หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,666 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    672

    Overall
    44,666

ตอนที่ 66 : 19.1 เบาะแส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1079
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    20 พ.ย. 61

ไม่นานนักเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับมาพร้อมเชษและช้องนาง ทศทิศกล่าวทักทายกศิณาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มกางอาณาเขตกันพื้นที่ครัวลงมือเก็บหลักฐานตามความเหมาะสม

ร่างสูงของผู้จัดการไร่ตรงเข้ากระซิบผู้เป็นนาย กศิณารีบโขยกไปอยู่ระหว่างกลาง เอียงหูร่วมฟังทันทีอย่างไม่คิดรักษามารยาท

“ไม่เหลือร่องรอยเลยครับ ตอนนี้สารวัตรกำลังคิดว่าเรื่องห้องครัวอาจจะเป็นการถ่วงเวลาให้พวกมันไปทำลายหลักฐานในป่าก็เป็นได้”

“ใช่! มันต้องใช่แน่ๆ แสดงว่าพวกเมื่อคืนจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย ยุ้งว่านะคะมันคงพึ่งนึกได้ เลยย้อนกลับมาทำลายหลักฐานตอนนี้” กศิณารีบกล่าวทะลุกลางปล้องเพื่อแสดงความคิดเห็นของตน แต่แล้วกลับต้องหดศีรษะล่าถอยออกไปเมื่อเจอสายตาดุๆ จากผู้ใหญ่ทั้งสอง แล้วก็หน้าซีดทันทีที่นึกบางอย่างได้

“คุณช้องคะ! เราลืมล็อกบ้าน คนที่จะบุกเข้าบ้านคุณศานต์เมื่อคืนย้อนมาหรือเปล่า”

ศานต์เดาได้ทันทีว่าสิ่งที่พวกมันอยากได้คงเป็นสิ่งที่ลลนาเคยพยายามจะขโมยไปจากเขา จากเหตุการณ์นั้นทำให้เขาเอาของสำคัญทุกอย่างไปเข้าเซฟที่ธนาคารอย่างแน่นหนา

“เอาเป็นว่าส่งหลักฐานที่เธอมีทั้งหมดมาให้ฉัน เดี๋ยวฉันเอาให้สารวัตรสืบต่อเอง หลังจากนี้ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก เข้าใจไหม”

กศิณาเหลือบตาขึ้นมองศานต์ที่จ้องหน้าคาดคั้นเอาคำสัญญาจากเธอ แต่คนหัวขบถหาได้ให้ตามที่เขาต้องการไม่ ด้วยรู้ดีว่าไม่สามารถทำตามความประสงค์ของเขาได้ จึงแสร้งตีเนียนก้มหน้ากับโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อเตรียมนำหลักฐานส่งให้

ทันใดนั้นแอปพลิเคชันสนทนาก็แจ้งเตือนว่าเพื่อนสนิทส่งรูปภาพและข้อความมาให้ รีบกดเข้าไปดู ปรากฏภาพรองเท้าหนังแบบผูกเชือก มีลวดลายฉลุ สีต่างๆ กันหลายภาพ พร้อมทั้งภาพพื้นรองเท้า พิจารณาดีๆ แล้ว เรียกได้ว่าแทบจะตรงกับรอยเท้าที่เธอส่งไปให้พีรวิชญ์ช่วยดู

ALDEN brogues…” หญิงสาวค่อยๆ อ่านสิ่งที่พีรวิชญ์เขียนมา ก่อนรอยยิ้มมีชัยจะปรากฏขึ้น “โอ๊ย! ไอ้ตี๋เอ๊ย เก่งชะมัด!”

