Born Lover เกิดจากความรัก

ตอนที่ 6 : Born Lover 5 ดีเอ็นเอที่ว่าอยู่บนหน้าของ(พ่อ)เขา {อัพครบ}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 471
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 38 ครั้ง
    5 ธ.ค. 63

Born Lover 5

 

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ผ่านไปได้เกือบร่วมชั่วโมงเสียงเคาะประตูห้องจากคนด้านนอกก็ดังขึ้น ฉันสูดลมหายใจเข้าปอดอีกเฮือกใหญ่ก่อนอุ้มน้องริวมากอดไว้

แล้วพาตัวเองเดินไปเปิดประตูด้วยหัวใจที่ยังคงเต้นตู้ม ๆ ต่อม ๆ

"พี่เหมย"

ฉันเอ่ยเรียกชื่อเสียงแผ่วเมื่อพบว่าคนหน้าห้องคือใคร ทว่าประโยคถัดมากลับทำให้ใจฉันคล้ายหล่นวูบลงกระทบพื้นเย็นเฉียบ

"เขาไปแล้วจอม"

ไปแล้ว...

"เหรอคะ"

เขาไปแล้วฉันก็ควรจะดีใจ แต่ทำไปมันถึงรู้สึกโหวง ๆ ในอกแบบนี้กันนะ มันควรเป็นผลดีกับพวกเราทั้งสามคนที่สุดแล้วไม่ใช่รึไง

"ตอนแรกก็ทำทีว่าจะเข้ามาหาจอมนั่นแหละ แต่พวกพี่ช่วยกันถ่วงเวลาไว้ให้ สักพักก็มีคนโทรเข้ามาหาหลังจากนั้นเขาก็รีบร้อนออกไปเลย สงสัยคงมีงานด่วนล่ะมั้ง"

พี่เหมยเล่าให้ฟังก่อนพวกเราจะเดินมานั่งยังเก้าอี้สองตัวในห้องรับรองแขก ส่วนน้องริวฉันปล่อยให้เขานั่งเล่นหุ่นยนต์อุลตราแมนตัวโปรดอยู่ใกล้ ๆ

ตั้งแต่เขาเห็นฉันร้องไห้จนหยุดร้องไห้ไปเอง น้องริวก็ไม่งอแงเรียกร้องอะไรอีกเลย เขาเหมือนเข้าใจและรับรู้ทุกอย่างว่าในสถานการณ์แบบนี้ควรเป็นเด็กดีของแม่จอม

"ดีแล้วล่ะค่ะ ถ้าเขาอยู่จอมคงต้องซ่อนน้องริวไว้ทั้งวัน"

ฉันหันมองลูกอย่างนึกสงสาร ฉันเป็นแม่ที่แย่มาก ฉันเป็นแม่ที่กีดกันให้พ่อกับลูกไม่ได้เจอกัน แต่ทั้งหมดที่ฉันพยายามก็เพื่อผลประโยชน์ของพ่อเขาทั้งนั้น

ในเมื่อเรารู้จุดจบอยู่แล้วก็ควรปล่อยให้มันเป็นไปแบบนี้ดีกว่า ฝืนดันทุรังไปสุดท้ายก็เจ็บด้วยกันทั้งหมดอยู่ดี ยิ่งตอนนี้เขามีข่าวกับมีญ่านักแสดงรุ่นน้องหญิงค่ายเดียวกัน ฉันก็ยิ่งไม่รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขายังเหมือนเดิมอยู่รึเปล่า

ตอนนี้เขาอาจจะรักผู้หญิงคนอื่นไปแล้ว... แต่ที่พยายามตามหาฉันอยู่ก็เพราะอยากจะเคลียร์เรื่องอดีตให้จบ

เรย์เป็นคนที่ไม่ชอบให้มีอะไรค้างคาใจ เขาชอบให้อธิบายด้วยเหตุผลมากกว่าการหนีปัญหา เขาไม่ชอบการโกหกหรือคนที่โกหก

บางครั้งเขาดูอ่อนโยนและอบอุ่นมาก แต่บางครั้งเขาก็ดูเข้าถึงยากจนฉันไม่สามารถเดาได้เลยว่าข้างในจิตใจเขาคิดอะไรอยู่กันแน่

เพราะทุกอย่างมันผ่านมานานแล้ว จึงไม่มีอะไรสามารถรับประกันได้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรามันยังเหมือนเดิมรึเปล่า

