หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,864 Views

  • 244 Comments

  • 392 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    18

    Overall
    44,864

ตอนที่ 72 : 21.1 คนนี้แหละ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

กระชอนทรงกลมตาข่ายเรียบถูกยกสูงเหนือกระทะเทฟลอน ส่วนมืออีกข้างยึดกระบวยไว้มั่น ตักแป้งเหนียวๆ ที่ผสมเรียบร้อยแล้วขึ้นกรอง กระบวยแรกผ่านไปก็ตั้งท่าจะตักใหม่ทันที คนเป็นอาจารย์ที่ยืนชั่งไส้ถั่วเหลืองอยู่ไม่ไกลจึงรีบรุดเข้ามา

“เอากระบวยวนในกระชอนด้วยยุ้ง พวกเม็ดแป้งที่ยังไม่ละลายจะได้แตกตัว”

คนเป็นลูกศิษย์ส่งยิ้มแหยให้แล้วทำตามอย่างว่าง่าย พลอยรุ้งยังคงจ้องมองรอดูว่าเธอทำถูกต้องหรือไม่ เมื่อแน่ใจว่าทำได้ก็กลับไปสาละวนกับไส้ต่อ

“ไส้ต้องเล็กกว่าแป้งสักห้ากรัมนะ อย่างรอบนี้ชั่งไส้ไว้สามสิบกรัม เดี๋ยวยุ้งก็คอยชั่งแป้งให้ได้สามสิบห้า”

“ค่ะคุณรุ้ง สี่กระบวยแล้ว เปิดเตาเลยไหมคะ” กศิณาวางอุปกรณ์ลงแล้วตั้งท่าจะเปิดเตาไฟฟ้า แต่อาจารย์ถลามาหาอีกรอบ

“เดี๋ยวจ๊ะ เลือกสีก่อน ใส่สีแล้วใช้ไม้พายคนนะ จนเนียนแล้วค่อยเปิดไฟ ไม้พายก็ใช้ไม้พายซิลิโคน ทนความร้อนแล้วไม่ติดขนมด้วย”

กศิณายิ้มรับอุปกรณ์ที่ถูกส่งมาให้ จะว่าไปที่เธอไปหัดตามในเน็ตนี่มัน ครูพักลักจำพอได้มาเรียนรู้จริงทั้งเทคนิคทั้งอุปกรณ์กลับเยอะแยะไปหมด จากตอนแรกที่บอกว่า เคยทำคนเป็นอาจารย์เลยไว้ใจ ตอนนี้พลอยรุ้งเปลี่ยนใจเข้ากำกับถึงที่

เมื่อกวนจนแป้งกับสีเนียนตาจึงเปิดไฟ กวนซ้ำไปมาสักพักเมื่อเริ่มแห้งและขึ้นเม็ดจึงลดไฟลง

“ยุ้งไม่เคยรู้เลยว่าต้องลดไฟ คิดว่าถ้าไฟแรงก็เสร็จเร็วไฟอ่อนก็เสร็จช้า”

“ถ้าไฟแรงต่อเนื่องแป้งมันจะกระด้างจ๊ะ จริงๆ ควรใช้ไฟอ่อนแต่ต้น แต่จะเสร็จช้าแบบยุ้งบอกนั่นแหละ”

ใช้เวลาไม่นานแป้งก็เริ่มเหนียวนุ่มไม่ติดกระทะ พลอยรุ้งสอนให้เธอลองหยิบขึ้นปั้นเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อดูว่าพอเหมาะหรือไม่ ก่อนที่กศิณาจะถูกตีมือเบาๆ เพราะปั้นแล้วเอาเข้าปากแล้วหยิบมาปั้นใหม่

“ยุ้งจ๊ะ! เดี๋ยวแป้งหมด”

กศิณาหัวเราะคิกขณะเปลี่ยนทิศไปยังชามไส้ถั่วเหลือง

“ถ้างั้นยุ้งแอบกินไส้ด้วยได้ไหมคะ จะได้หายไปพอๆ กัน” ไม่วายเอ่ยเย้าคุณครูผู้ใจดี เพราะก่อนหน้านี้เธอก็นั่งละเลียดไส้ไปพอควร  

