Born Lover เกิดจากความรัก

ตอนที่ 5 : Born Lover 4 ส่งกรรไกรให้รีบไปตัด(ใจ)ริบบิ้น {อัพครบ}

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 332
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    26 พ.ย. 63

 

Born Lover 4

 

สรุปวันนี้น้องริวไม่ได้กินปลา ส่วนฉันเองกว่าจะฝ่าดงแฟนคลับออกจากห้างได้ก็แทบเอาตัวไม่รอด

แต่ฉันแวะซื้อขนมไทยากิรูปปลาไส้คัตตาร์ดวานิลามาให้เขาแล้ว ยังถือว่าเอามาแทนกันได้ล่ะนะ…

แม้จะไม่ใช่ปลาจริง ๆ ก็ตาม

“แมะจอมมมมมม”

เมื่อผลักประตูเข้ามาในห้องทำกิจกรรมของเด็ก ๆ น้องริวที่คราวแรกกำลังนั่งเล่นตัวต่อกับพี่เหมยอยู่ก็รีบวิ่งมาเกาะขาฉันทันที

“ทะไมนาน นาน”

เขาคงหมายถึงว่าทำไมไปทำงานนานจัง ส่วนมือเล็กกำกระโปรงยาวคลุมเข่าของฉันแน่น ใบหน้าเล็กเหงนเงยขึ้นมาสบตา

“แม่จอมแวะซื้อดินสอกับสีมาให้พี่ ๆ แล้วก็น้องริวไงครับเลยนานหน่อย”

ฉันชูถุงผ้าในมือให้ลูกดู ก่อนจูงมือเขาเดินตามไปรวมกับกลุ่มเด็ก ๆ ซึ่งนั่งเล่นของเล่นกันอยู่กลางห้อง

“น้องริวนั่งลงตรงนี้รอแม่จอมก่อนนะครับ เดี๋ยวเราค่อยไปอาบน้ำกันเนอะ”

“งับ”

พอลูกน้อยพยักหน้าเป็นเชิงร่วมมือ พร้อมนั่งขัดสมาธิประสานมืออย่างเรียบร้อยฉันจึงคลี่ยิ้มก้มลงหอมแก้มลูกฟอดใหญ่ ก่อนยืดตัวขึ้นยืนอีกครั้งเพื่อคุยกับเด็ก ๆ

“เด็ก ๆ คะ ทายซิวันนี้ครูจอมมีอะไรมาฝาก”

“ไม่เอาปลานะครับครู”

กัปตัน หนึ่งในเด็กอุปการะของมูลนิธิเอ่ยบอกพร้อมทำเบ้หน้าราวกับเบื่อปลาเต็มทน พอเห็นแบบนั้นฉันก็หลุดหัวเราะออกมาในทันทีทั้งที่ก่อนหน้ามีเรื่องเครียด ๆ อยู่เต็มหัวไปหมด

ส่วนน้องริว...รายนี้หันไปถามกัปตันพร้อมขมวดคิ้วมุ่นเพราะไม่เข้าใจว่าทำไมพี่กัปตันของเขาถึงไม่อยากได้ปลา

“ทะมายอ่า ปาหย่อยนะงับพิกัป” (ทำไมอ่า ปลาอร่อยนะครับพี่กัป)

“ก็พี่เบื่อแล้ว ริวกินไปเองคนเดียวเลย”

“หงึ” น้องริวสะบัดหน้าหนีเมื่อเถียงไม่ชนะ ก่อนจะหันไปใช้หน้าถูแขนป้าเหมยเพื่อออดอ้อนแทน

“เอาล่ะ ๆ ไม่ใช่ปลาแน่นอนนะคะ แต่เป็นนี่ต่างหากกก”

ฉันชูกล่องดินสอและสีขึ้นให้ทุกคนดู ก่อนเห็นแววตาเป็นประกายของเด็กทุกคนในวินาทีถัดมา

“จะมีดินฉอแล้ววว” (จะมีดินสอแล้ว)

“ยิ้มอยากละบายฉี” (ยิ้มอยากระบายสี)

คราวนี้เด็กคนอื่นเริ่มแสดงความคิดเห็นออกมาบ้าง ทั้งยิ้มแล้วก็ยิมแฝดชายหญิงในวัยเพิ่งจะสี่ขวบหมาด ๆ ที่ยังพูดไม่ค่อยชัดสักเท่าไหร่

ฉันยิ้มกว้างอย่างนึกเอ็นดูก่อนเริ่มสั่งให้ทุกคนต่อแถวเพื่อมารับดินสอ

“ถ้าอยากใช้ดินสอใหม่กันแล้วก็มาเข้าแถวเรียงลำดับจากน้องไปหาพี่เลยนะคะ เดี๋ยวครูจอมจะแจกให้ทุกคนเลย” 

“ขอบคุงค่ะ” (ขอบคุณค่ะ)

“ขอบคูณค้าบ” (ขอบคุณครับ)

หลังรับดินสอกันเสร็จเรียบร้อยแล้วเด็ก ๆ ก็กลับไปนั่งที่ตัวเองอย่างเรียบร้อยโดยไม่รอให้ฉันสั่ง

