[Yaoi] Secret of Magic Oracle มายาเคหาสน์ตุ๊กตา (จบแล้ว)

ตอนที่ 5 : พ่อมดผู้ทรงฤทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,331
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60


E-book 
https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetailsPublisher&publisher_id=636113&id=636113&name=Nabu%20Publishing&book_id=67670






แบบเล่มมีวางจำหน่ายแล้วที่
www.reading.co.th
ร้านนายอินทร์ 
บีทูเอส 
ANIMATE Bangkok MBK (099-782-0064)
Bookfriend สาขา ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (0-2721-9365)
Bookfriend สาขา เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า (0-2245-5274)
Kinokuniya สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ (02-255-9898)
Kinokuniya สาขา The EmQuartier (02-003-6507)
Kinokuniya สาขาสยามพารากอน ( 02-610-9500 )
Readery (02-726-7340)
TOONZONE ร้านตูนโซน สาขาซีคอนแสควร์ (02-720-2779)
TOONZONE ร้านตูนโซน สาขาสยามสแควร์วัน (02-251-3334)
That's Y โรงภาพยนตร์ลิโด้ ชั้นสอง (081-801-5580)
ป่าการ์ตูน เดอะมอลล์บางกะปิ (02-734-1643)
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขา จามจุรีสแควร์ (0-2160-5301)
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขา สยามสแควร์ (0-2218-9881-2,0-2218-9875-6)
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขา ศาลาพระเกี้ยว (0-2218-7001-5)
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขา หัวหมาก (0-2374-1374-8)
ร้านการ์ตูนข้างเมเจอร์รัชโยธิน
---------------------------------------

จันทบุรี
โฆษิตวิทยา จันทบุรี( 081-634-3439, 039-311-929)
The reader (081-583-7152)
---------------------------------------

ชลบุรี
ร้านรัฐนาวิน (038-288-301)
ร้านหนังสือประณอม ชลบุรี (038 288 300)
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขามหาวิทยาลัยบูรพา (0-3839-4855-9)
---------------------------------------

เชียงใหม่
การ์ตูนรถไฟ (053-246-876)
สุริวงศ์บุ๊ค (053-281-052)
---------------------------------------

ตรัง
ร้านมิตรสาสน์ (075-218-811)
---------------------------------------

นครนายก
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขาโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (รร.จปร.) (037-393-036)
---------------------------------------

นครปฐม
พลัสเมท (034-254-798)
---------------------------------------

นครราชสีมา
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (044-216-131-3)
---------------------------------------

พะเยา
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขามหาวิทยาลัยพะเยา (0-5446-6799,0-5446-6800)
---------------------------------------

พิษณุโลก 
เสียงทิพย์บุ๊คเซ็นเตอร์ (0-5525-8862)
ศูนย์หนังสือจุฬา สาขา มหาวิทยาลัยนเรศวร (055-260-163-4 )

 ---------------------------------------

สงขลา
เดอะแมกกาซีน สาขาสยามนครินทร์ และ สาขาสนามบินหาดใหญ่  (074-223-345)
---------------------------------------

สมุทรปราการ
Bookfriend สาขา เอแบค บางนา (0-2694-3042)
 
---------------------------------------

สุราษฎร์ธานี
ร้านสาทรบุ๊คเซ็นเตอร์ (077– 273-272)

---------------------------------------

สุรินทร์
เอเปิล บุ๊คพลาซ่า (044-535-231)

---------------------------------------

ออนไลน์อื่นๆ
สามเสนบุ๊ก
หมื่นทิพย์บุ๊ก

หาซื้อไม่ได้ อินบ็อกซ์มาถามนะจ๊ะ https://www.facebook.com/lingbahh/

ปกน่ารักงามแงะนี้ ฝีมือน้อง EnFer de Hell ขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ



==================================================



พ่อมดผู้ทรงฤทธิ์

 

 


ก่อนที่ผมจะสติแตกไปมากกว่านี้ เลนนี่เกลี้ยกล่อมให้ผมสงบลงด้วยคำว่า เดี๋ยวทำงานไม่ทันนะ


เออ จริง...


ผมทำหน้าบูดหน้าบึ้งกลับเข้าไปในห้องทำงานด้วยอารมณ์ที่เหวี่ยงซ้ายทีขวาทีเหมือนเป็นไบโพลาร์ระดับมาเนีย เปรียบเทียบให้ง่ายกว่านี้ก็เหมือนมีใครโยนอารมณ์ของผมลงเครื่องซักผ้าแล้วกดปุ่มซักด่วนนั่นแหละ แบบนั้นเลย


ผมกลับมานั่งหน้าบิลโบแล้วถอนหายใจดังเฮ้อ


มันมีบางอย่างที่ไม่ปกติ ทุกอย่างนั่นแหละที่ไม่ปกติ


อิม... อิมจ๋า...


หือ ใครเรียก


อิมจ๋า อยู่ที่ไหนน่ะ...


หูแว่วมั้ง


ไม่ใช่ก็ต้องใช่ อยู่กันสองคน ถ้ามีเสียงบุคคลที่สามก็คงเป็นเรื่องลี้ลับแล้ว บังเอิญผมไม่ค่อยถูกกับพารานอมอลแอคทิวิตีเสียด้วย เลยปัดมันทิ้งไปจากสมอง นาทีนี้สมองไม่สามารถบรรจุอะไรได้มากไปกว่านี้แล้วว่ะ บอกตรง


 

ทว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แหวนกลับมีอิทธิพลต่อผมมากเท่านั้น... ตอนแรกผมตวัดสายตามองเจ้าฝรั่งมือไวทีหนึ่ง มองมือตัวเองอีกทีหนึ่ง สมองวนเวียนอยู่กับคำถามว่า ใส่แหวนให้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ และทำไมวะ แล้วเรารู้จักกันตอนไหนวะ ที่สำคัญ แหวนมันพูดได้จริงๆ เหรอวะ หรือผมประสาทหลอนไปเองวะ


แต่ไม่กี่นาทีต่อมาผมก็ชักรู้สึกว่ามันผิดปกติมากขึ้นทุกที


ผมไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องตลก...


ผมไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องล้อเล่น...


ผมไม่คิดว่าตัวเองจะทำสิ่งใดได้หากยังมีเจ้านี่อยู่บนตัว...


