[Yaoi] Secret of Magic Oracle มายาเคหาสน์ตุ๊กตา (จบแล้ว)

ตอนที่ 4 : นักมายากลผู้เสกสรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,493
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    14 ธ.ค. 60

(4) นักมายากลผู้เสกสรรค์


ทำใจได้ละ เล่าให้ฟังก็ได้ว่าป๊ากับผมงอนกันว่าด้วยเรื่องขายที่ดินมรดกครับ

อย่างที่ทุกคนรู้กัน บ้านที่ผมอาศัยอยู่ตอนนี้อยู่ในซอยต้นสน ข้างๆ เซ็นทรัลชิดลม ซึ่งเป็นย่านที่ที่ดินมีราคาแพงแบบหูดับตับไหม้ ผมรักบ้านนี้มากเพราะเป็นที่ที่แม่ให้ไว้เป็นมรดกก่อนที่แม่จะจากไป ซึ่งนั่นเป็นช่วงที่ผมอายุแค่สิบห้าเอง เรื่องก็ผ่านมาหลายปีดีดัก ผมเองก็ไปเรียนป.ตรี ป.โท แถมอยู่อังกฤษเบ็ดเสร็จแล้วก็เก้าปีแปดเดือน พอกลับไทย ผมก็ย้ายออกจากบ้านที่เยาวราช เพราะเฮียฮ้วงบอกว่าจะขอห้องผมมาต่อเติมเป็นห้องของเซียวหยูสองคนที่มีหน้าที่คอยดูแลอากงอาม่าที่ย่างเข้าวัยแปดสิบแล้ว

จะว่าไงดี เสียดายห้องก็เสียดาย แต่เฮียขอร้องก็ยอมให้ ผมเลยย้ายออกจากบ้านที่เยาวราชมาปลูกบ้านบนที่ดินเปล่าที่แม่ยกให้ในซอยต้นสนแห่งนี้ นับเป็นบ้านมนุษย์จริงๆ หลังแรกและหลังเดียวนับตั้งแต่เรียนจบมาที่ผมได้ลงมือออกแบบและจัดการก่อสร้างเองแล้วก็อยู่และทำงานที่นี่เป็นการถาวร

อยู่ๆ ป๊าก็เรียกผมมาคุยเมื่อสองเดือนก่อนแล้วก็บอกผมว่า ป๊าจะขายที่ของแม่นะ อิมเอาโฉนดมาแล้วไปที่ดินด้วยกันหน่อย

พอผมถามว่า ทำไม ที่ดินนี่ก็ชื่อผม บ้านผมก็สร้างเองด้วยเงินก้นถุงที่ผมเก็บหอมรอมริบมา แต่ป๊าทำหูทวนลม ไม่แยแสกับความผูกพันของผม ไม่ถามความรู้สึกผมสักคำ แต่กลับถามว่า อิมรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังนั่งทับเงินมูลค่าเท่าไหร่

รู้สิ ทำไมผมจะไม่รู้ ในเมื่อมีรถเบนท์ลีย์คันละยี่สิบล้านมาจอดหน้าบ้านพร้อมกับนักธุรกิจหนุ่มแว่นรูปหล่อมาติดต่อขอซื้อที่ดินขนาดสองไร่ครึ่งในราคาสูงถึง 3,000,000,0000 บาท เลขศูนย์ไม่ได้พิมพ์เกิน มันคือสาม-พัน-ล้าน-บาท ไม่ว่าผมจะนั่งยันนอนยันว่าไม่ขาย ผู้ชายคนนั้นก็ไม่เคยย่อท้อ ยังโผล่มาหาผมบ่อยพอๆ กับพนักงานจดมิเตอร์ค่าไฟฟ้าอยู่ดี หลังๆ บางทีเขาก็มาชวนคุยเฉยๆ อย่างกับเป็นเพื่อนกันด้วย จะใจร้ายให้ยืนอยู่หน้าบ้านทุกครั้งก็ไม่ดี สุดท้ายก็ต้องยอมให้เข้ามาในบ้าน ล่าสุดเขารู้แล้วนะว่าถ้าอยากดื่มกาแฟต้องต้มกาแฟให้เจ้าของบ้านด้วยเพราะผมทำเองไม่เป็น

