หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,663 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    669

    Overall
    44,663

ตอนที่ 70 : 20.2 เริ่มกระจ่างแก่ใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1281
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    26 พ.ย. 61

สองเดือนก่อนจักรธรและอังคณาเคยมาติดต่อขอซื้อที่ดินตรงป่าน้ำผุดเพื่อก่อสร้างโครงการใหญ่ ดูผิวเผินก็คล้ายกับโกลเด้นฮิลล์รีสอร์ต สร้างความแปลกใจให้กับศานต์ เพราะลักษณะคล้ายกัน กลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ตั้งข้างกันมันดูไม่สมเหตุสมผล

จนเขาตามสืบไขข้อสงสัย และหลอกล่อถามด้วยอาศัยพฤติกรรมแบบคนหน้าเงินออกไป จึงได้ทราบว่าทั้งคู่คิดจะเปิดบ่อนลับๆ ให้เศรษฐีที่มักข้ามไปละลายเงินตามชายแดนได้มีลู่ทางที่ง่ายและเข้าใกล้ได้สะดวก

ศานต์จึงค้านหัวชนฝา ไม่มีทางเห็นด้วยเด็ดขาด ดังนั้นไม่ว่าจักรธรจะพยายามแวะเวียนมาโน้มน้าวแค่ไหน ก็ไม่ประสบผล

ชายหนุ่มก้มมองโปรแกรมสมุดบันทึกในโทรศัพท์ของตนที่ต้องกรอกรหัสผ่านก่อนดูข้อมูล ภายในปรากฏลิสต์รายชื่อหลายรายการ แถวแรกเป็นบุคคลที่ศานต์จำได้ว่าอยากได้ที่ตรงนั้นมากแค่ไหน ชื่อของจักรธรมาเป็นอันดับสามอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญไม่น้อย แถวถัดมาศานต์พิมพ์รายชื่อของคนที่เขามีปัญหา หรือเป็นคู่กรณีกันในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ของไร่ หรือสหกรณ์ต่างๆ รวมถึงคู่ค้าที่เคยมีปัญหากัน ซึ่งได้แจ้งกับนายตำรวจที่รับผิดชอบคดีไปเรียบร้อยแล้ว

แม้ภายนอกเขาจะดูสุภาพเหมือนคนอัธยาศัยดี แต่ศัตรูก็มีไม่น้อยทีเดียว ว่ากันตามตรง เรื่องผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร ถึงจะพยายามเดินอย่างระมัดระวัง แต่ก็อาจไปขัดแข้งขัดขาใครเข้า

นี่แหละปัญหา ถึงกศิณาจะเก็บหลักฐานให้เขาและปะติดปะต่อเรื่องราวได้มากมาย แต่งานนี้คงไม่ง่ายนักที่สารวัตรทศทิศจะสืบเจอ

“หน้านิ่วคิ้วขมวดเชียว หรือว่าเป็นห่วงยุ้งข้าว เห็นว่าไม่ค่อยสบายนี่”

แม่ม่ายสาวใหญ่ซึ่งเดินทักทายแขกโฉบเข้ามาใกล้ชายหนุ่มที่ยืนพิงขอบประตูอยู่ ไพลินเลิกคิ้วเล็กน้อยบ่งบอกว่าเธอสงสัย ก่อนจะหัวเราะเล็กๆ อย่างตั้งใจล้อเลียน

ศานต์ปรับสีหน้าทั้งที่อยากขมวดคิ้วแทบตาย ไพลินเป็นหนึ่งในคนที่อยากได้ที่ตรงนั้น แม้โครงการที่เสนอมาดูจะเป็นประโยชน์กับชาวบ้าน แต่เขาเห็นว่ามันซ้ำซ้อนกับโครงการอื่นๆ แถบนี้ ไหนแรงงานจากคนในหมู่บ้านทั้งสองก็อาจไม่เพียงพอ แถมยังไม่ใช่ความถนัดดั้งเดิมของชาวบ้านด้วย