ไม่ได้การละ ผมรู้สึกเหมือนหัวหมุนติ้ว ใจเต้นแรง ในอกปวดร้าวเหมือนเป็นโรคหัวใจ สีทองบนนิ้วส่องประกายเข้าดวงตาและดึงดูดสายตาจนไม่สามารถมองไปทางอื่นได้เกินกว่าหนึ่งหรือสองวินาที ไม่ใช่แล้ว มันต้องมีอะไรแปลกๆ แน่ อาจจะเป็นความรู้สึกเดียวกับกอลลั่มที่หลงใหลแหวนเอกธำมรงค์จนสูญเสียตัวตนของตัวเองไป โอ... น่ากลัว แค่คิดว่าตัวเองจะหน้าเหี่ยว หลังค่อม หัวล้านนี่ก็แย่แล้ว


เดี๋ยวนะ มันใช่เวลามาห่วงหล่อไหมไอ้อิม!


ความรู้สึกลึกๆ ของผมวิงวอนให้ตัวเองรีบทำอะไรสักอย่างแล้วเอาเจ้าสิ่งประหลาดนี่ออกจากตัวให้ได้


            “คุณอชิตะ...


            ผมไม่ตอบ ไม่อาจละสายตาไปจากแหวนสีทองกลมเกลี้ยงที่นิ้วนางข้างขวาได้


            คุณอชิตะจ้องอะไรขนาดนั้น


ผมไม่ตอบ


            นี่ ถ้ามัวแต่จ้องแหวน งานจะไม่เสร็จเอานะครับ


            ยังจะมาจี้จุดอีก เรื่องที่งานเร่งจนไฟลนก้นก็รู้ตัวหรอก แต่มาทำให้เสียสมาธิแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนล่ะ


            ไม่ไหวแล้ว ผมยันตัวลุกขึ้นนั่ง มองแหวนอีกครั้งแล้วก็ลุกพรวดขึ้นเดินจ้ำไปที่ห้องน้ำที่อยู่มุมในสุดของบ้าน

สไตล์ลอฟต์กิ๊บเก๋ที่ผมออกแบบเอง คว้าประตูห้องน้ำที่ทำจากไม้ระแนงกระชากปิดเสียงดังปังแล้วตรงดิ่งไปยังอ่างล่างมือ เปิดน้ำแรงสุด กดสบู่แบบโฟมแล้วถูมืออย่างเอาเป็นเอาตาย แหวนกลมๆ สัมผัสฟองสบู่แล้วหมุนไปมาอยู่บนนิ้วของผม ผมลองดึง ไม่ออก ถูใหม่ ค่อยๆ รูดออกมาแต่ก็ไม่ออก เพราะดูเหมือนว่าข้อนิ้วของผมจะเป็นอุปสรรค ไม่เป็นไร ลองใหม่ ซ้ำหนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง โคนนิ้วถึงข้อนิ้วแดงก่ำราวกับชโลมด้วยเลือด


            ตอนใส่ยังใส่ได้ (ถึงแม้ผมจะไม่รู้ตัวว่าตอนไหน) ตอนถอดก็ต้องถอดได้สิ ผมคิดอย่างไม่ยอมแพ้


แหวนหมุน หลวมขึ้น ลื่น รูด หล่น แล้วมันก็อยู่ที่เดิม บัดซบเอ๊ย! ไม่ว่าแหวนนี่จะเป็นอะไรก็ตาม มันดึงสมาธิของผมไปหมดแล้ว ผมไม่สามารถจดจ่ออยู่กับอะไรได้ตราบเท่าที่ยังมีเจ้าวัตถุประหลาดนี่อยู่ในมือของตัวเอง ดังนั้นผมต้องเอามันออกไปให้เร็วที่สุด


เสียงน้ำยังดังซ่าอยู่ในห้อง ผมลองอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง กัดฟันจนริมฝีปากห้อเลือดด้วยความแค้นเคือง ผมต้องเอาออกไปให้ได้ มันจะอยู่ตรงนี้ไม่ได้ พื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่ใครจะมาล้อเล่น มันต้องไม่เกิดซ้ำอีก


คุณอชิตะ พอเถอะ พอได้แล้ว เสียงทุ้มที่เหมือนน้ำเย็นดังมาจากด้านหลังของผมพร้อมกับมือสองข้างที่ยึดข้อมือทั้งสองของผมแยกออกจากกัน บังคับให้ผมกอดตัวเองด้วยการกอดผม ผมดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอดของเขาด้วยความรู้สึกอึดอัดและขุ่นเคือง ผมกระแทกศอกเข้ากับสีข้างหนา แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สะเทือนแม้สักนิด ผมทำซ้ำอีกครั้ง คราวนี้อ้อมกอดจึงรัดรึงแน่นกว่าเดิมจนแทบกระดิกไม่ได้


เอาแหวนออกไป


ใจเย็นๆ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ขนาดนั้น


แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผม! ไม่รู้ทำไม คำพูดของเขามันสะกิดอะไรบางอย่างที่เก็บไว้มาเนิ่นนานจนผมเผลอตวาดกลับไปทั้งๆ ที่ตัวผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะให้รุนแรงขนาดนี้ พอคำพูดหลุดออกจากปากไปผมก็รู้สึกแย่ขึ้นมาทันที ผมมองกระจกที่สะท้อนเงาของชายหนุ่มหน้าตาดีชวนหลงใหลกำลังโอบกอดตัวเองไว้ และส่งสายตาที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยกลับมาใหผ่านเงาของเราสองคน ตาของผมแดงอย่างใกล้จะร้องไห้เต็มที ผมรู้สึกอึดอัดผสมเจ็บปวด อะไรๆ ก็พลุ่งพล่านไปจนยากจะควบคุม ผมไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงหงุดหงิดขนาดนี้ อึดอัดจนอกจะระเบิด อัดอั้นจนอยากจะกรีดร้องออกมา และเศร้าจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่


ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง สิ่งเดียวที่ผมรู้คือ แหวนวงนี้ทำให้ปั่นป่วนไปหมด ผมเกลียดมันแต่ผมก็หยุดจ้องมองมันไม่ได้


อ้อมกอดของเลนนี่แข็งแรงราวกับโซ่เหล็กที่เล่นเอากระดุกกระดิกไม่ได้ ผมรู้สึกถึงอุ่นไอของร่างกายหนากำยำของเขาที่แนบเบียดกับผิวเนื้อของตัวผมเอง รู้สึกถึงลมหายใจที่เป่ารดต้นคอและริมฝีปากที่ลอบชิมรสร่างกายของผมด้วยการจุมพิตหลังต้นคอ ทุกครั้งที่เขาสัมผัสมันเหมือนกับมีประจุไฟฟ้าแล่นทั่วร่าง หลับตา


เสียงพร่ากระซิบอยู่ข้างหู หลับตาก่อน...


