หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,669 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    675

    Overall
    44,669

ตอนที่ 77 : 22.3 เรื่องของเราคือธุระของพี่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1146
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    6 ธ.ค. 61

สิ่งก่อสร้างเบื้องหน้าเป็นเสาเหล็กสูงเท่ากับตึกสามชั้น โครงสร้างด้านบนเป็นคานถักรองรับหลังคาคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ บริเวณพื้นยังคงมีร่องรอยของขาเหล็ก แท่นยก และอุปกรณ์จิปาถะที่พอจะบ่งบอกได้ว่าที่นี่น่าจะเคยเป็นอู่ซ่อมรถ ทว่าพื้นปูนรอบด้านกลับถูกต้นไม้ชอนไช หญ้าขึ้นรกครึ้มจนคนที่มาเยือนไม่กล้าเหยียบย่างเข้าใกล้ ได้แต่ยืนมองห่างๆ อยู่ที่หน้ารั้วเหล็กดัดผุพัง ป้ายบนกำแพงปูนด้านข้างเลือนรางบอกไม่ได้ว่าเคยมีชื่อว่าอะไร

กศิณายืนอ้าปากค้างตัวแข็งเหมือนหุ่น เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ ค่อยๆ ยื่นมือไปกระตุกเสื้อคนข้างตัวหันไปประสานสายตากับเพื่อนสนิท เป็นการถามไถ่ว่ากำลังคิดเหมือนกันใช่หรือไม่

“เฮ้ย! แค่สองอาทิตย์ มันเป็นไปไม่ได้ที่สภาพอู่จะเก่าขนาดนี้” ดวงตาของกศิณาเข้มขึ้นอย่างน่ากลัว หญิงสาวกำมือแน่น น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นไม่สบอารมณ์ จนพีรวิชญ์ได้แต่ลูบหลังปลอบใจ

“เฮ้อ...”

“แบบนี้ถือว่าให้การเท็จเปล่าแก กลับไปที่บ้านนั้นกันเถอะ”

“ฉันไม่ได้มาในฐานะตำรวจ แล้วไม่มีอำนาจทำแบบนั้นด้วย อย่าเลยแก เขาไหวตัวทันแล้วแหละ คงหนีไปแล้ว หรือถ้าไม่หนีไปนะ เราก็ไม่มีหลักฐานอะไรเอาผิดเขาอยู่ดี รอเจ้าของคดีจัดการดีกว่า”

“แต่ตำรวจช้าอ่ะ!” หญิงสาวกระแทกเสียง ต่อเมื่อเห็นสายตาปรามจากเพื่อนสนิทก็รู้ตัวว่าตนใจร้อนไป

กศิณานั่งหลับตาไปตลอดทางโดยที่คนข้างๆ น่าจะเข้าใจสถานการณ์ดีจึงไม่ส่งเสียงใดออกมา แม้ว่าเธอจะถอนหายใจไปแปดล้านตลบแล้วก็ตาม

อันที่จริงการมาเที่ยววังน้ำเขียวในครั้งนี้เป็นแค่ฉากบังหน้า สองอาทิตย์ที่ผ่านมาทั้งฝั่งศานต์และฝั่งพีรวิชญ์แทบจะไม่มีความคืบหน้าใด นอกจากที่เพื่อนสนิทโทรมาบอกว่าเจ้าของรถบรรทุกชื่ออะไรและอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรีตามที่เธอเห็นจากป้ายทะเบียนรถจริง แต่ก็ไม่ยอมบอกว่าตรงจุดไหน

แถมขู่ไม่ให้เธอยุ่งเสียอีก

กศิณาจึงแกล้งไปแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าขับไปชนรถบรรทุกคันหนึ่ง แต่พอดีรีบแยกย้ายจึงไม่ได้ขอทางติดต่อไว้ และตอนนี้ประกันจะไม่ยอมเคลมรถให้เพราะเธอใช้ประกันชั้นสามบวก

จะว่าไปแล้ว...คนที่แจ้งความเท็จก็เธอนี่ล่ะ

แล้วที่สร้างเรื่องเป็นตุเป็นตะได้ขนาดนี้ก็เพราะว่าเคยเจอคนรู้จักเล่ามา หลังจากนั้นก็เอาใบแจ้งความไปขอคัดสำเนาที่ขนส่ง จนได้รู้ว่ารถคันนั้นยังมีชื่อติดอยู่กับสถาบันกู้ยืมเงิน จึงแกล้งโทรไปสอบถามเบอร์โทรคนขับ อ้างเรื่องอ้างราวที่ตัวเองแต่งขึ้น

