Born Lover เกิดจากความรัก

ตอนที่ 2 : Born Lover 1 ตอนจบเพื่อเริ่มเรื่องใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 281
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    10 ต.ค. 63


Born Lover 1

 

สำหรับฉันในตอนจบของเรื่องนี้...

 

CNSNEW

'ลือหึ่ง ซุป'ตาร์ดังตัวย่อ 'ร' คบแฟนสาวนอกวงการ'

BButterNEW

ฉาว!!! ซุป'ตาร์ควงแฟนสาวขึ้นคอนโด 'กก' ทั้งคืน งานนี้แฟนคลับน้ำตานองทั่วประเทศ

ไลฟ์สดเพจเจ๊สี่หมี่เกี๋ยว

'จะรุ่งหรือจะร่วง! ดังข้ามคืนได้ก็ดับข้ามคืนได้ ว่าไหมคะ?'

REALNEW

'ฉาว!!!หนุ่มหล่อซุป'ตาร์ดังแอบซุกแฟน แฟนคลับแห่โจมตีทวิตล่มภายใต้แฮชแท็กดัง #Whoisshe'

 

 

 

"นี่มันอะไรกันเรย์ พี่เตือนกี่ครั้งแล้วว่าทำอะไรก็ต้องระวังให้มาก ๆ เราไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ"

พี่เอกผู้จัดการสาวประเภทสองของริวสาดน้ำเสียงดังลั่น นิ้วชี้เรียวยาวซึ่งถูกแต่งแต้มด้วยแหวนทองประดับเกือบครบทุกนิ้วชี้ด่าคนร่างสูงซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาหนังสีดำราคาแพง

โดยมีฉัน 'แฟนสาวนอกวงการ' นั่งอยู่เคียงข้างเขา

เฮ้อ...ไม่คิดเหมือนกันว่าหลังจากผ่านค่ำคืนนั้นมา..เรื่องมันจะใหญ่โตขนาดนี้ พวกนักข่าวหูตาเร็วราวกับสับปะรด เรียกได้ว่าคงเป็นสับปะรดทั้งสวนเลยด้วย

"แล้วหล่อน! กล้าดียังไงถึงมานอนค้างคอนโดเรย์ ไม่รู้รึไงว่าทั้งคอนโดนนี้มีแต่พวกปาปารัซซี่แอบซ่อนกล้องไว้อยู่ทุกมุมเสาน่ะ"

เป้าหมายถูกเปลี่ยนมาตกอยู่ที่ฉันแทนเมื่อเรย์ยังคงนั่งเงียบไม่พูดจา

อ่า...แต่ฉันไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ

ไม่คิดว่าเรื่องมันจะออกมาเป็นแบบนี้

ฉันเองก็เครียดและกังวลไปไม่ต่างจากพี่เอกเลย

"หนูขอโทษค่ะ"

ผู้หญิงในวัย 23 ที่มีแค่อาชีพรีวิวอาหารและเพจคนติดตามหลักพันอย่างฉันจะทำอะไรได้นอกจากยกมือขึ้นไหว้ขอโทษ

"เหอะ! ขอโทษตอนนี้มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรหรอก แล้วทีนี้จะทำยังไงชื่อเสียงที่ฉันอุตส่าห์สร้างสมมาให้"

"ผมจะแถลงข่าว"

จู่ ๆ เรย์ก็โพล่งขึ้นมาเสียงดังก่อนเขาจะเลื่อนมือใหญ่มากุมมือฉันไว้แน่น และเอ่ยต่อว่า...

"ผมจะพูดความจริงทั้งหมด ถ้าพวกเขารักผมจริงก็ต้องรักแฟนผมด้วย"

ปึง!

ฉันสะดุ้งสุดตัวเมื่อพี่เอกฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ยหน้าโซฟาโครมใหญ่

พี่เอก...ดูจะไม่พอใจมากกับประโยคเมื่อครู่ของเรย์

"นี่บ้าไปแล้วเหรอ! คิดว่าคนที่เขาคลั่งไคล้แกจะยอมงั้นเหรอ อยากตกงานรึไง!"

