หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,606 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    612

    Overall
    44,606

ตอนที่ 74 : 21.3 ไม่อยากจะขัดใจตัวเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1075
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    1 ธ.ค. 61

กศิณานั่งหน้าเบ้ ไม่ส่งเสียงใดตลอดทาง ขัดใจคนวางอำนาจเผด็จการข้างกาย ตั้งแต่เมื่อวานที่ไปทานข้าวด้วยกัน เมื่อรู้ว่าเธอทำขนมมาแบ่งเพื่อนคนงาน ศานต์กลับกลายเป็นคนแล้งน้ำใจ ยึดขนมยี่สิบชิ้นนั้นไป

จะทานยังไงคนเดียวหมด เขาต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ

แล้วยังเช้านี้ที่มาดักรอเธอก่อนเข้างานกะพิเศษ เพื่อบอกว่าลาการฝึกงานที่รีสอร์ตในช่วงบ่ายให้แล้ว หมั่นไส้ที่เขาไม่บอกเหตุผล เธอจึงหาทางเลิกงานจากห้องแพ็กก่อนเวลา อุตส่าห์เล่นละครแกล้งไม่สบายให้นุดลพาไปห้องพยาบาล แต่ดันมีคนรู้ทันไปดักไว้ แถมอ้างว่าจะพาเธอไปหาหมอเองเสียอีก

สุดท้ายเขาก็ถือวิสาสะ อุ้มเธอมาขึ้นรถ ขับไปไหนก็ไม่บอกกล่าว

กระทั่งจอดรถลงที่หน้ากลุ่มอาคารสไตล์โมเดิร์นชั้นเดียวหลากสีสัน หลังคาเอียงลาดแบบเพิงแหงนในทิศทางแตกต่างกัน ป้ายทรงโค้งหน้าทางเข้าสีน้ำตาลบ่งบอกว่าเป็นแหล่งจำหน่ายเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆ ที่มีราคาอยู่ในระดับสูงกว่าตามตลาดนัดแถวบ้าน คนที่ตั้งใจจะเงียบจึงหันมาสบตาเขาด้วยความฉงน

“พาฉันมาที่นี่ทำไมคะ”

“พามาซื้อชุดใหม่ไง ชุดนั้นโป๊ไป ไม่เอา”

“เฮ้ย! ไม่ต้องคุณ เปลืองเงิน ไม่ค่อยได้ใส่อยู่แล้ว จะซื้อใหม่ทำไม” ถึงจะค้านทว่าเมื่อชายหนุ่มเดินอ้อมมาดึงตัวลงจากรถ กศิณาก็ยอมเดินตามแต่โดยดี สัมผัสอุ่นร้อนที่กำข้อมือไว้อย่างแผ่วเบา เริ่มแผ่ลามขึ้นแขน แล้วต่อไปที่ใบหน้า ความร้อนฉ่าเข้าปะทะ ตัวเบาโหวง ลอยไปลอยมาราวกับกลายเป็นลูกโป่งที่เขาถือแล้วจะพาไปทิศใดก็ได้

กระทั่งตารียาวเหลือบไปปะทะเข้ากับจั้มสูทสายเดี่ยวคอวีสีเขียวมะกอกลายดอกกุหลาบสีขาว จึงหันเปลี่ยนทิศ จนเกือบกลายเป็นการกระชากคนที่กำข้อมือเธออยู่ให้เคลื่อนตัวตาม

มือข้างที่ว่างยื่นไปสัมผัสเนื้อผ้าทันที ก้มหน้าเข้าใกล้พิจารณาลายที่ปรากฏอยู่อย่างตั้งใจ

“โหคุณ ดูดิ ทอลายในตัวด้วยอ่ะ ไม่ใช่ลายพรินต์ สวยจัง ผ้าก็เนื้อดี ผ่านๆ”

“ไม่ผ่าน!” ผู้ที่มาด้วยกันเอ่ยเสียงเข้ม คนที่กำลังพลิกป้ายราคาดูถึงกับชะงัก เผลอยกมือขึ้นเท้าเอวท้วงกลับ