หรือสามารถกลับมาสานต่อรอยร้าวนั่นได้ไหม ฉันเองก็ไม่อยากเสี่ยงให้เจ็บปวดหัวใจอีกแล้วเหมือนกัน

ยิ่งถ้าความจริงกลายเป็นเขากำลังคบกับมีญ่าอยู่ ในอนาคตฉันก็คงจะเจ็บปวดไม่น้อย ฉันไม่อยากเริ่มต้นลืมเรื่องราวของเขาอีกแล้วน่ะ เพราะถึงพยายามลืมให้ตายยังไง

มันก็ไม่หายไปจากความทรงจำสักที

อีกอย่างถ้าเขาคบกับผู้หญิงคนนั้นอยู่จริง ๆ อะไร ๆ มันคงจะราบรื่นมากกว่าคบกับผู้หญิงธรรมดาที่อยู่นอกวงการอย่างฉัน

"แต่เราหนีไม่ได้ตลอด จอมรู้ใช่ไหม"

พี่เหมยยกมือขึ้นจับไหล่ฉันไว้ทั้งสองข้าง ก่อนรั้งตัวให้หันไปสบตากับเธอ

“รู้ค่ะ จอมรู้ว่ายังไงสักวันความลับก็ต้องถูกเปิดเผย”

นักข่าวหูตาไวเหมือนยกสับปะรดมาทั้งสวน ประโยคนี้ไม่ได้พูดขึ้นมาเพื่อให้ตลกขบขันเลยสักนิด

"เฮ้อ จอมเอ้ย! พี่เองก็ไม่รู้ว่าจะช่วยจอมยังไงดีเหมือนกัน แต่มีอย่างหนึ่งที่พี่อยากบอกจอมไว้นะ...อดีตกับปัจจุบันตอนจบของเรื่องมันอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้ ลองเก็บคำพูดของพี่ไปคิดให้ดีก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไป"

“…”

 

 

 

ในที่สุดวันนั้นก็ผ่านพ้นไปอย่างยากลำบาก และไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณรินพยายามจะเข้ามาคุยกับฉันหลายครั้งแต่ฉันก็หาทางเดินหนีเธอตลอด จนกระทั่งจบกิจกรรมทั้งพี่ ๆ ในที่ทำงานรวมถึงคุณรินก็ต่างต้องแยกย้ายกลับ

และสิ่งหนึ่งที่ฉันเพิ่งรู้เลยก็คือ...

วันนั้นเรย์บริจาคเงินให้มูลนิธิถึงห้าล้านบาท และข่าวนี้กลายเป็นข่าวดังที่ถูกพูดถึงในโลกโซเชียลมากที่สุดในตอนนี้ แฮชแท็ก #เรย์รักชลิต ขึ้นอันดับหนึ่งของทวิตเตอร์ในประเทศไทยนานถึงสองวัน เขาได้รับฉายาใหม่จากชาวเน็ตในชื่อ ‘ทูตการกุศล’ ทั้งที่ไม่ได้มีการออกมาแถลงข่าวหรือให้สัมภาษณ์อะไรเลยสักนิด ทว่าคนกลับแห่ชมเจ้าตัวโดยถ้วนหน้า

เขากลายเป็นที่รักของแฟนคลับมากขึ้น เป็นที่รู้จักมากขึ้น และคู่ควรกับฉายาทูตการกุศลมากที่สุด แฟนคลับพากันขุดคุ้ยสถานที่หลายแห่งที่เรย์ได้บริจาครวมถึงกิจกรรมที่เขาเคยได้ทำ

ความจริงฉันก็รู้ว่าหลายปีมานี้เขาทำงานเกี่ยวกับการกุศลเยอะพอสมควร เพียงแต่เขาไม่เคยหามูลนิธิของฉันเจอก็เท่านั้น เราไม่เคยบังเอิญโลกกลมมาเจอกันจนกระทั่งฉันได้เข้าทำงานที่บริษัทพีซีอินเตอร์ฟู้ด

จากที่คาดเดาเอาเอง คุณรินคงเป็นคนบอกเขาเรื่องนี้ วันนี้ฉันจึงตัดสินใจลาหยุดงาน...โดยให้เหตุผลว่าไม่สบาย ทั้งที่ความจริงแล้วฉันแข็งแรงดีทุกอย่าง แต่แค่คิดว่าขืนไปทำงานตอนนี้คงไม่พ้นต้องไปเจอคุณรินอีกแน่ ๆ