จริง ๆ แล้วพวกเขาเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย บอกให้ทำอะไรก็ทำ เชื่อฟังทุกอย่าง แถมยังอารมณ์ดีและสดใสมากกว่าภาพที่คนภายนอกมองพวกเขา

“ครูจอมยังมีสีอีก 12 กล่องไว้ให้ทุกคนใช้นะคะ แต่สีนี้เราจะใช้ด้วยกันที่ห้องกิจกรรม ครูจอมจะเขียนเลขกลุ่มติดเอาไว้หน้ากล่องเพื่อให้ทุกคนหยิบถูก ตอนนี้ยังจำได้อยู่ใช่ไหมคะว่าใครอยู่กลุ่มไหนบ้าง”

ฉันเอ่ยถามเพื่อเช็กความจำของเด็ก ๆ และผลตอบรับก็ยังคงงุนงงอยู่เล็กน้อยสำหรับเด็กบางคน ต่างยกมือบ้างไม่ยกมือบ้างอย่างคนลังเล

“’งั้นไม่เป็นไรนะ ไว้เดี๋ยวครูจอมจะให้ครูหยกกับครูแก้วมาทบทวนว่าใครอยู่กลุ่มไหนอีกที แต่คราวนี้ต้องจำกันให้ได้นะคะไม่งั้นครูจอมไม่ให้ใช้สีจริง ๆ ด้วย”

“หนู หนูจะจำให้ได้ค่าครูจอม”

“ผมจำได้ครับครูจอม”

ผลตอบรับดีเยี่ยมเกินคาดหมายเมื่อขู่ว่าจะไม่ให้ใช้สี ฉันยิ้มกว้างก่อนส่งสีให้น้องจิตอาสาที่มาใหม่ชื่อหยกกับแก้วเพื่อเก็บไว้ที่ชั้นเก็บอุปกรณ์ ก่อนตัวเองจะเดินเข้ามาหาน้องริวซึ่งนั่งเล่นตัวต่ออยู่กับพี่เหมย

“น้องริวครับ วันนี้กินข้าวรึยังเอ่ย”

“จินแย้วงับ กับหมูววว” (กินแล้วครับ กับหมู)

เขาตอบอย่างน่ารักก่อนลุกขึ้นมากอดฉันพร้อมซุกหน้าลงไหล่แล้วถูไถไปมาอย่างอ้อน ๆ ตามเคย

“วันนี้น้าสร้อยร้านหมูปิ้งหน้าปากซอยเขามาเลี้ยงอาหารเย็นเด็ก ๆ น่ะจอม ประหยัดได้อีกหนึ่งมื้อ เด็ก ๆ ก็ดูชอบอกชอบใจมากบอกอร่อยกันเสียงดังจนน้าสร้อยแกถึงกับน้ำตาปริ”

“จอมว่าแกคงมาอีกรอบแน่ ๆ พี่เหมย”

“ไม่เหลือหรอก บอกกับพี่ว่าแกอยากได้ลูกสักคนด้วยนะ” พี่เหมยนั่งชันเข่าก่อนเล่าเรื่องให้ฟัง เรามักจะแลกเปลี่ยนเรื่องราวในชีวิตประจำวันให้กันฟังเสมอ แต่วันนี้...ฉันขอผ่านวันหนึ่งแล้วกัน

“งั้นก็ดีเลยสิคะ”

ทุกครั้งที่เด็ก ๆ จะมีพ่อแม่คนใหม่ฉันรู้สึกยินดีด้วยเสมอ แต่ในขณะเดียวกันก็อดจะใจหายไม่ได้เวลาต้องมีใครคนใดคนหนึ่งย้ายไปอยู่บ้านใหม่

บางครั้งฉันก็กังวลน่ะ กลัวว่าพ่อแม่บุญธรรมเขาจะทิ้งขว้างเด็กในสักวันหากวันหนึ่งเขามีลูกเป็นของตัวเองได้

ผู้ปกครองที่มาขอรับเลี้ยงเด็กมีหลายเคส บ้างก็สามีหรือภรรยาเป็นหมันไม่สามารถมีลูกได้  บ้างก็พยายามกันจนสุดความสามารถแล้วแต่ลูกก็ยังไม่มาสักทีแถมอายุยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เลยตัดสินใจจะรับเลี้ยงเด็กแทน ซึ่งเคสแบบนี้ฉันเป็นห่วงที่สุด เพราะถ้าวันใดวันหนึ่งเขาเกิดมีลูกขึ้นมาเราไม่สามารถรู้เลยว่าเขาจะยังปฏิบัติกับลูกบุญธรรมเหมือนเคยรึเปล่า

“อืม เห็นว่าสามีแกเป็นหมันน่ะเลยมีลูกไม่ได้ ตอนนี้ก็เอ็นดูกัปตันเป็นพิเศษเพราะเห็นว่าฉลาดหัวไว น้าแกถามอะไรก็ตอบได้ทุกคำถาม”