เขาก็ไม่ได้หวงที่ขนาดนั้น และก็ไม่ได้หวงคนงาน แต่มันดูไม่สมเหตุสมผล

“ศานต์ดูสนิทกับยุ้งข้าวไม่น้อยเลยนะ พอจะรู้ไหมว่าเขาเป็นใครมาจากไหน”

คำถามของอีกฝั่งทำให้ศานต์หยุดคิดเรื่องป่าน้ำผุดทันที

“พี่ลินอยากรู้ไปทำไมหรือครับ”

“เขาก็...น่ารักดี”

“หรือครับ” ชายหนุ่มยิ้มรับบางๆ ตัดสินใจจ้องเข้าไปในดวงตาของคนตรงหน้า รอสำรวจความคิดเมื่อเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความเคลือบแคลงใจ

“เมื่อเช้าพี่ลินก็เข้าไปขอดูประวัติของยุ้งที่ทิมแล้วนี่ครับ” ผู้จัดการสำนักงานโทรมารายงานตอนเขาอยู่ที่ป่าน้ำผุดตามหน้าที่ แม้จะปฏิเสธไพลินไปตั้งแต่แรกตามกฏการรักษาความลับของคนในไร่

“พี่ก็แค่ผ่านไปแถวสำนักงาน เลยนึกขึ้นได้ว่าอยากรู้จักเขาให้มากขึ้น ก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ ต่อไปถ้าเขาย้ายมาทำงานที่ห้องเสื้อ พี่ก็ควรจะรู้ประวัติลูกน้องตัวเองไว้”

“มีอะไรที่ผมควรจะรู้ไหมครับ” น้ำเสียงที่ชายอ่อนวัยกว่าใช้ยังคงสุภาพ แต่จังหวะห้วนสั้นบ่งบอกได้ว่ามีบางอย่างที่เขาไม่พอใจนัก

ไพลินแย้มยิ้ม เอ่ยเสียงหนักแน่นก่อนขอตัว “ไม่จ๊ะ”

ศานต์มองตามอย่างชั่งใจ ครุ่นคิดว่าควรพูดเรื่องที่เขาสงสัยหรือไม่ แต่จากท่าทีลับลมคมในของฝ่ายไพลินนั้น ถึงเอ่ยถามออกไป เธอก็คงไม่แพร่งพรายแม้แต่ปลายเรื่องให้เขารู้

หงุดหงิดและอึดอัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เมื่อตอนนี้เขารับรู้แล้วว่าบุคคลที่น่าระแวงที่สุดกลับไม่ใช่กศิณา แต่เป็นคนรอบตัวเขานี่แหละที่ดูท่าว่าจะมีความลับกันมากมายเหลือเกิน

กศิณา...พิมประภา...และศิลปกิจจา

ชายหนุ่มหลับตา มือหนายกขึ้นลูบหน้า พยายามไล่ความรู้สึกขัดเคืองออกไป ทว่ากลับมีภาพหน้าใครบางคนไหลวนเข้ามา ดวงหน้ากลมแป้นของเจ้าของดวงตารียาว มีรอยยิ้มสดใสประดับเป็นนิจ หากในยามที่ไม่ได้พบเจอใคร ร่างนั้นกลับทอดเดินเอื่อยเฉื่อย ความร่าเริงที่ฉายชัดในแววตาเลือนหาย มีเพียงความอ้างว้างเดียวดายที่แผ่ออกมา

ศานต์รับรู้มาได้พักใหญ่ว่าเมื่อกศิณาอยู่เพียงลำพังจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ด้วยความระแวง เขาสันนิษฐานว่าเธออาจจะถูกบังคับหรือกำลังฝืนใจทำแผนการร้ายบางอย่าง จึงต้องเล่นละครตบตาด้วยความสดใส ให้แนบเนียนและเข้ากับผู้คนได้ง่าย และเมื่อยามที่ไม่มีใคร ความรู้สึกและภารกิจที่ได้รับคงทับถมจนหญิงสาวหมดสภาพ

