หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,632 Views

  • 244 Comments

  • 402 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    638

    Overall
    44,632

ตอนที่ 54 : 15.1 พี่ศานต์ของเรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1371
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 18 ครั้ง
    29 ต.ค. 61

กศิณาตื่นเพราะความเมื่อยล้าทั่วร่าง เจ็บหน่วงจี้ดที่ลำตัวด้านซ้าย ตามมาด้วยเจ็บแปล๊บที่ข้อเท้า แล้วยังสัมผัสตื้อคล้ายหัวจะระเบิดอีก พยายามเอียงหน้าซบพื้นดินเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด แต่ก็พบเพียง...ความนุ่ม

เธอพบว่ากำลังนอนอยู่ในห้อง แถมท้องฟ้านอกม่านผืนบางยังสว่างโร่ ก้มมองตัวเองยิ่งขมวดคิ้วหนัก ต้องอาการหนักขนาดไหนถึงละเมอกลับห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเข้านอนได้ เหมือนจะอาบน้ำเสร็จสรรพเพราะคราบดินตามตัวหาย หรือว่าไอ้ที่ละเมอฝันคือการไปยังสถานที่เกิดเหตุเมื่อคืน

เดินโขยกเขยกไปที่โต๊ะเขียนหนังสือมุมห้อง เหลือบมองไฟฉายสะอาดไร้คราบที่วางอยู่ ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือที่กำลังชาร์จแบตเตอรี่ขึ้นกดดู

1:54 น. โทรออก ตี๋

หลักฐานบนหน้าจอทำให้กศิณาแน่ใจว่าเมื่อคืนไม่ได้ฝัน ก่อนจะสังเกตเห็นสิ่งแปลกปลอมที่ข้อเท้าซ้าย ผ้ายืดสีเนื้อพันล็อกไว้แน่นหนา นี่ถึงขั้นปฐมพยาบาลร่างตัวเองจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อยโดยที่วิญญาณไม่รับรู้เลยหรือ

มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว

“เฮ้อ...”

ยิ่งคิดยิ่งปวดหัวเป็นเท่าทวี จึงปัดมันทิ้งไปชั่วขณะแล้วต่อสายหาคนที่จะช่วยเธอได้ วันนี้มีอะไรให้ทำมากมายเสียเหลือเกิน

“พี่เชษคะ ฝากลางานกับคุณศานต์ให้หน่อย พอดียุ้งขาแพลงน่าจะไปทำงานไม่ไหว แล้วอีกสักยี่สิบนาทีหยิบพลั่วที่บ้านกับถุงพลาสติกใสสักสามสี่ใบมารอที่หน้าห้องยุ้งได้ไหมคะ ขออาหารเช้ามาเผื่อด้วยนะ หนูหิว”

กศิณาตัดสินใจไม่อาบน้ำอาบท่า เพราะกว่าจะเขยกไปกลับอาจล้มกลิ้งหลายตลบ สกปรกแค่วันเดียวคงไม่มีใครรู้

เนื่องจากไม่ต้องทำงาน จึงเลือกสวมเสื้อยืดกางเกงกีฬาขาสั้นรองเท้าแตะออกมานั่งรอพ่ออยู่ที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นไม้หน้าเรือนพัก ลุกขึ้นอย่างยินดีเมื่อเห็นเขาขี่จักรยานมา แล้วก็ต้องทรุดตัวกลับลงไปนั่งอีกครั้งเพราะเจ็บแปล๊บภายใต้บริเวณที่ถูกพันผ้าไว้

“ไม่เป็นอะไรค่าไม่ต้องห่วง นิดหน่อยเอง ไหนข้าวละคะ หิวมากๆ เลย”  รีบบอกเมื่อพ่อถลาเข้าใกล้ ดวงตาเป็นประกายรับปิ่นโตมาได้ก็เริ่มทานอาหารทันที

พ่อนั่งลงตรงม้าหินฝั่งตรงข้าม วางถุงกระดาษที่มีของที่เธอต้องการไว้บนโต๊ะแล้วมองมาด้วยแววพินิจ

“เมื่อคืนโมโหคุณศานต์จนล้มกลิ้งไม่เป็นท่าเลยหรือไงถึงขาเจ็บ”

“ใครโมโหคะ ยุ้งไม่ได้โมโหอะไรสักหน่อย ไม่ได้โกรธเลยสักนิดด้วย”

“แล้วทำไมไม่บอกคุณศานต์เองว่าจะลางาน ทำไมต้องฝากบอก”

“อ้าว บอกกับผู้จัดการไร่ก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอคะ อีกอย่างคุณศานต์อาจจะไม่อยากคุยกับยุ้งก็ได้ เป็นแค่ลูกน้องแต่ดันไปขึ้นเสียงใส่ หรือไม่เขาก็ยังโกรธเพราะยุ้งเป็นผู้ต้องสงสัยอยู่ ยุ้งไม่อยากทำให้เขาไม่สบายใจ” หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยงดีกว่า

“แต่เราบริสุทธิ์นี่นา เราไม่ได้เป็นคนทำ ไม่ต้องกังวลหรอก เดี๋ยวตำรวจก็หาหลักฐานมาจับคนร้ายได้”

“ใช่!” กศิณาเงยหน้าขึ้นมาฉับพลัน จ้องพ่อด้วยแววตามุ่งมั่น “เราจะต้องหาหลักฐานมาจับคนร้ายให้ได้”

คนเป็นพ่อเลิกคิ้วเชิงแปลกใจ ก่อนจะถึงบางอ้อเมื่อเธอต่อประโยคถัดไป

“เดี๋ยววันนี้พี่เชษเป็นผู้ช่วยหนูหน่อยนะ หนูจะเก็บหลักฐานสาวถึงตัวคนร้ายให้ได้ ไร่นี่และพี่ศานต์ของเราจะต้องปลอดภัย!”

