หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,622 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    628

    Overall
    44,622

ตอนที่ 73 : 21.2 บ้านพี่ขาดคนหุงข้าว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1189
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    29 พ.ย. 61

กศิณาเอื้อมมือเข้าไปหยิบต้นตอของการสั่นเป็นจังหวะร็อกในกระเป๋ากางเกงข้างขวา เมื่อเห็นว่าชื่อบนหน้าจอเป็นใครก็รีบปลีกตัวหลบออกไปจากกลุ่มเพื่อนคนงานทันที

“เดี๋ยวฉันมานะนุดล เกียก”

เธอเคลื่อนย้ายตัวไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ เหลียวซ้ายแลขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ในรัศมีที่จะได้ยินจึงกดรับสาย

“ว่าไงแก มีอะไรคืบหน้าไหม”

“ฉันได้ชื่อกับที่อยู่คนขับรถบรรทุกคันนั้นมาแล้วนะ อยู่ปราจีน แต่ช่วงนี้ยุ่งๆ ยังไม่มีเวลาไปเช็กให้ ขอเป็นอาทิตย์หน้าได้ไหม จะไปหาให้ถึงบ้านเลย จะได้เช็กดูว่าโทรศัพท์ของคนขับติดต่อไปที่ไหนบ้าง เผื่อได้เบาะแสเพิ่มเติม”

“เฮ้ย! ขอบใจมากแก” กศิณาเผลอเสียงดังกระโดดตัวลอย ก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวลงมองรอบข้างอย่างระแวดระวังอีกครั้งเมื่อรู้สึกตัว

“เดี๋ยวฉันไปด้วย แกจะไปวันไหนอ่ะไอ้ตี๋”

“ไม่ต้อง เรื่องนี้แกให้ตำรวจจัดการดีกว่านะ ถึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องรับผิดชอบโดยตรงแต่ฉันก็ขออนุญาตนายแล้ว ตั้งใจว่าเช็กให้เสร็จจะส่งข้อมูลต่อในนามของหน่วยไปให้พี่กกจัดการ”

“แต่ฉันอยากช่วย ฉันห่วงคุณศานต์”

“สรุปเรื่องแกกับเจ้านายนี่ยังไง แหม ห่วงเขาขนาดนี้ แกนี่ต้องคิดอะไรกับเขาแน่ๆ” อีกฝั่งว่าเสียงเข้มอย่างสงสัย “ยอมรับมาเถอะน่า”

เงียบไปอึดใจ และเมื่อคิดอะไรไม่ออกก็แหวลั่น “บ้านแกสิ๊!!!

ปลายสายส่งเสียงหัวเราะมาทันที กศิณานึกออกเลยว่าเพื่อนสนิทกำลังทำหน้าตาน่าหมั่นไส้ แบบถ้าอยู่ใกล้ๆ บ่าของอีกฝั่งคงได้รับเกียรติจากพระบาทเธอแน่

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผู้หญิงอย่างแกจะมีความรัก อยากเห็นเลยเนี่ย ผู้ชายโชคร้ายคนนั้น” เพราะกศิณาไม่เคยเสียเวลาให้บุรุษหน้าไหน

“เลิกมโนเลยไอ้ตี๋ ชีวิตไอ้ยุ้งนี่ไม่เคยมุ่งเรื่องผู้ชาย” ย้ำคำหนักแน่น ที่ผ่านมาสมองโฟกัสแต่เรื่องแม่ จึงไม่มีเวลาไปตกหลุมรักใครต่างหาก

แต่ทำไมถึงไม่สามารถสลัดใบหน้าสวยๆ ของใครบางคนออกจากหัวได้ พยายามเค้นสมองคิดเต็มที่ เมื่อพอจะมีคำตอบ ก็รีบบอกเพื่อนทันที

“คือ...คุณศานต์น่ะ เป็นผู้ชายแบบ...คุณชายนิดๆ สำอางหน่อยๆ  ใจดี๊ใจดี สู้ใครก็ไม่ได้ เจออันตรายขนาดนี้เขาอาจจะรับมือไม่ไหว ฉันก็เลยอยากช่วย”

ห่วงเพราะเขาดู น่าเป็นห่วง แค่นั้นเอง

จริงเหรอ?

พูดแล้วก็สงสัยเองว่ามันใช่แบบที่บอกเพื่อนหรือเปล่า ในเมื่อผู้ชายคนนั้นน่ะ...

