หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,865 Views

  • 244 Comments

  • 392 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    19

    Overall
    44,865

ตอนที่ 80 : 23.2 ไม่สนิทแต่คิดไม่ซื่อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    11 ธ.ค. 61

“พี่เทล!” กศิณาตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นนายแพทย์ประจำไร่ แม้ว่าฟ้าจะเริ่มมืดแต่ไฟจากเสานั้นสว่างจ้าจนทำให้เห็นชัดเจน “พี่เทลคะ มาทำอะไรที่รีสอร์ต”

เธอรีบวิ่งเข้าไปหาหนทางรอดเดียวที่มีตอนนี้

“พี่มาช่วยดูคนป่วยที่ห้องพยาบาลครับ”

“เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ”

เมื่อนายแพทย์หนุ่มพยักหน้ารับ กศิณาก็ตีเนียนเกาะแขนเขาทันที “ถ้าอย่างนั้นไปทานข้าวกันค่ะ พี่เทลเคยบอกว่าจะเลี้ยงข้าวยุ้ง ไม่ลืมใช่ไหม ขอตัวก่อนนะคะคุณจักรธร”

กศิณาตั้งใจปิดหูไม่ฟังเสียงคัดค้านจากจักรธร ลากทิวัตถ์ที่ดูจะงงๆ กับการกระทำของเธอไปทางอื่น ดีว่านายแพทย์หนุ่มไม่ได้แย้ง ทั้งยังรั้งแขนเธอไปยังรถของเขา คนที่พยายามเดินตามมาจึงยอมล่าถอย

“ขอบคุณมากค่ะพี่เทล” หลังจากที่ถอนหายใจเสียงดังด้วยความโล่งอก กศิณาก็หันไปยกมือขอบคุณคนขับรถ

“เรื่องอะไรครับ แล้วสรุปมันอะไรยังไงกันเนี่ย พี่งง” ทิวัตถ์หัวเราะน้อยๆ เหลือบมองคนที่พิงเบาะแล้วตบอกตัวเองยกใหญ่

“คือคุณใหญ่จะชวนยุ้งไปกินข้าวข้างนอกด้วยกันค่ะ แต่ขืนไปจริงนะ คุณอังมาแหกอกยุ้งตายเลย!” กศิณาทำน้ำเสียงจริงจังพร้อมทำท่าประกอบ เรียกเสียงหัวเราะลั่นจากคนขับที่ตบพวงมาลัยดัง ปั๊ก! ปั๊ก! แถมให้ จนเธอต้องบอกให้เขามองทางก่อน

“นี่ยุ้งยังงงอยู่เลย อยู่ๆ ก็มาทำเหมือนสนิทกับยุ้ง แถมจะให้พาไปกินข้าวร้านที่คุณศานต์เคยพาไป ไปเอาข่าวมาจากไหน ยุ้งไม่เคยไปกินข้าวข้างนอกกับคุณศานต์เลย”

เรื่องเธอกับเจ้านายก็ชักจะไปกันใหญ่ ข่าวไกลเกินความจริงไปโข

“พี่ว่า...สงสัยคุณใหญ่จะเห็นว่าน้องยุ้งสนิทกับพี่ศานต์เลยจะดึงเป็นพวกมั้งครับ”

กศิณาหันมองคนขับที่ขมวดคิ้วด้วยทีท่าครุ่นคิด คิ้วบางๆ ของเธอขมวดตามอย่างไม่เข้าใจ

“พวก? พวกอะไรคะ”

“คุณใหญ่เขาขอซื้อที่ตรงป่าน้ำผุดครับ แต่พี่ศานต์ไม่ขาย คงกะว่าเข้าทางคนสนิทเผื่อยุ้งจะช่วยเกลี้ยกล่อมได้”

ได้ยินดังนั้นกศิณาก็ส่ายหน้าหวือทันที “ยุ้งจะไปเกลี้ยกล่อมคุณศานต์ได้ยังไง ไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น เป็นแค่ลูกน้อง ไม่มีอำนาจใดๆ เหนือเจ้านายค่ะ”