“กัปตันนี่ต้องยอมรับว่าเขาเก่งจริง ๆ นะพี่เหมย ไม่แปลกหรอกที่น้าแกจะเอ็นดูถ้าเขาได้น้าสร้อยเป็นแม่บุญธรรมก็คงจะดีจริง ๆ”

“พี่ก็หวังไว้แบบนั้นนะ ฐานะทางบ้านน้าสร้อยก็ถือว่าพอใช้ได้ นิสัยน้าแกก็ดี บ้านก็อยู่ไม่ไกลจากมูลนิธิของเรา เรายังสามารถมองเห็นเขาอยู่ในสายตา มองเห็นเขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุขได้”

ฉันพยักหน้ารับตามทุกคำพูดของพี่เหมย อย่างน้อยก็ได้มองเห็นเขาเติบโต...ฉันเป็นคนหนึ่งที่ได้เลี้ยงกัปตันตั้งแต่ยังไม่คลอดน้องริว ตอนนั้นเขาน่าจะอายุเท่าน้องริวในตอนนี้  ความผูกพันมันย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เขาก็เหมือนเป็นลูกเป็นหลานของฉันคนหนึ่ง

“พี่เหมยว่าน้าแกจะมารับกัปตันไปอยู่ด้วยเร็ว ๆ นี้ไหม” ฉันหันไปถามพี่เหมย อย่างน้อยจะได้บอกน้องริวให้เข้าใจด้วยน่ะ เพราะรายนี้เขาซี้ปึ๊กกับพี่กัปของเขาอยู่พอสมควร แม้จะเถียงพี่แพ้อยู่บ่อย ๆ ก็ตาม แต่ฉันรู้ว่าเขาผูกพัน

“น่าจะหลังที่ทำงานของจอมมาบริจาคของนะ น้าแกบอกว่าขอไปปรึกษากับสามีแล้วก็เตรียมห้องอีกนิดหน่อยก่อน” ถ้าถึงขั้นเตรียมห้องไว้คงจะจริงจังอยู่ไม่น้อยเลย

“จอมคงต้องไปคุยกับน้องริวไว้เนิ่น ๆ แล้ว ไม่งั้นงอแงไม่ยอมให้กัปตันไปแน่”

“ต้องรีบเลยนะจอมน้องริวคงงอแงอยู่หลายวัน แต่ก็ไม่แปลกใจหรอกเพราะเขาน่ารักมากทั้งพี่ทั้งน้องต่างก็ผูกพัน ถ้าใกล้ถึงวันมารับตัวพี่เองก็จะคุยกับเด็ก ๆ ให้เข้าใจเหมือนกัน”

“ใจหายเนอะ...”

ฉันหันไปมองคนเป็นพี่ ก่อนเห็นว่าพี่เหมยเองก็กำลังมองกัปตันไม่ละสายตา

“ใจอยากให้เขาได้มีครอบครัวที่อบอุ่น มีพ่อ มีแม่เหมือนเด็กคนอื่น แต่อีกใจก็รักเขาเหมือนลูก ความรู้สึกแบบนี้มันทรมานจริง ๆ แต่เราก็ต้องยอมรับและยืนมองเขาอยู่ตรงนี้ แล้วถ้าเกิดวันไหนเขาผิดหวังกลับมา ที่นี่ก็ยังเป็นบ้านของเขาเสมอ”

นี่ล่ะมั้งคือเหตุผล...

เหตุผลที่ฉันไม่เคยทิ้งที่นี่ และกลับมาอยู่ที่นี่ในตอนที่ทุกอย่างในชีวิตมืดแปดด้าน

ราวกับไม่เหลืออะไร ไม่เหลือใคร แต่พอหันกลับมาข้างหลังก็พบว่าฉันยังเหลือคนที่รักฉันอย่างจริงใจและไม่หวังผลตอบแทนใดใดอยู่ที่บ้านหลังนี้

บ้านเติมรัก

 

 

 

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วกระทั่งถึงวันนี้...

วันที่มูลนิธิของเราจะได้รับการบริจาคครั้งใหญ่จากผู้ใจดี ซึ่งก็คือที่ทำงานของฉันนั่นเอง ‘พีซีอินเตอร์ฟู้ด’ โรงงานอุตสาหกรรมอาหารซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสิบของอุตสาหกรรมอาหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดของไทย

“โต๊ะที่จะใช้วางของด้านหน้าจัดเสร็จแล้วนะคะพี่จอม พี่ลักษณ์ฝากหยกมาบอกพี่จอมด้วยว่าให้พี่จอมเป็นคนยื่นกรรไกรให้ตัวแทนโรงงานของพี่จอมตัดริบบิ้น”

“โอเคจ้ะ หยกไปพักกินข้าวเถอะเดี๋ยวพี่ไปดูต่อเอง”

ฉันเอ่ยบอกรุ่นน้องเพราะเห็นว่าหยกทำงานตั้งแต่เช้า ส่วนฉันก็มัววุ่นอยู่กับน้องริวเพราะวันนี้จู่ ๆ ก็งอแงไม่ยอมห่างจากแม่เลย

“ค่ะพี่จอม”

คล้อยหลังหยกเดินจากไปน้องริวก็เริ่มเอ่ยถามคำถาม

“คัยงับ” (ใครจะมาเหรอครับ)

“คนใจดีจากที่ทำงานแม่จอมจะมาแจกของครับ มีทั้งของเล่นใหม่ ดินสอใหม่ สีใหม่ แล้วก็....”

