หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,864 Views

  • 244 Comments

  • 392 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    18

    Overall
    44,864

ตอนที่ 85 : 25.1 กรงแห่งอดีต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 936
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    1 ม.ค. 62

แกว่ายังไงนะศานต์เสียงของหนุ่มใหญ่ที่นั่งหลังโต๊ะทำงานถามเรียบนิ่ง มองลอดแว่นด้วยแววตาพินิจ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ริมปากกระตุกคล้ายไม่พอใจอะไรสักอย่าง แต่ชายหนุ่มที่กำลังยื่นซองเอกสารให้สัมผัสไม่ได้ถึงอารมณ์นั้น

ศานต์กำลังดีใจ จึงไม่ได้รับรู้ว่าพ่อไม่ได้ดีใจไปกับเขา ชายหนุ่มยังคงยิ้มกว้าง แทบจะกระโดดกู่ร้อง

ผมได้ทุนไปเรียนต่ออังกฤษครับพ่อ ไปเรียนต่อปอโท ผมจะได้ไปเรียนยูในฝัน พ่อครับ เขาไม่ได้รับกันง่ายๆ แต่ผมผ่านแล้วพ่อ!’ ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วอยากไปก็ได้ แต่ที่นี่คือมหาวิทยาลัยออกแบบชื่อดังระดับโลก นักเรียนที่นี่ต้องมีรางวัลระดับโลกเป็นดีกรีต่อท้าย และถ้าไม่ใช่ว่าเขาเคยได้รับรางวัลระดับนานาชาติเมื่อตอนปีสี่ งานนี้คงถูกปัดตกตั้งแต่สมัคร

หมายความว่า...ศานต์จะไปเรียนที่อังกฤษหรือลูกผู้เป็นแม่วางถาดของว่างที่เตรียมนำมาให้สามีลงบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ขณะหันมาถามลูกชายคนเดียวของตน

ครับแม่ สองปี แล้วถ้ามีคนจ้างต่อก็อาจจะหาประสบการณ์อยู่ที่นั่น เคยเห็นรุ่นพี่ไปก็ได้งานเลยนะครับ เพราะภาษียูนี้ดี มีแต่คนอยากได้ตัว

หมายความว่าลูกจะไม่กลับไทยแล้วหรือคะ

ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกครับแม่ ไปเรียนสองปี หาประสบการณ์อีกสองสามปี แล้วก็ค่อยกลับมานี่ไง เดี๋ยวนี้การเดินทางง่ายจะตายไป ถ้าแม่อยากไปเยี่ยมผมก็ได้ แถมการสื่อสารก็ไม่ได้ยากเหมือนแต่ก่อน แม่ส่งเมล์หาผมง่ายๆ สบายจะตายไปครับศานต์ประคองร่างเล็กของผู้เป็นแม่ไว้ในวงแขน ก่อนจะหอมแก้มซ้ายแก้มขวาอย่างออดอ้อน

เขารู้ว่าแม่คงคิดถึง แค่ไปเรียนในกรุงเทพแม่ก็โทรหาทุกเช้าเย็น แล้วไปต่างประเทศอย่างนี้จะไม่ให้ห่วงได้อย่างไร แต่ศานต์ลืมอะไรไปอย่างหนึ่ง

แล้วไร่นี่!’ เสียงของพ่อดังขึ้น พร้อมทั้งลุกยืนจนเต็มความสูงน่าเกรงขาม ร่างบึกบึนสมกับเป็นชาวไร่

เดี๋ยวพอทำงานที่นู่นเสร็จก็กลับมาช่วยไงครับ

แต่แกสัญญากับฉัน หลังจากเรียนจบแกจะมาช่วยกิจการที่ไร่

ผมทราบครับพ่อศานต์จำได้ว่าเคยพูดกันไว้ในช่วงปีที่สองของการเรียนมหาวิทยาลัย หลังจากที่พ่อเริ่มยอมรับในสิ่งที่เขาอยากเรียน

