หนึ่งถ้อยร้อยพันธะ : Word is Bond

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 44,868 Views

  • 244 Comments

  • 392 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    22

    Overall
    44,868

ตอนที่ 13 : 4.1 สะดุดตา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1526
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 125 ครั้ง
    19 ต.ค. 61

หญิงสาวในชุดเสื้อยืดเสื้อยืดกางเกงยีนตัวใหญ่แลดูเทอะทะเดินลัดเลาะต้นไม้และก้อนหินที่เรียงลดหลั่นกันลงไปตามลาดเขา ไปหยุดยืนบนหินผาขนาดใหญ่ที่ยื่นออกไปเหนือผืนน้ำในเขื่อนซึ่งอยู่ต่ำลงไปเป็นร้อยเมตร เมื่อสายตาเหลือบเห็นเบื้องล่างก็เกิดอาการขาสั่นรู้สึกว่าหินก้อนนั้นช่างไม่มั่นคง ก่อนหน้านี้มัวแต่อยากชมวิวจึงลืมไปสิ้นว่าตนกลัวอะไร หญิงสาวเอามือทาบอก ปิดเปลือกตาลง ค่อยๆ หายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ เพื่อลดอาการของตน พยายามตั้งสติบอกตัวเองให้ใจเย็นอย่ามองลงไปเบื้องล่าง ใช้เวลาสักพักทุกอย่างจึงสงบ

มือซ้ายประคองเพื่อนรักคู่ใจขึ้นแนบดวงตาในขณะที่นิ้วชี้ขวาเลื่อนปรับระยะและแสงของภาพให้พอเหมาะ กดชัตเตอร์ถ่ายวิวโดยรอบไปพลางๆ เน้นเพียงวิวในระดับสายตาไม่ยอมเลยลงมุมต่ำเด็ดขาด ก่อนจะเตรียมตัวตั้งท่ารอฤกษ์งามยามดี อีกอึดใจที่ดวงตะวันกำลังจะแตะขอบน้ำ

เอาล่ะ! จะได้เวลาแล้ว...

หนึ่ง

สอง

สะ...

กริ๊ง!!!!

เสียงโทรศัพท์แผดลั่นจนเธอสะดุ้งสุดตัว ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าที่วันนี้ใหญ่เทียบเท่าหลุมดำ เมื่อคว้าได้จึงรีบปิดเสียง เงยหน้าขึ้นเตรียมถ่ายวินาทีสำคัญอีกครั้ง

แล้วก็พบว่ารอบกายนั้นถูกความมืดกลืนกินไปเสียแล้ว สิ่งที่เธอเฝ้ารอมาได้หายลับลงน้ำในเขื่อนเป็นที่เรียบร้อย

แหงนหน้ามองฟ้าถอนหายใจ ปล่อยกล้องลงคล้องคอ เอื้อมมือกดรับโทรศัพท์ที่ยังสั่นเป็นจังหวะร็อกเพราะอีกฝั่งไม่ยอมตัดสาย เพ่งชื่อคนโทรมาอย่างคาดโทษ

“ไอ้ตี๋! แกนะแก ฉันกำลังเข้าได้เข้าเข็มอยู่แล้วเชียว โทรมาไม่ดูเวล่ำเวลาเลย” กศิณากัดฟันพูด น้ำเสียงจิกกัดเล็กน้อย ด้วยรู้ว่าไม่ใช่ความผิดเพื่อน แต่ก็นะ...เธอขับรถออกจากตัวเมืองมาตั้งนาน รอช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน นอกจากไม่ได้รูปแล้ว ยังไม่ได้เห็นเสียด้วยซ้ำ!

“ห๊ะ อะไรนะ กำลังจะเอาด้ายเข้าเข็ม โหย...ปกติงานฝีมือแกจับที่ไหน เห็นแต่ใช้จีน่าทำตลอด...ด” ปลายสายลากเสียงยาวอย่างแดกดัน ตั้งใจกวนประสาทเธอแน่ๆ เมื่อเขารู้ว่าเธอไม่มีวันนั่งเย็บผ้า ปกติมักใช้ให้คู่ฤทัยทำให้ตลอด และเธอคงจะตะโกนด่าลั่นเอาให้ปลายสายหูชา ถ้าไม่ใช่เพื่อนตัวดีเอ่ยสิ่งที่ทำให้สนใจ อารมณ์คงไม่ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

“ไอ้พิมให้ฉันมาถามอะไรแกหน่อย ไอ้พิมหลานบ้านศิลปกิจจาเพื่อนฉันสมัยมัธยมจำได้ไหม”