ยอมรับว่าแวบแรกฉันรู้สึกดีที่เรย์ตัดสินใจจะพูดความจริง แต่ในมุมมองของคนที่เคยเป็นแฟนคลับอย่างฉันนั้น...

มันย่อมไม่ใช่ทางออกที่ดีอยู่แล้ว

"จอมว่าอย่าเพิ่งบอกเลยเรย์"

ฉันหันไปพูดกับเรย์อย่างคนที่พยายามใจเย็น ยังไงก็ต้องมีทางออกสำหรับเรื่องนี้สิ แม้สุดท้ายแล้วฉันอาจต้องเจ็บปวดที่สุดก็ตาม

"แต่เราไม่มีทางอื่นแล้ว เรย์จริงจังกับจอมนะสักวันพวกเขาก็ต้องรู้"

"เรย์มีน้องสาว บอกทุกคนว่าเป็นน้องรินดีไหม"

เพราะเป็นแฟนคลับของเขามานานฉันเลยรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องของเขา นอกจากนั้นยังเคยเจอครอบครัวของเรย์ครั้งหนึ่งตอนที่เขาพาไปทำความรู้จัก และนั่นทำให้ฉันรู้ว่าอดีตก่อนที่เขาจะโด่งดังคนคนนี้เคยผ่านความลำบากอะไรมาบ้าง

เรย์เกิดมาในครอบครัวที่แตกแยก เขามีแม่เป็นทุกอย่างในชีวิต และน้องสาวต่างพ่ออีกหนึ่งคนซึ่งกำพร้าพ่อเหมือนกัน...

สามีใหม่ของคุณแม่เรย์ประสบอุบัติเหตุเมื่อปีที่แล้ว ทั้งที่วันนั้นเป็นวันแรกที่น้องสาวเรย์สอบแอดมิชชั่นได้ และเรย์เพิ่งได้รับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมแห่งปี เขาผ่านอะไรมามากพอและฉันไม่อยากดึงเขาให้ตกต่ำลงมากับฉัน

อย่างน้อยถ้าไม่บอกใครเรื่องนี้เขาก็จะยังรักษาทุกคนที่รักเขาอย่างจริงใจไว้ได้ทั้งหมด ปล่อยให้ทุกคนเข้าใจว่าฉันคือน้องสาวของเขา...

นั่นแหละคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว

ส่วนฉันก็แค่ต้องเดินออกไป

กลับไปอยู่ในที่ที่เคยอยู่ก็พอ

 

 

 

 

 

สำหรับฉันเรื่องใหม่ เริ่มใหม่ ไม่มีเขา...

มูลนิธิบ้านเติมรัก

"ไอ้เราก็เศร้าตั้งหลายวัน น้ำตาหมดไปเป็นลิตร ๆ เพราะคิดว่าน้องเรย์จะสละโสดไปซะแล้ว แต่เรื่องจริงในที่สุดก็ถูกเปิดเผยแล้วค่ะ ผู้หญิงปริศนาที่เข้าใจว่าเป็นแฟนสาวแท้จริงแล้วเป็นน้องสาวของเรย์ค่าาาาา อยากจะบอกว่าดิฉันโล่งมากเพราะตัวดิฉันเองก็แอบปลื้มน้องเรย์อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน..."