ช่วงนี้ฉันต้องระวังตัวมากกว่าเดิม เพราะมูลนิธิถูกให้ความสนใจเป็นพิเศษ มันเป็นผลพวงจากกระแสความนิยมของเรย์น่ะ พอแฟนคลับรู้ว่าเขาทำบุญที่ไหน ก็จะแห่กันมาทำด้วยราวกับว่านี่คือธรรมเนียมที่ต้องปฏิบัติตาม ซึ่งมันก็ถือเป็นผลดีต่อมูลนิธิบ้านเติมรัก แต่ไม่ค่อยเป็นผลดีต่อตัวฉัน

ยิ่งคนรู้จักเยอะมากเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่ปลอดภัย...

"เพาะ เพาะ!"

เสียงเล็กของน้องริวเอ่ยดังขึ้น ถึงแม้จะเป็นสำเนียงที่ยังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้คนฟังรู้สึกหวั่นกลัว

เคร้ง!

นั่นเป็นเวลาเดียวกับที่ช้อนในมือของฉันถูกปล่อยทิ้งลงกระทบบนพื้นเย็นเฉียบ จากที่เคยคิดอะไรอยู่ในหัวมากมายตอนนี้กลับถูกหยุดชะงักไว้ทั้งหมด เพียงเพราะคำพูดเดียวของน้องริว

"น้องริวครับ ไปได้ยินคำนี้มาจากที่ไหน"

ฉันรีบปิดเตาวิ่งไปหาลูก ทรุดตัวนั่งคุกเข่าแล้วจับไหล่เล็กทั้งสองข้างด้วยมือที่แอบสั่นเทา

"พิ พิกัปตัน" (พี่ พี่กัปตัน)

เมื่อได้รับคำตอบ ก็เพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อช่วงเช้าตอนสอนวิชาศิลปะให้เด็ก ๆ จู่ ๆ กัปตันก็ถามคำถามหนึ่งหลังให้โจทย์วาดรูปกับเด็ก ๆ ไปว่า

‘วาดอะไรก็ได้ที่ตัวเองรักมากที่สุด’

‘น้องริวเป็นลูกของน้าจอมกับใครเหรอครับ’

เขาถามคำถามนี้ ส่วนฉันก็ได้แต่ตอบกลับไปว่า

‘น้องริวเกิดขึ้นมาจากความรัก’

“คราวหลังไม่พูดนะครับ”

ฉันเอ่ยบอกลูกก่อนดึงตัวเขาเข้ามากอดแนบอก

“ทะมายเหยอ” (ทำไมเหรอ)

“...”

“เพาะ คือคาย” (พ่อคือใคร)

“พ่อคือคนที่ทำให้น้องริวเกิดมาได้ครับ แต่ตอนนี้เขามาอยู่กับพวกเราไม่ได้แล้ว”

ฉันได้แต่ตอบกลับลูกไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ทะมาย ทะมายไม่มาอยู่วว” (ทำไม ทำไมไม่มาอยู่)

“ถึงเขาจะไม่ได้อยู่กับเรา แต่เขาอยู่ในนี้ของน้องริวนะครับ”

ฉันผละตัวออกห่างจากลูก ก่อนใช้นิ้วชี้ตรงตำแหน่งหัวใจของเขา

“อยู่ในหัวใจของน้องริวแล้วก็ของแม่จอมด้วย”

“งือ ใจ จาย”

เขาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ด้วยความที่เป็นเด็กเขาเลยไม่สงสัยอะไรมาก แต่ในสักวันหนึ่งฉันก็คงต้องบอกเขาไปตามความจริง

“ต่อไปถ้าใครถามหาพ่อน้องริวอีก ต้องบอกว่าอยู่ในใจนะครับ”

ฉันย้ำกับลูกอีกครั้งเพื่อเป็นการเลี่ยงปัญหาในอนาคต ถ้าเกิดมีใครถามแล้วน้องริวตอบไปแบบนี้ คนที่เป็นผู้ใหญ่ก็ควรจะรู้ว่าไม่ควรถามอะไรเด็กต่ออีก

“งับ อยู่วนายจาย” (ครับ อยู่ในใจ) ไม่พูดเปล่ามือเล็กยังตบหน้าอกของตัวเองเบา ๆ ราวกับรู้ดีแล้วว่าต่อไปจากนี้หากใครถามอีกว่าพ่อคือใคร อยู่ที่ไหน...เขาจะตอบคนเหล่านั้นกลับไปว่ายังไง

 

 

 

19.02 น.