ผมจำใจยอมทำตาม แหวนที่นิ้วร้อนอย่างกับจะเผานิ้วเสียให้ได้ แต่ยังไม่ทันอ้าปากส่งเสียงประท้วงออกมา ก็พบว่ามือของตัวเองถูกกุมไว้แน่นพร้อมกับเสียงกระซิบผิวแผ่วดังข้างหูที่มันสงบราวกับสายน้ำเย็นๆ ค่อยๆ ชะไอร้อนออกจากมือและหัวใจของผม เขาซบหน้าเข้ากับลำคอของผม ไล้จูบอย่างทะนุถนอม มือที่ประสานไว้ยังคงจับไว้แน่นไม่ปล่อยให้เป็นอิสระ ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัยทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง


วิญญาณจงสงบ... อย่าได้รบกวนเขา


เมื่อสิ้นคำ ผมก็ไม่รู้สึกอะไรกับแหวนอีกนอกเหนือจากอุ่นไอของมือใหญ่ที่เกาะกุมอยู่ เลนนี่ไล้จมูกมาจนถึงข้างใบหูแล้วเอ่ย


หลับใหลเสียเถิด เจ้าผู้ไร้ตัวตนเอ๋ย ยังไม่ถึงเวลาของเจ้า


เอ๊ะ เลนนี่พูดกับใคร? พูดกับผมเหรอ? เจ้าผู้ไร้ตัวตน?


สิ่งสุดท้ายที่ผมจำได้คือ ทั้งตัวทรุดฮวบลงไปกองแทบเท้าและความมืดที่เข้าปกคลุม

 


แล้วผมก็ฝันร้าย... ผมคิดว่าน่าจะเป็นความฝัน ผมเห็นตัวเองกำลังจมน้ำอยู่ในพื้นที่ไร้รูปร่างไร้กาลเวลาที่เป็นสีน้ำเงิน

กำมะหยี่ รอบตัวของผมเป็นของเหลวที่ยืดหยุ่นเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา ผมลองยื่นไปมือไปข้างหน้า มือผลุบหายเข้าไปในวัตถุนิ่มๆ ที่อุ่นราวกับร่างกายของมนุษย์ ผมลองกำมือแล้วชักมือกลับ คาดหวังว่าน่าจะคว้าอะไรติดมือมาได้บ้าง บางทีอาจจะเป็นเจลลี่ บางทีอาจจะเป็นสีกำมะหยี่


ทว่า... ในมือของผมกลับเป็นตุ๊กตาไม้ขนาดประมาณสองนิ้วครึ่ง เมื่อพิจารณาดูก็เห็นว่าเป็นสุนัขพันธุ์เยอรมันชอร์ตแฮร์พอยเตอร์ ส่วนหัวของมันมีสีน้ำตาล ส่วนลำตัวมีแต้มจุดสีขาวตลอดทั้งตัว มีลายสีน้ำตาลพาดที่ด้านซ้ายของขาและตลอดหาง ช่วงขาสั้นแต่ผมรู้ว่ามันสามารถวิ่งได้เร็วราวกับพายุ


เราได้มันมาตอนที่ไปท่องเที่ยวที่ซาลซ์บูร์ก[D1] ด้วยกันทั้งครอบครัว... เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวผม เป็นเสียงที่คุ้นเคยมากเสียจนหัวใจบีบรัดจนเจ็บ ...เบียทริซหลงรักมันตั้งแต่แรกเห็น เราไม่อยากจะขัดใจเธอจึงพามันกลับมาด้วย...


ไม่ใช่หรอก นี่ไม่ใช่หมาของเบียทริซ ผมกำลังอยู่ในความฝัน ผมกำลังเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้ไร้สาระมาประกอบเป็นเรื่องราวใหม่ของตัวเอง


มันเป็นแค่ตุ๊กตาไม้ธรรมดาเท่านั้น


โฮ่ง!


โอย ปล่อยให้ผมปลอบใจตัวเองนานกว่าสองวินาทีก็ไม่ได้ จู่ๆ เจ้าหุ่นจิ๋วในมือผมก็ยืนขึ้นทั้งสี่ขา กระดิกหางให้แล้วเลียฝ่ามือด้วยลิ้นสากและชื้นแฉะของมัน โฮ่ง โฮ่ง!


อิมจ๋า... เห็นไหมล่ะว่าเจ้าซีซี่คิดถึงอิม มันรออิมพามันไปวิ่งเล่นด้วยกัน... มามะเด็กดี เดี๋ยวฉันจะไปขออนุญาต

คุณพี่ก่อนแล้วเราออกไปด้วยกัน อิมรอตรงนี้ก่อน อยู่เป็นเพื่อนซีซี่เดี๋ยวเดียวนะ...


เสียงเล็กๆ ใสราวกับระฆังดังเข้ามาในหัวอีกครั้ง ผมจ้องมองตุ๊กตาหมาขยับได้ในมืออย่างสับสน ผมกำลังฝันและเป็นความฝันที่แปลกเอามากๆ


เจ้าหมาน้อยกระโจนออกจากฝ่ามือแล้วกลายเป็นสุนัขขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมานั่งอยู่ข้างผม หางของมันกระดิกแรงเร็วจนเป็นเสียงขวับๆ พอผมหันไปสบตา มันก็อ้าปากแลบลิ้นยาวแล้วกระโจนเข้าใส่เต็มแรงจนผมกลิ้งโค่โล่อยู่บนพื้นนิ่มหยุ่น เจ้าหมาแปลกหน้าคร่อมทับผมทั้งตัวแล้วเลียหน้าเลียปากของผมราวกับคิดถึงสุดหัวใจ ผมไม่อาจป้องกันตัวเองได้ จำใจปล่อยให้มันเลียจนหนำใจ แต่แล้วมันก็ชะงัก หูข้างหนึ่งยกขึ้นราวกับได้ยินเสียงเรียก มันหมดความสนใจจากผมทันควัน หันหลังให้และกระโจนออกไปจากถุงน้ำคร่ำที่ผมอยู่ตอนนี้


บนพื้นมีตุ๊กตาหมาขนาดสองนิ้วครึ่งตกอยู่ตามเดิม ผมหยิบมันขึ้นมาพิจารณาดูพลางทบทวนกับตัวเองไปด้วยว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น จะเป็นหมาตัวเดียวกับตัวในความทรงจำที่ผมฝังไว้ลึกสุดหัวใจหรือไม่ ผมยกมาดูใกล้ๆ ตา เห็นว่าที่รอบคอของมันมีปลอกคอสีแดงด้วยแต่ขนาดของมันเล็กเกินกว่าที่ผมจะอ่านได้


ผมได้ยินเสียงป๊อปเบาๆ แล้วในมือขวาของผมก็มีแว่นขยายโผล่ขึ้นมา...