คิดๆ ดูแล้วก็ตลกดีกับการมีเพื่อนโดยไม่ตั้งใจแบบนี้ แต่พอคิดว่าป๊ากำลังกดดันขนาดไหนก็ขำไม่ออก จะไปเล่าให้ใครฟังก็ไม่ได้โดยเฉพาะกับคุณชายเบนท์ลีย์ ไม่งั้นเขาต้องมากางเต็นท์นอนเฝ้าผมหน้าบ้านแน่ เขาเป็นคนนิสัยดีมากแล้วก็มีเสน่ห์ไม่น้อย คุยก็สนุก ไม่แน่สักวันผมอาจจะหลงคารมเขาแล้วยอมขายที่ดินของแม่ก็ได้

อิมจะทิ้งเงินสามพันล้านเหรอ? ป๊าถามด้วยเสียงเครียดๆ ผมคิดถึงเงินในบัญชีของตัวเอง... ไม่แย่ สำหรับคนทั่วไปก็เรียกว่า รวยแล้ว แต่สำหรับมาตรฐานของผมก็ไม่อาจเรียกตัวเองว่าเป็นเศรษฐีได้ ขนาดอยากได้โตโยต้าอัลพาร์ด ยังต้องไปอ้อนขอให้อากงอาม่าถอยให้เพราะทำใจควักกระเป๋าซื้อเองไม่ได้ (ที่จริงอีกเหตุผลหนึ่งคือ เอาเงินไปลงกับบ้านตั้งเกือบสิบล้าน จะต้องมาซื้อรถอีกสามสี่ล้าน ผมคงสิ้นเนื้อประดาตัวพอดี อ้อนอาม่าอากงเอาง่ายกว่าเยอะ)

พูดถึงป๊าแล้วก็ต้องถอนใจยาวๆ ป๊าไม่เข้าใจผม และผมก็ไม่เคยคิดอยากจะคุยเปิดอกกับป๊าฟังเรื่องนี้
ตอนนั้นผมปฏิเสธป๊าว่ายังไง? คิดว่าผมจะมีปัญญาเถียงเหรอในเมื่อภาระและหน้าที่ของลูกชายยังกดทับอยู่บนบ่าจนหนักอึ้ง ผมตัดสินใจไม่พูดแทนการปฏิเสธ แค่นิ่งเงียบไปประมาณสิบนาที บรรยากาศอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก สุดท้ายป๊าเป็นฝ่ายทนไม่ไหว เร่งให้ผมตัดสินใจ

“เงินสามพันล้านมันเยอะไปหน่อย ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร”

คุณพัลลภ ป๊าผม ทำท่าเหมือนอยากกระชากคอผมให้หลุดออกจากบ่าเสียเดี๋ยวนั้น “อย่ามาปากดี เกิดมาอิมก็ใช้เงินอย่างกับว่าป๊าผลิตแบงก์ให้ใช้ได้ คนอย่างอิมมีพันล้านก็หมดพันล้าน”

ผมมองหน้าป๊าตาปริบๆ “ป๊าพูดถูกเผงเลย งั้นยิ่งต้องไม่ขาย เพราะอิมใช้เงินเก่ง เดี๋ยวใช้หมด”

ป๊าโกรธจนหน้าแดงถึงหู ตอนนั้นกาแฟในมือป๊าไม่สาดหน้าผมก็บุญโขแล้ว

“งั้นอิมก็มาฝากไว้กับป๊า”

ผมเงียบ ผมไม่อยากขายนี่หว่า... แล้วทำไมป๊าถึงคิดเรื่องเก็บเงินไว้กับใครแล้วล่ะ รีบไปหน่อยหรือเปล่า

“อิมกลัวป๊าไม่แบ่งเงินให้เหรอ ป๊าไม่ได้อยากได้เงินของอิม แต่ป๊าเห็นว่า...”