“จอม! มาดูน้องริวหน่อย”

เสียงพี่เหมยเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงค่อนข้างกังวล ตอนนี้ฉันกำลังเตรียมอัดคลิปอยู่ในห้องและฝากน้องริวไว้ให้หยกช่วยดูให้

“น้องริวเป็นอะไรคะ”

ฉันวิ่งตามพี่เหมยมายังห้องทำกิจกรรมทันที ก่อนเห็นว่าตอนนี้น้องริวมีผื่นขึ้นตามลำตัว

“น้องเผลอไปกินนมวัวกับน้องยิมค่ะ หยกไม่รู้จริง ๆ ค่ะพี่จอมว่าน้องแพ้นมวัว” หยกตอบทั้งน้ำตาก่อนส่งตัวน้องริวมาให้ฉันอุ้มแทน

“ฮึก ฮือ”

น้องริวเริ่มร้องไห้และใช้มือทั้งสองข้างเกาตามเนื้อตัวที่มีผื่นแพ้ขึ้น คนเป็นแม่อย่างฉันพอรู้สาเหตุก็เกือบทำตัวไม่ถูก

“แล้วน้องริวมีอาการอื่นอีกไหมหยก ท้องเสียรึเปล่า”

“ก่อนหน้านั้นเขาบ่นปวดท้องรอบหนึ่งค่ะหยกก็เลยพาน้องไปเข้าห้องน้ำ แล้วพอออกมาผื่นก็เริ่มขึ้น ฮึก...”

หลังอธิบายจบ หยกก็เริ่มร้องไห้เพราะรู้สึกผิด ฉันเองเป็นห่วงลูกมากแต่ก็เข้าใจว่าหยกไม่ได้ตั้งใจ

“ไม่ร้องนะหยก มันไม่ใช่ความผิดของหยกหรอก พี่ผิดเองที่ไม่ได้บอกไว้ เราไม่ต้องกังวลนะเดี๋ยวพี่จะพาน้องริวไปหาหมอ”

หยกเพิ่งมาช่วยงานที่มูลนิธิได้ไม่นาน เธอยังไม่รู้และฉันไม่ควรจะโยนความผิดนี้ให้ใครนอกจากตัวเอง

“พี่เหมยคะ จอมขอยืมรถมูลนิธิไปส่งน้องริวที่โรงพยาบาลหน่อยนะ”

ฉันเอ่ยบอกพี่เหมยก่อนจะเห็นว่าเธอกำลังถือกุญแจรถอยู่ในมือ

“พี่ไปส่งเอง จอมดูลูกเถอะ หยก แก้ว พี่ฝากดูเด็กด้วยนะถ้าส่งน้องริวเสร็จแล้วจะรีบกลับมา”

“ค่ะ”

 

เราใช้เวลาขับรถมาโรงพยาบาลร่วม 20 นาที โชคดีที่โรงพยาบาลอยู่ใกล้และรถไม่ได้ติดมากพอมาถึงโรงพยาบาลน้องริวก็ถูกส่งตัวเข้าแผนกฉุกเฉินก่อนคุณหมอจะตรวจดูอาการอย่างละเอียดอีกครั้ง ผลสรุปออกมาว่าเขาแพ้นมวัวอย่างที่คิดไว้ แต่โชคดีที่เขากินไปไม่มากอาการเลยไม่รุนแรง

ส่วนพี่เหมยฉันคะยั้นคะยอให้กลับไปที่มูลนิธิตั้งแต่ชั่วโมงก่อนแล้วล่ะ เพราะรู้ว่าลำพังปล่อยให้เด็ก ๆ คนอื่นดูแลอาจจะไม่ไหว

'แค่น้องริวจอมดูแลได้สบายมาก พี่เหมยไปเถอะไม่ต้องห่วงนะ’

พอบอกไปแบบนี้พี่เหมยก็ถอนหายใจออกเฮือกใหญ่ก่อนดึงตัวฉันเข้าไปกอดแน่น จากนั้นก็จำต้องบึ่งรถกลับไปที่มูลนิธิและบอกฉันไว้ว่าพรุ่งนี้จะมาหาเช้า ๆ