เป็นความฝันที่ตลกดี เหมือนอยู่ในหนังการ์ตูน อย่างนี้ก็เสกอะไรออกมาก็ได้สินะ ผมลองเอาแว่นขยายไปส่องดูบริเวณลำคอของเจ้าตุ๊กตา ก็เห็นป้ายสีทองรูปหัวใจสลักคำว่า ซีซี่ (Ci-Ci) เอาไว้


ผมใจหายวาบ ซีซี่? ซีซี่จริงๆ น่ะหรือ? ผมกำลังฝันเพ้อเจ้อไปกันใหญ่แล้ว


เสียงป๊อปดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นสายจูงสีแดงเก่าเปื่อย หมาน้อยในมือผมกลิ้งลงจากฝ่ามือกระทบกับพื้นดังตุบแล้วก็กลายเป็นหมาขนาดกลางที่นั่งรอฟังคำสั่งจากผมพร้อมกระดิกหางระรัวเร็ว ลิ้นสีชมพูแลบเลียปากที่เต็มไปด้วยไรหนวดสีเทา สายตาที่มองมายังผมเต็มไปด้วยความรักและโหยหา ผมดึงมันเข้ามากอด จูบเบาๆ ที่กลางกระหม่อมของมัน สูดกลิ่นเขียวสดของสนามหญ้าเขียวขจีในความทรงจำ มันเลียหน้าผมทีหนึ่งแล้วทำท่าทางเร่งเร้าให้ผมสวมสายจูงให้


ซีซี่...


แค่ชื่อก็ทำให้ผมปวดแปลบในอกแล้ว ผมจำได้ว่าตัวเองซึมกะทือไปเป็นอาทิตย์นับตั้งแต่วันที่ได้เห็นร่างไร้วิญญาณของมันนอนอยู่ท่ามกลางแอ่งโลหิตสีแดงฉานที่เหม็นคาวคละคลุ้ง ผมคงทำใจกับการจากไปของซีซี่ได้ง่ายกว่านี้หากผมไม่ได้เป็นคนพบศพของมัน


นี่เป็นความฝัน ซีซี่ในความทรงจำจึงออกมาโลดแล่นอีกครั้ง ผมสวมกอดจินตนาการไว้ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ ผมเป็นคนโอบประคองเศษซากชีวิตนั้นลงกับหลุมฝังศพเอง... ด้วยมือคู่นี้


หากสุนัขตัวหนึ่งคือเครื่องหมายแสดงความรักและสัตย์ซื่อโดยปราศจากข้อแม้ ซีซี่คงเป็นความซื่อสัตย์ครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบเห็นท่ามกลางโลกที่บิดเบี้ยวและลวงหลอก


ผมคิดถึงมันจริงๆ


คุณพี่ พี่จ๋า ช่วยกันหาหน่อยสิ


เสียงเจื้อยแจ้วสดใสนำมาก่อนตัว ผมเงยหน้ามองตามเสียง เห็นเงาเลือนรางของผู้ใหญ่หนึ่งคนและเด็กอีกคนอยู่ไกลลิบๆ


พี่จ๋า ทำหายไม่ได้นะ


ใจเย็นๆ ซี่ ไม่เอาไม่ร้องไห้ เดี๋ยวค่อยๆ หาก็เจอเอง น้ำเสียงปลอบโยนดังตามมา ผมตัวแข็งทื่อทันทีที่ได้ยินเสียง ทั้งๆ ที่มั่นใจว่าตัวเองกำลังอยู่ในภวังค์ฝัน อ้าว อิมอยู่ที่นี่นี่เอง ปล่อยให้ฉันตามหาเสียตั้งนาน


ผมถอยกรูด เจ้าซีซี่แยกเขี้ยวทำเสียงฮื่อในคอใส่เจ้านายของตัวเอง ผมกระตุกสายจูงหมาให้ตามมาด้วย แต่อีกฝ่ายเดินเร็วเหลือเชื่อ เพียงพริบตาเดียวเขาก็มายืนตรงหน้าผมเสียแล้ว ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อเป็นธรรมชาติตัดกับผิวขาวราวหยวกกล้วยที่เหมือนจะเปล่งแสงออกมาได้ด้วยตัวเอง ผมกระถดตัวหนีอีกครั้ง แต่ท่ามกลางความว่างเปล่ากลับมีกำแพงที่มองไม่เห็นค่อยๆ บีบล้อมเข้ามาจนผมกระดิกตัวไม่ได้


มือใหญ่สีขาวอมชมพูยื่นมาตรงหน้าผมอย่างเอื้อเฟื้อ ไปนั่งอะไรอยู่ตรงนั้น ลุกขึ้นมาสิ ฉันจะช่วยจับให้


ผมกลืนน้ำลาย รู้สึกเหมือนตัวเองถูกต้อนจนมุม


คุณพี่จ๋าน้ำเสียงสั่นเครือใกล้จะร้องไห้ของเด็กหญิงแทรกขึ้นมาระหว่างเรา มือนั้นถูกชักกลับ สองพี่น้องหายไปจริงๆ ด้วย


สองพี่น้องอะไรกัน


กาตารีน่ากับแลนเซล็อต”


แลนเซล็อตน่ะหมายถึง? เลนนี่?