ผมรู้ว่าพอถึงจุดนี้ป๊าจะไม่พูดต่อ เพราะป๊ากลัวที่จะพูดถึงแม่ เป็นความทรงจำที่เจ็บปวดเกินกว่าที่เขาจะกล้าแตะต้องมัน

ผมมองหน้าเขา จ้องลึกลงไปในดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่าหกสิบปี ใบหน้าของป๊ามีริ้วรอยของความชรา ความสุข ความทุกข์ และอะไรอีกมากมาย ผมรู้ว่าในสิ่งที่ป๊าไม่พูด คือสิ่งที่ป๊าต้องการจากผมมากที่สุด จะเพราะอะไรก็ตามแต่ การบีบบังคับโดยปราศจากคำพูดกดดันยิ่งกว่าคำสั่งที่ประสาทหูได้ยิน
ซึ่งผมไม่อาจยอมรับได้ หากผมเสียบ้านนี้ไป ก็เหมือนกับสูญเสียส่วนหนึ่งของชีวิตไปด้วย

“แต่บ้านหลังนี้เป็นของแม่ และแม่ยกให้อิม เพราะอยากให้อิมอยู่ที่นี่” ผมจงใจเน้นเสียงหนักที่ประโยคสุดท้าย ผมรู้แก่ใจว่าคำพูดนี้ทำให้ป๊าเสียใจ แต่การที่ป๊ามาบอกว่าจะเอาของที่แม่ให้ผมไปขายต่อ ผมก็เสียใจไม่น้อยไปกว่ากันเลย

ป๊าจ้องเขม็งก่อนที่จะต่อว่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ป๊าคิดไว้แล้วเชียวว่าอิมต้องพูดคำนี้ออกมา” หากใครฟังผ่านหูคงดูเหมือนว่าเขากำลังตัดพ้อน้อยใจ แต่ในข้อความที่ไม่พูดและส่งเสียงดังยิ่งกว่านั้น มันหมายถึงว่า เป็นลูกผู้ชายแท้ๆ แต่ไม่เคยเสียสละอะไรให้ที่บ้านเลย ป๊าไม่ได้เลี้ยงอิมมาให้เป็นคนแบบนี้ แต่อิมไม่เคยเห็นใครสำคัญกว่าแม่อยู่แล้ว ป๊ามาขออะไรตอนนี้ก็คงจะไม่ได้ เพราะอย่างนี้ไงป๊าถึงไม่กล้าหวังอะไรกับอิม เพราะอิมคิดถึงแต่ตัวเอง

เหมือนกับแม่ของอิมนั่นแหละ คิดถึงแต่ตัวเองถึงจากไปโดยไม่มีแม้แต่คำลา

เสียงที่ไม่พูดมันช่างแสบสันและทิ่มแทงบาดลึกลงไปในผิวของผมเสียจนเลือดซิบ เจ็บปวดยิ่งกว่าถูกกรีดหัวใจ เรื่องของแม่และเรื่องของผมเกี่ยวพันกันแน่นจนยากจะแยกประเด็นออกจากกัน

เฮียฮ้วงเคยบอกว่า ป๊ามองหน้าอิม ป๊าก็คิดถึงแม่เสมอ เพราะอิมหน้าเหมือนแม่ซะขนาดนั้น... พร้อมกับโทษตัวเองว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้แม่ของอิมต้องจากไป มันเป็นเรื่องยากที่จะแยกความรู้สึกออกจากกัน ซึ่งเฮียฮ้วงพูดถูกทุกคำ ผมไม่อาจโกรธป๊าเรื่องนี้ได้

กระนั้นก็ใช่ว่าผมจะกล้ำกลืนยอมรับได้ง่ายๆ... อาวุธของป๊าที่เอามาใช้กับผมบ่อยๆ คือคำว่า ‘เป็นลูก’ ‘รู้บุญคุณ’ ‘รู้หน้าที่ต่อพ่อแม่ ต่อครอบครัว’ ‘อย่าทำให้ผิดหวัง’