“ชิมนิดชิดหน่อยได้ แต่อย่าให้หมดนะยุ้ง ไม่ใช่แป้งทีไส้ทีแล้วไปผสมกันเป็นบัวหิมะในท้อง แบบนั้นไม่เอานะ” พลอยรุ้งส่งยิ้มเอื้ออารีให้ ช่วยกางถุงสำหรับบรรจุแป้งไว้เพื่อให้คลายความร้อนและป้องกันลม ก่อนปล่อยเธอลุยเดี่ยวทำแป้งสีถัดไปเมื่อเห็นว่าพอทำเองได้

ตารียาวลอบพิจารณาร่างเล็กในชุดแซ็คผ้าฝ้ายแขนล้ำสีอ่อนซึ่งกำลังสาละวนกับการเตรียมของสำหรับขั้นตอนต่อไป ขนมบัวหิมะที่พลอยรุ้งทำนั้นอร่อยจนกศิณาอดไม่ไหวต้องมาขอแอบเรียนไว้ เพื่อจะได้ทำให้ตนเองทานและจะเอาไปทำให้พ่อกินถึงครัว เพราะเขาคงไม่รับ ขนมในกล่องจากเธออีกต่อไป

แม้ก่อนหน้านี้จะน้อยอกน้อยใจจนน้ำตาแทบหลั่ง แต่เขาก็ยังเป็นพ่อของเธอนั่นเอง

เธอยังคงแวะเวียนไปทานอาหารกับเชษเช่นเดิม และมาขอหัดทำขนมไว้เพื่อจะได้ทำให้เขากิน ทว่าสิ่งที่เปลี่ยนไปคือเธอไม่กล้าสู้หน้าเจ้าของไร่ แค่นึกถึงใบหน้าก็ร้อนผ่าว ขึ้นสีจนต้องก้มงุดแทบมุดเข้าไปในกระทะ กลัวคนในห้องนี้จะจับสังเกตได้

ก็แอบเผลอกอดตอบเขาไปอยู่นะ ไหนจะความละมุนที่ประทับลงบนหน้าผากอีก

อยากจะบ้า!

อ้อมกอดนั้นยังคงให้ความอบอุ่นเช่นเดิม และออกจะแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเก่า รู้สึกได้รับการปกป้องเป็นเท่าทวีเมื่อเทียบกับวัยเยาว์ ทว่ายามนี้เธอไม่ใช่เด็กอายุสิบกว่าปีที่ยังไม่ประสีประสา แถมตอนนี้ศานต์ก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร ทั้งกลิ่นกายหอมสดชื่นนั่นก็ทำให้ใจสั่นแบบที่ไม่อาจควบคุมได้ เกือบเผลอคิดอะไรเกินเลยไปกว่าที่ควร

ดีที่ตั้งสติได้ว่าเขาคงแค่แกล้งเล่น จึงยับยั้งความคิดตนเองได้ทัน

แต่เธอก็ยังช็อกตาตั้งกับสิ่งที่เขาทำจนต้องหลบหน้า โชคดีที่ศานต์ต้องไปทำงานต่างจังหวัดถึงสามวัน จึงทำให้พอหายใจหายคอได้บ้าง แต่อาการไม่รับโทรศัพท์และตอบข้อความแต่เท่าที่จำเป็น ก็ทำให้ถูกคาดโทษว่าหากเขากลับมาเธอจะ เจอดี

และมันก็เป็นวันนี้ ทำให้จิตใจกศิณาไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวนัก

“ว่าแต่ยุ้งรู้ได้ยังไงจ๊ะว่าคุณเชษชอบกินบัวหิมะ วันนั้นยุ้งขอกลับไปให้คุณเชษใช่ไหม” คุณครูจำเป็นของกศิณาเอ่ยถาม ยังผลให้เธอเงยหน้าขึ้นจากการกวนแป้งในกระทะ ดวงตารียาวสังเกตเห็นว่าไพลินที่นั่งอยู่บนโต๊ะทานอาหารพร้อมแก้วชาในมือเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย คล้ายรอฟังคำตอบด้วยเช่นกัน