"เป็นดารานี่ลำบากเนอะน้องจอม แค่อยากจะมีแฟนคนยังไม่อยากจะให้มี นี่พี่ไม่อยากจะคิดเล้ยว่าถ้าเกิดผู้หญิงที่ขึ้นคอนโดไม่ใช่น้องสาวเขาจะเป็นยังไง "

เสียงพี่เหมย ครูอาสาในมูลนิธิเอ่ยขึ้นขณะนั่งดูรายการบันเทิงในทีวีจอเล็ก ตอนนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มกว่า เด็ก ๆ หลับกันหมดแล้ว

ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้นในวันนั้นฉันก็ตัดสินใจจะหายไปจาก ชีวิตของเรย์ โชคดีที่ยังไม่ได้เล่าเรื่องมูลนิธิให้เขาฟัง ฉันบอกแค่ว่าพ่อแม่เสียตั้งแต่เด็กและอาศัยอยู่กับผู้อุปการะท่านหนึ่ง ซึ่งผู้อุปการะที่ฉันหมายถึงก็คือมูลนิธิบ้านเติมรักนี่แหละ

จริง ๆ ฉันย้ายออกจากมูลนิธิตั้งแต่อายุครบสิบแปดและหางานทำเองตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็ยังมาช่วยที่มูลนิธิอยู่เสมอเพราะถ้าไม่มีที่นี่ก็คงไม่มีฉัน 'จอมนรี' ในวันนี้

"จอมว่าเปลี่ยนช่องดีกว่าค่ะ ข่าวดาราพวกนี้อย่าไปสนใจเลยยังไงเขาก็อยู่คนละโลกกับเราอยู่แล้ว"

"พี่เห็นด้วย ดูละครช่อง52น่าสนุกกว่าตั้งเยอะ" ตอนนี้รีโมตทีวีจอเล็กในห้องพักของเราถูกพี่เหมยครอบครองเรียบร้อยแล้ว ข่าวที่เคยรายงานเกี่ยวกับเรื่องของเรย์หายไปในชั่วพริบตา ในขณะที่ฉันเองกำลังฝืนกลั้นน้ำตาไว้ภายใน

ตอนนี้เขาอาจโกรธมาก และไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันทำ

แต่ฉันเชื่อว่าสักวันหนึ่งเขาจะเข้าใจดี...

 

 

 

 

 

2 เดือนผ่านไป

“แหวะ! แหวะ!”

ภายในห้องน้ำห้องหนึ่งในมูลนิธิ มีฉันและพี่เหมยยืนอยู่ด้วยกัน ฉันโก่งคออ้วกลงชักโครกส่วนพี่เหมยคอยลูบหลัง เหตุการณ์มันวนลูปซ้ำ ๆ มาได้เกือบอาทิตย์

“จอม พี่ว่าไปหาหมอเถอะเราอ้วกแบบนี้มาหลายวันแล้วนะ”

มือซึ่งลูบหลังให้ฉันอยู่หยุดชะงัก ก่อนพี่เหมยจะส่งแก้วน้ำพร้อมทิชชูอีกประมาณห้าแผ่นยื่นส่งให้ ฉันรีบบ้วนปากแล้วหันมองพี่เหมยด้วยสายตากังวลใจ

ฉันมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ กินอะไรก็รู้สึกเหม็นไปหมด แต่กลับอยากกินผลไม้เปรี้ยว ๆ และของหมักดอง

อาการมันคล้ายกับ...

'คนท้อง'

ที่คิดแบบนี้ก็เป็นเพราะว่าประจำเดือนฉันไม่มาอีกเลยนับตั้งแต่คืนนั้น...

จู่ ๆ ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองลืมไปสนิทเรื่องการคุมกำเนิด ทั้งที่ในหัวใจไม่เคยหยุดคิดถึงเขาเลยแม้แต่วันเดียว

ความจริงก็ตั้งใจไว้ว่าหลังเกิดเรื่องจะหาซื้อยาคุมฉุกเฉินมากินกันไว้ เพราะกลัวว่าอีกหนึ่งชีวิตที่เราไม่ได้ตั้งใจจะกำเนิดขึ้นมา

แต่เรื่องมันก็วุ่นวายในเช้าวันถัดมา ฉันเอาแต่กังวลเรื่องของเรย์และลืมอะไรหลาย ๆ อย่างจนปล่อยให้เลยเถิด และถ้าเกิดมันเป็นแบบที่ฉันคิดไว้จริง ๆ

ฉันจะเลี้ยงเขา...ต่อให้ต้องลำบากก็จะเลี้ยงเขาให้โตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีที่สุด

ฉันรู้ดีว่าการเกิดมาโดยที่ทุกอย่างไม่พร้อมเป็นยังไง ฉันรู้ดีว่าความรู้สึกถูกทอดทิ้งเจ็บปวดแค่ไหน และเพราะฉันรู้ดี

ถึงไม่มีความคิดในหัวเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง หรือคลอดมาแล้วจะทิ้งลูกไว้ที่มูลนิธิสักแห่ง...