อาวุธของผม... มีเหรอ? ผมคิดอย่างเศร้าๆ ถ้าให้สาธยายก็คงจะเป็นเรื่องแม่และความไม่เอาไหนจนไม่อาจตั้งความหวังอะไรได้

ป๊าถอนใจยาว ผมตัดสินใจยุติความตึงเครียดด้วยการซื้อเวลาอย่างไร้ความรับผิดชอบ

“จะเอาไปคิดดูก็แล้วกัน แต่ไม่รับประกันว่าจะตกลงตามที่ป๊าขอ”

ป๊ารู้จักผมดีพอที่จะเข้าใจว่ามันแปลว่า ไม่มีวัน

พูดแล้วเศร้าว่ะ ปิดประเด็นเรื่องนี้ก่อนดีไหม เดี๋ยวร้องไห้ แถมไม่มีคนมาโอ๋ด้วย ป๊ากับผมไม่คุยกันนับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมเป็นฝ่ายหลบหน้า ส่วนป๊าก็ไม่มีคำอธิบายที่ดีกว่าที่ดินราคาดี ให้ผม ใครจะไปทำใจขายมรดกที่เต็มไปด้วยความทรงจำของแม่ได้...

“คุณอชิตะเป็นอะไรหรือเปล่า” คนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่กี่ชั่วโมงถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงห่วงใย

ผมหันมองแล้วสบตาเขา ดวงตาสีฟ้าสดใสมีวี่แววจริงใจ ผมชอบตาสีฟ้านะ มันสวย สวยมากเลยล่ะ โดยเฉพาะบางคนที่มีสีฟ้าราวกับน้ำทะเล แค่สบตาก็หลงรักชนิดถอนตัวไม่ขึ้น... แต่ในขณะที่ชื่นชม ผมก็นึกเกลียดดวงตาสีฟ้าด้วย เกลียดเข้ากระดูกดำ เกลียดฝังใจชนิดที่ว่าชาตินี้ชาติหน้าโลกหน้าภพไหนผมก็จะไม่มีวันลืม

เพราะมันทำให้ผมนึกถึงใครอีกคนที่ตัวอยู่ใกล้ ใจอยู่ห่าง... เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการจากแบบแบบไร้คำร่ำลาเช่นกัน

ผมแยะแยกออก ผมไม่เกลียดเลนนี่หรอก ยังไม่ใช่ตอนนี้

เรื่องน่าแปลกอย่างหนึ่งคือผมอยู่กับคนที่ผมเกลียดได้นานกว่าอยู่กับคนที่ผมชอบ ดังนั้นเดี๋ยวเรามาดูกันว่าผมจะอยู่กับคุณบัตเลอร์ตาสีฟ้าคนนี้ได้นานเท่าไหร่ มันต้องลงเอยสักอย่างระหว่างไม่รักก็เกลียด ซึ่งอย่างหลังง่ายกว่าเยอะ มีใครบางคนเคยบอกว่า ผมมันรักใครไม่เป็นเพราะเห็นแก่ตัว เริ่มด้วยหลงจบลงด้วยเกลียดก็มีถมไป

“เปล่า” ผมตอบสั้นๆ ไม่ประสงค์จะขยายความ

“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ ก็ดีแล้ว” เขาว่าแบบนั้น ผมพยักหน้า ไม่รู้จะพูดอะไร บอกตัวเองว่าหันไปใส่ใจงานช้างตรงหน้าดีกว่า แต่สงสัยผมจะเหม่อนานไปหน่อย เพราะหันมาอีกทีก็พบว่าสะพานเล็กๆ ที่ผมเตรียมไว้สำหรับประดับตกแต่งคูน้ำใกล้บ้านของบิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ตอนนี้เลนนี่เอาไปลงสีเสร็จเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เขายังทำซุ้มดอกไม้หลากหลายสีสันเตรียมไว้เป็นชุดด้วย

“ทำงานเร็วจัง” ผมหลุดปากชมออกมาจากใจจริง

“ผมรู้ว่าคุณต้องการอะไร แล้วผมจะเป็นทุกอย่างที่คุณต้องการ” เลนนี่ตอบด้วยใบหน้ายิ้มๆ