“ไม่ผ่านอะไรคุณ สวยออกขนาดนี้”

“โป๊ไป”

“ไม่โป๊” กศิณาร้องเสียงหลงปฏิเสธคำของเขา ก่อนจะไล่ชี้ให้ดูทีละส่วนพร้อมสาธยาย “เนี่ย! รู้ไหม จั้มสูทจะทำให้ดูขายาวขึ้น คอวีก็ทำให้ดูผอม แล้วด้านหลังเนี่ย เซ็กซี่แบบนี้ เหมาะกับการแต่งหน้าที่ฉันใช้ประจำเลย”

กศิณาลากตัวคนที่จับเธอไม่ปล่อยเดินอ้อมมาด้านหลัง ชี้ให้ดูว่าเสื้อนั้นโชว์แผ่นหลังเพียงครึ่งและสายเดี่ยวที่โยงมาจากด้านหน้าก็มาไขว้กันไว้เป็นกากบาทด้านหลัง เหมาะกับการแต่งหน้าแบบสาวเปรี้ยวที่เธอมักใช้หลอกลลนา ดังนั้นถ้าได้ชุดนี้ไปเนี่ยสบายตัวกว่าใส่ชุดเดรสที่พกมาเสียอีก

ทว่าศานต์กลับส่ายหน้าพรืดพร้อมทำท่าจะเดินไปต่อ จนเธอต้องขืนตัวไว้แล้วจ้องหน้าเขาเขม็ง

“บอกว่าไม่ผ่านไง ถ้าอยากได้จั้มสูทก็ไปดูแบบอื่นที่มันไม่โป๊”

“ชุดนี้ก็ไม่โป๊ คุณไม่มีสิทธิ์มาห้ามฉันนะ ชุดฉัน เงินฉัน ฉันอยากซื้ออะไรก็ได้”

“ใช่ เธอจะซื้ออะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ชุดนี้ เป็นผู้หญิง ไปเที่ยวโชว์หลังโชว์หน้าอกให้คนอื่นเขาเห็นได้ยังไง มันไม่เหมาะสม!”

ดวงตากลมโตของชายหนุ่มลุกวาวดูน่าเกรงขามอย่างที่เธอไม่เคยเห็น ใบหน้าบูดบึ้ง รังสีอำมหิตที่แผ่ซ่าน จนกศิณารู้สึกว่าควรจะอ่อนข้อลงให้เขา ทว่าเธอไม่เต็มใจ เธอไม่อยากยอม

ก็นี่มันเรื่องของเธอ!

แต่เคยขัดเขาได้ที่ไหน ใบหน้างอง้ำและอำนาจในดวงตาสีนิลคู่นั้น ทำให้เธอต้องจำยอม ได้แต่กลอกตาไปมา แอบเบ้หน้าแบบที่รู้ว่าคนร่างสูงต้องเห็น ยอมเดินกลับไปยืนข้างๆ ไม่สนใจชุดนั้นอีกต่อไป

“ดีมาก อย่าดื้อ เข้าใจไหม”

ไม่!

หญิงสาวอยากตะโกนใส่หน้าเขาให้ลั่น แต่เมื่อเงยหน้าเผลอสบเข้ากับนัยน์ตาสุกใส พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ส่งให้ แล้วไหนจะมือของเขาข้างที่ว่างเอื้อมมาขยี้ผมเธอเบาๆ อีกเล่า

โอ๊ย...อยู่ๆ ใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ ทำไมเขาถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้รวดเร็วเยี่ยงนี้ นี่เธอถึงกับเลือกไม่ถูกทีเดียวว่าไอ้แบบดุๆ ก่อนหน้าที่ทำให้เธอต้องหงอ หรือแบบนี้ดีกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ ปากสีแดงอ่อนที่กำลังแย้มยิ้มและดวงตาเป็นประกายนี่...เป็นอันตรายต่อการเต้นของหัวใจอย่างร้ายกาจจริงๆ