ผู้ช่วยจำเป็นแย้มยิ้มตาพราว เอ่ยขัดเมื่อสะดุดคำพูดบุตรสาว

“พี่ศานต์ของเรา? เจ้านายเขากลายเป็นของยุ้งไปตั้งแต่เมื่อไหร่”

“เป็นตั้งนานแล้ว” กศิณาลอยหน้าลอยตาตอบ “หนูไม่ลืมหรอกนะที่เคยบอกว่าจะปกป้องพี่เขาไปตลอดชีวิตน่ะ คนอย่างไอ้ยุ้งพูดจริงทำจริง! ส่วนเรื่องขอแต่งงานหนูก็ไม่ได้ลืม ถ้าได้ก็ดี” ยักคิ้วหลิ่วตาให้อย่างทะเล้น พอเห็นพ่อทำหน้าเหวอพร้อมสะดุ้งเกือบตกเก้าอี้ก็อ้าปากกว้างหัวเราะลั่น

“ล้อเล่นน่า ลูกสาวพ่อออกจะใสๆ ใคร๊ ใครจะไปขอผู้ชายแต่งงาน”

“แล้วถ้าเขามาขอละ”

เธอสบตาพ่อด้วยความแปลกใจเนื่องจากไม่เคยนึกถึงมาก่อน “พี่เขาลืมไปแล้วมั้ง ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ถ้าหนูต้องโหนคาน ก็มีคนเลี้ยงได้สบายๆ”

กศิณาขยับไปเกาะแขนพ่อแน่น ประกาศชัดว่าทั้งชีวิตตั้งใจให้ใครเลี้ยง

“ไอ้ยุ้งคุณศานต์มา!” พ่อเอ่ยพลางรีบดึงแขนออก ส่วนเธอก็ถดกายถอยทันทีเช่นกัน

เห็นร่างสูงโปร่งของเจ้าของไร่กำลังปั่นจักรยานเข้ามาใกล้ กศิณาจึงก้มหน้าก้มตาจัดการอาหารตรงหน้าต่อไป ไม่กล้าเงยหน้าสู้ด้วยไม่รู้ว่าเขามาในอารมณ์ไหน

“ไหนป่วย ออกมานั่งตากแดดตากลมแบบนี้ทำไม” เขาตำหนิ แต่น้ำเสียงนุ่มนวลนั่นปัดความกังวลในใจเธอไปเสียสิ้น เมื่อเขาทำตัวปกติเธอจึงไม่คิดจะเอ่ยเรื่องเมื่อคืนให้ขุ่นข้องหมองใจกัน

“ฉันแค่ขาแพลงเอง ทำไมต้องนอนอุดอู้อยู่แต่ในห้องด้วยเล่า” เอ่ยเสียงอู้อี้ก้มหน้าสบตากับอาหารในจานต่อ

แล้วก็ต้องผงะ เมื่อสัมผัสอบอุ่นเกิดขึ้นบริเวณหน้าผาก กศิณารีบเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของมือ เห็นเขาเอามืออีกข้างอังหน้าผากตัวเองไว้ สายตาเหม่อไกลครุ่นคิด

“อยู่นิ่งๆ” เสียงนั้นดุทันทีที่เธอถอยใบหน้าออก กศิณาดันศีรษะตนกลับเข้าไปสัมผัสหลังมือนุ่มตามเดิม นั่งเฉยตามคำสั่ง เหลือบตาขึ้นมองจ้องเขา พบว่าดวงตากลมหวานมีแววห่วงใย

“ปวดหัวไหม”

“หึ!” รีบสั่นหน้าให้หลุดจากมือหนาที่ยังคงอังหน้าผากเธอต่อ แม้ว่าเขาจะเลิกแตะหน้าผากตัวเองแล้วก็ตาม “จริงๆ ก็ปวดนิดหน่อย แต่กินยาแก้ปวดไปแล้ว หายแล้วล่ะค่ะ”

ศานต์พยักหน้ารับ ยังคงจ้องหน้าเธอไม่วางจนกศิณาต้องเป็นฝ่ายหลบตาหนี ด้วยในอกเกิดความรู้สึกแปลกๆ

“อาเชษคะ วันนี้ต้องไปทำธุระสำคัญที่ไหนหรือเปล่า ยุ้งจะขอให้อาเชษมาช่วยเป็นผู้ช่วยยุ้งหน่อย” หันไปว่าธุระกับพ่อต่อ สองมือสาละวนกับการเก็บปิ่นโตที่กินเสร็จให้เรียบร้อย

ว่าที่ผู้ช่วยเลิกคิ้วมองอย่างงุนงง “ก็ตรวจตราในไร่ตามปกติ แล้วก็ไปสำรวจที่เกิดเหตุกับคุณศานต์แล้วก็ตำรวจอีกที ใช่ไหมครับคุณศานต์”

เจ้าของไร่พยักหน้ารับ ก่อนจะหันมองคนขอความช่วยเหลือเพื่อรอฟัง

“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย ยุ้งไปด้วย” หญิงสาวดีดนิ้วเปาะอย่างถูกใจ

“เธอจะไปทำไม”


*****

ไปช่วยพี่ศานต์ของยุ้งไง โธ่ ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย

ไอ้ยุ้งมันพึ่งโมเมไปเมื่อกี้นี่เองนะคุณศานต์

>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 18 ครั้ง

0 ความคิดเห็น