ขอย้ำอีกครั้งว่าหากนี่เป็นนิยายประเภทโรแมนติกหวานซึ้ง ป่านนี้ผมคงหน้าแดงตัวแดงเป็นกุ้งสุกในหม้อสุกี้ด้วยความเขินไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่าความรู้สึกแบบนั้นผมเก็บเข้าลิ้นชักและโยนกุญแจทิ้งไปแล้ว นาทีนี้อะไรก็สั่นคลอนไม่ได้นอกจากงานกับเงินจากค่างาน (ไม่ใช่เงินจากการขายที่ อย่าเปิดประเด็นเชียวนะ!)

“ขนลุก อย่าพูดแบบนี้บ่อยๆ”

“คำพูดน่าฟังมีแต่คนอยากฟัง คนประเภทไหนกันที่ไม่อยากฟังคำพูดหวานๆ” เขาย้อนถาม
ผมมองหน้าขมวดคิ้ว ทำหูทวนลม ละสายตาไปมองงาน ใช้คีมโลหะคีบสะพานข้ามน้ำมาพิจารณาดู... ติดลายนิ้วมือ
“อีกแล้ว สียังไม่แห้งดีเลย”

“อย่างนั้นเหรอ ทำพลาดอีกแล้วสินะ” เขารับด้วยน้ำเสียงหงอยๆ แล้วก็มองผมอย่างออดอ้อน “ขอแก้ตัวอีกครั้งนะ”

“เออๆ จะแก้ตัวแก้ผ้าแก้สีอะไรก็แก้เถอะ”

“เดี๋ยวก็ทำจริงหรอก” เขาพูดยิ้มๆ ผมงี้แทบไปไม่เป็นจึงค้อนควักใส่ กะจีบผมด้วยการโปรยเสน่ห์พร้อมคำหวานเหรอ เร็วไปสามร้อยปี ผมพูดตัดบท

“ไม่ต้องมาช้อนตามองแบบนั้น ไม่ได้ผลหรอก ทำงานผิดพลาดก็ต้องชดใช้สิ”

เขาหุบยิ้มทันควัน แถมค้อนใส่ผมอีกแน่ะ

พอเห็นภาพนั้น มุมปากของผมกระตุกขึ้นมา ไม่รู้สิ น่ารักก็ไม่ใช่ น่าเกลียดก็ไม่เชิง แต่มัน... อดยิ้มไม่ได้
เรื่องกุ๊กกิ๊กของเรายุติแค่นั้น ผมเหลือบมองนาฬิกา พบว่าเป็นเวลา 17.00 น. ตรงเผง โอย จะหมดวันแล้ว งานการยังไม่ถึงไหนเลย ถ้าคืนนี้ปูหญ้ากับทำบ้านบิลโบไม่เสร็จ ผมตายแน่
ไม่ใช่แบ็กเอนด์[1] แต่จะกลายเป็นเอนด์ออฟมายแคเรียร์!

ผมตัดสินใจรูดซิปปาก ไม่สบตา ไม่พูด ไม่ดื่ม ไม่กิน แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานจนกระทั่งปูหญ้าแผ่นสุดท้ายเสร็จแล้วบรรจงลงต้นไม้จุดใหญ่ๆ ตามแบบก่อนที่จะลงไปนอนแผ่อยู่กับพื้นอย่างสิ้นไร้เรี่ยวแรง ผมรู้สึกเหมือนกับโลกหมุน เวียนหัว งุนงง




