หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,659 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    665

    Overall
    44,659

ตอนที่ 69 : 20.1 หนึ่งในผู้ต้องสงสัย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1145
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    25 พ.ย. 61

ห้องจัดเลี้ยงของรีสอร์ตถูกเนรมิตเป็นสถานที่จัดงานชิดจั้บซีวครบรอบเจ็ดสิบปีของเจ้าสัวใหญ่แห่งตระกูลศิลปกิจจา พื้นห้องปกคลุมด้วยพรมสีแดง ด้านหน้าเหนือเวทีมีโต๊ะปูผ้าสีแดงทองตั้งอาหารมงคล ไม่ว่าจะเป็นเส้นหมี่ ไข่ไก่ เหล้าจีน เนื้อหมู ทุกอย่างล้วนมีกระดาษสีแดงแปะไว้ แสดงความเป็นสิริมงคลและร่ำรวยศรีสุข นอกจากนี้ยังมีซาลาเปาซิ่วท้อ และน้ำส้มกล่องเล็กๆ จัดชุดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบไว้สำหรับเตรียมแจกแขกที่มาในงาน

เนื่องจากไม่ได้ถือพิธีการอันใดมากนัก ทางครอบครัวจึงได้จัดดนตรีคลาสสิคมาบรรเลงอยู่มุมห้อง มอบความสุขให้แก่แขกเหรื่อซึ่งนั่งอยู่ตามโต๊ะกลมแปดที่นั่ง กระจายตัวอยู่ทั่วห้อง ผู้คนคนมากหน้าหลายตาสนทนากันอย่างออกรส บางคนเดินทักกันข้ามโต๊ะ บางคนทยอยเข้ามาอวยพรที่โต๊ะยาวด้านหน้า โต๊ะสำหรับครอบครัวศิลปกิจจาและญาติมิตรคนสนิท โดยมีเจ้าสัวใหญ่นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะเป็นประธาน

ศานต์นั่งอยู่เกือบสุดปลายโต๊ะยาว คีบอาหารตรงหน้าเข้าปากแล้วเคี้ยวช้าๆ ทั้งปากทั้งตายังไม่หุบยิ้ม คิดถึงสถานะของเขาและกศิณาที่วันนี้ก้าวหน้าไปอีกขั้น แค่รู้ว่าเธอยังไม่มีใคร แค่วางใจได้ว่าเธอไม่ได้มาร้าย ก็แปลว่าเขามีโอกาสให้สำรวจความรู้สึกตัวเองว่าคิดเช่นไร

เท่านี้เขาก็อิ่มอกอิ่มใจอย่างบอกไม่ถูก

ส่วนอีกเรื่องที่คิดหนักนั้น คงต้องค่อยๆ หาทางแก้ดู

เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลอบเบ้หน้าใส่เขาเป็นระยะ เนื่องด้วยเขาปิดปากสนิทไม่มีแย้มพราย แต่ช้องนางคงเดาได้ไม่ยาก ก็หน้าของเขาเคลือบออร่าความสุขเปล่งปลั่งหลังจากเดินไปส่งกศิณาที่ห้อง

เสียงพูดคุยรอบตัวไม่ได้เข้าหู กระทั่งหลานสาวคนเดียวของตระกูลศิลปกิจจาเดินกลับมาที่โต๊ะ ตรงไปหาเจ้าของรีสอร์ตผู้เป็นน้า

“น้าอัคคะ พรุ่งนี้พิมขอไปโดดหอได้ไหมคะ”

ศานต์ลอบพิจารณาคนที่เขาพึ่งรู้สึกว่าคล้ายกศิณาอยู่มาก แต่แปลกตรงที่เขาก็แยกออก อาจเป็นเพราะท่าทาง การเดินเหิน หรือไม่ก็ ความรู้สึกของเขาเอง