“เธอว่าไงนะ” ศานต์ที่ยืนอยู่ข้างตัวเอ่ยถามอย่างแปลกใจ ได้ยินสิ่งที่หญิงสาวพูดไม่ถนัด

“อ๋อ พอดีว่าเพื่อนฉันมันรู้แล้วว่ารองเท้ายี่ห้ออะไรค่ะ” เลื่อนจอเพื่อกดขยายรูปเตรียมนำให้ชายหนุ่มดู

“เนี่ยมันส่งรูปกลับมาให้ดู...” กศิณาชะงัก จับจ้องไปยังเบื้องหน้า ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะรีบเก็บโทรศัพท์มือถือเข้ากระเป๋ากระโปรงโดยที่ผู้เป็นเจ้านายยังไม่ทันได้เห็นรูป

“ไหนละ ยี่ห้ออะไร”

เจ้าของไร่ส่งเสียงประท้วงหากแต่เธอไม่ได้ใส่ใจ มัวแต่จดจ้องกับรองเท้าหนังสีดำผูกเชือกฉลุลายอ่อนช้อย ที่เจ้าของเป็นหนึ่งในคนกลุ่มที่ลงจากรถรางนำเที่ยวของรีสอร์ต และกำลังก้าวเข้ามาใกล้

เหมือน...เหมือนอย่างกับภาพเมื่อครู่ทะลุจอออกมาเสียอย่างนั้น แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นเจ้าของรองเท้าคู่นั้น กลับมีเสียงหนึ่งดังค้านในใจ

เป็นไปไม่ได้!

“น้องศานต์คะ เป็นยังไงบ้าง เสียงดังไปถึงรีสอร์ตเลย” พลอยรุ้งเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้นเมื่อเข้ามาใกล้ในระยะสนทนา

“แก๊สระเบิดครับ ให้สารวัตรตรวจสอบอยู่ ยังไม่ได้สรุปว่าเป็นอุบัติเหตุหรืออะไร”

“แล้วมีใครได้รับบาดเจ็บหรือเปล่...”

ไพลินที่ก้าวตามมาหยุดชะงัก ดวงตาเบิกโพลง ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วปราดเข้ามาจับตัวร่างในชุดสายเดี่ยวเบื้องหน้า

“ยายพิม! มาได้ยังไง เป็นอะไรหรือเปล่า”

แม่ม่ายสาวจับแขนกศิณาแผ่วเบาแล้วยกขึ้น เพ่งมองทั่วตัวก่อนจะเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อสำรวจให้ครบทุกจุด ร่างมอมแมมยอมพลิกตามไปมาแต่โดยดี ตั้งท่าจะเอ่ยปาก หากแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร

เพราะไม่อยากเสียเวลาในการช่วยศานต์แม้แต่วินาทีเดียว เวลาที่เตรียมตัวจึงน้อยนัก ทำให้กศิณาแต่งหน้าไม่หนามาก ต่างจากวันที่เจอไพลินครั้งแรก ทว่าหญิงสาวลืมไปเสียสนิทว่าการแต่งหน้าแต่งตัวแบบนี้อันตรายใช่เล่น ที่นี่อยู่ใกล้รีสอร์ตมากจนผู้เป็นแม่ของพิมประภามีสิทธิ์จะพบเจอเธอในสภาพนี้

“เอ๊ะ...” และเป็นแม่พิมประภาอีกนั่นแหละที่เกิดข้อข้องใจ

“ค่ะ...คือ...สักครู่นะคะ” กศิณาตอบเสียงอ้อมแอ้ม ในขณะที่ก้มหน้างุด มือทั้งสองข้างลูบคลำที่เปลือกตา

ศานต์เหลือบตามองคนข้างตัวที่ทำพฤติกรรมประหลาด เอ่ยอธิบายให้เจ้าของห้องเสื้อเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

“คนนี้ไม่ใช่หนูพิมหรอกครับ นี่ยุ้งข้าว สงสัยรูปร่างการแต่งหน้าแต่งตัวทำให้คล้ายหนูพิมมั้งครับ แต่ถ้าพี่ลินไม่ทักผมก็ไม่ได้นึกถึง”

ศานต์นึกถึงหน้าหญิงสาวที่ยังคงค้อมตัวก้มหน้า กศิณามีส่วนคล้ายพิมประภาไม่ใช่น้อย ทว่าเขากลับไม่ทันสังเกต อาจเพราะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าเป็นใคร จำเสียงและลักษณะท่าทางการเดินได้ขึ้นใจ ทำให้เขาไม่ได้รู้สึกแปลกไปแต่อย่างใด