ได้เบอร์บ้านมาก็ลองโทรไป เจอเสียงผู้หญิงรับจึงอนุมานว่าน่าจะเป็นคนในครอบครัว สอบถามได้ความว่าหัวหน้าครอบครัวเป็นคนขับรถบรรทุกและรับจ้างทั่วไป อาจด้วยน้ำเสียงไม่มีพิษมีภัยทำให้กศิณาสามารถถามที่อยู่โดยอ้างว่าจะขอดูรถเพื่อจ้างวานงาน และเธอก็เก็บสิ่งที่รู้มาไว้ในสมองจนกระทั่งเวลาผ่านไป อดรนทนไม่ได้จึงต้องแกล้งหลอกล่อพีรวิชญ์ให้พามาถึงหน้าบ้านเจ้าของรถ

เท่านั้นแหละชายหนุ่มก็ถึงบางอ้อ เพราะว่าจำที่อยู่ได้เช่นเดียวกัน

แต่บอกเพื่อนไม่ได้หรอกนะว่าได้มาด้วยวิธีไหน ไม่อย่างนั้นพีรวิชญ์เตะส่งเธอกลับไปไร่แน่

คนขับรถให้การปฏิเสธทุกข้อสงสัย เมื่อสอบถามว่าวันที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ไปรับจ้างงานที่ไหน ชายเจ้าของรถก็แจ้งว่าได้นำไปเข้าอู่ซ่อมเป็นอาทิตย์ โดยแจ้งสถานที่ของอู่ให้เธอทราบ แต่อู่ที่ถูกกล่าวถึงนั้น ถูกทิ้งรกร้างไปเสียแล้ว

“เฮ้ยแก แกเอาเบอร์มือถือคนขับรถมาได้ไม่ใช่เหรอ” พีรวิชญ์เอ่ยด้วยความตื่นเต้น ตีไฟเลี้ยวเข้าข้างทางแล้วเอื้อมมือมาสะกิดแขนเธอ

กศิณาเหลือบตามองเขา ก้มลงเปิดโทรศัพท์มือถือตน จ้องมองเบอร์ไม่ได้รับสายบนหน้าจอ

“แกส่งเบอร์มาให้ฉัน เดี๋ยวฉันเอาไปให้เพื่อนตามให้ ได้เบอร์มานี่ก็น่าจะพอเช็กเบาะแสอะไรได้”

หญิงสาวพยักหน้ารับ นึกขอบคุณสัญชาตญาณอันแรงกล้าของตนที่สั่งให้เธอต้องเอาเบอร์โทรศัพท์คนขับมาให้ได้ แม้ขณะนั้นจะไม่แน่ใจนักว่าเอามาทำอะไรก็ตาม

กศิณาแกล้งวางโทรศัพท์ของตนไว้ที่โต๊ะรกๆ ใกล้ประตูบ้าน เอ่ยอ้างว่าหาโทรศัพท์ไม่เจอ จึงขอยืมโทรศัพท์มือถือเจ้าบ้านเพื่อตามหา เลยได้เบอร์โทรคนขับรถบรรทุกมาไว้ในครอบครอง

ถือว่าการมาครั้งนี้ไม่สูญเปล่า

 

กศิณาให้เพื่อนสนิทส่งลงที่หน้าเรือนพักคนงานเพราะต้องการเข้าพักผ่อน แต่กลับพบว่ามีคนมาดักรอเธออยู่ก่อน เจ้าของไร่ไถ่ถามถึงการเที่ยวของเธอนิดหน่อย ซึ่งหญิงสาวก็ตอบออมคำเพราะไม่อยากให้เขารู้ว่าแอบไปทำอะไรมา แต่ดูท่าคนช่างสังเกตจะไม่ได้สงสัย

ด้วยเขามีจุดประสงค์ในการมาหาเธอที่ชัดเจน

“ออกไปข้างนอกกัน” โดยไม่ฟังคำทัดทาน เขาจูงนำเธอไปขึ้นรถยนต์สีดำคันใหญ่ คันเดียวกับที่ปะทะกันที่ขอนแก่น ต่างที่คนขับไม่ได้ตามไปด้วย

กศิณามารู้ทีหลังว่าหากศานต์ไม่ได้เดินทางไกลเขาจะขับรถเอง แต่วันนั้นต้องไปอีกหลายจังหวัดจึงให้เชษไปด้วยเพราะจะได้สลับกันขับ ที่น่าแปลกใจคือไม่ว่าระยะทางจะไกลแค่ไหน ขึ้นเหนือล่องใต้แต่ชายหนุ่มผู้นี้จะไม่นั่งเครื่องบิน