เผลอคิดถึงครั้งล่าสุดที่ได้เจอกับหลานสาวเพื่อนสนิท ครั้งนั้นอยู่ๆ ก็ใจกระตุกยามได้สบตา แต่ว่ามารอบนี้ไม่เห็นจะรู้สึกเลยสักนิด อันที่จริงพิมประภาไม่แม้แต่มองหน้าเขาด้วยซ้ำ

“เตรียมกางเกงมาแล้วหรือพิม” เสียงแม่ของหญิงสาวถามเข้มๆ จากอีกฝากของโต๊ะ พิมประภาพยักหน้าตอบรับ เอ่ยเสียงเบาคล้ายกริ่งเกรง

“เออพิม...น้าถามหน่อยสิ ตอนนั้นน่ะเราให้เพื่อนคนไหนยืมบัตรเครดิตไปเที่ยวญี่ปุ่นนะ ตอนช่วงที่เรามารีสอร์ตครั้งล่าสุดน่ะ” ท่าทางของอาคเนย์คล้ายถามไปเรื่อยเปื่อย แต่ศานต์พบว่าคนถูกถามสะดุ้งเล็กน้อย สีหน้าเผือดลง

“น้าอัคคงไม่รู้จักหรอกค่ะ เดี๋ยวพิมขอตัวไปชมวิวตรงระเบียงหน่อยนะคะ”

หลังจากที่พิมประภาเดินเลี่ยงไป อาคเนย์ก็หันไปสบตาแม่ของหลานสาว

“ผมว่าใช่ครับพี่ลิน”

“ใช่อะไรหรือ” เจ้าสัวใหญ่ถามขัดด้วยความสงสัย เมื่อหลานสาวสุดที่รักถูกเอ่ยถึง

“หนูพิมน่าจะให้บัตรเพื่อนยืมไปจริงๆ น่ะครับ ตอนแรกพี่ลินคิดว่าเจ้าตัวไปเอง แต่จะไปได้ยังไง ก็เจ้าตัวยังมากลัวความสูงอยู่ที่นี่อยู่เลย”

เจ้าสัวใหญ่ซึ่งไม่ได้ตั้งใจฟังคำตอบนักเพราะมีคนเข้ามาทักทายหันมาพยักหน้ารับรู้ ทว่าคนที่แอบตั้งใจฟังอยู่อย่างศานต์กลับขมวดคิ้ว

กลัวความสูงได้ไง เมื่อครู่นี้ยังขอไปกระโดดหออยู่เลย และถ้าเขาจำไม่ผิด อาคเนย์สร้างกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่รีสอร์ตก็เพราะไพลินออกปากว่าพิมประภาชอบ

ปกติศานต์ไม่คิดจะยุ่งเรื่องคนอื่นเท่าไร แต่ไม่รู้ทำไมถึงติดใจเรื่องนี้นัก แล้วจู่ๆ ภาพใบหน้าของหญิงสาวอีกคนก็ลอยเข้าสู่ห้วงความคิด ก่อนที่มุมปากจะกดยิ้มอีกครั้งยามได้นึกถึง

“คุณศานต์มีอะไรหรือเปล่าครับ ดูอารมณ์ดีจัง”

ศานต์เหลือบตามองคนตั้งคำถาม หนุ่มใหญ่ที่นั่งเยื้องกับเขา แปลกใจตั้งแต่เห็นเมื่อเย็นแล้ว ทำไมจักรธรมาร่วมงานในวันนี้ ทั้งที่ปีก่อนไม่ได้มาเพราะเลิกรากับอดีตภรรยาไปเรียบร้อย จะว่าไปช่วงนี้ทั้งคู่ก็โผล่มาแถวนี้บ่อยๆ แต่มาเพราะจะหว่านล้อมเขาต่างหาก

ความคิดนั้นทำให้หยุดคิดถึงกศิณาชั่วขณะ หันมาจดจ่อเรื่องคนตรงหน้าแทน

“ไม่มีอะไรหรอกครับคุณใหญ่ แค่ช่วงนี้อากาศที่ไร่ดี” เขารู้ว่ามันฟังไม่ขึ้น แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจตอบอยู่แล้ว  จุดประสงค์จริงๆ คือสิ่งที่สงสัยมากกว่า “ว่าแต่คุณใหญ่จะกลับมาคืนดีกับพี่อังเหรอครับ”