“ใช่ค่ะยุ้งข้าวเอง ไม่ใช่...เอ่อ...ไม่ใช่พิมนะคะ แค่หน้าคล้าย...แต่ไม่เหมือนหรอกค่ะ ยุ้ง...ยุ้งตาชั้นเดียวเอง อ่า...พอดี ยุ้งรู้จักกับพิมค่ะ พิมประภา ศิลปกิจจาใช่ไหมคะ พิมเป็นเพื่อนสนิทสมัยมัธยมของเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัยของยุ้งเองค่ะ เอ่อ...ตี๋อ่ะค่ะ คุณลินรู้จักไหมคะ” กศิณาเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มตอบกระท่อนกระแท่น ก่อนจะหันไปหาชายหนุ่มข้างตัวที่มองลงมา “คนนี้ไงคุณ ไอ้ตี๋ เพื่อนสนิทฉัน ที่ฉันบอกว่า ให้มันตามสืบ...”

ร่างสูงปราดเข้าประชิดตัวหญิงสาว มือหนายกขึ้นมาปิดปากอิ่มทันที ก่อนจะหันไปพยักหน้าให้คนรอบด้านแล้วลากตัวกศิณาออกไปจากวง

“อย่าเอ่ยเรื่องที่เธอมีหลักฐานหรือส่งอะไรไปสืบไง เข้าใจไหม” ศานต์เอ็ดเสียงเบา ทว่าใบหน้าปรากฏรอยเคร่งเครียด แววตาดุดัน คิ้วขมวดนิ่ว เพื่อบอกให้หญิงสาวรู้ว่าเขาจริงจังกับเรื่องนี้มากแค่ไหน

ชายหนุ่มยังคงจ้องตากศิณา ไม่ยอมคลายมือที่ปิดปากไว้ออก กระทั่งหญิงสาวพยักหน้าช้าๆ จึงยอมปล่อยให้เป็นอิสระ แอบสังเกตเห็นว่าที่เปลือกตาของหญิงสาวมีรอยประหลาด อายแชว์โดวไม่ต่อเนื่อง ราวกับว่าก่อนหน้านี้มีวัสดุอย่างอื่นปิดทับไว้

หญิงสาวไม่ได้เหมือนพิมประภาขนาดฝาแฝด ทว่าความคล้ายที่ดูใกล้กันมากแบบนี้เริ่มก่อความสงสัยขึ้นในใจของเขา

“จะติดใจอะไรหนักหนาคะพี่ลิน ไม่เห็นจะเหมือนยายพิมตรงไหน ลักษณะท่าทางกิริยามารยาท ถ้าแบบนี้เป็นยายพิม สงสัยว่าจะโดดเรียนคอร์สที่ส่งไปแน่” เสียงแหลมสูงเอ่ยขึ้นดังพอประมาณ จนคนที่ยืนอยู่ไกลออกมาได้ยินชัดเจน

กศิณาเหลือบตามองคนพูด พบสาวผิวสีน้ำผึ้งในชุดสายเดี่ยวสีขาวที่กินพื้นที่ถึงเพียงข้างลำตัว โชว์แผ่นหลังเนียนละเอียดจรดบั้นเอว กระโปรงทรงสอบสีดำรัดรูปเผยสะโพกกลมกลึง ยาวเพียงเข่า เข้ากับรองเท้าคัทชูส้นเข็มสีดำประดับเพชร แม้เธอจะไม่รู้ยี่ห้อ แต่ก็พอมองออกว่าคงมีราคาตั้งแต่หัวจรดเท้า และมันไม่เข้ากับบรรยากาศบ้านไร่ที่นี่ยิ่งกว่าชุดที่เธอใส่อยู่เสียอีก

 *****

ใครกันน้า เจ้าของรองเท้าในรูป

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

0 ความคิดเห็น