“เพื่อนหมอให้แอดมิทดูอาการหนึ่งคืนนะครับ ถ้าพรุ่งนี้น้องริวไม่ท้องเสียหรือมีอาการผิดปกติอะไรอีกก็กลับบ้านได้”

“ขอบคุณมากค่ะหมอ”  

ฉันเอ่ยขอบคุณ ก่อนหันมองลูกที่ตอนนี้หลับสนิทไปแล้วเพราะฤทธิ์ยา

“คราวหลังคุณแม่ต้องระวังให้มาก ๆ นะครับ”

“ค่ะ”

ฉันพยักหน้ารับ

“คุณแม่ก็อย่ากังวลมากเกินไปจนคิ้วขมวด ลูกปลอดภัยแล้วนะ”

หมอส่งยิ้มให้ฉันก่อนจะยื่นมือมาลูบหัว...

เขาคือหมอสูตินรีแพทย์คนนั้นที่ฉันเคยฝากครรภ์และทำคลอดด้วยนั่นแหละ เป็นความบังเอิญที่วันนี้เขามาอาสาประจำอยู่ที่แผนกฉุกเฉินแต่หมอที่ตรวจน้องริวไม่ใช่เขาหรอกเป็นหมออีกคนหนึ่ง

“ที่จริงหมอไม่ต้องลำบากมาถึงห้องก็ได้นะคะ”

ฉันบอกอย่างเกรงใจ ตั้งแต่รู้จักกันเพราะมาฝากครรภ์และเขารู้ว่าฉันโกหกเรื่องพ่อของน้องริวคุณหมอก็เริ่มใจดีกับฉันมากขึ้นเรื่อย ๆ

เขาอาจจะสงสารและเอ็นดูฉันกับน้องริวมาก ๆ น่ะ ความจริงเขาก็คล้ายเป็นพี่ชายที่อบอุ่นมากคนหนึ่ง ทุกครั้งที่ต้องพาน้องริวมาฉีดวัคซีนที่โรงพยาบาล ‘หมอเสือ’ ก็มักนัดเจอและเลี้ยงขนมน้องริวอยู่บ่อย ๆ แถมยังชอบแอบยัดเงินใส่กระเป๋ากางเกงให้น้องริวทุกครั้ง พอฉันมารู้อีกทีก็ต้องโทรไปต่อว่าเขาตลอดเพราะไม่อยากจะรับเงินจากเขา

“เรื่องเล็กน้อยน่า ตอนนี้หมอออกเวรแล้วให้เฝ้าน้องริวเป็นเพื่อนแม่จอมยังได้เลยครับ”

เขาเริ่มลดความเป็นทางการลงและล้อเลียนฉันในท้ายประโยคด้วยการเรียกว่าแม่จอม

“หมอกลับได้แล้วค่ะ นี่ก็ดึกมากแล้วจอมอยู่คนเดียวได้”

ฉันรีบดุนหลังหมอให้ออกไปจากห้อง พอรู้อยู่ในใจว่าเขาคิดอะไรแต่ก็ทำได้เพียงทำเหมือนว่าฉันไม่รู้

“เฮ้อ ใจแข็งดีจังงั้นหมอไปก็ได้”

เขาทำหน้าเบ้นิดหน่อยก่อนยอมเปิดประตูห้องด้วยตัวเองและยกมือขึ้นโบกไปมา

“กลับดี ๆ นะคะ”

“ครับ ไว้พรุ่งนี้หมอมาเยี่ยมใหม่”

“ไม่เป็นไรค่ะหมอ ไม่ต้อง...”

“เลิกปฏิเสธหมอได้แล้ว บอกว่าจะมาก็คือมาสิ”

“เฮ้อ...” ฉันได้แต่ลอบถอนหายใจ และมองแผ่นหลังของหมอเดินลับสายตาไปจนสุดทางเดิน

ความจริงก็อยากจะปฏิเสธเขาไปให้ชัด แต่เพราะหมอไม่เคยจีบฉันโต้ง ๆ เลยสักครั้งจึงไม่สามารถปฏิเสธได้อย่างเต็มปาก เขาเหมือนค่อย ๆ พยายามเข้ามาทำดีด้วย และค่อย ๆ ทำให้ฉันยอมรับในตัวเขาได้ในสักวันน่ะ

แต่เป็นฉันเองนั่นแหละที่ไม่อยากเปิดใจ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

ไม่ทันได้เดินกลับไปหาน้องริวที่เตียงด้วยซ้ำ เสียงเคาะประตูจากหน้าห้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง ฉันขมวดคิ้วมุ่นทันที นี่หมอเสือยังไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องอีกงั้นเหรอ

“หมอ ทำไมยังไม่กลับ....” อีกคะ...