“ใช่เหรอ” น้ำเสียงลากยาวอย่างยียวนพร้อมทั้งเลิกคิ้วคล้ายไม่เชื่อถือ ทำให้กศิณาแจกค้อนส่งให้ทันที ก่อนจะสังเกตเห็นว่ารถของทิวัตถ์แล่นพ้นรั้วไม้ของไร่ไปเป็นที่เรียบร้อย

“พี่เทลจะไปไหนอะ”

“ไปเลี้ยงข้าวน้องยุ้งไงครับ”

“เฮ้ย! พูดเล่น เราไม่ได้ตกลงอะไรกันไว้สักหน่อย”

ท่าทีตกใจของเธอเรียกเสียงหัวเราะจากคนขับอีกระลอก ก่อนที่นายแพทย์หนุ่มจะหันมาส่งยิ้มให้

“เลี้ยงจริงก็ได้ แต่เป็นบะหมี่ข้างคลินิกพี่แล้วกันนะ เลยเวลาเปิดคลินิกไปตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว เดี๋ยวพี่โทรบอกผู้ช่วยให้ซื้อไว้ให้”

กศิณาจึงได้รู้ว่าคลินิกที่ถนนปากทางเข้าไร่จะเปิดทุกเย็นในเวลาหกโมงถึงสองทุ่ม ปกติทิวัตถ์จะไปพร้อมพยาบาลที่ทำงานที่ไร่ แต่วันนี้เขาต้องมาดูคนไข้ที่รีสอร์ตจึงให้พยาบาลล่วงหน้าไปรับคนไข้ก่อน

เคยได้ยินเขาเล่าว่าคลินิกนี้มีชื่อว่า คลินิกห้าบาทเพราะทั้งค่าตรวจค่ายาคนไข้จะถูกเก็บค่ารักษาแค่ห้าบาทเท่านั้น เป็นโครงการที่ริเริ่มขึ้นเนื่องจากที่นี่เข้ามาค่อนข้างลึกและห่างไกลอนามัยชุมชน จึงอยากให้ชาวบ้านแถบนี้ได้เข้าถึงการรักษา

ส่วนใหญ่คนที่มีกำลังทรัพย์ก็จ่ายค่ายาไปตามจริง คนที่ไม่มีจะถูกเก็บ ห้าบาท

ทำไมถึงไม่ให้ฟรี?

ทั้งที่คนบางคนไม่มีจริงๆ ห้าบาทก็สำคัญสำหรับเขา นายแพทย์หนุ่มเล่าว่าของฟรีบางทีคนไม่เห็นค่า ไม่ใช่อยากให้เขาเห็นค่าในการรักษา แต่อยากให้ทุกคนเห็นค่าในการ ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเอง

โดยเงินที่ขาดทุนไปทิวัตถ์ใช้ผลตอบแทนจากหุ้นของบริษัทครอบครัวที่ถืออยู่มาคอยสนับสนุน กศิณานึกถึงที่เวฬุ เคยเล่า ทุกคนในตระกูลจะได้รับหุ้นจากคุณย่าและเงินจำนวนหนึ่งหลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก จำนวนเงินเพียงพอที่จะใช้จ่ายค่าเรียนในเมืองไทยจนจบปริญญาตรี ในขณะที่ผลตอบแทนจากหุ้นพอใช้จ่ายเดือนๆ หนึ่งได้อย่างสบาย

“เห็นพี่ไผ่เคยเล่าว่าคุณย่าให้เงินให้หุ้นทุกคนหลังจบมอหก แล้วให้เลี้ยงตัวเองห้ามขอเพิ่มใช่ไหมคะ” กศิณาซักถามอย่างสนใจในกระบวนการเลี้ยงดูลูกหลานในครอบครัวของตระกูลใหญ่ ที่แปลกไปจากที่ควรจะเป็น และแม้ทิวัตถ์จะไม่ได้ใช้นามสกุลนั้น แต่ได้รับการเลี้ยงดูเช่นเดียวกัน

“ใช่แล้วครับ ตอนพี่เรียนหมอค่าเทอมถูก พี่ใช้ไม่ฟุ่มเฟือยด้วย อยู่ได้สบายๆ เอาเงินคุณยายไปลงกองทุน พอเรียนจบพี่ก็เอาเงินไปใช้ทุนเพราะติดใจไร่ไอศวรรย์ พี่เคยมาเป็นเอ็กเทิร์นที่โรงพยาบาลชุมชนแถวนี้ แล้วบังเอิญได้รู้จักพ่อแม่พี่ศานต์ ก็เลยตามท่านมาอยู่เลย คนคิดเรื่องคลินิกก็คุณพ่อพี่ศานต์นี่แหละ”