อยากเรียนออกแบบก็เรียนได้ แต่จบเมื่อไหร่ต้องทำควบคู่กันไปกับกิจการของไร่

ผมขอยืดต่อไปอีกไม่กี่ปีได้ไหมครับ

เพราะพ่อตั้งใจจะวางมือจากกิจการแล้ว จึงอยากให้เขารับช่วงต่อเร็วๆ ก็ถือว่าคนละครึ่งทางไง เพราะเขาไม่อยากทำไร่ แต่ก็จะทำให้เพื่อความสบายใจของพ่อและแม่

แต่ตอนนี้โอกาสตามฝันมาถึง ถ้าไม่คว้าไว้ เขาก็คงโง่เต็มที

ไอ้ไม่กี่ปีของแกมันตั้งห้าหกปี ฉันไม่อนุญาต แกสัญญาไว้แล้ว ลูกผู้ชายต้องรักษาสัญญา

แต่พ่อครับ...

เงียบ!’ เสียงตะคอกพร้อมเสียงตบโต๊ะฉาดใหญ่ทำให้คนเป็นภรรยาที่กำลังจะถลาเข้าหาหยุดชะงัก ก่อนที่นายใหญ่ของไร่จะโบกมือปัด ออกไปได้แล้ว ถือว่าคุยจบแล้ว ฉันไม่อนุญาต หวังว่าแกจะเข้าใจ

ผมก็คิดว่าพ่อจะเข้าใจ!’ ศานต์ไม่ยอมแพ้ เผลอตะโกนกลับทันที ผมชอบอะไร ผมชัดเจนมาตลอด ผมไม่ชอบทำไร่ ผมไม่ได้อยากได้กิจการ ผมทำมาหากินเองได้ ทำไมพ่อไม่เคยเข้าใจผม ทำไมพ่อถึงต้องพยายามบังคับผม

ทั้งที่เขาพยายามประนีประนอมแล้ว แต่ในเมื่อพ่อไม่คิดรับฟัง เขาก็ไม่อยากจะรับฟังเช่นกัน

ไอ้ศานต์!’ นายใหญ่ของไร่ชี้หน้าลูกตัวเอง ประกาศเสียงกร้าว แกโตมาเพราะใคร แกอยู่มาได้ก็เพราะไร่นี่ เพราะที่นี่แกถึงมีกินมีใช้ ใครจะไม่รักไร่นี่ก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่คนที่อาศัยมันมาตลอดชีวิตแบบแก

ผมโตมาเอง ผมเลี้ยงตัวเองมา ตอนมหาลัยผมไม่ได้ใช้เงินพ่อแม้แต่แดงเดียว นี่มันชีวิตผม ผมสิทธิเลือกศานต์เลือกที่จะไม่คิดว่าก่อนหน้าที่เขาจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาโตมาได้เพราะที่นี่จริงๆ

ด้วยเป็นคนหนุ่มเลือดร้อน แน่วแน่กับสิ่งที่รัก และไม่อยากให้ใครขัดขวาง ใครแรงมาก็แรงกลับ ลืมนึกถึงการกระทำของอีกฝั่งว่าผู้เป็นพ่อนั้นทำไปเพราะอะไร

ยังไงผมก็จะไป ถึงพ่อไม่ให้ผมก็จะไป จะเอาไร่นี่ไปขายทิ้งหรือยกให้ใครมันก็เรื่องของพ่อ แต่ผมจะไม่กลับมาทำไร่ ได้ยินไหมครับ ผมจะไปตามทางของผม!’

ชายหนุ่มหันหลังกลับ ไม่สนใจเสียงขว้างของที่ดังลอยตามหลัง ในขณะที่คนเป็นแม่รีบวิ่งตามเพื่อให้เขาใจเย็นลง

ใจเย็นก่อนไหมศานต์ แม่ว่ามันต้องมีทางออกนะคะ เชื่อแม่ พ่อก็แค่ตกใจที่ลูกจะไปอยู่ไกลๆ เท่านั้น

แม่ดูพ่อเถอะ ไม่ต้องสนใจผมหรอกครับ คืนนี้ไม่นอนไร่นะ แล้วก็จะไม่เข้าไร่อีกแล้วด้วย จะเข้ามาอีกทีตอนเก็บของเลย

ศานต์ลูก ศานต์!!!’