ทว่าหยาดน้ำที่เอ่อล้นดวงตารียาวและท่าทีของกศิณาเมื่อคืนนั้น กลับทำให้เขารู้สึกผิดและวิตกกังวลจนต้องไปเฝ้าที่หน้าห้องของหญิงสาว หวังว่าเธอจะออกมาเดินเล่นยามค่ำคืนให้ได้เห็น และอาศัยจังหวะนี้ในการเข้าไปขอโทษเสีย

แต่แล้วความรีบร้อนของกศิณาที่ผลุนผลันวิ่งออกจากห้องไปยังท้ายไร่ ส่งผลให้เขาตัดสินเดินตามไปอย่างเงียบเชียบ การไปเยือนที่เกิดเหตุอีกครั้งยามวิกาล ทำให้ความคิดความอ่านในหัวเขาสับสนไปหมด อดทนรอไม่เข้าไปทัก กระทั่งได้พบเจอว่ามีใครบางคนมาในที่เกิดเหตุจริงๆ

เขาเห็นหน้าชายสองคนนั้นไม่ชัดเพราะทั้งคู่สวมหมวกและแว่นดำ เนื่องจากไม่รู้ว่าพวกมันพกอาวุธมาหรือไม่ หากปรากฏตัวออกไปก็กลัวว่าร่างที่นอนคว่ำอยู่ในร่องดินจะโดนลูกหลง สุดท้ายเมื่อทั้งสองเดินจากไปเขาจึงรีบวิ่งตาม แต่ไม่ทันการณ์ ทั้งคู่ไหวตัวได้ อาศัยความมืดหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อเดินย้อนกลับมาก็พบว่าหญิงสาวเข้าสู่ห้วงนิทราไปเสียแล้ว

ศานต์ค่อยๆ ช้อนตัวหญิงสาวอย่างเบามือ เกือบชักมือกลับเมื่อสัมผัสได้ถึงความร้อนราวกับไฟที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น กศิณาไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัว อาจเป็นเพราะว่าเธอตื่นแต่เช้าและใช้พลังงานหมดไปแล้ว รวมทั้งยังไม่สบาย จึงทำให้หลับสนิทคล้ายอุปกรณ์ถ่านหมดแบบนี้

เขาอุ้มเธอกลับสู่ไร่ ระยะทางไม่ใช่น้อยๆ แต่ไม่คิดจะหยุดและปล่อยเธอทิ้งไว้กลางทาง รู้ดีว่าพรุ่งนี้มีโอกาสที่ตัวเองซึ่งใช้กล้ามเนื้อไปเกินพิกัดของวันจะมีอาการบาดเจ็บตามมา แต่เพื่อกศิณา เพื่อไถ่โทษที่กล่าวหาเธอ

เขาพร้อมรับผิดชอบชีวิตของหญิงสาวเต็มที่

ศานต์วางร่างในอ้อมแขนลงบนเตียงของเจ้าหล่อน ก่อนวิ่งออกจากเรือนพักคนงาน นอกจากตามหมออย่างทิวัตถ์แล้ว เนื้อตัวมอมแมมของคนป่วยทำให้เขาต้องวิ่งไปตามผู้หญิงอย่างช้องนางมาช่วยจัดการอีกแรง รีบลากทั้งคู่มาหากศิณาโดยไม่เท้าความใดๆ  ถึงจุดหมายก็ออกคำสั่งเร็วรี่

เดี๋ยวแกเปลี่ยนเสื้อผ้าเช็ดตัวให้ยุ้งหน่อยนะ เสร็จแล้วฉันจะอุ้มยุ้งให้ จะได้เปลี่ยนผ้าปู

แกออกไปข้างนอกไหม ช้องนางเอ่ยถาม จ้องไปยังแผ่นหลังของเพื่อนสนิทที่ยืนหน้าโต๊ะอ่านหนังสือปลายเตียงอย่างไม่คิดขยับเขยื้อนไปไหน

อยู่นี่แหละ ฉันไม่หันไปมองหรอกน่า เผื่อแกพลาดทำยุ้งข้าวตกเตียงไปฉันจะได้ช่วยทัน แต่เทลออกไปก่อนนะ เสร็จแล้วเดี๋ยวออกไปตาม

