หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,669 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    675

    Overall
    44,669

ตอนที่ 67 : 19.2 ลองเสี่ยง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1041
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    21 พ.ย. 61

กศิณาจ้องมุมปากเหยียดหยันและดวงตาจิกกัดนั่น ก่อนก้าวเข้าไปเผชิญกับกลุ่มคนตรงหน้า ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ยิ้มตาหยี เอ่ยเสียงนุ่มเนิบสุภาพ

“ยุ้งไม่ค่อยได้เจอพิมบ่อยเท่าไร แต่เท่าที่เคยเจอเขาก็มารยาทดี เรียบร้อย ท่วงท่าการเดินสง่างามนะคะ พูดจาก็เพราะน่ารักเชียว น่าจะไม่ได้โดดเรียนอะไรหรอกค่ะ อย่างน้อยพิมก็รู้ว่าไม่ควรพูดจาเสียมารยาทกับคนที่พึ่งเจอกัน ไม่ว่าคนนั้นจะยากดีมีจนเท่าไรก็ตามนะคะ”

กศิณายังคงส่งยิ้มหวานให้อังคณา ก่อนจะแจกยิ้มเรื่อยไปรอบวง ที่จริงก็ไม่อยากต่อปากต่อคำด้วยหรอก รู้ดีว่ามันคงไม่เหมาะสม ทว่าก็อดไม่ได้จริงๆ เธอแอบรู้สึกแค้นแทนพิมประภา ขนาดหลานสาวตัวเองอังคณายังไม่เคยไว้หน้า แล้วนับประสาอะไรกับไอ้คนที่หญิงสาวคนนี้แบ่งชนชั้นชัดเจนเช่นเธอ

คงเป็นอุปนิสัยที่ฝังรากหยั่งลึกเกินแก้ไขไปเสียแล้ว

คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยเมื่อแลเลยไปหลังสุด พบร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีเข้ม ผมดำสนิทหวีเรียบเป๋ เมื่อเธอสบเข้ากับตาวาวคู่นั้นก็ให้รู้สึกประหลาด แม้ท่าทีและการแต่งตัวของชายคนนั้นจะดูสบายๆ แต่เธอกลับรับรู้ได้ถึงกระแสและความกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมา ทว่าเมื่อใบหน้านั้นผุดยิ้มละไม ความรู้สึกก่อนหน้าก็มลายหายไปอย่างสิ้นเชิง

ถึงอย่างนั้นก็ขอยืนยันว่า...เธอไม่ชอบรอยยิ้มของเขาอยู่ดี

“แต่เราก็มีสัมมาคารวะ ท่าทางใช้ได้เหมือนกับไม่ได้โดดการเข้าคอร์สมาเลยนะครับเนี่ย” เขาเดินขึ้นมาด้านหน้า  “ผมชื่อใหญ่นะครับ ชื่อยุ้งใช่ไหม เหมือนเราเคยเจอกันมาแล้วนะ ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งครับ”

กศิณาก้มตัวลงไหว้ ไม่ได้คิดต่อบทสนทนากับชายตรงหน้าที่ดูมีมนุษยสัมพันธ์ดีผิดปกติ รู้ดีว่านี่คือจักรธรอดีตสามีของอังคณาผู้ที่มองเขม่นเธอไม่วางตาอยู่ตอนนี้ แม้จะติดใจอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเขาก็ตามที

รู้สึกประหลาดใจที่ทุกคนมารวมตัวกันเกือบครบองค์ ในสภาพเสื้อผ้าที่ค่อนข้างเป็นทางการ แต่เธอไม่คิดอยากไขข้อสงสัย เนื่องจากอึดอัดและไม่สบายใจที่ต้องยืนหน้าตาคล้ายพิมประภาต่อหน้าครอบครัวศิลปกิจจา จึงรีบหาวิธีหลบฉากออกไป

“ถ้ายังไงยุ้งขอตัวกลับก่อนนะคะ” เธอก้มมองสำรวจตัวเอง ก่อนเงยหน้ามาแย้มยิ้มตาหยี “มอมแมมหมดแล้วค่ะ”

กศิณายกมือขึ้นไหว้อย่างเรียบร้อยอีกครั้ง หันหลังเตรียมตัวเดินจาก ทว่าเสียงของไพลินเรียกเธอไว้

“ยุ้งข้าว อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้วไปที่รีสอร์ตไหม วันนี้มีงานเลี้ยงวันเกิดคุณตาใหญ่ คุณพ่อของฉันเอง ยายพิมก็มาด้วยนะ คงใกล้ถึงแล้วล่ะ จะได้เจอกัน”

ชื่อของพิมประภาที่ถูกเอ่ยโดยแม่ของหญิงสาวทำให้กศิณาแอบสะดุ้ง อยากจะทำหน้าตาสยดสยองแต่ก็ต้องคุมสีหน้าไว้ หากเธอและพิมประภามายืนอยู่ข้างกัน มีหวังทุกคนอาจจะรู้ว่าเคยก่อวีรกรรมสลับร่างไว้ จึงรีบคิดหาทางปฏิเสธ

 “ไม่ดีมั้งคะพี่ลิน จะให้ใครก็ไม่รู้มานั่งร่วมโต๊ะกับเรา คุณลุงต้องไม่พอใจแน่ๆ ค่ะ” เสียงของอังคณาดังทะลุขึ้นมากลางปล้องเสียก่อน

“ไม่มีใครเขาไร้น้ำใจแบบเธอหรอกนะอังคณา”

“เอ่อ...คือ...”