เสียงหวีดร้องโหยหวนดังลั่น ภาพใบหน้าของแม่ที่เคยคุ้นผันเปลี่ยน ดวงหน้าหวานที่ทอยิ้มสดใสเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ กรีดร้องโวยวาย บรรยากาศรอบตัวแปรเปลี่ยนเป็นความกดอากาศที่ทับถมจนหายใจแทบไม่ออก

ภาพหน้ากากออกซิเจนที่ร่วงจากด้านบนแกว่งไปมา คนบนเครื่องบินทุกคนอยู่ในอาการหวาดผวา พ่อของเขายกมือขึ้นกุมหน้าอกด้วยความทรมาน ส่วนใบหน้าของแม่นองไปด้วยน้ำตา

ก่อนที่ทุกอย่างจะทิ้งตัวดิ่ง เสียงวัตถุขนาดใหญ่แหวกอากาศดังก้อง ก่อนมันจะเข้ากระทบกับผืนดิน แล้วปลิดทุกสิ่งที่อาศัยมันให้หายไป

ตู้ม!!!

“แม่!!!” เสียงตะโกนดังลั่นทำให้คนที่พึ่งเดินเข้าห้องถึงกับสะดุ้ง

“ไอ้ศานต์!” ช้องนางรีบวิ่งเข้ามาหา สังเกตได้ว่าหน้าตาของเพื่อนสนิทยังคงเบลอๆ งงๆ

ทั้งที่ตอนเธอเดินเข้ามาทีแรกศานต์ไม่ได้หลับ เหมือนนั่งจ้องงานบนโต๊ะ แต่ใจอาจจะลอยไปที่อื่นจนเธอเคาะประตูแล้วเขาก็ยังไม่ได้ยิน และเธอรู้ว่าที่ไหนคือที่ที่ศานต์พึ่งจะจากมา

กล่องเก็บความทรงจำที่ฝังใจเขาไม่เคยลืม

“ถ้าทำไม่ไหวแกก็ปฏิเสธไปสิวะ แกจะรับปากทำไม ให้คุณอัคช่วยพูดก็ได้” และทุกครั้งมันมักจะมายามที่ศานต์เริ่มรับงานออกแบบ งานที่ทำให้เพื่อนของเธอรู้สึกว่าไม่ควรเริ่มเดินทางสายนี้ตั้งแต่แรก

“ออกไปไอ้ช้อง...ออกไป” ศานต์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเพื่อนสนิท ไม่ได้ตะคอกไล่ แต่เสียงที่กดต่ำนั้นพร่าลึกมีแววบังคับให้ต้องทำตาม

มือหนายกขึ้นกุมอก หัวใจเต้นรัว อะไรบางอย่างบีบรัดให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก

อีกแล้ว...มันมาอีกแล้ว เขาไม่เคยเห็นหรอกว่านาทีสุดท้ายของพ่อและแม่เป็นเช่นไร แต่คล้ายตัวเขาหลุดเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ รับรู้ความทุกข์ทรมานที่ทั้งสองต้องเจอก่อนเสียชีวิต เจอเพราะว่าเขาคือคนที่เป็นต้นเหตุ

เขาไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับท่านอีกหลังจากที่ประกาศกร้าวว่าจะไปเมืองนอก ไม่เคยติดต่อ ไม่เคยบอกกล่าว แม้แต่ตอนเข้ามาเก็บของยังแอบมาตอนที่ท่านทั้งสองไปทำงานต่างจังหวัด หลังจากนั้นก็ไม่เคยคิดอ่านอีเมล์หรือรับการติดต่อใดๆ

ไม่ได้มีโอกาสรู้เลยว่าที่พ่ออยากรีบยกไร่ให้ ก็เพราะท่านมีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัว จึงไม่มีโอกาสได้ถามไถ่ ไม่มีโอกาสได้ดูแล