มันเป็นความคิดเลวร้ายที่สุดที่คนเป็นแม่ไม่ควรแม้แต่จะคิด

“พี่ว่าอาการมัน...เหมือนกับ...”

พี่เหมยจับมือฉันไว้แน่น หน้าตาของเธอดูเป็นกังวลไปไม่น้อยกว่าฉัน เราสองคนโตมาด้วยกันเพิ่งแยกจากกันก็ตอนอายุ 18 และวนกลับมาเจอกันอีกครั้งเมื่อสองเดือนที่แล้ว

“ท้องใช่ไหม”

“อือ จริง ๆ พี่ไม่อยากจะคิดนะ แต่ว่า...จอมได้คบใครอยู่รึเปล่า”

เรื่องที่คบกับเรย์เป็นความลับน่ะ ไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลยสักคนนอกจากฉัน เรย์ คุณแม่ น้องริน และพี่เอกผู้จัดการของเขา

“ตอนนี้ไม่ได้คบแล้วค่ะ”

ฉันตอบไปตามความจริง

“แล้วถ้าเกิดท้องจริง ๆ จอมจะทำยังไง บอกเขาไหม”

“คง...ไม่บอกค่ะ ยังไงก็ไม่บอก”

“ทำไมล่ะ เขาควรรับผิดชอบชีวิตเด็กที่เกิดมาสิ จอมเลี้ยงเขาคนเดียวไม่ไหวหรอกนะ”

พี่เหมยเริ่มใส่อารมณ์ เพราะเราสนิทกันมาก พอเป็นเรื่องเดือดร้อนของฉันพี่เหมยก็มักจะเครียดไปด้วยทุกที

เราเหมือนเป็นพี่น้องกันไปแล้ว

"เรื่องมันซับซ้อนมากค่ะ จอมว่าจอมเลี้ยงเขาไหว"

"เฮ้อ...ไม่อยากเล่าสินะ งั้นก็ไม่เป็นไรแต่วันนี้เราไปหาหมอหน่อยเถอะ ถ้าเกิดท้องขึ้นมาจริง ๆ จะได้ไปฝากครรภ์"

พี่เหมยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนยกมือขึ้นลูบหัวแล้วดึงตัวฉันเข้าไปกอด เธอรู้จักนิสัยของฉันดีว่าเป็นคนประเภทไหน

ถ้าไม่อยากบอกก็คือจะไม่ยอมปริปากบอก ถ้าไม่ถึงทางตันก็จะไม่มีวันขอความช่วยเหลือ

ฉันน่ะ ความอดทนสูงและใจแข็งกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้อีกนะ คงเพราะตั้งแต่เด็กไม่ค่อยได้รับความอบอุ่นโตขึ้นมาถึงได้เป็นแบบนี้

เพราะโหยหาความอบอุ่นตลอดมา พอมีใครมาทำดีด้วยหัวใจของฉันก็จะอ่อนไหวให้ง่าย ๆ พอได้รักก็จะรักจนสุดหัวใจไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

 

 

 

 

 

โรงพยาบาล

"หมอยินดีด้วยนะครับ คุณแม่ท้องได้แปดสัปดาห์แล้ว"

ในวินาทีที่คำว่าแม่หลุดจากปากของคุณหมอน้ำตาของฉันก็ร่วงผล็อยเปื้อนหลังมือทันที

มันเป็นความรู้สึกที่ช่างหลากหลายจนฉันไม่รู้ว่าควรจำกัดความมันว่ายังไงดี อัดอั้นอยู่เต็มอก ทั้งมีความสุข ตื่นเต้น และเจ็บปวด...