ชายคนที่ผมมองไม่เห็นหน้าทำน้ำเสียงขุ่นเคืองใจ แต่ตัวมาสเตอร์กับมิสเทรสส์ยังอยู่ไม่ใช่เหรอ ตุ๊กตาตัวอื่นหายไปบ้างก็ไม่เป็นไรนี่นา ในเมืองตุ๊กตาของหนูมีตุ๊กตาอีกเป็นร้อยตัว


แม้จะไม่เห็นหน้าแต่ผมรู้ว่าดวงตาสีฟ้าสดใสของเขาคงจะแดงขึ้นมานิดๆ อย่างไม่พอใจที่ถูกขัดใจ จมูกโด่งและริมฝีปากเย่อหยิ่งที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดของชายหนุ่มผู้มั่งคั่งเพียบพร้อมไปด้วยอิทธิพลและเงินตรา ก็คงจะเบ้ใส่หนูน้อยอย่างดูแคลนในความไร้เดียงสา


ไม่เหมือนกัน กาตารีน่ากับแลนเซล็อตเป็นเฮาส์เมดเด็นและบัตเลอร์ของคฤหาสน์แมจิกออราเคิล คุณพี่หยิบตุ๊กตาของหนูไปหรือเปล่า หนูขอคืนเถอะนะ


พี่จะเอาตุ๊กตาของเธอไปทำไม มันก็คงจะปะปนอยู่กับตัวอื่นนั่นแหละ


แต่เบียทริซเก็บตุ๊กตากาตารีน่ากับแลนเซล็อตไว้อย่างดีเสมอ ผมขัดขึ้นมา ถ้าไม่เล่นเธอจะทำความสะอาดมันทุกครั้งที่เล่นแล้วเก็บไว้ในกล่องกระจก


แต่เบียทริซเป็นแค่เด็กหกขวบ เขาหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง พลางหันไปมองเด็กน้อยด้วยท่าทีรำคาญเต็มแก่ จะทำของเล่นหายไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ไม่ใช่หายแล้วมาคร่ำครวญ ร้องแรกแหกกระเชอว่าคนนั้นคนนี้เอาไป ไม่ถูกต้อง หรืออิมจะบอกว่าผมเอาตุ๊กตาของน้องไปกันล่ะ


ผมเม้มปาก กลืนน้ำลายพลางมองหน้าเด็กหญิงตัวน้อย จู่ๆ ภาพก็เบลอเหมือนกับมีอะไรบังตาไม่ให้เห็นภาพชัดเจน เด็กน้อยร้องไห้คร่ำครวญจะโผเข้ากอดชายหนุ่มผู้เป็นพี่ชายแต่อีกฝ่ายกลับสะบัดตัวหนีด้วยท่าทางรังเกียจ


มองภาพตรงหน้าแล้วไม่อยากเชื่อว่าชายคนนี้คือคนที่ผมลุ่มหลงชนิดโงหัวไม่ขึ้นอยู่นานเสียจนไม่ยอมกลับบ้านเกิดเมืองนอน อาจจะเพราะนี่เป็นความฝัน จิตของผมจึงเปิดเผยให้เห็นธาตุแท้ที่ซ่อนลึกอยู่ใต้หน้ากากชายผู้แสนดี


แม่หนูน้อยใจเสียที่ถูกพี่ชายเมินใส่ ยิ่งร้องหนักขึ้นอีก เจ้าหมาน้อยซีซี่เฝ้ามองสถานการณ์อย่างครุ่นคิด (ผมคิดว่ามันคิดอยู่) ก่อนที่จะเข้าไปเลียหน้าเลียตาปลอบเธออย่างอ่อนโยน ผมรู้สึกลำบากใจ ถามตัวเองว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นจริงๆ หรือเปล่า แต่มันคุ้นเหลือเกิน สมองของผมเป็นอะไรไปหมดแล้ว


สายตาหลุบลงไปยังพื้นสนามหญ้าบริเวณปลายเท้าของตัวเอง ก็พบตุ๊กตามนุษย์ชายหญิงขนาดประมาณสามนิ้วนอนคว่ำหน้าอยู่อย่างกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมเขียวขจี


เอ๊ะ นี่มันตุ๊กตาที่เบียทริซหาอยู่นี่นา


แต่ยังไม่ทันได้ปริปากส่งเสียงอะไรออกไป หุ่นจิ๋วชายหญิงทั้งสองก็พลิกตัวหงายหน้ามาทางผมแล้วยกมือข้างหนึ่งขึ้น ใช้นิ้วชี้แตะริมฝีปากของตัวเอง


...ชู่ อย่าเอ็ดไป...


...อย่าบอกใครว่าเห็นผม วันหนึ่งผมจะเป็นฝ่ายไปตามหาคุณเอง...


ผมมองภาพตรงหน้าอย่างแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง แล้วก็หันไปมองเบียทริซที่ร้องไห้จนตัวโยนชนิดไม่มีท่าทีจะสงบลงอย่างไม่สบายใจ เมื่อหันมามองอีกทีเจ้าตุ๊กตาหัวหน้าคนรับใช้ชายและหญิงแห่งคฤหาสน์แมจิกออราเคิลก็อันตรธานไปเสียแล้ว

ไม่รู้ทำไม ผมรู้สึกว่าความฝันนี้มันบรรจบกับเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นอย่างน่าประหลาดใจจนขนแขนทั้งสองข้างค่อยๆ ลุกชันขึ้นมาด้วยความรู้สึกพรั่นพรึง โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า ตุ๊กตาแลนเซล็อต บัตเลอร์แห่งแมจิกออราเคิล คฤหาสน์แห่งเมืองตุ๊กตาจำลองที่ผมทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างมันเป็นเวลาร่วมสามปีกับผลงานที่เลอเลิศที่สุดในชีวิตเพียงชิ้นเดียวบัดนี้ มัน ไม่สิ เขา! กำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานของผม นี่ต้องเป็นเรื่องโกหกแน่ หากว่าเป็นเช่นนั้นจริง ทั้งหมดต้องเป็นภาพหลอน (แม้อีกส่วนหนึ่งของใจจะแย้งว่า ภาพหลอนไม่ควรหาข้าวปลาอาหารให้ผมกินจนพุงกางได้) ทันทีที่ผมตื่นนอน ผมต้องโทรนัดจิตแพทย์แล้วเข้าพบเป็นการด่วน งานไม่เสร็จก็ช่างแม่งแล้ว ผมต้องการหมอ ต้องการยา และต้องการเรื่องจริง

         