“อาเชษบอกค่ะ แล้วคุณรุ้งล่ะคะ รู้ได้ยังไง”

“น้องศานต์บอกน่ะ ฉันเลยหัดทำ...” ประโยคสุดท้ายค่อนข้างเบาหวิว ใบหน้าขาวผ่องขึ้นสีเล็กน้อยราวกับสาวรุ่นที่กำลังเก้อเขินยามเอ่ยถึงชายหนุ่มที่ตนหมายปอง

ไม่ผิดแน่พลอยรุ้งแอบมีใจให้พ่ออย่างที่เธอคาดไว้

กศิณาแลเลยไปยังร่างหน้าโต๊ะที่ยังคงก้มจิบชาอย่างไม่มีทีท่าใด ทว่าเมื่อสังเกตดีๆ จะเห็นมือที่ถือถ้วยชากำแน่นจนสั่นน้อยๆ ชั่วแวบนั้นดวงตาคมมีริ้วรอยแห่งโทสะ แต่คนที่มองเห็นจากไกลๆ ไม่แน่ใจนักว่าเข้าใจถูกหรือไม่

“คุณรุ้งกับอาเชษรู้จักกันมานานแล้วไม่ใช่เหรอคะ น่าจะรู้อยู่แล้วหรือเปล่าว่าอาเชษชอบกิน เพราะเวลาเขาเห็นทีไรนะ ตาเป็นประกายวิ้งเลยค่ะ” กล่าวพลางทำตาโตประกอบตามที่เคยเห็นมา

พ่อไม่ให้เธอถาม ไม่ให้เล่าใครก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้สืบเสียหน่อย เธอโตแล้วนะ เลยกำหนดที่ว่าไว้แล้ว ดังนั้นทำได้

พลอยรุ้งอดที่จะขำไม่ได้กับท่าทีของกศิณาที่ดวงตาไม่ได้โตขึ้นเท่าไร ก่อนส่ายหัวปฏิเสธ

“ฉันรู้จักคุณเชษไม่นานหรอกจ้ะ เจอครั้งแรกตอนที่มางานเปิดตัวรีสอร์ตของอัค แล้วก็ไม่เคยเห็นเวลาคุณเชษอยู่กับบัวหิมะเสียที ถ้าน้องศานต์ไม่แอบบอกไว้ก็คงจะไม่รู้”

“หือ...”

มือของลูกศิษย์ชะงักกึก หยุดทุกสิ่งที่ทำอยู่ คิ้วเรียวขมวดเป็นปม สบตาคนตอบอย่างพิจารณา

“คุณรุ้งเจออาเชษครั้งแรกที่รีสอร์ตนี่...จริงหรือคะ” น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปส่อเค้าความไม่เชื่อถืออย่างลืมตัว

“จริงจ้ะ วันนั้นคุณเชษแต่งชุดสูทหล่อเชียวล่ะ ราศีจับ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นผู้จัดการไร่ เหมือนหนุ่มใหญ่นักธุรกิจมากกว่า” พลอยรุ้งกล่าวพลางยิ้มในหน้า สีหน้าคล้ายรำลึกความหลังถึงวันแรกที่ใจสั่นเพราะคนที่ถูกพูดถึง “แต่...คุณเชษ...เขา...” ทีท่าหมองลงนั่นทำให้กศิณานึกรู้ทัน พลอยรุ้งคงสังเกตได้ว่าผู้จัดการไร่มีทีท่าเช่นไรต่อเธอ

หัวใจของกศิณาเต้นรัว พยายามสูดลมหายใจเข้าปอด ปากอิ่มเม้มแน่น

ชัดเจน...ถ้านี่คือความจริง สิ่งที่เธอสันนิษฐานไว้ก็ยิ่งเข้าเค้ามากกว่าเก่า ตัดสินใจหันไปถามคนที่นั่งเงียบอยู่

“คุณลินละคะ รู้จักอาเชษมานานหรือยัง”