 

กว่าจะเลือกชุดที่ถูกใจทั้งสองคนได้ก็กินเวลาไปเกือบสองชั่วโมง คนที่เดินจนขาลากเริ่มมองหาที่นั่งพัก ทว่าไม่เจอเก้าอี้สักตัว กศิณายกมือขึ้นปาดหน้าผากราวกับปาดเหงื่อ ทั้งๆ ที่อยู่ในห้องแอร์และไม่มีน้ำเกาะหน้าสักหยด

“เหนื่อยเหรอ งั้นไปหาร้านนั่งกันดีกว่า”

หญิงสาวพยักหน้ารับไม่คิดขัดใจ ปล่อยให้ร่างสูงจูงไปในทิศที่เขาต้องการ

เมื่อเจอร้านค็อฟฟี่ช็อปเจ้าดังซึ่งมีโต๊ะนั่งว่างอยู่ เธอก็ทิ้งตัวลงกับเก้าอี้ทันที ถอนหายใจราวรู้สึกว่ารอดแล้วโว้ยจนคนที่มาด้วยกันอดหัวเราะไม่ได้

“อะไรคุณ จะขำทำไม”

ชายหนุ่มส่งยิ้มหน้าเป็นกลับมาโดยไม่ตอบคำถามของเธอ

“ถ้าตกลงปลงใจที่ชุดแรกที่พี่เลือกให้ซะ ก็ไม่ต้องเดินเหนื่อยแบบนี้หรอก”

“โน!” หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้ม นึกถึงชุดแรกที่เขาเลือกให้ จั้มสูทคอกลมแขนสามส่วนทรงขาบานสีน้ำเงินเข้ม

โห...เรียบร้อยราวผ้าพับไว้ คิดยังไงก็แต่งหน้าให้หนีความเป็น ไอ้ยุ้ง ไม่ได้ จึงรีบปฏิเสธชุดนั้นทันที

“แต่ชุดที่ได้มาก็ถูกใจใช่ไหมล่ะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามพลางส่งยิ้มให้ ยิ้มที่ทำให้หัวใจสะดุดอีกครั้ง

กศิณาแกล้งกลอกตาไปมาทำท่านึก ไม่อยากจ้องหน้าเขา แล้วลากเสียงยาว “ก็...พอได้มั้ง”

ศานต์ลูบผมของคนที่นั่งอยู่อีกครั้ง พลางส่ายหน้าไปขำไป เอ่ยขอตัวไปสั่งเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์แล้วปล่อยให้เธอได้พัก

“โกโก้หวานน้อยนะ ใช่ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยถามและเมื่อหญิงสาวไม่ได้กล่าวปฏิเสธ เขาจึงถือว่าตกลง ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งให้กศิณานั่งตัวเกร็งจ้องเขาเขม็ง

เดี๋ยวนะ! ทำไมเขาถึงจำได้ว่าเธอชอบดื่มอะไร

กศิณาสะบัดศีรษะ หันหน้าไปทางอื่น เพื่อจะได้ไม่ต้องมองร่างสูงโปร่งนั้นอีกต่อไป คนที่เดี๋ยวนี้เธอชักจะรู้สึกแปลกๆ ทุกทีที่เข้าใกล้ ไม่ค่อยเข้าใจอาการตัวเองเหมือนกัน ตัดสินใจเบนความสนใจของตน หยิบชุดในถุงออกมากางมองอย่างชื่นชม

“เห็นไหมว่าพี่ตาถึง”

หญิงสาวค้อนควักให้คนที่เดินกลับมาพร้อมเครื่องดื่มในมือ บรรจงพับชุดเก็บเข้าถุงให้เรียบร้อย ไม่วายแอบค่อนแคะเขา

“แต่ชุดก่อนๆ หน้านี้ก็ไม่ไหวนะคะ แล้วก็คุณเตือนฉันด้วยนะตอนถึงไร่ว่าอย่าลืมจ่ายเงินคุณ”