สองปีที่อยู่อย่างโดดเดี่ยว มั่นใจว่าตัวคนเดียวก็ได้ แต่การไม่มีคนที่รักร่วมยินดี ทำให้เขารู้สึกได้ว่าความฝันที่ตั้งใจไว้ไม่มีประโยชน์อันใด แต่เพราะทิฐิจึงไม่คิดติดต่อขอขมา ตั้งใจว่าเจอหน้าค่อยพูดคุย จึงตัดสินใจกลับเมืองไทยทันทีหลังเรียนจบ ไม่ได้อยู่ทำงานต่ออย่างที่ตั้งใจ

แต่แล้วเมื่อลงเครื่อง ก็ได้พบว่าสิ่งที่อยากทำนั้น เขาไม่มีโอกาสได้ทำอีกต่อไป

“ไอ้ศานต์”

“ออกไปไอ้ช้อง!” ศานต์เริ่มขึ้นเสียง เขาอยากอยู่คนเดียว ไม่อยากได้รับสายตาเวทนาจากเพื่อนสนิท เพราะมันคือความผิดเขาเต็มๆ ช้องนางเตือนแล้ว เตือนตั้งแต่ที่เขาจะก้าวออกจากเมืองไทย

แต่เขาไม่ฟังมัน

“เออ อย่าลืมเซ็นเอกสารให้ฉันนะเว้ย แล้วเรื่องสหกรณ์โคนมเดี๋ยวฉันมาคุยด้วยใหม่ แต่แกอะสงบสติอารมณ์ตัวเองดีๆ ไม่อยากทำก็ปฏิเสธเขาไป ไม่ใช่มาฝืนแบบนี้”

ศานต์ไม่ตอบนอกจากก้มหน้าก้มตาทำงานออกแบบที่รับปากไพลินไว้ ทั้งที่ตั้งใจว่าจะไม่แตะต้องอีก แต่เมื่อผู้ใหญ่ร้องขอ ก็อดที่จะเกรงใจไม่ได้ ทั้งเขาก็ปฏิเสธติดกันมาหลายปี ทว่าเมื่อปีนี้เริ่มรับมาหนึ่งงาน งานที่สองสามสี่ก็ตามมา

ศานต์พยายามเพ่งสมาธิจับภาพตรงหน้า แต่คล้ายว่าจะมองเห็นเพียงแต่ภาพของพ่อและแม่ที่กำลังจะหมดลมหายใจ ประสาทสัมผัสเริ่มปิดตาย ไม่ได้รับรู้ว่าตอนนี้เพื่อนสนิทจากไป แต่มีแขกใหม่มาเยือน

เมื่อภาพนั้นหลอกหลอนมากขึ้น เสียงตะโกนตอนทะเลาะกับพ่อดังซ้ำไปซ้ำมา

‘...ลูกผู้ชายต้องรักษาสัญญา...’

แต่เขากลับรักษามันไม่ได้ และผลของมันก็ร้ายแรงเกินกว่าที่จะรับไหว

“โธ่เว้ย!” มือที่จับดินสอนั้นสั่น ใบหน้าหวานบิดเบี้ยวอย่างเจ็บปวดทรมาน ใช้ฟันขบริมฝีปากล่างจนมันห้อเลือด ก่อนจะปาดินสอในมือทิ้ง แล้วสุดท้ายก็ตวัดกระป๋องตั้งดินสอหลายแท่งบนโต๊ะตกลงพื้นอย่างไม่ใหญ่ดี

“พี่ศานต์!” กศิณาปรี่เข้าหาร่างตรงหน้า เมื่อเห็นว่าเขากำลังเอามือกระแทกขอบโต๊ะอย่างรุนแรง แต่ดูท่าว่าเขาจะไม่ได้ยิน และเหมือนไร้สติจึงทำไม่หยุด

“อย่าทำแบบนี้นะพี่ศานต์ หยุดก่อนนะคะ หยุด...” เธอโถมเข้าโอบกอดเขาไว้เพื่อให้เขาหยุดทุกการกระทำ หลงลืมเรียกด้วยสรรพนามอันเคยคุ้น ลืมแม้กระทั่งว่ากำลังทำให้เขาเปียกไปพร้อมกับเธอ