แต่อีกฝั่งกลับเงียบ ริมฝีปากบิดคว่ำ ดวงตาจดจ้องแผ่นหลังบอบบางของญาติผู้น้อง ทว่าเมื่อกศิณาลองสังเกตดีๆ กลับพบว่ามันทะลุไปยังที่ไกลแสนไกล

“คุณลินคะ” เธอลองเรียกอีกครั้งแต่ไพลินยังคงไม่รู้สึกตัว

“พี่ลินคะ” เป็นพลอยรุ้งต้องหันมาช่วยเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบ

คนที่นั่งนิ่งคล้ายถูกสาปให้เป็นหินสะดุ้งเล็กน้อย แม่ม่ายสาวกะพริบตาถี่ๆ มองคนที่จดจ้องอยู่สลับไปมา

“หือ...เออ...แล้วยุ้งรู้จักเชษมานานหรือยังล่ะ รู้จักกันได้ไง” ไพลินเปิดปาก ดวงตาเจือด้วยโทสะจางหายไปหมดเหลือแต่แววนิ่งเฉย คิ้วที่บรรจงวาดนั้นเลิกขึ้นรอคำตอบ

“นานแล้วค่ะ เป็นคนบ้านเดียวกัน ยุ้งหมายถึงว่า ตำบลเดียวกันน่ะค่ะ” กล่าวเสียงใสพลางแย้มยิ้มให้จนตาหยี

รอยยิ้มตาหยี...เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการปกปิดความลับ ไม่มีใครสามารถมองทะลุเห็นแววตาที่ซ่อนอยู่ภายในได้ ไม่ได้อยากโกหก...แต่ก็บอกหมดไม่ได้

นอกจากนี้นี่เป็นทางเดียวที่จะช่วยเก็บอารมณ์ที่ปะทุขึ้นเพราะสงสัยในตัวไพลิน

“อ้อ” ไพลินพยักหน้ารับ “แล้วยุ้งอยู่ที่ไหนนะ บ้านยุ้งทำสวนอะไร”

จากคำสั่งห้ามของพ่อ มันคล้ายกับการบอกว่าที่บ้านทำสวนอะไร เป็นการเฉลยตัวตนที่แท้จริงของเธอ เท่ากับให้แม่รู้ไม่ได้ว่า ลูกทั้งคนอยู่ที่ตรงนี้

อยากจะดื้อขัดคำสั่งที่ไร้เหตุผล แต่ภาพใบหน้าและแววตาดุดันของเขาที่ผุดขึ้นมา ตามหลอกหลอนให้รู้สึกว่ายังไงเธอก็ต้องทำตาม

“อยู่อำเภอเมืองค่ะ แต่ไม่ใช่ตำบลในเมือง ชื่อตำบลเรียกยาก คุณลินอาจจะไม่คุ้นหู” เลี่ยงไม่ตอบถึงชื่อแห่งหนที่อยู่ “บ้านยุ้งก็ทำสวนทั่วๆ ไปนี่ล่ะค่ะ เปลี่ยนไปเรื่อยตามฤดูกาล”

จะให้มั่นใจว่าใช่แม่หรือไม่คงมีแค่การตรวจดีเอ็นเอเท่านั้น แต่ว่าเธอยังไม่ใจกล้าพอบุกเข้าห้องของผู้ต้องสงสัย ห้องนอนที่ชั้นสอง ฝั่งด้านหลังบ้านซึ่งสามารถเห็นวิวลำธารและพระอาทิตย์ขึ้นจากภูเขา ที่เธอเคยแอบขึ้นไปเยือนตอนที่ปลอมมาเป็นพิมประภา และเกือบบุกเข้าถึงด้านในได้

ยายพิมขึ้นมาทำไม จะนอนกับแม่เหรอ เจ้าของคำถามเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติ ก่อนจะหรี่ตามองอย่างจับผิด จนขนคอกศิณาลุกซู่ ปกติไม่เห็นขึ้นมาเลยนี่

ก็ถูก...ที่นี่มันไม่ปกติ โดนทักโดยไม่ทันให้ตั้งตัวแบบนี้ ทางเดียวที่มีคือต้องล่าถอย


 *****

ไอ้ยุ้งใกล้ความจริงแล้ววววว

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

0 ความคิดเห็น