สองพยางค์สุดท้ายถูกละไว้ในใจ มือที่จับบานประตูไว้ตั้งท่าจะปิดมันลงอีกครั้งทว่าก็ไม่สามารถสู้แรงของคนอีกฝั่งได้

“เสียใจเหรอที่ผมไม่ใช่หมอคนนั้น”

คนตัวสูงที่ใส่หมวกแก๊ปสีดำปิดบังใบหน้าอยู่ตอนนี้ใช้แรงดันประตูเข้ามาพรวดเดียวก่อนปิดมันลงและกดล็อกประตูไว้ทันที

“มาทำไม”

ฉันได้แต่เอ่ยถามและก้มหน้าหลบสายตาดุดันของเขา

ไม่คิดเลยว่าซุปตาร์ที่กำลังขึ้นแฮชแท็กดังในทวิตเตอร์คนนี้จะตามฉันมาถึงที่โรงพยาบาล เขาไม่กลัวนักข่าวเห็นบ้างรึไง

“มาหาจอม...”

“...”

เขาหยุดพูดไปชั่วอึดใจก่อนหันมองไปยังเตียงที่น้องริวกำลังหลับปุ๋ยอยู่

“แล้วก็ลูก”

“เขาไม่ใช่ลูกของคุณ”

ฉันปฏิเสธไปทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด จู่ ๆ ก็รู้สึกหวงน้องริวขึ้นมาและไม่อยากให้เขาได้รู้ความจริง มันจะส่งผลกระทบต่อตัวเขามากที่สุด เขาเองก็ควรจะรู้ความจริงในข้อนี้ดี

แต่ทำไม...

ทำไมถึงทำแบบนี้ ทำไมถึงยังตามหาฉันอยู่ได้

"จะใช่หรือไม่ใช่ แค่ตรวจดีเอ็นเอผมก็รู้ความจริงทุกอย่าง"

"บอกว่าไม่ไช่ไง...เขาเป็นลูกของฉัน!"

ฉันเผลอตวาดเสียงดังลั่นเอย่างลืมตัว

ฉันกลัวไปหมดทุกอย่าง...ถ้าเรย์ไปตรวจดีเอ็นเอขึ้นมาจริง ๆ เขาเองนั่นแหละจะแย่

เป็นเขาเองที่ต้องเดือดร้อน และสิ่งที่ฉันทำทั้งหมดเพื่อปกป้องเขาจะสูญเปล่าหากทุกคนรู้ความจริงเรื่องที่เขามีลูกชาย

"แต่ถ้าไม่มีผม เขาก็คงไม่ได้เกิดมา ขอร้องล่ะจอม...อย่าหนีผมอีกเลย"

"..."

"หรืออยากให้ผมอุ้มลูกไปถามคนข้างนอกว่าหน้าเหมือนกันรึเปล่า จอมอยากให้ผมทำแบบนั้นใช่ไหม"

“คุณจะบ้ารึไง!”

เป็นอีกครั้งที่ฉันเผลอตวาดเสียงดัง และครั้งนี้มันทำให้น้องริวตื่นขึ้นมา

“ฮึก...แมะ แมะจอม” (แม่ แม่จอม)

“น้องริว...”

ด้วยสัญชาตญาณของคนเป็นแม่เท้าทั้งสองข้างจึงรีบวิ่งไปหาลูกที่เตียงก่อนนั่งลงแล้วรั้งเขามากอดไว้

“ไม่เป็นไรนะครับ ปลอดภัยแล้ว”

“ฮือออ แมะ แมะจอม”

เขายังคงงึมงำเรียกฉันพร้อมกับสะอื้นไห้ สองมือเล็กกำเสื้อฉันไว้พร้อมพึมพำต่อ

“นม...อึก จินโนมมม”

อึก...

ทันทีที่รู้ความต้องการของลูกคืออะไร ฉันก็ได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่และหันหน้าไปมองยังคนที่ยืนพิงผนังอยู่ตรงกลางห้อง สายตาคมของเขายังคงจ้องมองเราสองคนพร้อมทำท่าว่าจะขยับปากเอ่ยพูด

“ลูกอยากกินนม”

ฉ่า!!!