   ผมต้องตื่น


            ผมต้องหลุดออกไปจากเรื่องบ้าๆ นี่


            ผมต้องลืม อดีตจบลงแล้ว ไม่มีลมหายใจใดกลับฟื้นคืนมา ไม่เคยมีความสุขใดหวนกลับมา ไม่เคยมีบาดแผลใดเกิดขึ้นแล้วจางหายโดยไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้


            ทั้งหมดเป็นเพียง---


            คุณอชิตะ ตื่นเสียที


            น้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยของใครคนหนึ่งแทรกเข้ามาในห้วงภวังค์ แต่เสียงกับการกระทำต่างกันไปหน่อย เพราะตัวผมถูกโยกเสียหัวสั่นหัวคลอน กระดูกคองี้แทบหลุด คุณอชิตะ ตื่นเดี๋ยวนี้


            โอ๊ยๆๆ ตื่นแล้ว เขย่าอะไรนักหนา


            พอผมส่งเสียงโวยวาย เขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงมานั่งคุกเข่าตรงหน้าผมอย่างโล่งใจ นึกว่าหลุดไปแล้ว


            ที่หลุดน่ะคอจะหลุด


            ตอบอย่างนี้ได้แปลว่าคงไม่เป็นอะไรแล้วเขาเหน็บ แล้วยกแขนสองข้างกอดอก คุณโอเคอยู่ไหม


            จะไปโอเคได้ไงวะ ก็นี่นั่งคุยกับตุ๊กตาอยู่ ผมต้องไปหาหมอ...


            นึกว่าจะพากลับมาไม่ได้แล้ว


            หลับก็ฝันร้าย ตื่นมาก็ยังเจอหน้าแก ฉันยังไม่ได้เป็นบ้าใช่ไหม


            พูดให้มันเพราะๆ หน่อยเถอะ ใครเป็นบ้ากัน


            คิดเป็นภาษาไทยก็เข้าใจด้วยเหรอ อย่ามามโนเลยฝรั่งตุ๊กตุ่น


            ตุ๊กตุ่นคืออะไร


            ผมอ้าปากจะตอบ หุบปาก อ้าปาก หุบปาก พะงาบๆ เหมือนกบรอกินแมลงวันอยู่อย่างนั้นแหละ ไอ้แหวนบ้านี่ต้องมีอาคมฝังอยู่แน่ เลนนี่ถึงอ่านความคิดของผมได้


            ไม่ไหวละ ผมต้องโทรหาพี่กฤต ไม่ว่าจะอยากเจอหรือไม่อยากเจอ แต่ตอนนี้พี่กฤตเป็นคนเดียวที่จะช่วยได้ ยาที่พี่กฤตจะสั่งให้ผมด้วย ผมบอกหรือยังว่าพี่กฤตเป็นจิตแพทย์ และนี่เป็นหนึ่งในหลายๆ สาเหตุที่ผมพยายามหลบหน้าเขาในระยะหลังๆ นี้


            เลนนี่หน้าบึ้ง ดวงตาสีฟ้าอมเขียวของเขามองผมอย่างฉุนๆ หัดฟังกันบ้างสิ ผมก็เป็นห่วงนะ ผมไม่ยอมให้คุณอชิตะไปหาคนอื่นเวลาที่เดือดร้อนหรอก มีผมอยู่ตรงนี้คนเดียวก็พอแล้ว


            มีนายคนเดียวก็พอแล้วที่จะทำให้ฉันเป็นบ้า! สำคัญตัวผิดไปแล้วโว้ย


            อีกอย่างคนที่ทำให้ฉันเดือดร้อนไม่ใช่นายหรอกเรอะ ผมถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ แล้วปัดมือของเขาออก


            ตกลงว่านายไม่ใช่คนที่เพื่อนฉันส่งมาสินะ


เขาส่ายหัว


แล้วนายก็ไม่น่าจะใช่มนุษย์ด้วย


            เขากลอกตามองไปรอบ ทำไม่รู้ไม่ชี้


            ผมกำลังเจอผี ผมควรจะตกใจแต่ก็เปล่าเลย หลังจากเรียบเรียงความคิดอยู่สามสามนาที ผมก็พูดต่อแบบที่คิดว่าทุกคนที่เจอผีและสิ่งลี้ลับต้องพูดกันตามธรรมเนียม


เป็นผีก็อยู่ส่วนผี อย่ามาก่อกวน เดี๋ยวทำบุญไปให้


            ผีเผออะไรที่ไหน เจ้าฝรั่งโวย ดูถูกกันชะมัด


            เอ้า แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ตุ๊กตาวูดูเหรอ


            ตุ๊กตาวูดูเป็นวัฒนธรรมที่ตกทอดมาจากการค้าทาสในอเมริกา หัดอ่านหนังสือมั่งนะ


            โดนตอกกลับอย่างนี้ ผมงี้ไปไม่เป็นเลย พออ้าปากจะเถียงอีก เลนนี่ก็ทำหน้านิ่วคิ้วขมวด


ไม่คิดเหรอว่าถ้าผมเป็นผีจริงๆ ข้าวต้มเมื่อตอนเที่ยงก็อาจจะทำมาจากใบไม้ใบหญ้าขี้ดินขี้โคลนที่ไหนก็ได้


            เออว่ะ! งั้นตกลงไม่ใช่ผี แต่เป็น?


            “เริ่มปวดท้องหรือยังล่ะ ใส่หญ้าเน่าลงไปตั้งเยอะ


            เฮ้ย! ตกลงพูดจริงพูดเล่นเนี่ย แค่คิดก็รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาทั้งๆ ที่น่าจะย่อยหมดไปหลายชั่วโมงแล้ว แต่พอเห็นเขากลั้นยิ้ม ผมก็แยกเขี้ยวใส่ จ้องตาแล้วสะบัดหน้าหนี หลอกกูอีก!