มือของฉันเย็นเฉียบและประสานกันไว้แน่บนหน้าตัก สายตาก้มลงมองดูหน้าท้องที่ยังแบนราบของตัวเองแล้วจู่ ๆ หน้าของเรย์ก็ทับซ้อนขึ้นมาในความทรงจำ หัวใจที่ไม่เข้มแข็งเหมือนแต่ก่อนเอาแต่คิดว่า

บอกเขาดีไหมนะ...

ถ้าลูกเกิดมาแล้วถามว่าพ่ออยู่ไหน ฉันจะตอบไปยังไงดี

บอกเขาแล้วเราคบกันเงียบ ๆ ดีไหม ในเมื่อตอนนี้เรย์ยังคงพยายามตามหาฉันเหมือนเดิม เขาส่งข้อความเข้ามาในเบอร์เก่าของฉัน และทุกครั้งที่ใส่ซิมลงไปในโทรศัพท์ข้อความจะขึ้นแจ้งเตือนเสมอว่ามีเบอร์ของเรย์โทรเข้ามานับหลายร้อยสาย

ฉันบอกเขาดีไหม บอกว่าเรา...กำลังจะมีลูกด้วยกัน

"คุณจอมนรีครับ..."

"คะ"

ฉันรีบเงยหน้าขึ้นมองคุณหมอทันทีเมื่อเผลอตกอยู่ในภวังค์ความคิดตัวเองอยู่นานสองนาน พอสบเข้ากับสายตาภายใต้กรอบแว่น คุณหมอหนุ่มในวัยเกือบสามสิบปีก็ส่งยิ้มให้

"สงสัยคงจะดีใจจนร้องไห้เลยนะครับ หมอเรียกอยู่ตั้งหลายที"

"อ่า...คงจะเป็นแบบนั้นค่ะ ฉันดีใจมาก"

ตอบกลับหมอไปตามความจริง พร้อมยกมือขึ้นมาลูบท้องของตัวเองอย่างแผ่วเบาก่อนใช้อีกมือปาดน้ำตาตัวเองออก

'ลูกแม่'

"วันนี้หมอจะให้ฝากครรภ์ไว้แล้วนัดคุณแม่ให้มาตรวจอีกครั้งตามวันนัดนะครับ ช่วงนี้คุณแม่ต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่ายกของหนัก พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์และอย่าใส่รองเท้าส้นสูงนะครับ"

"ค่ะ" ฉันพยักหน้ารับ ทว่าก็ต้องหยุดชะงักมือของตัวเองในเวลาต่อมา

"คุณพ่อคงจะเห่อแย่เลยนะครับ นี่ลูกคนแรกเลยใช่ไหม"

"..." ก้อนสะอึกจุกอยู่ตรงกลางอกและฉันได้แต่อดกลั้นมันไว้เพราะไม่อยากให้ใบหน้าเปื้อนยิ้มของคุณหมอหม่นหมองลง

"ค่ะ เขาคงจะดีใจมาก"

ฉันตอบไปตามที่ใจคิดไว้ ถ้าเรย์รู้เขาต้องดีใจ...เขาคงจะดีใจมาก

"ไว้คราวหน้าพาคุณพ่อมาด้วยนะครับ หมอจะได้แนะนำวิธีดูแลและรับมือกับอารมณ์ของคุณแม่ได้ พอคุณแม่อารมณ์ดีลูกในครรภ์เกิดมาเขาจะได้สดใสและแข็งแรงครับ"

"ค่ะ ไว้คราวหน้าจอมจะพาเขามานะคะ"

ฉันได้แต่ตอบรับ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะทำได้อย่างที่บอกไว้รึเปล่า วันนี้ก็ได้แต่โกหกคุณหมอว่าเขาไปทำงานและอยากจะเซอร์ไพร์ส ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องของเรา...