ขณะนี้เป็นเวลา 22.00 น. ห้าชั่วโมงผ่านไป... แบ็กเอนด์ของบิลโบยังได้ไม่ถึงครึ่ง

“คุณก็เป็นซะอย่างนี้” ภาษาอังกฤษสำเนียงพอชไฮโซของคนแปลกหน้าดังขึ้นใกล้ๆ พร้อมกับกลิ่นหอมของเครื่องดื่มรสเปรี้ยว ผมเงยหน้ามองก็เห็นใบหน้าของเขากลับหัวกลับหาง ท่อนแขนใหญ่สอดเข้าใต้แผ่นหลังของผมแล้วถือวิสาสะรั้งตัวผมให้ไปนอนหนุนกับตักของตัวเอง
นอนหนุนตัก... ผู้ชายแปลกหน้า? โมเมนต์อะไรก๊าวอย่างกับหนังวายขายวัยรุ่น เขาโน้มหน้าเข้ามาใกล้แล้วเอามือเขี่ยจมูก

“พอบอกว่าบ้างานก็แก้ตัว ดื้อ” คำพูดน่ะเหมือนต่อว่าแต่สายตามองยิ้มๆ

ผมหัวใจกระตุก ไม่ใช่ว่ากำลังตกหลุมรัก เพราะแรงโน้มถ่วงของโลกไม่มีทางทำให้ใครตกหลุมที่ไร้ตัวตนแบบนั้นได้ แต่ว่ากระตุกแล้วบีบรัดจนชาปลาบไปทั้งอก

ไม่ใช่คนแรกที่พูดกับผมแบบนี้...
ไม่ใช่คนแรกที่มองผมด้วยสายตาแบบนี้...

ผมเม้มปากแน่น มันต้องเป็นเรื่องบังเอิญ... คำพูดแบบนี้เป็นเพียงหนึ่งในชุดคำพูดของคนปากหวาน

“อิม...” ผมหูผึ่ง ทั้งวันเขาเรียกผมว่าคุณอชิตะ ทำไมอยู่ๆ ก็... “หัดดูแล---” // “เมื่อกี้นายทำงานถึงไหนแล้วน่ะ”

ผมรีบพูดแทรกขึ้นมาพร้อมกับทำหน้าซื่อตาใส ทั้งๆ ที่หัวใจเต้นระรัว ไม่ได้ ผมทนฟังคำพูดแบบนั้นไม่ได้

มันเหมือนเกินไป มัน...
มันไม่สำคัญ...
มันเป็นแค่คำพูดตามมารยาทเท่านั้นเอง

“เฮ้... ตอบหน่อย”

เขาทำหน้าปุเลี่ยน คงรู้ตัวว่าผมจงใจขัดจังหวะ ไม่รู้ล่ะ ผมไม่รับผิดชอบ งานกำลังยุ่ง และผมก็ไม่พร้อมจะเปิดใจให้ใคร เลนนี่หรี่ตามอง ผมทำตาขวางใส่ ทำเสียงงอนอีกนิดหน่อย

“คุณไม่ได้สั่งให้ผมทำอะไรกันแน่ ผมก็เลย... ตกแต่งภายในบ้านของบิลโบเสร็จไปแล้ว”

หือ... ว่าอะไรนะ

ตกแต่งภายในเสร็จแล้ว?

งานละเอียดยิบใช้เวลาหลายวันนั่นน่ะเหรอ?

เฮ้ย เป็นไปไม่ได้!!! ผมลุกพรวดขึ้นมาแล้วก็เวียนหัว ล้มแผละลงไปนอนบนตักแน่นๆ เหมือนขาไก่เคเอฟซีของเขาอีกครั้ง “อย่ามาโม้” ผมคราง

“กำลังจะถามอยู่ว่าอยากให้กรอบประตูโค้งที่มีลายดอกไม้เป็นดอกอะไร จากแบบในหนังสือมันดูเหมือนดอกทิวลิปกลับหัวที่มีอีกฝั่งเป็นรวงข้าวสาลี แต่ว่าอยากถามก่อนเผื่ออยากใส่อะไรสนุกๆ เข้าไป”

ผมยกแขนมาก่ายหน้าตัวเองแล้วหลับตาลงเพื่อที่จะไม่ต้องมองตาเขา

“กรอบประตูที่ว่าขนาดเท่าไหร่”

“เฉพาะกรอบประตูก็ราวๆ ห้ามิลลิเมตร”

“ถ้ามันเล็กขนาดนั้นไม่ต้องใส่ก็ได้มั้ง”