สิ้นเสียงก็ได้รับค้อนวงใหญ่กระแทกใส่หน้าจากหญิงสาวผู้ถูกพาดพิง ศานต์แสร้งไม่สนใจ เมื่ออยากได้คำตอบจริงๆ จากอดีตสามีของอังคณาเสียมากกว่า

จักรธรหัวเราะร่วน แลดูคล้ายกำลังอารมณ์ดี ทั้งที่คนฟังไม่เห็นว่าจะน่าขัน เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพเช่นเดิม “เลิกกันแล้วก็ยังเป็นเพื่อนกันได้นี่นา ผมกับอังแค่จะร่วมทุนทำธุรกิจกันน่ะครับ ที่คุยกับคุณศานต์ไว้ไง ถ้าหากคุณสนใจ ผมพร้อมเริ่มโครงการทันทีนะ”

“ไม่ล่ะครับ” ศานต์ปฏิเสธทันควัน “ผมต้องขออภัยด้วยจริงๆ ผมไม่สามารถเห็นด้วยกับสิ่งที่พี่ทั้งสองจะทำได้”

“ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ คุณศานต์พร้อมเมื่อไร ติดต่อผมได้เสมอนะ” ผู้เสนอโครงการทิ้งท้าย ก่อนจะหันเหเข้าสู่วงสนทนากลางโต๊ะใหญ่ มิได้ใส่ใจชายหนุ่มอีกต่อไป

เจ้าของไร่มองสบตาเพื่อนสนิทซึ่งนั่งตรงกันข้าม เพียงแค่นั้นก็รู้ว่าต้องการสื่อสารอะไร ช้องนางพยักหน้าแล้วพึมพำบางอย่างส่งมาให้ ศานต์อ่านปากของหญิงสาวได้ว่าเธอเห็นด้วยกับสิ่งที่เขากำลังคิด

ช้องนางก้มหน้าก้มตาอยู่กับมือถือตน สักพักก็มีข้อความจากแอปพลิเคชันสนทนาเด้งเข้ามาที่เครื่องศานต์ ชายหนุ่มกดอ่านโดยพยายามไม่ให้คนรอบตัวเห็น

...แกลากเข้าไปในลิสต์เลยนะ เนี่ยแหละหนึ่งในผู้ต้องสงสัย...

ชายหนุ่มไม่ได้พิมพ์อะไรกลับไป เพียงแต่พยักหน้าให้เป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์มือถือของตนเข้ากระเป๋าราวกับทั้งคู่ไม่ได้แอบคุยอะไรกัน

บุรุษร่างสูงซึ่งนั่งสุดปลายโต๊ะหันมากระซิบถามสัตวแพทย์สาว เพราะเขาสามารถจับสังเกตได้ว่าช้องนางและเพื่อนสนิทกำลังส่งโทรจิตหากันอยู่ แต่เนื่องด้วยใกล้ตัวเกินไป ช้องนางจึงทำได้เพียงพิมพ์อะไรบางอย่างลงโทรศัพท์มือถือตนส่งให้ผู้เป็นคู่หมั้นอ่าน เขาพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเสไปตักอาหารในจานต่อไป

ศานต์เม้มปากครุ่นคิด เมื่อรู้ว่าใบหน้าตนเก็บอารมณ์ไม่มิดจึงขอตัวเพื่อลุกไปเข้าห้องน้ำ จริงๆ คืออยากออกจากที่ตรงนี้เสียมากกว่า จะได้มีสมาธิครุ่นคิดเรื่องที่เขาและเพื่อนสาวสงสัย


 *****

วันนี้รีบพิมพ์รีบมา เพราะเราจะหนีไปดูคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ด ><

ขอเวลาไปแดนซ์ออกกำลังกายข้อเข่าก่อนเน้อทุกคน

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

0 ความคิดเห็น