            เออๆ จะเป็นอะไรก็เป็นเหอะ ไม่ว่ากัน ไหนๆ เรื่องมันก็บ้ามาถึงขนาดนี้แล้วผมยอมรับอย่างจนใจ อ้าว ก็ผมเถียงไม่เก่งนี่ ไม่ชอบเผชิญหน้าด้วย ผมกอดอกบ้างแล้วรอคอยเขาพูด สีหน้าของเลนนี่ดีขึ้นนิดหนึ่ง และจู่ๆ ผู้ชายที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าก็เอื้อมมือมาจับมือข้างที่สวมแหวนทองคล้องใจ (เรียกอย่างนี้จะดีเหรอวะ รู้สึกขนลุกพิกล) ประคองมือขวาของผมไว้อย่างทะนุถนอมราวกับกำลังจะขอแต่งงานก็ไม่ปาน


            “คุณอชิตะ แหวนที่ผมมอบให้คุณมีพลังวิญญาณอยู่ เป็นวิญญาณของใครบางคนที่ยังปล่อยวางไม่ได้แม้จะผ่านไปหลายต่อหลายปี เป็นวิญญาณที่ทรงพลังมากเสียจนนำผมมาอยู่ที่นี่ เพื่อตามหาคุณ ปกป้องคุณ และ...เขาหยุดประโยคแค่นั้นก่อนที่จะดึงมือของผมไปจูบ ภักดีต่อคุณ


            สัมผัสของริมฝีปากที่ประทับบนแหวนทำเอาร้อนวูบวาบไปทั้งตัว ราวกับว่าเขาจะจูบเพื่อปลดเปลื้องเสื้อผ้าของผมและนำพาไปสู่อะไรบางอย่างที่ร่างกายโหยหาการเติมเต็มมานานแสนนาน ผมรู้สึกขัดเขินอย่างประหลาด สัมผัสของเขาทำให้รู้สึกราวกับว่าเรารู้จักกันมานานแสนนาน ราวกับว่าผมเคยอยู่ในอ้อมกอดของเขาและร้างราไป แต่สายสัมพันธ์ของเราที่ขาดช่วงได้กลับมาบรรจบกันในวันนี้


            จูบที่มือนั้นหวานขนาดที่ว่าคนที่สาบานว่าจะเอาหัวใจเก็บใส่ลิ้นชักอย่างผมยังหวั่นไหวเลย...


            หากเขาประทับลงบนริมฝีปากจะหวานล้ำขนาดไหนกันนะ ผมอดสงสัยไม่ได้ แต่ขอยืนยันว่าผมยังมิได้ตกหลุมรักเจ้าตุ๊กตุ่นปีศาจตนนี้แต่อย่างใด


ผมมองแพขนตาสีบลอนด์ของเขาเลื้อยไล่ไปยังจมูกโด่งและโครงหน้าเปี่ยมเสน่ห์ที่หล่อเหลาแบบคนรุ่นเก่า บางอย่างบอกผมว่า เลนนี่มาจากโลกเก่า แม้ผมเองจะตอบไม่ได้ว่าเก่าขนาดไหน แต่รับประกันได้ว่าเขาไม่ได้เป็นชาวบริเตนเจเนอเรชันเอ็กซ์วายแซดอะไรเลย แต่น่าจะเป็นเจเนอเรชันควีนวิกตอเรียอะไรแบบนั้น ความคิดแปลกๆ ที่แทรกเข้ามาในหัวทำให้ผมไขว้เขว จึงต้องระงับความคิดแล้วเบี่ยงเบนประเด็นเพื่อทำลายบรรยากาศแปลกๆ นี้เสีย ผมต้องไม่คิด ผมต้องทำไม่รู้ไม่ชี้ ผมไม่อยากให้ใครเปิดแผลที่กลัดหนองออกมาและเย้ยหยันความโง่เขลาของตัวเองอีกครั้ง


            ก็เลยเอาแหวนผีสิงมาสวมให้ฉันงั้นเหรอ ฟังดูย้อนแย้งดีชะมัด


            เขายักไหล่ ไม่ตอบ ไม่แก้ตัว


            เพิ่งบอกฉันหยกๆ ว่าตัวเองไม่ได้มีพลังเวทมนตร์มากขนาดนั้น แล้วที่ทำอยู่นี่อะไรเนี่ย บ้าฉิบ


            เขาเกาจมูกตัวเองราวกับขัดเขินที่จะอธิบาย คือ... ที่ถามนี่เชื่อเรื่องที่เห็นใช่ไหม


            ตอนนี้ก็คุยกับผีอยู่ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ


            ถ้าเรียกว่าผีเหมือนพวกชั้นต่ำพวกนั้นอีกทีจะไม่ช่วยทำบ้านแบ๊กเอนด์แล้วนะ”


            โอ๊ย ไม่เห็นต้องจริงจัง ผมง้อด้วยสัญชาตญาณ นาทีนี้กับงานเร่งระดับนี้ ต้องลากอมนุษย์มาช่วยทำงานผมก็ยอม


พลังเวทมนตร์มันก็มีหลายระดับ แต่ละคนก็มีพลังแต่ละด้านไม่เท่ากัน


            งั้นนายคงถนัดเรื่องเข้าฝัน สร้างภาพหลอน เสกแหวนให้พูดได้ ผมแซะจบจากฮอกวอตส์หรือเปล่า


            นี่จะเอาคำตอบจริงๆ หรือคำตอบเล่นๆ แหวนนี่เป็นของล้ำค่านะ


            วงเดียวเพื่อครองพิภพ One Ring to rule them all


            คุณพูดถึงอะไร


            ก็ประโยคสุดฮิตจากลอร์ดออฟเดอะริงส์ หัดอ่านหนังสือบ้างนะผมย้อนพร้อมทำตาใสปิ๊งๆ ใส่เขา


            เลนนี่ขยับตัวขึ้นมานั่งข้างผม เขาอ้าปากจะเถียง แต่ผมตัดบทด้วยน้ำเสียงเฉยเมยเสียก่อน ความเสแสร้งและแกล้งโง่เป็นกิจกรรมที่ผมถนัดพอควรล่ะ


            ขอบใจสำหรับของขวัญก็แล้วกัน แต่ฉันยังไม่พร้อมฟังเรื่องอะไรทั้งนั้น แถมตอนนี้ฉันหิวมาก ถ้าไม่หาอะไรมาให้กินภายในห้านาทีนี้ ฉันสาบานได้ว่าจะลงไปกองกับพื้นอีกรอบแน่ๆ


            สีหน้าของเขาดูปั่นป่วน ทั้งเสียใจที่ผมเมินเฉยต่อการกระทำของตัวเอง ทั้งโล่งใจที่ผมยังคงเปลี่ยนเรื่องทำไม่รู้ไม่ชี้ได้อย่างหน้าตาเฉยตามปกติ แม้ว่าเขาย่อมดูออกว่าผมพยายามเบี่ยงประเด็นไม่ให้เข้าเรื่องที่เขาต้องการได้