“ก้ออออ” (ก็)

เขาพูดตามเมื่อเห็นว่าฉันหยุดพูดไปพร้อมลากเสียงยาว ๆ ชวนลุ้น

“ปลาตัวใหญ่ ๆ ของโปรดน้องริวไงครับ”

โรงงานฉันทำเกี่ยวกับอาหารสดน่ะ พวกไก่ หมู ปลา มีครบ

“หย่ายจีงน้า” (ตัวใหญ่จริงน้า)

“จริงสิครับ”

“มะหกน้า” (ไม่โกหกน้า)

“ไม่โกหกแน่ ๆ ครับ แต่น้องริวต้องพูดคำว่าโกหกให้แม่จอมฟังอีกรอบก่อน ไหนพูดซิ โก -หก”

เวลาใครบอกอะไรเขาจะถามกลับเสมอว่าไม่โกหกใช่ไหม นั่นเป็นเพราะฉันเคยบอกเขาน่ะว่าการโกหกเป็นสิ่งที่ไม่ดีและไม่ควรทำ...

“โคววโหกก”

“ฮ่า ๆ ไม่ใช่โคหกสิ ต้อง โก - หก”

ฉันหลุดหัวเราและพูดย้ำชัด ๆ ให้ลูกฟังอีกครั้ง ตาใส ๆ ของเขามองตามรูปปากก่อนจะเปล่งเสียงออกมาอีกที

“โคโหกกก”

เฮ้อ...เอาล่ะ คงได้แค่นี้จริง ๆ รู้ทั้งรู้ว่าลูกยังพูดไม่ค่อยชัดแต่ฉันก็ยังพยายามจะฝึกให้ทุกวันล่ะนะ

“ครับ ๆ โคโหกก็โคโหก วันนี้พอก่อนแล้วกัน วันหลังเราค่อยฝึกใหม่ แม่จอมคิดว่าน้องริวไม่น่าจะไหว”

“มั่ยหวาย หวาย” (ไม่ไหว ไหว)

 

 

09.02 น.

รถตู้จากโรงงานร่วมสามคันเคลื่อนเข้ามาจอดเทียบบริเวณหน้ามูลนิธิก่อนพี่น้อย พี่น้ำ และเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ จะช่วยกันขนของที่จะนำมาบริจาคลงจากรถ

ฉันที่ฝากน้องริวไว้ให้หยกดูแทนแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาทันทีก่อนจะยกมือไหว้ทักทายอย่างที่ทำเป็นประจำ

“สวัสดีค่ะพี่ ๆ วางของด้านนี้เลยนะคะเดี๋ยวจอมขอถ่ายรูปเก็บภาพไว้ไปลงเพจของมูลนิธิก่อนนะคะ” ฉันเอ่ยบอกพร้อมเดินไปช่วยถือของแล้วเดินนำมายังโต๊ะที่ได้ตั้งเตรียมไว้

“ถ่ายเสร็จพี่ขอไฟล์รูปด้วยนะจอม เดี๋ยวไว้จะอัพลงเฟซเผื่อเพื่อน ๆ พี่อยากจะมาบริจาคบ้าง”

พี่หนึ่ง อ่า...เขาคือพี่ผู้ชายที่เคยชมฉันว่านางฟ้าตอนเข้าทำงานวันแรกนั่นแหละ เขาเอ่ยขึ้นหลังจากวางของทั้งหมดลงบนโต๊ะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“ได้ค่ะพี่หนึ่ง”

ฉันเอ่ยตอบรับอย่างไม่คิดมาก เพราะยิ่งมีคนรู้จักมูลนิธิเราเยอะเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี

“งั้นพี่ขอไลน์จอมไว้ได้ไหม เอาไว้ส่งรูปกัน”

“จอมว่าส่งในเมลดีกว่านะคะ น่าจะชัดกว่าด้วยเดี๋ยวไว้จอมจะขอเมลพี่หนึ่งอีกทีหลังได้ไฟล์รูปนะคะ”

ฉันเลี่ยงจะให้ไลน์ส่วนตัวกับพี่เอกเพราะรู้จุดประสงค์แอบแฝง ถึงแม้ทั้งชีวิตนี้จะเคยมีแฟนแค่คนเดียวแต่ก็ใช่ว่าที่ผ่านมาจะไม่มีคนเข้ามาจีบ

ฉันพอรู้ว่าพี่หนึ่งคิดยังไง แต่ฉันคงจะรับความรู้สึกดี ๆ นั้นไว้ไม่ได้เพราะหัวใจของฉันคงไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว ทางที่เลือกจึงเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมและไม่ให้ความหวังกับเขาในทุกทาง

“ครับ เอางั้นก็ได้”