ฉันรู้สึกว่าแก้มทั้งสองข้างราวกับถูกใครมาก่อกองไฟสุมใส่ และตอนนี้มันกำลังลุกลามไปทั่วทั้งตัว ปกติเวลาให้นมฉันกับลูกจะอยู่ด้วยกันลำพังในห้องส่วนตัวตลอด

ฉันไม่เคยอายลูก แต่ฉัน...

กำลังอายและทำตัวไม่ถูกต่อหน้าพ่อของลูกอยู่ในตอนนี้

“...”

“ไม่ให้กินเหรอ...”

เขาถามประโยคถัดไปอีกครั้งเมื่อฉันเงียบ

“คุณออกไปก่อน”

รวบรวมความกล้าประมาณเกือบครึ่งนาทีจึงเอ่ยปากไล่ ทว่าคนตัวสูงกลับขมวดคิ้วมุ่นตอบกลับและยังยืนนิ่งอยู่ตรงที่เดิม

“ผมไม่ออก จนกว่าวันนี้เราจะเคลียร์กันรู้เรื่อง”

“น้องริวไม่ใช่ลูกของคุณ เขาเป็นลูกของฉันกับ...”

จู่ ๆ ก็หัวสมองตื้อหลังจากรัวประโยคตอบกลับ ฉันควรจะใช้ใครมาอ้างดี...

“กับใคร”

คนที่เคยยืนพิงผนังก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ในขณะที่น้องริวยังคงกอดฉันไว้แน่นเช่นกัน โชคดีที่เขากำลังงอแงอยู่จึงไม่คิดจะผละออกจากอกฉันเพื่อหันมองคนมาใหม่เลยสักนิด

น้องริวไม่สนใจพ่อของเขาเลย...ซึ่งมันก็ดีแล้ว

“กับหมอ...กับหมอคนเมื่อกี้ที่เพิ่งเดินออกจากห้อง”

ขอโทษนะคะหมอเสือ แต่จอมขอยืมใช้ชื่อมาอ้างเพื่อเอาตัวรอดหน่อย แค่วันนี้วันเดียวเท่านั้น

ฉันได้แต่แอบขอโทษขอโพยในใจ

“หน้าไม่เห็นเหมือน”

ทว่าคำตอบที่ได้รับกลับมากลับไม่มีวี่แววว่าเขาจะเชื่อคำโกหกฉันเลยสักนิด

“ลูกหน้าเหมือนฉัน เขาไม่เหมือนพ่อ”

“แล้วตอนนี้ลูกจอมอายุกี่ปี”

“สองขวบสามเดือน”

“งั้นแสดงว่าจอมคบกับมันตอนที่คบกับผมอยู่งั้นเหรอ”

“…”

“แต่ผมจำได้ว่าผม...คือครั้งแรกของจอม”

“...”

ดูเหมือนว่าจะเป็นอีกครั้งที่ฉันเสียรู้ให้เขา

“อย่าโกหกเลย แล้วก็เลิกหนีผมได้แล้ว”

ทำไมเขาถึงดื้อด้านแบบนี้กันนะ

“ฉันไม่ได้หนี”

“แต่ที่จอมทำทั้งหมดมันเรียกว่าหนี ทั้งไม่รับสาย ไม่อ่านข้อความ และไม่เคยติดต่อผมมาเลยสักครั้ง นี่เหรอที่จอมเรียกว่าไม่หนี”

“ฮือ...แมะ จินโนมม!”  (แม่ กินนม)

ไม่ทันได้ตอบไปเลยด้วยซ้ำ เสียงน้องริวก็เอ่ยเสียงดังขึ้นแทรกพร้อมกับใช้มือเล็กพยายามเลิกชายเสื้อฉันให้สูงขึ้น 

หมับ!

ฉันรีบตะครุบมือเล็กของเขาไว้ทันที ก่อนหันมามองเรย์อีกครั้งอย่างพยายามจะกดดันเขา

“ออกไปได้แล้ว ฉันจะให้นมลูก”

ในที่สุด...ในที่สุดก็พูดออกไปจนได้

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าการที่น้องริวงอแงกินนมมันเป็นเรื่องดี หรือมันเป็นเรื่องไม่ดี...

ฉันไม่ต้องตอบคำถามว่าหนีเขาทำไมทว่ากลับรู้สึกอึดอัด และรู้สึกร้อนผ่าวแปลก ๆ เพราะตอนนี้ในห้องมีแค่เราสามคน

น้องริวก็ไม่ได้ประสีประสาอะไรด้วย เขารู้แต่ว่าตอนนี้ต้องได้กินนมเท่านั้น...