“อื้อ มีไร” กศิณากรอกเสียงกลับไป พลางนึกถึงหน้าเด็กสาวที่ชื่อพิมประภา

หน้าตาของทั้งสองคนค่อนข้างคล้ายกันอยู่มาก ทั้งรูปร่างก็ใกล้เคียง จะต่างก็แค่เธอตาตี่ส่วนพิมประภาตากลมโต แถมยังมีดั้งเยอะกว่าเธอเล็กน้อย ส่วนบุคลิกการแต่งตัวนั้นต่างกันชนิดหน้ามือกับหลังมือ พีรวิชญ์ยังเคยแซวตอนปีหนึ่งที่เธอแต่งหน้าไปงานบายเนียร์ว่า ไหนจะไปเมืองนอกทำไมเปลี่ยนชื่อมาแอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยนี้

แต่กว่าเธอจะได้เจอตัวจริงของฝั่งก็ตอนเรียนจบ และพบว่าเหมือนชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา กศิณารู้ดีแก่ใจว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่แค่ไม่เคยบอกเล่าให้เพื่อนฟังก็เท่านั้น

“พิมมันจะไปเที่ยวญี่ปุ่นกับแฟนแต่แม่มันไม่ให้ มันจองตั๋วนานแล้ว อยากไปมากด้วย มันเลยจะขอให้แกช่วยไปอยู่บ้านแทนมันสักห้าวันได้ไหม แกลางานแค่สามวันเองนะจันทร์ถึงพุธ”

คำบอกกล่าวของพีรวิชญ์ทำเธอตาถลน ถึงภายนอกจะคล้ายมาก แต่ภายในนี่เรียกได้ว่า ต่างสุดขั้ว

“เฮ้ยแก! ฉันไม่รู้จักคนในบ้านเพื่อนแกเลยนะเว้ย ถึงฉันจะหน้าคล้ายเพื่อนแกแต่บุคลิกก็ไม่ใช่ แกคิดว่าฉันจะอยู่รอดในบ้านหลังนั้นไปได้นานแค่ไหนกัน”

“ตอนเด็กๆ ไอ้พิมอยู่กับตา โตมามันก็ไปเมืองนอก สี่ปีกลับบ้านไม่กี่ทีเอง นี่ก็พึ่งกลับไทย อยู่แต่ในห้องทั้งวัน แถมที่บ้านก็คนอยู่ไม่เยอะ ไปอยู่ที่อื่นกันเกือบหมด ญาติมันแกก็ดูรูปแล้วจำชื่อไว้ แล้วก็อย่าไปเผลอจ้อเจรจา ไอ้พิมบอกแค่นี้ก็น่าจะรอดแล้วนะ”

รอด? มีอะไรรับประกันว่าเธอจะรอดปลอดภัย แค่ลมปากง่ายๆ เธอพูดร้อยครั้งติดกันยังได้ แต่ของจริงอาจจะตายตั้งแต่เกาะรั้วบ้านแล้ว

“แกเคยบอกฉันว่าแกอยากทำความรู้จักกับคนบ้านนั้นไม่ใช่เหรอ ถึงแม้ฉันจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่นี่มันเป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้แล้วนะเว้ย” พีรวิชญ์ย้ำราวกับรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไร

“เออ ก็ได้ แต่บอกพิมด้วยนะ มาติวฉันดีๆ เพราะถ้าถูกจับได้ พิมนั่นละซวยคนแรก โอเคไหม”

มันเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆ แม้กศิณาจะได้ไปทำความรู้จักไพลินและพลอยรุ้งที่งานแฟชั่นโชว์เมื่อสองอาทิตย์ก่อน มันก็แค่นั้น ไม่ได้ติดต่อกันอีก นี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่มีก็ได้

คุยกับปลายสายต่อไม่นานก็วาง แล้วใช้โทรศัพท์มือถือเปิดไฟฉายตั้งท่าจะปีนกลับขึ้นไปยังลานด้านบน แต่อาการขาสั่นดันกลับมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว

“ซวยแล้วไอ้ยุ้ง ไม่เจียมสังขารเลย แกมาหยุด ณ จุดนี้ได้ไงวะ” บ่นอย่างกับมีคนอยู่ข้างๆ ขมุบขมิบพร่ำไม่หยุดทั้งที่ยืนขาสั่นอยู่ที่เดิม ก็ถ้าเอาคำพูดมาต่อขาได้ป่านนี้กลับไปถึงรถแล้ว

กิริยานั้นเรียกความสนใจจากคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก ชายหนุ่มเพ่งสายตามองฝ่าความมืดไปยังคนที่คุยโทรศัพท์เสียงดังลั่นซึ่งเขารู้สึกสะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น จนเผลอจ้องเธอเพื่อควานค้นความทรงจำ แต่ดูท่าหญิงสาวจะความรู้สึกช้า เขาจ้องเอาจ้องเอาเธอก็ยังไม่หันมา หรือไม่ก็มีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น

“มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” 


*****

ใครกันน้าาาา




>>>>> เพจปรกร PRKR <<<<<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 125 ครั้ง

0 ความคิดเห็น