พี่หนึ่งหน้าเสียไปก่อนจะเดินเลี่ยงจากฉันไปหาเพื่อนของเขาอีกคนทันที

ความจริงก็รู้สึกผิดแต่ฉันคงจะรู้สึกผิดกว่าถ้าทำให้เขาคิดอะไรไปมากกว่านี้

“จอม เดี๋ยวผู้จัดการสาขาของเราจะมาร่วมเปิดงานด้วยนะ” หลังพี่หนึ่งจากไปได้ไม่นานพี่น้อยก็เดินเข้ามาหา

“ค่ะพี่น้อย งั้นให้ผู้จัดการตัดริบบิ้นเลยนะคะ”

ฉันไม่เคยเจอผู้จัดการสาขามาก่อนเลยสักครั้ง เพราะตอนที่มาสมัครงานช่วงนั้นผู้จัดการไปประชุมกับสาขาใหญ่ที่ชลบุรีพอดี คราวนี้คงได้เจอกันจริง ๆ แล้ว

“โอเคเลยจ้า ขอโทษด้วยนะที่ต้องทำให้วุ่นวายน่ะแต่ทุกครั้งไปบริจาคที่ไหนผู้จัดการเขาชอบตัดริบบิ้นน่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ จอมว่ามันก็ดูเป็นขั้นเป็นตอนดี อีกอย่างพี่ ๆ ยังคิดเกมมาเล่นกับเด็ก ๆ ด้วย วันนี้คงเสียเวลาไปเกินครึ่งวันแน่ ๆ แค่ตัดริบบิ้นเปิดงานไม่ลำบากอะไรมากหรอกค่ะ จอมกับทุกคนในมูลนิธิยินดีด้วยซ้ำที่จะทำให้”

ฉันตอบตามความจริง ไอ้แค่เรื่องตัดริบบิ้นนี่ดูน้อยมากหากเทียบกับจำนวนยอดเงินบริจาคและสิ่งของที่โรงงานเอามาให้ในวันนี้

“จ้า งั้นจอมไปเตรียมตัวได้เลยนะ อีกห้านาทีก็คงจะถึงแล้วล่ะ”

“โอเคค่ะพี่น้อย”

พอตอบรับพี่น้อยเสร็จฉันก็ขอตัวเดินเข้ามาเอากรรไกรที่เพิ่งซื้อใหม่มาเมื่อหลายวันก่อน ไม่ใช่ว่าที่มูลนิธิไม่มีกรรไกรใช้หรอกนะแต่เป็นเพราะแต่ละเล่มมันเริ่มเก่าแล้วน่ะฉันเลยถือโอกาสซื้อใหม่เพิ่มอีกเล่มเลยดีกว่า

พอหยิบกรรไกรที่วางไว้บนโต๊ะได้ก็รีบวิ่งออกมาหน้ามูลนิธิเพราะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังมาแต่ไกล พอเห็นว่าเป็นรถยนต์คันสีดำติดฟิล์มดำสนิทแล่นเข้ามาจอดเทียบจึงรีบเร่งฝีเท้าก่อนเข้าไปยืนข้างพี่น้อย

“มาแล้วล่ะจอม เดี๋ยวก็เข้าไปทักทายคุณรินเข้านะ เธอใจดีไม่ต้องเกร็ง”

คุณริน...

วินาทีที่ได้ยินชื่อของผู้จักการซึ่งบังเอิญคล้ายคลึงกับชื่อน้องสาวของเรย์ ใจฉันก็กระตุกวูบจนเกือบทำตัวไม่ถูก คิดว่าน่าจะแค่บังเอิญชื่อเหมือนเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับเรย์ทีไรใจฉันก็เหมือนเป๋ไปเลยทุกที

“ค่ะพี่น้อย”

ฉันตอบรับก่อนหันสายตาไปมองรถยนต์สีดำคันเดิมที่ตอนนี้จอดสนิท เสียงเครื่องยนต์ดับลงในวินาทีถัดมาและชั่วเสี้ยววินาทีต่อจากนั้น

กริ๊ก

เสียงปลดล็อกประตูดังขึ้น ประตูรถถูกเปิดก่อนจะเห็นส้นสูงของผู้หญิงคนหนึ่งก้าวออกมาจากตัวรถ

อึก...

“...”

ฉันเหมือนคนที่หยุดหายใจไปแล้วและกลับมาหายใจได้ใหม่อีกครั้งเมื่อพี่น้อยแตะแขนเป็นเชิงบอกให้รีบเดินเข้าไปหา

“นี่แหละคุณริน รีบเดินเข้าไปสวัสดีสิจอม”

ฉันไม่สารถเดินหรือเคลื่อนไหวส่วนใดในร่างกายได้ในตอนนี้เพราะ ‘ริน’ ผู้จัดการของฉันคือ ‘ริน’ คนเดียวกันกับน้องสาวของเรย์

กริ๊ก

ปัง...

“...”

อึก

ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากอีกรอบเมื่อประตูอีกฝั่งถูกเปิดออกมา พร้อมกับคนร่างสูงที่ก้าวออกจากตัวรถและกำลังยืนนิ่งหันสายตามายังฉัน

กึก!

