หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,634 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    640

    Overall
    44,634

ตอนที่ 64 : 18.2 เคราะห์ซ้ำกรรมซัด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1317
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 14 ครั้ง
    16 พ.ย. 61

ศานต์ลอบมองร่างสูงใหญ่ของชายหนุ่มสองคนที่ออกเดินนำไปเบื้องหน้า คนฝั่งซ้ายคือเวฬุที่ตากดินไว้หน้าระเบียงบ้านของผู้จัดการไร่และต้องใช้เวลาสักพักจึงจะเก็บกลับไปได้ จึงขอมาที่เกิดเหตุด้วยกันอีกครั้ง ในขณะที่ด้านขวาคือพันตำรวจตรีทศทิศ ปุษยเวส สารวัตรสอบสวนผู้รับผิดชอบเขตพื้นที่นี้ พ่วงตำแหน่งญาติผู้พี่ของเวฬุและทิวัตถ์

ด้วยอายุเท่ากันเขาจึงคุ้นเคยกับนายตำรวจหนุ่มเหมือนเพื่อนคนหนึ่ง ศานต์คงจะเข้าไปร่วมวงสนทนาด้วยตามปกติถ้าไม่ใช่หัวข้อสนทนาคือหญิงสาวที่เขา หน่วงเหนี่ยวไว้ในบ้านของตน

“อย่าพึ่งรีบกลับนะไผ่ เดี๋ยวค่ำนี้พี่ออกเวรแล้วไปทานข้าวด้วยกัน ชวนน้องยุ้งไปด้วย ไม่ได้เจอตั้งนาน”

“ไม่ง่วงเหรอพี่กก ควงกะมาตั้งแต่เมื่อคืนไม่ใช่หรือไง ยิ่งทำงานไม่เป็นเวลาแบบนี้ยิ่งต้องนอนรู้ไหม” เวฬุขมวดคิ้วมองพี่ชายที่จะว่าไปก็ไม่ได้เจอหน้าบ่อยนัก ด้วยภาระหน้าที่ของอีกฝั่ง

“จริงๆ ว่าจะทำสำนวนต่อแต่พอแวบมาได้อยู่ นานๆ ได้เจอหน้ากันทีให้พี่ได้กินข้าวกับพวกนายบ้างสิวะ” คนเป็นพี่หัวเราะแล้วตบบ่าน้องชายเบาๆ แต่หนักแน่น

“ก็ได้ เดี๋ยวผมบอกยุ้งให้ แต่พี่กกห้ามจ้องแฟนผมนะ วันนี้สวยมากเห็นแล้วต้องตะลึง” เวฬุพูดพร้อมทั้งยักคิ้วให้พี่ชาย

“ไอ้ขี้หวง” ทศทิศส่ายหน้าเอ่ยกลั้วหัวเราะ “หวงขนาดนี้ไม่ชวนไปทำงานที่รีสอร์ตล่ะ ใกล้หูใกล้ตาใกล้ใจ”

“รอแต่งก่อนนะพี่ ให้นั่งเป็นเถ้าแก่เนี๊ยะเลย คุมบัญชี ผมน่ะสายเปย์คนกลัวเมีย ยอมให้คุมทั้งกิจการได้เลย”

“ถ้างั้นเดี๋ยวพี่แวะมาดูที่นี่ให้บ่อยๆ น้องสะใภ้ทั้งคน ต้องดูแลอย่างดี”

“ทำงานไปเหอะพี่กก ไม่ต้องลำบากถึงพี่หรอก นายเทลคอยดูให้แล้ว”

ผู้จัดการไร่ที่เดินรั้งท้ายคู่กับนายตำรวจอีกคนนั้นได้ยินชัดเจนทุกประโยค เพราะเสียงสนทนาไม่เบาสักนิด คิ้วเชษกระตุกน้อยๆ กับสิ่งที่ได้ฟัง พอจำได้รางๆ ว่าเพื่อนของเจ้านายคนนี้นอกจากทำงานให้กรมพัฒนาที่ดินแล้วยังเป็นหลานชายตระกูลใหญ่ เปิดรีสอร์ตพักผ่อนอยู่ที่อำเภอวังน้ำเขียว

แค่เรื่องแฟนของกศิณาเขาก็งุนงงไม่น้อย ไม่เคยได้ยินบุตรสาวกล่าวถึง นี่ถึงขั้นแต่งงานแล้วจะให้ดูแลกิจการ แม้เท่าที่สังเกตจะพบว่าทั้งสองคนสนิทกันมาก แต่ที่แตะเนื้อต้องตัวกันกลับเหมือนเพื่อนสนิทมากกว่าปฏิกิริยาระหว่างคนรัก ทว่าใจก็เริ่มอยากคุยกับคนเป็นลูกให้รู้เรื่อง

แต่แล้วทีท่าเหล่ตามองศานต์ของสองหนุ่มแห่งตระกูลปุษยเวสทำให้เชษสะกิดใจ เร่งฝีเท้าเพื่อลอบมองใบหน้าของเจ้านาย สังเกตปฏิกิริยาเม้มปากกำมือแน่นดวงตาหลุบต่ำคล้ายหลุดไปสู่ภวังค์ ทำให้อะไรบางอย่างเริ่มก่อร่างในความคิด

แต่ทุกอย่างกลับชะงักเมื่อเสียงบางอย่างดังแว่วมาจากทิศทางของไร่

“อาเชษได้ยินเสียงเมื่อกี้ไหมครับ” ศานต์รีบหันมาถามผู้จัดการไร่ทันที

“ผมได้ยินแว่วๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเสียงอะไรครับ”

“คุณศานต์จะกลับไปดูก่อนไหมครับ” สารวัตรหนุ่มเสนอ ในขณะที่ศานต์หยุดนิ่งครุ่นคิด ก่อนตัดสินใจออกเดินนำไปยังเป้าหมายแรก

“ไปกันต่อเถอะครับ”

ยังไม่ทันที่จะเดินถึงจุดเกิดเหตุ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น

“ครับ”

“ฮะ เกิดระเบิดในครัว...”