เจอกันครั้งแรก...เขาขยำเสื้อเธอแล้วกระตุกจนเกือบตกจากรถไฟ

ครั้งต่อมา...กระชากหมวกกันน็อกจนหัวเธอแทบหลุด

แถมล่าสุด...ด่าเธอลั่นป่า ซ้ำยังจับเธอเขย่าจนเครื่องในแทบจะปั่นรวมกัน

เอ่อ...เมื่อกี้ที่พูดออกไปนั้น ถอนคำพูดตอนนี้ทันไหม ดูท่าเธอกำลังโดนภาพภายนอกลวงตา

ดึงสติกลับมาเดี๋ยวนี้ไอ้ยุ้ง!

“แล้วแกไปเก่งกล้าสามารถมาจากไหนวะถึงจะรับมือไหว” เสียงปลายสายเรียกเธอให้กลับสู่การสนทนา

“แหม...ไอ้ตี๋” กศิณายิ้มย่อง ยืดอกภาคภูมิใจ “แกนี่เป็นเพื่อนที่ขี้ลืมจริงๆ รหัสคดีนี่ถามมาเลย มีเรื่องไหนไอ้ยุ้งยังไม่อ่านบ้าง อธิบายได้ทุกทริค”

“เออ ไม่ลืมหรอกว่าสกิลมโนของแกน่ะยอดเยี่ยมแค่ไหน”

“เขาเรียกสกิลวิเคราะห์และเชื่อมโยงเว้ย”

“ถึงยังไงนิยายสืบสวนกับชีวิตจริงมันก็ไม่เหมือนกันนะเว้ย แกปล่อยให้ฉันจัดการดีกว่า ถ้าแกยุ่งกับเรื่องนี้มากไป ฉันจะไม่เล่าความคืบหน้าอะไรให้ฟังอีกเลย”

“ก็ได้...” กศิณาลากเสียงยาว ขัดใจแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ภายนอกพีรวิชญ์ดูเหมือนหนุ่มทะเล้น ขี้เล่น แต่อีกมุมหนึ่งนั้นพูดจริงทำจริงเสมอ

เมื่อจบบทสนทนาเธอก็โผล่จากหลังต้นไม้ พบนุดลและเกียกยืนรออยู่ไม่ไกลจึงวิ่งตามไปสมทบ หลังจากเรียนทำขนมเสร็จ กศิณาก็มารวมตัวกับกลุ่มเพื่อนเพื่อไปนัดสังสรรค์กันในหมู่คนงาน ในมือซ้ายมีขนมอยู่ห้ากล่อง ตั้งใจจะมาแบ่งปันให้คนอื่นได้ชิม

ทว่ากลับถูกมือปริศนาคว้าข้อมือไว้ ทำให้เธอเซถอยหลังปะทะเข้ากับแผ่นอกกว้าง รู้ทันทีว่าเป็นใคร เพราะสัมผัสได้ถึงมัดกล้ามบนอกแกร่งภายใต้เสื้อเนื้อเนียน ตามด้วยกลิ่นกายที่เธอเริ่มเคยคุ้น

“คุณศานต์...”

คนถูกเรียกชะโงกศีรษะมาด้านข้าง ใบหน้าหวานเกินชายส่งยิ้มพร้อมดวงตาเป็นประกาย

“ขอโทษ ขอโทษ” เขากล่าวพลางจับไหล่มนทั้งสองข้างไว้ เมื่อแน่ใจว่ามั่นคงดีแล้วจึงปล่อย ถอยตัวห่างออกไป แต่ยังไม่เลิกจ้องหน้าจนกศิณาต้องเบือนหนี

“เลิกงานแล้วนี่ ไปทานข้าวกันไหม วันนี้พี่ว่าจะทำกับข้าวเอง แม่แก้วกับไอ้ช้องไปเที่ยวต่างจังหวัดกัน เลยมาตามหาคนไปเป็นลูกมือในครัว ไปนะ”

ปากบางแย้มยิ้มกว้างจนเห็นฟันแทบครบทุกซี่ มือหนาเอื้อมมาวางแหมะบนกลุ่มผมนุ่มของเธอ บังคับให้หันกลับไปสบตากลมโตเปล่งประกายสุกใสที่เต็มไปด้วยความหวัง

คนถูกชวนเกิดอาการวูบวาบในอกอย่างประหลาด อยากจะเออออตอบตกลงในทันที ทว่าก่อนจะได้เอ่ยปากตอบรับ สติสัมปชัญญะก็บอกว่าเธอมีนัดทานข้าวกับเพื่อนๆ คนงานไว้แล้ว ถ้ายกเลิกแล้วไปกับเจ้าของไร่นี่

เห็นทีได้เป็นข่าวอีกแน่

แม้ที่ผ่านมาการพูดถึงไม่ใช่นินทาในแง่ร้าย เพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเธอเป็นเพื่อนกับเจ้าของไร่และช้องนางก่อนจะมาทำงานที่นี่ แต่เธอก็ไม่อยากรู้สึกแปลกแยกอยู่ดี อย่างที่บอกไว้ เพื่อนคนงานบางคนเรียกเธอ คุณยุ้งข้าวด้วยซ้ำไป