กรรไกรเล่มใหม่ที่ถือเตรียมไว้ในมือถูกปล่อยลงกระทบกับพื้นแทบจะทันที หัวใจภายในอกกระหน่ำเต้นรัวเมื่อใบหน้าที่ไม่เคยเลือนหายไปจากความคิดอยู่ห่างเพียงไม่ถึงสองเมตร

ดวงตาของเราสบประสานกัน ต่างคนต่างนิ่งเงียบ

ฉันอยากวิ่งหนีซะเดี๋ยวนั้น ทว่ากลับทำไม่ได้อย่างใจคิดเมื่อได้ยินคำหนึ่งหลุดออกจากปากของคนตรงหน้า

"เจอแล้ว..." 

“เฮ้ย! นี่มันริวดาราดังที่กำลังเป็นข่าวกับน้องมีญ่าหนิวะ ”

เสียงของพี่พงษ์เพื่อนคนสนิทของพี่เอกโพล่งดังขึ้น ทว่าฉันกลับไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำใดออกไปได้

แม้กระทั่งก้มหยิบกรรไกรที่จะใช้ตัดริบบิ้นยังแทบไม่มีแรง

“แม่มอยากจะกรี๊ดให้ดังลั่นมูลนิธิ ดารามาได้ยังไงพี่น้อย"

“แล้วเขามาด้วยกันได้ยังไงอะ หรือเป็นแฟนกัน!”

เสียงพนักงานคนอื่นหันมาซุบซิบถามพี่น้อยด้วยความงุนงง

“จะไปรู้ไหมล่ะ ก็เจอเขาพร้อมกันเนี่ย”

ทุกคนต่างไม่เข้าใจและค่อนข้างตกใจที่จู่ ๆ ดาราดังก็โผล่ลงมาจากรถของผู้จัดการสาขา

ทว่าในเวลานี้คงไม่มีใครตกใจได้เท่าฉัน

คนที่รู้ดีทุกอย่างว่าเพราะอะไรเขาถึงมาด้วยกันได้  และพวกเขามีความสัมพันธ์กันยังไง

“จอมเป็นอะไรรึเปล่า รีบเดินเข้าไปหาคุณรินเขาสิ”

พี่น้อยเอ่ยเร่งพร้อมก้มลงหยิบกรรไกรยื่นส่งให้ ตัวฉันเองจึงตกอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

อยากจะวิ่งหนีไปจากตรงนี้ทว่าก็ทำไม่ได้เพราะหน้าที่มันค้ำคอ สุดท้ายจึงจำต้องค่อย ๆ ก้าวเท้าซ้ายซึ่งยังคงอาการสั่นเทาไปข้างหน้า เดินไปใกล้เรื่อย ๆ จนกระทั่งหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าคุณริน...หรือน้องริน

น้องสาวต่างพ่อของเรย์ รู้ดีว่าสายตาดุดันของใครบางคนจดจ้องอยู่ไม่ห่างแต่ฉันก็ยังคงก้มหน้าแล้วพยายามบอกให้ตัวเองสนใจแค่สิ่งที่ควรสนใจก็พอ

ไม่ว่าจะบังเอิญหรือเป็นความตั้งใจ ยังไงซะฉันก็ไม่ควรหวั่นไหวกับเขาอีก ฉันไม่ควรกลับไปยืนตรงจุดเดิมที่เคยจากมาเพราะสุดท้ายตอนจบมันก็คงเหมือนกับเมื่อสองปีก่อน

ตอนนี้มีแค่น้องริวก็พอแล้ว...

“กรรไกรค่ะคุณริน”

แม้เธอจะอายุน้อยกว่าฉันหนึ่งปี แต่ถ้านับตามลำดับขั้นในที่ทำงานเธอก็แก่ประสบการณ์กว่ามาก

“พี่จอมเรียกรินเหมือนเดิมเถอะค่ะ”

เธอเอ่ยบอกพร้อมกับยื่นมือเข้ามากอบกุมมือของฉันไว้ทั้งสองข้าง ฉันเกือบจะสลัดมือทิ้งแต่โชคดีที่ยังรั้งสติตัวเองไว้ทัน

ยังไงก็ให้ใครรู้ความสัมพันธ์แปลกประหลาดของพวกเราไม่ได้หรอก  แม้ตอนนี้อะไรจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนแล้วก็ตาม

“ไม่ได้หรอกค่ะ คุณรินเป็นถึงผู้จัดการ อย่าทำให้จอมลำบากใจเลยนะคะ”

ท้ายประโยคฉันพูดเสียงแผ่วลง ไม่อยากให้ใครได้ยินและหวังว่าคุณรินเธอจะรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงในคำพูดของฉัน

“เฮ้อ..ไว้ค่อยคุยกันก็ได้ค่ะ”

เธอถอนหายใจอย่างปลงตกก่อนรับกรรไกรจากฉันไปตัดริบบิ้น หลังจากนั้นเสียงปรบมือจากทุกคนก็ดังขึ้นเกรียวกราว และฉันก็ทำได้ดีที่สุดเพียงฝืนยิ้มทั้งที่ข้างในยิ้มไม่ออก

มันทั้งเจ็บปวดและเศร้าหมองในเวลาเดียวกัน แม้กระทั่งเขายืนอยู่ตรงหน้าเพียงแค่เอื้อมมือไขว่คว้า ทว่าฉันที่เป็นแค่คนธรรมดากลับทำได้เพียงหลบสายตาและทำเหมือนว่าเราไม่เคยรู้จักกัน ไม่เคยมีความสัมพันธ์ใดใดเกิดขึ้น

และมีคำถามมากมายวนเวียนซ้ำอยู่ในหัว

ฉันพลาดตรงไหน...