นายแพทย์หนุ่มที่ยังงุนงงทำหน้าเหวอทันที ทิวัตถ์ยกมือขึ้นแตะท้ายทอย เพ่งตามองกศิณา ตั้งท่าจะเดินเข้าไปหา แต่เมื่อเห็นสัตวแพทย์สาวแอบลอบยิ้มพร้อมพยักหน้าให้ทำตามที่เจ้าของไร่บอก จึงยอมเดินออกจากห้องแต่โดยดี

ศานต์เดินไปหยุดหน้าโต๊ะหนังสือซึ่งวางของไว้อย่างเป็นระเบียบ กลอกตามองไปเรื่อยอย่างไม่รู้จะทำอะไรดี แล้วก็สะดุดตาเข้ากับสมุดปกดำเล่มหนึ่ง จำได้รางๆ ว่าเป็นสมุด แผนการเคยเห็นเจ้าของขีดเขียนด้วยใบหน้าเคร่งเครียด มันเป็นสมุดสี่เหลี่ยมจัตุรัสดูธรรมดา ทว่าตัวอักษรเอสสีทองที่ถูกวาดไว้ด้านหน้า ดูคุ้นคล้ายตราโลโก้ของห้องเสื้อศิลปกิจจาชอบกล

มือหนาเผลอยื่นไปเปิดโดยลืมขออนุญาตจากเจ้าของที่ยังนอนสลบไสล

ภายในปรากฏเนื้อหาข่าวจากหนังสือพิมพ์และนิตยสาร รวมทั้งรูปภาพสีและขาวดำมากมาย เรียงตามวันที่ไว้โดยทั้งหมดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตระกูลศิลปกิจจา

ศานต์กรีดกระดาษเพื่อดูคร่าวๆ พลันสะดุดเข้ากับหน้าที่ไม่มีกระดาษใดตัดแปะไว้ ทว่าเต็มไปด้วยลายมือสวยอ่านง่ายที่เหมือนวาดแผนผังโยงไปมา

เสร็จแล้วแก หาน้ำดิ ลืมหยิบน้ำมา จะได้ให้ยุ้งกินยา เดี๋ยวฉันไปเรียกเทลก่อน

เสียงของช้องนางทำให้ศานต์สะดุ้งเฮือก ปิดสมุดฉับ หันกลับมาแล้วกุลีกุจอเดินรอบห้องเพื่อตามหาสิ่งที่เพื่อนต้องการ

ขณะที่ทิวัตถ์ตรวจอาการของคนหลับและป้อนยาให้อย่างทุลักทุเล ศานต์ก็จ้องหน้ากศิณาตาไม่กะพริบ หัวคิ้วชิดกันอย่างใช้ความคิด

น้ำตาและคำพูดของกศิณาเมื่อโดนเขากล่าวหา...

การที่ออกจากห้องไปดึกๆ โทรขอให้เพื่อนช่วยสืบให้...

การนอนนิ่งยอมให้คนที่น่าจะเป็นคนร้ายทำร้าย...

ไม่ว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่สำหรับเขา เหตุผลเท่านี้เพียงพอแล้วที่กศิณาจะพ้นจากการตกเป็นผู้ต้องสงสัย

ยิ่งได้มาเห็นสิ่งที่วางบนโต๊ะนี้ยิ่งสนับสนุนความคิด กศิณาไม่ได้เป็นพรรคพวกของคนที่อยากจะทำลายไร่ ความสนใจของหญิงสาวอยู่ที่บริเวณ ข้างไร่ต่างหาก

เขาไม่อาจคาดเดาได้ว่าทำไมกศิณาต้องติดตามและบันทึกทุกเรื่องราวของตระกูลศิลปกิจจาไว้ในสมุดเล่มนั้น แต่เขาจะต้องสืบรู้ให้ได้ และถ้าไม่ใช่เรื่องเสียหาย...เขาจะช่วยเธอเอง


 *****

คุณศานต์เลิกสงสัยไอ้ยุ้งแล้วววว

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

0 ความคิดเห็น