“เดี๋ยวผมจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ละครับ” ศานต์รีบกดวางโทรศัพท์เมื่อรับทราบเรื่องราว หันมาเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ประจำคดี “ขอกลับไปที่ไร่ก่อนได้ไหมครับ แก๊สระเบิดในครัว มันไม่น่าเป็นไปได้”

ทั้งหมดรับคำก่อนสาวเท้ากลับมาที่รถเพื่อตรงกลับสู่ไร่

“มันเกิดขึ้นได้ยังไงครับคุณศานต์” ผู้จัดการใหญ่เอ่ยถามอย่างร้อนใจเช่นกัน

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับอาเชษ นี่พึ่งเลยเวลาทำครัวไปแป๊บเดียวเอง ตอนเที่ยงก็ปกติดีไม่มีปัญหา แต่เห็นแม่นอมบอกว่าแกกับแม่ชื่นจะเตรียมทำอาหารเย็น พอตั้งกระทะแล้วไฟก็ลุกพรึ่บทั้งครัว ตรงหัววาล์วทุกถังติดไฟหมด แกไม่รู้จะทำยังไงเลยรีบวิ่งออกมาขอความช่วยเหลือ แต่มันระเบิดก่อน” ศานต์เล่าตามที่ได้ยินแม่ครัวประจำไร่โทรมารายงานเมื่อครู่ น่าแปลกที่แม่ครัวของเขารายงานว่านอกจากไฟที่ลุกไหม้ตามพื้นห้องอย่างรวดเร็วแล้ว ยังมีไฟที่ลุกตรงถังแก๊สด้วย แถมยังเป็นถังทั้งหมดที่มีถึงสี่ถัง

แก๊สมันจะรั่วพร้อมกันทุกถังได้อย่างไร...

“เดี๋ยวเลี้ยวขวาข้างหน้าเลยครับ”

หลังจากเข้าไร่ได้สักพักศานต์รีบชี้บอกเมื่อรถถึงทางแยกที่คุ้นเคย ตามทางเห็นผู้คนรุดไปข้างหน้าอย่างเร่งรีบ ไม่นานนักก็ถึงโค้งสุดท้าย พ้นแนวต้นไม้ไปเบื้องหน้าเผยให้เห็นอาคารชั้นเดียวก่อปูนสูงหนึ่งเมตรล้อมรอบตลอดแนว กระเบื้องหลังคาเบื้องบนหลุดออกตกแตกเสียหาย อุปกรณ์ทำครัวบางอย่างกระเด็นออกมาตกอยู่ที่พื้นปูนรอบนอก

กลุ่มคนยืนอยู่ห่างออกไปในระยะที่คาดว่าปลอดภัย จ้องไปยังเบื้องหน้าเพื่อลุ้นสถานการณ์ เจ้าของไร่วิ่งเข้าไปหาหนึ่งในหัวหน้าคนงานที่ยืนอยู่หน้าสุด มองตามสายตาผู้สูงวัยกว่าเข้าไปในบริเวณครัว พบควันขาวและไฟที่ยังลุกอยู่บางส่วนพร้อมร่างสองร่างท่ามกลางความสลัว

“บ้าน่า! ยุ้งข้าว ไอ้ช้อง”

ศานต์อาศัยช่วงเวลาที่วิ่งเข้าไปประเมินสถานการณ์ พบร่างในชุดเดรสสายเดี่ยวกำลังเดินโขยกเขยกใช้กระสอบเปียกตบไปตามแนวไฟ ในขณะที่ร่างสูงกว่าถือถังสเตนเลสพ่นสารเคมีเพื่อดับเพลิง เขาตรงเข้าหาคนถือกระสอบ รวบเอวหญิงสาวแล้วอุ้มออกมา เร็วเสียจนคนที่อยู่ในอ้อมกอดเขาถึงกับชะงักงงไปชั่วครู่

ทันทีที่ขาของกศิณาแตะพื้นนอกอาคาร หญิงสาวก็หันหน้าเตรียมบ่นคนอุ้ม แต่ไม่ทันได้เอ่ยอะไรชายหนุ่มก็วิ่งกลับเข้าไปข้างใน แย่งถังสเตนเลสในมือเพื่อนสนิทก่อนใช้ร่างตัวเองดันให้ช้องนางหลบไป

ภาพนั้นไม่พ้นสายตาของเวฬุ ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปาก นึกอยากกวักมือเรียกพี่ชายที่มาส่งพวกเขาไว้แล้วขับรถกลับไปยังสถานที่เกิดเหตุให้มาเห็นกับตา แต่เมื่อนึกได้ว่าไม่ใช่เวลามาดีใจก็เข้าช่วยศานต์และเชษดับไฟทันที

 *****

หรือจะมีคนมีแผนนนนน 

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 14 ครั้ง

0 ความคิดเห็น