ฉันพลาดเมื่อไหร่..

ทำไมเขาถึงหาฉันเจอ...

“จอมขอตัวแป๊บนึงนะคะพี่น้อย”

ไม่รอให้ใครเริ่มเปิดประเด็นใหม่ ฉันก็รีบหันหลังให้เขาทั้งสองก่อนสาวเท้าเดินเข้าไปบอกพี่น้อยแล้วรีบวิ่งหนีเข้ามาหลบในมูลนิธิทันที

ฉันไม่รอฟังคำอนุญาตด้วยซ้ำ

เสียงเรียกของพี่น้อยเอ่ยไล่ตามหลังทว่าฉันกลับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นกว่าเดิมแทนที่จะหันกลับไปตอบ

“จอมจะไปไหน?!”

ตุบ!

“พี่ลักษณ์คะ จอมฝากงานด้วยนะ ...”  

เพราะวิ่งเร็วเกินไปและไม่ทันได้ดูทางสุดท้ายจึงชนเข้ากับพี่ลักษณ์เข้าอย่างจัง

“ไม่ต้องห่วง ไปอยู่กับน้องริวในห้องพักเถอะนะเดี๋ยวพี่รับหน้าแทนเอง”

เดาว่าพี่ลักษณ์คงรู้สถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ฉันจึงรีบพยักหน้าก่อนเดินเลี้ยวหลบมุมเข้าไปในห้องพักส่วนตัวของตัวเองทันที

พอเปิดประตูเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่เห็นก็คือน้องริวกำลังนั่งเล่นหุ่นยนต์ตัวเล็กของเขาโดยมีหยกคอยนั่งเฝ้าดูแล

“อ้าว! พี่จอมไม่อยู่ดูงานข้างหน้าเหรอคะ”

หยกเอ่ยถามขึ้นทันทีหลังหันมาตามเสียงเปิดของประตู

“พี่ไม่ค่อยสบายน่ะหยก วานหยกไปดูแทนพี่ทีนะเดี๋ยวน้องริวพี่ดูเอง”

ฉันเลือกจะเอาเหตุผลนี้มาอ้าง เพราะมันดูเป็นเหตุผลสิ้นคิดที่มีเหตุผลมากที่สุดในตอนนี้

“ค่ะพี่จอม ถ้ามีอะไรก็เรียกหยกได้เลยนะคะ หน้าพี่จอมดูซีดมาก ๆ ”

ฉันรู้ว่าน้องถามเพราะเป็นห่วง แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อาการป่วยอะไรหรอก มันเป็นเพราะฉันยังตั้งตัวไม่ทันกับเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นก็เท่านั้นเอง

ฉันยังไม่ได้เตรียมตัวเรื่องที่วันนี้ต้องเจอกับแฟนเก่าซึ่งเป็นพ่อของน้องริว

“พี่ไม่เป็นไร หยกไปเถอะจะได้ช่วยพี่ลักษณ์ด้วย” โกหกทั้งเพ...

“ค่ะ”

โชคดีที่หยกไม่เซ้าซี้ถาม เธอทำเพียงเปิดประตูห้องออกไปและปิดอย่างสนิทในวินาทีถัดมา ฉันรีบเดินตามไปกดล็อกประตูก่อนทรุดตัวนั่งบนพื้นพิงประตูห้องอย่างคนหมดแรงทันที

“ฮึก...”

น้ำตาหยดแรกไหลลงอาบแก้มในชั่วเสี้ยววินาทีถัดมา ฉันไม่สามารถอดทนกลั้นมันไว้ได้อีกต่อไปแล้ว แม้ตอนนี้น้องริวจะกำลังมองอยู่ก็ตาม...

แม่จอมขอโทษนะ...