ส่วนฉันน่ะ คิดไปรอบด้าน คิดจนตัวเองระแวงและคิดจนหัวแทบระเบิด  แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดหาทางไม่ออกสักที

ครั้งนี้ฉันจะไล่เขาออกไปยังไง ในเมื่อเขาหาฉันเจอแล้ว

“ก็ให้ไปสิ ผมจะอยู่”

ไม่ว่าเปล่า เจ้าของร่างสูงยังเดินดุ่ม ๆ ไปนั่งยังโซฟาพร้อมหันหน้ามาทางที่ฉันและลูกนั่งอยู่ เป็นการกระทำที่บ่งบอกว่าคืนนี้ทั้งคืนเขาอาจจะนั่งและนอนอยู่ตรงนั้นกับพวกเรา...

ให้ตายเถอะ!

นี่เขาไม่คิดว่าฉันจะอายบ้างรึไง ทำไมนิสัยของเขาไม่เหมือนกับเรย์คนเดิมที่ฉันเคยรู้จักเลยสักนิด

“นี่คุณ!”

“ผมจะไม่แอบดู โอเคไหม”

ไม่ทันได้ด่าเขาก็ชิงเอ่ยก่อน

“แต่ว่า...”

แต่ถึงอย่างนั้นมันก็รู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี คำพูดของเขาฉันสามารถเชื่อถือได้แค่ไหนกัน

การกลับมาพบกันใหม่ในรอบสามปี ทำให้ฉันเดาใจเขาไม่ออก และไม่รู้เลยว่านิสัยของเรย์จะเหมือนเดิมรึเปล่า

ราวกับว่าเราสองคนต้องมาทำความรู้จักกันใหม่น่ะ

เฮ้อ...

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้นแหละ หรือจอมอยากให้ผมอุ้มลูกไปให้หมอตรวจดีเอ็นเอ”

ฉันค้นพบว่าเขาดื้อขึ้นมากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า เมื่อก่อนเขาไม่เคยขู่ฉันเลยนะ

“คุณไม่กลัวชื่อเสียงจะเสียหายบ้างเลยเหรอ”

ฉันถามออกไปตรง ๆ อย่างคนหัวเสีย ก่อนจะอุ้มลูกเปลี่ยนทิศทางเป็นนั่งหันหลังให้พ่อเขาแทน

“ไม่กลัว...”

"..."

“งือ จินโนม แมะจอม โนม” (กินนม แม่จอม นม)

หลังให้คำตอบมาสองพยางค์เขาก็เงียบอีกครั้ง ส่วนฉันก็จำต้องปล่อยวางแล้วเลิกเสื้อพร้อมดันบราขึ้นเหนืออกเพื่อให้นมลูก...

น้องริวนะน้องริว

ทำไมหนูต้องหิวตอนนี้ด้วยนะ รู้ไหมว่าถึงเขาจะเป็นแฟนเก่าของแม่และเป็นพ่อของลูก

แต่แม่จอมก็อายเป็นเหมือนกัน

“คุณห้ามมองนะ”

ฉันเอ่ยกำชับอีกครั้ง ในขณะที่กำลังพยายามหันไปแอบลอบมองเขา แต่มันก็ทำได้ยาก

“อืม”

เสียงทุ้มครางตอบ และเงียบไปอีกเช่นเคย แต่แทนที่ได้รับคำตอบแล้วจะหายเกร็งฉันกลับยิ่งเกร็งเข้าไปใหญ่

 

 

น้องริวรู้ริวเป็นงานมากลูก 5555

 

ทวิตติดแท็ก

#เกิดจากฟามรัก

แม่มีอีบุ๊กในธัญวลัยนะงับ ไปตำกันได้ จิ้มโลด> เกิดจากฟามรัก


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 38 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #7 a31082529 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 4 ธันวาคม 2563 / 07:26
    เฮ้ย

    มาได้ไงเนี่ย
    #7
    0
  2. #6 c-thnph-udtkthhh (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 22:14
    แม่ยกน้องริวแบบอิชั้นก้ลุ้นตัวโก่งไปสิคะ😁
    #6
    0
  3. #5 11booddy (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2563 / 06:05
    เอ็นดูน้องริว
    #5
    0