“ลืมตามาดูหน่อยเถอะน่า”

ผมส่ายหัวด๊อกแด๊กจนเกือบหล่นจากตัก ดีที่มือใหญ่ของเขาประคองไว้ได้ทัน ผมขยับหัวกลับที่เดิม แต่ว่ามือที่มีกลิ่นของสีอะคริลิกยังคงอ้อยอิ่งอยู่แถวๆ แก้มของผม ผมก็เลยนอนตะแคงหนีเสียเลย แต่มือบ้านั่นกลับตามมาวางบนหัวไหล่แล้วเกาเบาๆ ราวกับเห็นผมเป็นแมวตัวน้อย

ทีนี้ก็เลยจำใจต้องเปิดตาขึ้นมาดู พอเห็นสายตาของเขาก็ต้องถลึงตาใส่ ไม่อยากให้พอเห็นผมเดี้ยงแล้วได้ใจ จับนั่นจับนี่ยุ่มย่ามได้ตามใจชอบ

“อยากให้ดูจริงๆ นะ” ทำมาอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน เออๆ ลุกไปดูก็ได้

ผมยันตัวเองขึ้นมาในสภาพมึนๆ ยังไม่เต็มร้อยนัก พอเห็นว่าอะไรวางอยู่ตรงหน้านี่ถึงกับตาโต สติสัมปชัญญะมาครบถ้วนแทบจะ... ฮือ ปิดซอยฉลองได้ไหม นี่มันผลงานระดับมืออาชีพแต่ความเร็วระดับเหนือมนุษย์ ผมไม่มีทางทำงานละเอียดยิบขนาดนี้ได้ในความเร็วระดับนี้ ผมพยายามมองหลายๆ มุมหาจุดบกพร่องอะไรสักอย่างมาให้ได้ แต่สิ่งที่พบก็คือ มีเศษฝุ่นสีขาวบางๆ เกาะอยู่โดยไม่ได้ตั้งใจเท่านั้นเอง

ผมเงยหน้าสบตากับดวงตาสีฟ้าอมเขียวที่กำลังมองตรงมาด้วยสายตาของหมาน้อยที่ต้องการให้เจ้านายเอ่ยชมสักคำ จู่ๆ ริมฝีปากก็กระตุกยิ้มออกมาโดยไม่รู้สาเหตุ ไม่ใช่เพราะรอยยิ้มของเลนนี่มันน่ารักกระชากใจหรอก ผมว่าต้องเป็นเพราะความโล่งใจแน่ๆ ไม่เกี่ยวกับยิ้มสวยไม่สวยหรอกน่า

“ผมถือว่านั่นเป็นคำชม”

“ยังไม่ทันพูดสักคำ”

เขายักไหล่ ทำท่าแบบ... โอเค้

สมบูรณ์แบบ... ผลงานเพนต์ของเลนนี่ยิ่งกว่าสมบูรณ์แบบ ผมลุกไปค้นลิ้นชักเพื่อหากล้องดิจิตอลที่ใช้ถ่ายงานออกมาปรับเลนส์ จัดแสงแล้วเก็บภาพจนพอใจ จากนั้นก็มานั่งแปะตรงหน้าชิ้นงาน ทึ่งจนไม่รู้ว่าจะชมยังไงถึงจะพอ มัน Superb, Extraordinaire, Splendid, Marvelous, State of the Art เออ มีคำพ้องความหมายกี่ตัวก็ใส่ลงมาได้หมดนี่เลย พูดอะไรก็ถูกทั้งนั้นอะ

ในเมื่อเลือกคำที่เหมาะสมไม่ได้ ผมก็เลยไม่ชมเสียเลย ในใจคิดตงิดๆ ว่า ไอ้เพชรส่งเทพมาช่วยงานผมเหรอ หรือว่า... เลนนี่มีเวทมนตร์อะไร?