            เมื่อกี้ยังบอกว่าผมเป็นผี ผีคงทำอะไรให้กินไม่ได้หรอก” เขาพูดงอนๆ


            ผมจิ๊ปากขัดใจ ทำไมเจ้าตุ๊กตุ่นนี่ถึงลีลาเยอะนักวะ แต่รายการผีบอกว่าผีโทรศัพท์ได้ งั้นถ้าไม่ทำอะไรให้กิน ก็ช่วยโทรสั่งแมคโดนัลด์มาให้ที แมคเดลิเวอร์ลีสิบเจ็ดสิบเอ็ด ฉันหิวจะขาดใจอยู่แล้ว ถ้ายังจะต่อปากต่อคำอีก ฉันจะเป็นลมแล้วนะ สาม สอง หนึ่ง


            ครับๆๆ เลนนี่ลุกขึ้นเดินพรวดพราดเข้าไปในครัวอย่างหงุดหงิด ทิ้งผมไว้ที่โซฟาเพียงคนเดียวพร้อมกับความโล่งใจและเครียดขมึงในอีกแง่หนึ่ง ผมจ้องมองแหวน รู้สึกว่ามันหนักราวกับหินถ่วง...


            การปรากฏตัวของเลนนี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม


            อย่างดีที่สุดคือ ผมแค่คิดเรื่องทั้งหมดนี้ไปเองเพราะไม่ยอมไปตามนัดของพี่กฤตนัย ผู้เป็นทั้งจิตแพทย์และอดีตแฟนหนุ่ม (ช่วงสั้นๆ) มาเป็นปีๆ ถ้ายอมไปหาพี่กฤต กินยาสักสองสามชุด ทำตัวดีๆ ภาพหลอนทั้งหมดนี้จะหายไป



            อย่างเลวที่สุดคือ ทั้งหมดนี่ไม่ใช่ภาพหลอนและไม่ใช่ความฝัน แลนเซล็อตมาที่นี่เพื่อบอกผมว่าผมไม่มีวันหนีจากอดีตได้ ถึงตอนนี้ผมยอมรับก็ได้ว่าผู้คนทั้งหมดในภาพครรภ์ในความฝันนั้นมีตัวตนจริงๆ ทั้งหนูน้อยเบียทริซ เจ้าซีซี่หมาน้อยผู้ซื่อสัตย์ และคุณพี่... รวมไปถึงคฤหาสน์ตุ๊กตาแมจิกออราเคิล และตุ๊กตาคนรับใช้ที่หายไปตั้งแต่หนึ่งปีก่อนเกิดเรื่องด้วย


            งั้นแลนเซล็อตผู้เคยเป็นตุ๊กตาพ่อบ้านขนาดสามนิ้ว[D2]  บัดนี้กลายเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายและเลือดเนื้อเหรอ เรื่องนี้บ้าบอสิ้นดี


            แล้วหัวหน้าคนรับใช้หญิงที่ชื่อว่ากาตารีน่าล่ะ? เธอกลายเป็นมนุษย์เหมือนกันใช่ไหม? งั้นตอนนี้เธออยู่ที่ไหน?


            ผมหวังให้เป็นกรณีแรก... ทุกอย่างเป็นเพียงจินตนาการฝันเฟื่องชนิดที่ไปหาพี่กฤตแล้วเขาจะบอกผมว่า ผมต้องการยาบางตัวเพื่อปรับสารเคมีในสมองให้สมดุลกว่าที่เป็นอยู่  ปัญหาคือ... กลิ่นเนื้อผัดพริกหยวกที่ทำให้ผมจามน้ำหูน้ำตาไหลเป็นเรื่องจริงเนี่ยสิ


            ผมมองแหวนในมืออีกรอบ นี่มันก็ทองคำแท้หนักสองสลึง แถมพลังวิญญาณอัดแน่นแถมฟรีอยู่ข้างใน


เฮ้อ... นาทีนี้เฮียฮ้วงคงปลื้มใจตายห่าที่ผมดูทองเป็นแล้ว

           



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

206 ความคิดเห็น

  1. #191 sunmarine (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 17:13
    ลุ้นมากเลยค่ะ คืออะไร มาจากไหน
    #191
    0
  2. #177 moony+lilac (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 19 มกราคม 2561 / 10:38
    คือแบบงงมาก อึ้งมาก แล้วก็ไม่เคลียร์เลย ตกลงว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร แล้วเขาทำอะไรทำไมอิมถึงหนีกลับเมืองไทย ตั่งต่างนานา
    #177
    0
  3. #81 oilllalita (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 21:20
    นึกหน้าเลนนี่ไม่ออก แต่ต้องหัวล้านแน่ๆ เพราะขี้น้อยใจมาก 555555 // รักนะ writer สู้ๆ
    #81
    0
  4. #80 padang (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 00:22
    เลนนี่น่าจะเป็นพ่อมดมากกว่าเป็นตุ๊กตานะ
    #80
    0
  5. #79 Pppppp (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 23:53
    เพิ่งสังเกตว่าคุณกีกี้เปลี่ยนชื่อเรื่องค่ะ ยอมรับว่าชื่อเรื่องเก่าดูเป็นสไตล์ลิงเพชรมากๆ ไม่คิดว่าจะเป็นแนวแมจิค พอเปลี่ยนชื่อก็เข้ากับเนื้อเรื่องดีค่ะ
    #79
    0
  6. #78 Zwolf T.D. (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 23:30
    อภินิหาร+ความประหลาดเข้าไปอีก จุดนี้น้องหนูอิมหาความปกติไม่ได้ยิ่งกว่าลิงเพชรไปอีก เพราะทางน้องหนูอิมกะเลนนี่นี่มีความเหนือธรรมชาติเข้ามาผสมอยู่ด้วย หวังว่านายจะทำบ้านบิลโบ้เสร็จนะหนูอิม555
    #78
    0
  7. #77 Mslcur (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 21:45
    อ่านมาถึงตอนนี้แล้วอึ้ง ทึ่งมากกค่ะพี่กี้ ตื่นเต้นมาก รอตอนต่อไปแล้วงะ งือ
    #77
    0
  8. #76 porpies2 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 21:02
    ขอบคุณค่า
    #76
    0
  9. #75 Akifusa (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 19:56
    ตื่นเต้น ลึกลับ สนุกขึ้นไปเรื่อยๆเลยค่ะพี่กี้?
    #75
    0