มันเป็นไปได้ยากเหลือเกิน

และการที่จะให้ซุป'ตาร์ดังอย่างเขามาป้วนเปี้ยนอยู่แถวแผนกสูตินรีเวชก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่นัก

"ครับ งั้นไว้คราวหน้าเจอกันใหม่นะครับ"

หลังออกมาจากห้องตรวจ ฉันก็ส่งข้อความบอกพี่เหมยทางไลน์ก่อนคนทางนั้นจะส่งสติ๊กเกอร์ดีอกดีใจพร้อมรีบโทรกลับมาหาทันที

[พี่จะมีหลานแล้ววววววว ตั้งชื่อหลานว่าอะไรดีจอม]

เดาว่าคนที่ดีใจมากกว่าฉันคงเป็นพี่เหมยไปแแล้ว

"หลานเพิ่งได้สองเดือนเองนะพี่เหมย จะตั้งชื่อแล้วเหรอ"

ฉันตอบกลับขณะที่เริ่มซอยเท้าเดินไปยื่นใบสั่งยา

[ตั้งไว้เลยสิจอม พอคลอดเราจะได้เรียกหลานเลยไม่ต้องมาปวดหัวคิดอีก ชื่อน้องจีนดันไหมน่ารักน่าชังดี]

"ฮ่า ๆ ๆ เหมือนเป็นลูกคนจีนเลยอะพี่เหมย ชื่อนี้ไม่เอาดีกว่า"

ฉันหลุดหัวเราะออกมา ก่อนเดินกลับมานั่งเก้าอี้รอเจ้าหน้าที่เรียกคิว

[เฮ้อ งั้นไว้มาคิดที่มูลนิธิดีกว่า จอมรีบกลับมานะขึ้นแท็กซี่หรือไม่งั้นเรียกGrabก็ได้ ตัวเองท้องไส้แล้วอย่าโหนรถเมล์กลับมาเชียวล่ะ]

"ค่า จอมรับยาเสร็จก็จะกลับแล้ว"

[จ้า งั้นพี่ไปดูเด็ก ๆ ก่อนนะรีบกลับมา]

ที่จริงพี่เหมยก็อยากจะมาส่งแต่เพราะมูลนิธิขาดคนช่วงนี้จึงไปไหนมาไหนพร้อมกันไม่ได้นักเพราะไม่มีคนดูแลเด็ก ๆ

"ค่า"

หลังวางสายจากพี่เหมยมือของฉันก็เลื่อนไปหายังเบอร์คุ้นเคยเบอร์หนึ่งที่ยังไม่เคยลบออกจากตัวเครื่อง

'คุณเรย์' วันแรกที่เราเจอกันฉันเรียกเขาว่าคุณเรย์ แต่ก็ดันได้เบอร์เขามาวันนั้นพอไม่รู้จะบันทึกชื่อว่ายังไงดีก็เลยจบลงที่แบบนี้

ถึงแม้เราจะห่างกันเเกือบสามปีแต่ 'เรย์' คือชื่อที่ฉันเรียกเขามาตลอด

ฉันลังเลอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจกดโทรออก เรื่องมันผ่านมาได้เกือบสองเดือน ข่าวก็เงียบไปแล้วถ้าต่อไปคบกันเงียบ ๆ และระวังตัวให้มากกว่าเดิมอาจจะไม่เป็นไรก็ได้

ฉันเลือกจะคิดในแบบที่ตื้นที่สุด แล้วสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เรียกกำลังใจให้ตัวเอง

รอสายอยู่นานในที่สุดก็มีคนกดรับ

[โทรมาทำไม]

ฉันแน่ใจมากว่านี่ไม่ใช่เสียงของเรย์ แต่ถึงอย่างนั้นใจก็อดจะเจ็บปวดไม่ได้เพราะคนที่ควรรับสายน่าจะเป็นเจ้าของโทรศัพท์

"จอมขอคุยก็เรย์ได้ไหมคะพี่เอก"