รู้แค่เพียงไม่อยากให้เขาทำร้ายตัวเอง

ตอนแรกตั้งใจแค่ผ่านหน้าบ้านเขาแว่บๆ แต่เพราะได้ยินเสียงตะโกนไล่ช้องนาง เธอจึงถือวิสาสะขึ้นมา พบสัตวแพทย์สาวที่หน้าประตู พยักเพยิดบอกเธอว่า ฝากด้วยนะ

กศิณาจึงได้แต่อ้าปากค้าง ขนาดเพื่อนสนิทอย่างช้องนางยังช่วยไม่ได้ แล้วเธอจะช่วยอะไรเขาได้ละ!

แต่ตอนนี้ไม่ว่าจะช่วยได้หรือไม่ เธอรู้เพียงต้องทำอะไรสักอย่าง

“ยุ้ง...” ศานต์เงยหน้า ดวงตาดำจัดคู่นั้นมีแววรับรู้ปรากฏขึ้น “ร้องไห้ทำไม”

วินาทีนั้นกศิณาถึงได้รู้ว่า น้ำตานองเต็มใบหน้า

“พี่ศานต์...” เสียงของเธอสั่น แต่กศิณาก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะควบคุมมัน “เล่าให้ยุ้งฟังได้ไหมคะ อะไรก็ตาม...ให้ยุ้งได้ช่วยแบ่งเบานะ สักนิดก็ยังดี”

ดูเหมือนละลาบละล้วง แต่ถ้าเขาวางใจ เธอพร้อมจะรับฟังทุกอย่างที่เขาอยากระบาย

เท่านั้นเอง เขาก็หันมารัดตัวเธอแน่น คล้ายหาแหล่งพักพิง เธอไม่มีโอกาสเห็นว่า น้ำตาลูกผู้ชายนั้นหลั่งหรือไม่ แต่ที่รู้คือเธอร้องไห้นำไปแล้ว ร้อง...ให้กับสิ่งที่เขาต้องเผชิญมาเป็นสิบปี

“ทั้งที่สัญญากับพ่อแม่ไว้ว่าเรียนจบจะมาช่วยทำไร่ แต่พี่...พี่กลับหนีไปเรียนต่อ...” ศานต์ซบหน้าบนไหล่ของกศิณา ผู้หญิงที่เขาพึ่งเจอไม่นาน แต่ไม่รู้ทำไมกลับรู้สึกว่าเธอเข้ามาร่วมรับรู้อารมณ์ของเขาได้เป็นอย่างดี

เธอไม่ได้ขอให้เล่าเพราะสงสารหรือสมเพช เพียงแต่เธอแค่อยากร่วมรับรู้และแบ่งเบาความเจ็บปวดที่เขาได้รับ

“พี่เลือกที่จะผิดสัญญา...เท่ากับเลือกที่จะทำลายความรู้สึกของพ่อแม่ เลือก...ที่จะจากไป...โดยไม่คิดถึงใจท่าน”

กศิณากระชับวงแขนให้แน่นขึ้น เอ่ยเสียงสั่น “ไม่ค่ะพี่ศานต์”

“พี่ทำผิดต่อพ่อแม่ ทุกอย่างมันถึงได้เลวร้ายแบบนี้”

กศิณาพูดไม่ออก...เธอเป็นคนหนึ่งที่ คลั่งคำสัญญา การจะเอ่ยให้ศานต์ละเลยมันย่อมยาก แต่บัดนี้รู้แล้วว่า บางครั้งทุกคนก็มีเหตุผลในการกระทำของตัวเอง แล้วเธอจะช่วยเขาให้พ้นไปจากความผิดบาปที่ฝังแน่นเนิ่นนานนี้ได้อย่างไร

 

 *****

สวัสดีปีใหม่ค่าาาา เอานิยายมาเสิร์ฟเป็นของขวัญ 

แม้บทนี้จะมาม่าไปนิด 

ปล. เขียนยากมากเลย เราไม่ค่อยถนัดดราม่า 

มีอะไรแนะนำติชมกันได้นะคะ 


>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

0 ความคิดเห็น