ความรู้ใหม่ที่ได้รับทำให้กศิณาตาโต รีบเม้มปากแน่นเพราะกลัวจะหลุดปากเอ่ยซักจนเป็นการขัดคนที่กำลังเล่าเพลิน

“จริงๆ พี่ศานต์ก็จะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายสำหรับคนไข้ห้าบาทให้ แต่เงินพี่มีพอก็เลยไม่ต้องรบกวนพี่ศานต์”

“พี่เทลรู้จักกับพี่ศานต์มานานจังเลยนะคะ เป็นสิบๆ ปีแล้วใช่ไหม” เมื่อเขาไม่เอ่ยต่อเธอจึงออกปากถาม ด้วยอยากรู้จักอดีตของผู้ชายชื่อศานต์

“อืม...” ทิวัตถ์ขมวดคิ้วครุ่นคิด ก่อนยกมือขึ้นมานับนิ้วคร่าวๆ “สิบปีนะ สิบปีพอดีเลยที่พี่รู้จักพี่ศานต์”

“เอ๋...” กศิณาถึงกับมึนงงไปชั่วขณะ สิบปีที่แล้วก็เท่ากับตอนที่เธอมาอยู่ที่ไร่นี่ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ สองอาทิตย์ แต่เธอมั่นใจว่าพ่อแม่ของศานต์ไม่ได้อยู่ที่ไร่ด้วยในตอนนั้น “คือว่า...”

เธอถึงกับไปไม่เป็น ถ้าถามไปตามตรงก็เท่ากับว่าเปิดเผยตัวตนว่าเคยรู้จักศานต์มาก่อนหน้านี้ แต่ทิวัตถ์ก็รู้ความลับเธอมาบ้างแล้ว หากจะออกปากเล่าก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร แค่ขอให้เขาปิดเป็นความลับ ไม่แพร่งพรายให้พ่อของเธอรู้

ดีที่เขาเปิดปากเอ่ยเล่าออกมาก่อน...

“พี่รู้จักพี่ศานต์ก่อนเรียนจบไม่นาน หลังจากที่เขากลับมาจากอังกฤษ”

“คุณศานต์เคยไปเรียนถึงอังกฤษเลยเหรอคะ มิน่า ท่าทางไม่เหมือนชาวไร่ เจอครั้งแรกยุ้งนึกว่าคุณชายหลุดออกมาจากในละคร”

คล้ายทิวัตถ์จะรู้ว่ากำลังจะพูดถึงสิ่งไม่ควรเอ่ย รถกระตุกเล็กน้อยจากการเหยียบเบรกกะทันหัน อีกทั้งอยู่ๆ คนขับก็เงียบไป กศิณาสังเกตท่าทีนั้นได้จึงรวบรวมความกล้าทั้งหมดเอ่ยปาก

“พี่เทลคะ ยุ้งอยากรู้จักคุณศานต์ให้มากขึ้น เล่าให้ยุ้งฟังหน่อยได้ไหมคะ”

เขามองกลับคล้ายชั่งใจ ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ

“พี่รู้แค่พี่ศานต์ไปเรียนต่อปริญญาโท หลังจากจบตรีที่นี่น่ะ แต่ก่อนหน้านั้นผลงานก็มีชื่อระดับหนึ่งแล้ว พี่เขาเริ่มส่งงานประกวดตั้งแต่ตอนเรียนเลย ที่ได้ยินมาคือประมาณนี้นะ แต่รายละเอียดพี่ไม่รู้ เพราะตอนนั้นพี่ยังไม่รู้จักเขา” เหมือนชายหนุ่มพยายามตอบให้ตรงคำถาม และไม่เบี่ยงไปประเด็นอื่น กศิณาจึงต้องเอ่ยถามถึงสิ่งที่อยากรู้ตรงๆ