[หล่อนเลือกจะหนีไปแล้วก็อย่าหันหลังกลับมา หล่อนอยากจะมาสร้างความเดือดร้อนให้เขาอีกงั้นเหรอ]

ฉันกำมือแน่นนึกโกรธเคืองกับคำพูดของผู้จัดการคนนี้นัก แต่ว่าถึงอย่างนั้นก็ยังอดทนต่อเพราะอยากคุยกับเรย์จริง ๆ

"จอมมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเรย์จริง ๆ ค่ะ จอมขอสายเรย์หน่อยได้ไหมคะ"

[ตอนนี้เรย์เขากลับบ้าน รีบมากก็เลยลืมโทรศัพท์ไว้ที่ห้อง]

"กลับบ้าน.."

[อืม แม่เขาป่วยหนัก หมอตรวจเจอเนื้องอกในสมองต้องใช้เงินเยอะพอสมควร แต่ก็เพราะหล่อนนั่นแหละที่ทำให้เป็นข่าวช่วงที่ผ่านมาเรย์เลยไม่ค่อยมีงานเข้ามา]

"เนื้องอก....เนื้องอกในสมองเหรอคะ แล้วแม่เรย์เป็นยังไงบ้างคะมีทางรักษาไหม"

คุณแม่เป็นคนใจดีมาก ถึงจะเจอกันได้แค่ครั้งเดียวแต่ฉันก็รู้สึกได้ถึงความจริงใจ เพราะแบบนี้พอได้รู้ข่าวฉันถึงไม่สบายใจเลยสักนิด

ก่อนหน้านั้นท่านยังแข็งแรงดีทำไมถึงได้ล้มป่วยกระทันหันกัน

[ทางรักษาน่ะมันก็มี แต่หล่อนก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฐานะบ้านเรย์ไม่ได้ดีขนาดนั้น ยิ่งช่วงที่ผ่านมาไม่ค่อยมีงานเงินที่เก็บไว้ก็ยิ่งเหลือน้อยลง ตอนนี้เขาก็เครียดเรื่องแม่มากเพราะฉะนั้นหล่อนอย่าเอาเรื่องของตัวเองมาทำให้เขาเครียดอีกเชียวล่ะ]

พอได้ยินเรื่องราวทั้งหมด ความคิดที่ว่าจะบอกความจริงก็ถูกฝังกลบลงไปจนลึกสุดหัวใจ

"ขอโทษค่ะที่โทรมารบกวน พี่เอกไม่ต้องบอกเรย์นะคะว่าจอมโทรมา"

ในเมื่อเรื่องมันเป็นแบบนี้ทางเลือกของฉันมันก็คงเหลืออยู่แค่ทางเดียว

[ไม่ต้องบอกฉันหรอกย่ะ ฉันรู้ว่าควรต้องทำยังไงกับหล่อน ทางที่ดีบล็อกเบอร์โทรเขาไปเถอะอย่าให้เรย์ติดต่อหล่อนได้อีก เพราะเรื่องของหล่อนทำให้เรย์ไม่มีสมาธิทำงานเลย ไม่รู้จะรักกันอะไรนักหนาความรักมันกินได้ที่ไหน สู้ทำงานเก็บเงินไว้ดีกว่า]

"ค่ะ ขอบคุณนะคะที่เล่าเรื่องแม่ของเรย์ให้จอมฟัง"

[อืม งั้นแค่นี้ล่ะอย่าโทรมาอีก ถ้าฉันรู้ว่าหล่อนแอบติดต่อกับเรย์อีกนะ หล่อนเดือดร้อนแน่]

สายถูกตัดไปแล้วทว่าฉันยังคงกำโทรศัพท์ในมือไว้แน่น ได้แต่บอกตัวเองว่าให้สู้ต่อ

ฉันต้องเลี้ยงลูกไหว ฉันต้องเลี้ยงเขาได้ และฉันจะเลี้ยงเขาให้ดีที่สุดแม้เขาจะไม่มีพ่อก็ตาม...

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

23 ความคิดเห็น