-จะ-ปลง-แล้ว!” หญิงสาวเอ่ยชัดถ้อยชัดคำ ทว่าใบหน้าไม่ได้ปลงจริงสักนิด ยังคงขมวดคิ้วมุ่นตีหน้ายู่ยี่ หน้ายับจนรู้สึกว่าเอาเตารีดไอน้ำแรงดันสูงมาก็อาจจะไม่เรียบ

กศิณาเดินหายลับเข้าห้องไป ทว่าศานต์ยังยืนมองอยู่ตรงนั้น จ้องเขม็งไปที่ประตูบานกลางของเรือนพัก ใบหน้าหวานเกินชายยู่ยี่ คิ้วหนาชนกันจนแทบผูกโบ ปากหยักเปล่งเสียงแผ่วเบาราวกับกล่าวให้ตัวเองฟัง ทั้งๆ ที่ยังคงไม่ละสายตาด้วยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะให้ทะลุไปหาร่างร่างนั้น

แม้จะได้ฟังเรื่องราวไปตั้งมากมาย ทว่าประเด็นที่เขาจับได้มีแค่เรื่องเดียว...

“ยายเด็กบ้า ใครเขาอยากเป็นแค่ท้องฟ้ากัน”


 *****

คุณศานต์จะไม่ทนแล้วค่าาาา แล้วไอ้ยุ้งจะตกใจไหมถ้าคุณศานต์รุก 

เอ๊ะ หรือไปๆ มาๆ สุดท้ายคุณศานต์ก็อาจจะยังไม่กล้ารุก แล้วเป็นไอ้ยุ้งรุกแทน

รอติดตามกันน้า


>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

 

     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

0 ความคิดเห็น