“แล้วทำไมตอนนี้ไม่ทำต่อละคะ จริงๆ ยุ้งเคยเจอคุณศานต์ที่ขอนแก่น ออร์แกไนซ์บอกว่าคุณศานต์ออกแบบตกแต่งงานทั้งหมด ทั้งที่ไม่ได้ทำมาจะสิบปีแล้ว แต่พอมีคนเดินมาชม หน้าคุณศานต์งี้...ซีดเชียว แล้วพี่ช้องยังบอกยุ้งอีก อยู่กับคุณศานต์ห้ามพูดเรื่องออกแบบ ห้ามบอกว่าไม่เหมือนชาวไร่ ห้ามถามถึงเครื่องบิน ใช่! ทำไมพี่ศานต์ไม่นั่งเครื่องบินละคะ เคยได้ยินมาว่าเดินทางไกลแค่ไหนยังไงก็นั่งรถอย่างเดียวเลย” ตัดสินใจเอ่ยถามข้อข้องใจเกี่ยวกับเจ้าของไร่ทั้งหมด เพราะรู้ดีว่ามีไม่กี่คนที่ตอบได้ เมื่อสัตวแพทย์สาวไม่ตอบ ก็เหลือแค่นายแพทย์หนุ่มกับผู้จัดการไร่เท่านั้น

ซึ่งเธอยังหาจังหวะถามพ่อไม่ได้เลย

“พี่ศานต์...เฮ้อ!” ทิวัตถ์ถอนหายใจคล้ายกับหนักอก “จริงๆ น้องยุ้งก็น่าจะรู้ได้แหละพี่ว่า เอาเป็นว่า...แต่ก็อย่าไปคุยเรื่องนี้กับพี่ศานต์แล้วกันนะครับ”

“ค่ะพี่เทล”

“พ่อแม่พี่ศานต์เสียชีวิตบนเครื่องบิน เขาเลยน่าจะฝังใจไม่กล้านั่งเครื่องอีก ส่วนเรื่องงานออกแบบ พ่อแม่พี่ศานต์อยากให้ทำไร่ พี่ศานต์ก็เลยสานต่อกิจการ ประมาณนี้แหละ”

กศิณาขมวดคิ้วทันทีที่ได้รับฟัง เหมือนคนข้างกายยังกั๊กคำตอบบางอย่างไว้ ตั้งใจจะลองสอบถามให้ได้ความอีกครั้งโทรศัพท์ก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ค่ะคุณศานต์” กำลังนินทาก็โทรมาทันทีเลย

“อยู่ไหนน่ะ ยังกินข้าวไม่เสร็จเหรอ” เธอแจ้งศานต์ไว้ว่าจะไปทานอาหารที่รีสอร์ต

“ยังค่ะ พอดีคุณอังกับคุณจักรธรมาทานด้วย ยุ้งเลยปลีกตัวออกมา”

“อ้าว แล้วนี่อยู่ไหน”

“กำลังจะไปช่วยพี่เทลที่คลินิกค่ะ”

“อะไรนะ!” เสียงปลายสายดังทะลุออกมา เรียกให้คนขับหันหน้ามามองแล้วหัวเราะเบาๆ ทันที

“รออยู่นั่นแหละเดี๋ยวพี่ไปรับ”

“เดี๋ยวคุณ จะมาทำไม คุณ คุณ!” เพราะเขาตัดสายไปแล้ว ตะโกนเรียกไปจึงไม่มีการตอบรับ กศิณารีบกดโทรกลับอีกครั้งแต่ศานต์ไม่รับสาย

“เดี๋ยวคุณศานต์มารับค่ะ ไม่รู้จะมาทำไม” เธอหันไปหาคนข้างกายที่เลิกคิ้วเป็นเชิงถามคล้ายอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ทิวัตถ์จะขำพรวดออกมาทันที

“เห็นไหมครับ แล้วบอกว่าไม่สนิท”

“ก็ไม่สนิทกันจริงๆ นี่พี่เทล”

“อดไปช่วยพี่ที่คลินิกเลย เอาไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะ ถ้ามี...” ทิวัตถ์ลากเสียงล้อเลียนส่งท้าย ดูท่าแล้วกศิณาคงหมดโอกาสมาในครั้งถัดๆ ไปแน่


 *****

พี่เทลดูจะรู้อะไรดีๆ 

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

0 ความคิดเห็น