ดูเป็นผู้ชายที่มีเบื้องหลังไม่กระจ่างชัด สิบปีก่อนรู้จักกันเพียงช่วงสั้นๆ ด้วยความเป็นเด็กจึงไม่ได้สนใจอะไรลึก นอกจากรู้ว่าศานต์ติดเหล้าอย่างหนักจนสุขภาพทรุดโทรมเท่านั้น

จึงมีเรื่องที่อยากรู้เกี่ยวกับเขามากมายเหลือเกิน แต่บางครั้งก็มัวแต่วุ่นกับเรื่องอื่นเลยลืมหาคำตอบทุกที

ไม่นานนักก็เดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้าประจำอำเภอ เมื่อได้ที่จอดเรียบร้อยศานต์ก็เดินอ้อมมายังที่นั่งข้างคนขับ เขาเอื้อมมาจับจองพื้นที่รอบข้อมือของเธอแบบไม่ทันให้ตั้งตัว พร้อมส่งรอยยิ้มเจิดจ้ามาให้ จนกศิณาที่นึกอยากค่อนแคะในใจถึงกับงงไปชั่วขณะ

ก็เล่นทำอย่างกับว่าการจูงมือเธอนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาทำอยู่ทุกวัน ตรงข้ามกับความรู้สึกเธอที่นับวันยิ่งแปลกแปร่งเข้าไปทุกที

ศานต์ไม่ได้เดินนำ แต่กระตุกข้อมือเธอเบาๆ แล้วพยักพเยิดราวกับให้เธอเป็นคนนำทาง

“ปกติเราใช้ครีมกันแดดยี่ห้ออะไรนะ ที่นี่น่าจะมีใช่ไหม”

“ฮะ...คุณศานต์พายุ้งมาซื้อครีมกันแดดเหรอคะ ไหนว่าจะมาทำธุระ...”

“ก็นี่ไงธุระของพี่ แล้วเผื่อเราซื้อของใช้อย่างอื่นด้วย”

กศิณามุ่ยหน้าใส่เขาเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกบางอย่างในใจ

เรื่องของเธอมันกลายไปเป็น ธุระของเขาได้อย่างไรกัน ถึงอย่างนั้นคำว่า ...ธุระของพี่ก็ฟังดูดีเหลือเกิน

“หรือยุ้งจะให้พี่ไปทาให้ที่ห้องทุกวันล่ะ” เขาเย้ากลั้วหัวเราะ “ดูสิ ถ้าเกิดว่าโดนแดดจนหน้าลอกละก็...แสบผิวแย่แน่” น้ำเสียงนุ่มๆ ที่มาพร้อมมืออุ่นๆ ที่ข้างแก้มทำให้กศิณาร้อนวูบเหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งอัดทั่วร่าง ก่อความรู้สึกคล้ายจะเป็นลม เธอรีบออกเดินนำทันที แต่สัมผัสที่ข้อมือซึ่งกระชับขึ้นยังคงดึงรั้งให้ความรู้สึกทั้งหมดไม่จางหาย

หญิงสาวไม่รู้เลยว่าคนเดิมตามด้านหลังกำลังยิ้มแก้มปริ แค่คืนเดียวที่เธอไม่อยู่ไร่เขาก็แทบทำอะไรไม่ถูก ยิ่งรู้ว่าเธอไปกับเพื่อนผู้ชายเพียงสองคนเท่านั้น ในอกอัดอั้นเหมือนจะระเบิด ศานต์ไปเฝ้าหน้าเรือนคนงานนานเป็นชั่วโมง หวังว่าหญิงสาวอาจจะเปลี่ยนใจกลับมานอนที่ไร่ และวันถัดมาก็รีบไปดักแต่เช้า ดีที่เธอส่งข้อความตอบคำถามเขาว่ากำลังเดินทางกลับ จึงพอจะเบาใจและไปดักใหม่ได้ถูกเวลา

น่าขันนักที่รู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นบ้า เข้าใจแล้วว่า ความรู้สึกพิเศษ บางอย่างมันก็ร้ายกาจไม่เบา และเข้าใจอารมณ์คนรักของช้องนางที่หึงหวงแม้กระทั่งเขาที่เป็นเพื่อนกับช้องนางมาตั้งแต่เด็ก ก็คงเหมือนตอนนี้ที่กศิณาบอกว่าผู้ชายคนนั้นคือเพื่อนสนิทของเธอ


 *****

เดี๋ยวนี้คุณศานต์ชักเอาใหญ่ ตีเนียนตลอดเลยค่า

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

0 ความคิดเห็น