อยู่ในไร่ไม่ต้องใช้จ่ายอะไร เธอจึงเก็บกระเป๋าเงินไว้ที่ห้อง และวันนี้ศานต์ไปพาเธอมาจากห้องแพ็ก จึงทำให้ไม่มีโอกาสกลับห้องไปเอาเงินของตัวเอง

“ไม่ต้องหรอก พี่ซื้อให้”

“ไม่ได้ค่ะคุณศานต์ ฉันเกรงใจ”

“เกรงใจทำไม ยุ้งสัญญาไว้เองว่าจะเป็นผู้พิทักษ์พี่ ดังนั้นพี่ซื้อของตอบแทนมันผิดตรงไหน อย่างช้องพี่ก็ซื้อให้ประจำ”

“เฮ้ย! บ้าเหรอคุณ ฉันไม่ใช่เพื่อนคุณนะ” เมื่อตัวอย่างที่ยกมานั่นคือเพื่อนสนิทของเขาตั้งแต่เด็ก เธอเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ

ดวงตาคนถูกค้านพราวระยับ พยักหน้าเออออทันที

“ก็ไม่ใช่ไง ไม่ได้อยากเป็นเพื่อนด้วยสักหน่อย”

เพราะสู้ตาเขาไม่ไหว กศิณาจึงเสมองทางอื่น และเมื่อได้ยินประโยคนั้นโดยไม่เห็นหน้า จึงเกิดการเข้าใจไม่ตรงกันขึ้น

คล้ายมีมีดมาปักในอก เขาไม่อยากเป็นเพื่อนเธอ ที่จริงก็ควรจะรู้อยู่แล้วว่าต้องเจียมเนื้อเจียมตัว การไปตีเสมอเป็นสิ่งที่ไม่ควร

“ค่ะ ฉันรู้...”

เสียงเบาหวิวนั้นทำให้ศานต์หรี่ตามอง อาการหดหู่ไม่อาจหลุดรอดสายตาเขา ชายหนุ่มส่ายหน้าพลางอมยิ้ม

“รู้กันคนละเรื่องแล้ว...” เอื้อมมือวางบนผมนุ่มแล้วโยกไปมา “เราบอกเองนะว่าจะปกป้องพี่ แล้วก็บอกว่าจะช่วยพี่ทุกอย่าง อย่าบอกนะว่าลืม...” แกล้งทำตาโตมองหน้าเธอเอ่ยเสียงตัดพ้อ

เมื่อเห็นเธอไม่ตอบก็เอ่ยต่อ “เราน่ะคนพิเศษ”

หญิงสาวหันขวับมองหน้าเขาทันที ก่อนจะหันหลบอีกครั้งพร้อมใบหน้าที่ขึ้นสี จนศานต์ถึงกับยิ้มกว้าง

“พี่ติดหนี้เราอยู่ ถ้ายุ้งไม่ช่วยงานนี้พี่คงตันไปไหนไม่ได้ ทั้งไร่และพี่คงตกอยู่ในอันตราย...” ศานต์เว้นวรรคประคองแก้มนุ่มให้หันกลับมาหา ตั้งใจให้กศิณาซึมซับและฟังทุกความหมายที่เขาจะสื่อ “ชีวิตพี่อยู่ในกำมือเราแล้วนะ”

อยากต่อท้ายว่า หัวใจก็ด้วยแต่พอพูดจบศานต์ก็ต้องรีบหันหน้าหนี ก็เจ้าหล่อนเล่นอ้าปากแก้มป่องมองแล้วน่าฟัดเป็นบ้า อยากจะหอมซ้ายหอมขวา แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ควรทำไง

โอ๊ย! หรือเขาควรจะตามใจตัวเองดี



 *****

เอาอะไรมาตัดสินว่าไม่ควรทำคะคุณศานต์

ลุยเลยยยยย

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

0 ความคิดเห็น