ขอโทษที่เป็นคนอ่อนแอแบบนี้

ฉันอยากบอกลูกในหลายสิ่งหลายอย่างทว่ากลับไม่สามารถเปล่งเสียงใดใดได้นอกจากเสียงร้องไห้

“แมะ แมะจอม” (แม่ แม่จอม)

เขาลุกขึ้นวิ่งมากอดฉันทันทีเมื่อเห็นว่าวันนี้แม่จอมที่เคยสดใสของเขาไม่เหมือนเดิม นั่นคงเป็นเพราะฉันไม่เคยแสดงความรู้สึกเหนื่อยล้าให้เขาเห็นมาก่อน แม้งานจะหนักหรือเจอเรื่องอะไรแย่ ๆ มามากแค่ไหนเขาก็มักจะเห็นฉันในมุมที่สดใสและเข้มแข็งอยู่เสมอ

ฉันไม่อยากร้องไห้ให้เขาเห็น

เพราะเขาเป็นเด็กผู้ชายฉันเลยอยากให้เขาได้เห็นตัวอย่างที่ดี ฉันอยากให้เขาสดใสเหมือนที่ฉันทำให้เห็น อยากให้เขาเข้มแข็ง อยากให้เขามีความสุข อยากให้เขากล้าหาญ อยากเติมเต็มในส่วนของคนเป็นพ่อที่ไม่สามารถสั่งสอนเขาได้อย่างที่ควรจะเป็น

ฉันไม่อยากให้เขารู้สึกว่าตัวเองขาดอะไรไป

ฉันอยากให้เขาเติบโตอย่างดีที่สุดเท่าที่แม่อย่างฉันจะสามารถทำให้ได้

แต่ว่าวันนี้...ฉันกลับทำผิดความมุ่งหวังของตัวเองไปจนหมด ฉันกำลังอ่อนแอ

“โอ๋ ๆ มะร้อง” (โอ๋ ๆ ไม่ร้อง)

มือเล็ก ๆ ของเขาไล่เช็ดน้ำตาออกจากแก้มให้ ในขณะที่ดวงตากลมโตของเขาก็เริ่มคลอไปด้วยน้ำตาไม่ต่างกันกับฉัน

ทว่าแทนที่ฉันจะหยุดร้องไห้ ความรู้สึกที่เคยกดทับมันไว้กลับยิ่งเจ็บปวดขึ้นมากกว่าเดิม ราวกับว่าวันนี้มีคนเข้ามาเปิดผ้าพันแผลในใจนั้นออกและย้ำเตือนให้ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าความจริงแล้ว หัวใจฉันมันเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะที่ยังไม่ได้รับการรักษา ที่ผ่านมาฉันทำเพียงแค่พันมันไว้อย่างแน่นหนาก็เท่านั้น

และหัวใจของฉันไม่ได้แข็งแรงเหมือนที่โกหกตัวเองมาตลอดเลย

“ฮึก...คัย คัยแก้ง” (ใคร ใครแกล้ง)

“จา..ฮึก..จาตีห้ายแมะ” (จะ..จะตีให้แม่)

ทั้งที่ตัวเขาเล็กนิดเดียวแต่กลับเด็ดเดี่ยวมากจนคนเป็นแม่อย่างฉันได้แต่มองลูกปลอบด้วยน้ำตาที่ยังไหลออกมาอย่างมีคิดจะหยุดพัก

เขารักฉันมาก...และฉันรู้ว่าถ้าในอนาคตวันไหนฉันถูกรังแกขึ้นมา หรือมีใครมาทำให้เสียใจ น้องริวคงไม่อยู่นิ่งเฉย

“ฮึก...แม่จอมแค่ฝุ่นเข้าตาเฉย ๆ มันเจ็บมาก ๆ เลยร้องไห้ ฮึก...น้องริวอย่าร้องตามแม่จอมเลยนะ เดี๋ยวแม่ก็หายเจ็บแล้ว”

ฉันทำได้ดีที่สุดเพียงแค่โกหกลูก ทั้งที่ตลอดมาเป็นคนสอนเขาเองแท้ ๆ ว่าอย่าโกหก

อย่าโกหกมันไม่ดี ทว่าตอนนี้ฉันกลับเป็นคนที่โกหกซะเอง

“จีงนะ ฮึก ห่วง ฮือ ลักแมะจอม” (จริงนะ ห่วง รักแม่จอม)

เขาถามย้ำราวกับต้องการเพิ่มความมั่นใจ ฉันจึงพยักหน้าไห้พร้อมกับรั้งตัวลูกเข้ามากอดแนบอก

ในวินาทีนี้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการได้กอดเขาไว้มันทำให้หัวใจฉันคล้ายจะกลับมาเข้มแข็งขึ้นอยู่หน่อย ๆ  ฉันรู้ดีว่ามันคงไม่กลับมาหายดีในเร็ว ๆ นี้ และฉันรู้ดีว่าสุดท้ายยังไงก็คงหลบไม่พ้น

แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันจะไม่มีวันให้เรย์ได้รู้เลยก็คือ

เขากับฉัน...เรามีลูกด้วยกัน

 

 

 

 

เรื่องมันเศร้าไม่เล่าเยอะ

 

ทวิตติดแท็ก

#เกิดจากฟามรัก

แม่มีอีบุ๊กในธัญวลัยนะงับ ไปตำกันได้ จิ้มโลด> เกิดจากฟามรัก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น

  1. #12 rtom711 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 10:03
    ตอนที่แล้วก็ฮึบๆ ไว้ มาตอนนี้ไม่ไหว น้ำตาแตก
    #12
    0
  2. #4 c-thnph-udtkthhh (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 09:10
    ซู่ๆคั้บคูมไร้เต้อ รออ่านอยู่น้า
    #4
    1