กศิณาได้แต่เหลือบมองคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างไม่รู้จะกล่าวว่าอย่างไรดี เมื่อทั้งสองคนจ้องตากันชนิดที่เรียกได้ว่าไม่มีใครคิดหลบใคร

“ผมว่าเจ้าสัวน่าจะไม่ว่าอะไรหรอกมั้งครับ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ยิ่งคล้ายหนูพิม เผลอๆ คุณท่านอาจจะรับเป็นหลานไปเสียอีกคน” จักรธรกล่าวกลั้วหัวเราะคล้ายอยากผ่อนคลายสถานการณ์ที่เป็นอยู่ หนุ่มใหญ่สาวเท้าเข้ามาใกล้กศิณามากขึ้น ส่งยิ้มเอื้อเอ็นดูมาให้

เธอฉีกริมฝีปากส่งกลับา ดวงตารียาวกวาดไปรอบตัวเพื่อหาตัวช่วย ร่างสูงของเจ้านายซึ่งยืนอยู่ข้างซ้ายเธอนั้นนิ่งเงียบ ใบหน้าศานต์ก้มต่ำ ดวงตาจ้องไปที่พื้นดิน มือหนาเผลอยกลูบคางราวใช้ความคิด ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้เธอจะขยับเข้าใกล้

เขาคงกำลังจมดิ่งไปอยู่ ณ ที่แห่งอื่น

กศิณาจึงหันไปมองหน้าผู้จัดการไร่ ดวงตารียาวทั้งสองสบกัน แววตาของเชษนั้นอ่านยาก หากแต่คิ้วที่ผูกโบอยู่เป็นหลักฐานที่แสดงถึงความกังวลใจ เธอจึงหันกลับมาใช้ความคิดของตน หาทางหนีทีไล่ว่าจะปฏิเสธอย่างไรให้นุ่มนวล

“ผมต้องขอตัวยุ้งข้าวไว้นะครับ พอดีครอบครัวผมมีนัดทานข้าวกับยุ้งครับ” เป็นชายหน้าหนวดที่เธอไม่ได้ส่งสัญญาณไปให้ แต่เขากลับก้าวมายืนข้างๆ เพื่อช่วยเหลือ

“อ้าวไผ่ มาตั้งแต่เมื่อไหร่” อาคเนย์ทักทาย

“ตั้งแต่สายๆ แล้วครับ มาหายุ้ง เขาไม่ค่อยสบาย เดี๋ยวผมขอพาเขาไปพักผ่อนก่อนนะครับ”

มือหนาโอบกระชับไหล่มนทำให้กศิณาถึงขั้นงงว่าเขาเล่นอะไร แต่ไม่มีเวลาคิดนาน เมื่อเวฬุช่วยได้ เธอก็รีบยกมือไหว้ขอตัวออกมา

“ขอบคุณนะพี่ไผ่ นี่พี่เทลไปเล่าอะไรให้ฟังหรือเปล่าเนี่ย” เธอกระซิบกระซาบทันทีที่เดินพ้นระยะออกมา

“เล่าอะไร”

รุ่นพี่หนุ่มเลิกคิ้วถามด้วยทีท่ายียวนตามประสา กศิณาจึงเขย่งตัวเพื่อกระซิบชิดริมหู

“พอดีเคยปลอมตัวเป็นพิมช่วงนึงน่ะ เลยไม่อยากถูกจับได้”

“หน้าเหมือนกันขนาดนั้น?

“ก็ไม่เชิง แต่ถ้าแปะเทปตาสองชั้น คัดเบ้าอีกนิด ไล้ดั้งหน่อยๆ ก็ใช่”

“ยุ้ง!” เสียงที่เรียกจากด้านหลังทำให้สองร่างชะงัก เมื่อเวฬุเห็นว่าเป็นใครก็กระชับมือที่โอบไหล่กศิณาแน่น

“เอ่อ...ไผ่ พี่ขอคุยกับยุ้งได้ไหม ขอคุยส่วนตัวสองคน”

“คุณศานต์มีธุระอะไรคะ”

“คือ...”

“ทำอะไรกันอยู่ครับ ไผ่ นายนัดพี่กกไว้ตอนไหนนะ” เสียงของทิวัตถ์ที่เดินมาจากอีกทางเอ่ยถามขึ้น

“รอพี่กกทำงานเสร็จก่อน”

“พี่เทลมาก็ดี ฝากไอ้พี่ไผ่ด้วยนะคะ เดี๋ยวยุ้งกลับห้องก่อน คุณศานต์คะ เดินไปคุยไปก็ได้ค่ะ จะกินข้าวเมื่อไหร่ก็โทรบอกยุ้งนะพี่ไผ่” เพราะเห็นว่ายังไม่เย็นมากนัก และต้องรอทศทิศทำงานเสร็จ จึงคิดจะให้ทิวัตถ์พารุ่นพี่ของตนไปเดินเล่นที่อื่นก่อน

เวฬุพยักหน้ารับแต่โดยดี พลางเดินนำทิวัตถ์ไปอีกทาง ทว่าไม่ไกลนักก็รีบหันหลังมองกลับไปยังหนุ่มสาวที่แยกตัวกันหมาดๆ ล็อกคอญาติผู้พี่ที่อายุห่างกันถึงปีกว่าแต่เขาถือว่าเป็นรุ่นเดียวกันเข้ามาใกล้

               “เราว่าตรงตามที่นายเดาว่ะเทล พี่ศานต์ชอบไอ้ยุ้งชัวร์”

 *****

แอบมาต่อให้อีกนิดค่า เดี๋ยวจะแอบหนีไป ตจว กลับมาประมาณวันศุกร์น้า

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

0 ความคิดเห็น