เหนือสิ่งอื่นใด ความรู้สึกประหลาดจากเมื่อหลายวันก่อนยังคงมีอยู่เต็มเปี่ยม เธอจึงไม่กล้าสู้หน้าเขาจริงๆ

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ แต่วันนี้ฉันมีนัดกับเพื่อนแล้ว จะตำส้มตำกินกัน แล้วก็ฝากแม่นอมทำลาบกับน้ำตกเผื่อไว้แล้วค่ะ”

“แต่ว่า...” เสียงทุ้มแผ่วไป ยืนจ้องมองกศิณาด้วยทีท่าครุ่นคิด

“เอ็งไปกับนายเถอะ วันหลังค่อยไปกินก็ได้ นัดกันออกจะบ่อย ไม่ต้องห่วงๆ”

“ใช่พี่ยุ้ง เดี๋ยวคราวหน้านุดลบอกแม่ให้เตรียมขนมจีนไว้มาตำซั่วให้พี่เลย รอบนี้ไม่ได้เตรียมมา พี่ไปกับนายก่อนเถอะ”

เกียกและนุดลที่ยืนปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อยรีบเอ่ยปาก เพื่อที่กศิณาจะได้ไม่ต้องเกรงใจฝั่งเพื่อนคนงาน เพราะยังไงนายก็มีความสำคัญกว่า

“แต่ว่า...”

“เอางี้ดีกว่า” ศานต์เอ่ยพลางแย้มยิ้ม มือหนายกขึ้นวางบนศีรษะกศิณาอีกครั้ง ชายหนุ่มก้มตัวลงแล้วยื่นหน้าเข้าใกล้ จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของกันและกัน

กศิณาตัวแข็งค้าง แม้รู้ดีว่าท่านี้ดูจะไม่เหมาะสมนัก ทว่าเธอไม่สามารถขยับตัวได้ ราวกับถูกสาปให้ตัวแข็งและตกอยู่ภายใต้อำนาจนัยน์ตาสุกสว่างคู่นี้

“ไหนๆ เราก็นัดกับเพื่อนแล้ว เดี๋ยวพี่ไปกินด้วยแล้วกัน พี่ก็เคยกินข้าวกับทุกคนบ้าง คงไม่มีใครว่าอะไรหรอกเนอะ”

ศานต์พยักหน้าเออออกับตนเอง ก่อนปลายจมูกโด่งนั้นจะปัดผ่านโดนปลายจมูกเธออย่างแผ่วเบา แม้ไม่แน่ใจว่าด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจ แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้อุณหภูมิบนใบหน้าเธอร้อนฉ่าเกินกู่ไปไกลโข

ร่างสูงโปร่งเดินนำหน้าพร้อมเรียกนุดลและเกียกให้ออกเดิน ทว่าเมื่อรู้สึกได้ว่ายังขาดใครไป ศานต์ก็ยั้งเท้าไว้ หันกลับมามองด้านหลัง เป็นจริงดั่งคาด เมื่อร่างนั้นยังคงปักหลักนิ่งอยู่ที่เดิม

ศานต์ลอบยิ้ม ขนาดยังไม่ได้ เจอดีตามที่เขาขู่ไว้ ข้อหาตั้งใจหลีกเลี่ยงรับสายเขา ตอนแรกที่เจ้าหล่อนไม่รับทั้งที่รับสายทิมซึ่งไปทำงานกับเขา ศานต์รู้สึกตกใจและสงสัยว่าตนทำอะไรผิดไปหรือเปล่า ทว่าเมื่อฉวยโทรศัพท์ผู้จัดการสำนักงานมากรอกเสียงลงไป จึงสัมผัสได้ว่าปลายสายเกิดอาการติดขัด และมันฟังน่าเอ็นดูไม่น้อย

ศานต์สรุปเข้าข้างตัวเองว่าเธอน่าจะเขินอาย ซึ่งก็...ดีแล้ว เพราะเขาก็เขินเหมือนกัน

จะได้เท่าเทียม

เขาส่งยิ้มอ่อนโยนให้พลางกวักมือเรียกก่อนออกเดินนำ ให้เวลากศิณาได้ปรับตัวปรับใจ เพราะยิ่งค้นลึก ยิ่งลองหา ยิ่งพบว่าความรู้สึกของเขาน่าจะเป็นอย่างที่คาดไว้


 *****

บ้านพี่ขาดคนหุงข้าว อยากได้สาวมาช่วยทำครัว

ถามไอ้ยุ้งก่อนนะคุณศานต์ ว่ามันทำเป็นไหม๊ 5555

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

0 ความคิดเห็น