“ถามจริง ทำงานได้ไงโดยไม่ต้องใช้แว่นขยาย” ผมถามด้วยความค้างคาใจ เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะเพนต์การตกแต่งภายในฮอบบิทโฮลที่มีความสูงประมาณสิบสองเซนติเมตร (นับจากพื้นถึงหลังคาบ้าน) ด้วยตาเปล่าและได้ผลงานระดับไร้ที่ติแบบนี้

“เสกมันขึ้นมามั้ง” เขาตอบกวนๆ “หมดช่วงสัมภาษณ์หรือยัง”

“ยังๆ” ผมโบกไม้โบกมือแทนการปฏิเสธ “ทำงานได้ยังไง นายมีสายตาผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิดหรือเปล่า แบบว่ามองอะไรแล้วขยายสองร้อยเท่า พร้อมดวงตารอบทิศเหมือนแมลงวันอะไรแบบนี้”

เขาทำปากเบี้ยวๆ บูดๆ แล้วจ้องตาผมอย่างท้าทาย “ไม่มีความลับจริงๆ ผมแค่เห็น ก็เท่านั้น... ไม่เชื่อก็มองตาผมสิ แล้วตอบมาว่าผมเห็นอะไร”

ผมลองทำตาม... ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นก็ต้องแก้เก้อด้วยการเอามือเกาคอตัวเอง หลบตาเสไปมองทางอื่น
ผมไม่เห็นอะไรเลยนอกจากตัวเอง... และความรักอย่างเต็มเปี่ยมไร้เหตุผลอยู่ในนั้น

ที่แย่คือ เราเพิ่งรู้จักกัน

และที่แย่กว่านั้นคือ ผมรู้ว่าความรักอย่างมัวเมาไร้เหตุผลคืออะไร เพราะผมก็เคยมองใครอีกคนด้วยสายตาแบบนั้นเช่นกัน

“ตอบได้หรือยังว่าคุณเห็นอะไร” น้ำเสียงของเขาแผ่วลง มันฟังดูเจือด้วยความหวังอย่างน่าประหลาด

“เห็นดวงตา...” ผมตอบอย่างลนลาน

“ดวงตา?”

ผมสูดหายใจเข้า รู้สึกขัดเขินไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดีไม่ให้เสียอารมณ์ ผมยอมรับไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่สะท้อนออกมาคือความรักหรืออะไรเทือกนั้นเพราะเราต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ถ้าผมทำเป็นขำ เขาจะรู้ตัวไหมว่าผมซ่อนความนัยอะไรอยู่

“ของ?”

“กอลลั่ม”

“หา?”

ได้ผล! ผมยิ้มกว้างอย่างกวนประสาท “ก็... เงาสะท้อนมันบูดๆ เบี้ยวๆ ดูเหมือนหน้ากอลลั่มเวลาจ้องแหวนเอกธำมรงค์ไง แบบว่าเหมือนเป๊ะเลย”

สีหน้าของเลนนี่ดูช็อก งง สับสน แต่แล้วก็ถอนใจยาวออกมาพลางส่ายหัวไปด้วย แต่เขาไม่ได้ยอมแพ้หรอกนะ เพราะประโยคต่อมาก็ทำให้ผมต้องหน้าร้อนฉ่าอีกครั้ง

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ แต่จำได้ไหมว่ากอลลั่มพูดว่า ของรักของข้า...”

ไม่น่าเล่นเลยกู เข้าตัว ผมเดินหนีก่อนดีกว่า จะรอเขาสาธยายว่าใครเป็นกอลลั่ม และใครเป็นของรักของข้า... จินตนาการแล้วรับไม่ค่อยได้ยังไงอยู่

ตอนนั้นเองที่ผมนึกตงิดใจอะไรไม่รู้ ยกมือของตัวเองขึ้นมาดู ก็พบว่าบนนิ้วนางข้างขวาปรากฏแหวนทองคำเกลี้ยงเงาวาววับ เนื้อทองราวหนึ่งสลึง (มันฟังดูเวอร์ที่คิดได้ขนาดนี้ แต่ยังไงๆ ผมก็ลูกชายร้านทองน่ะนะ ดูด้วยตาก็ประเมินทองได้แล้ว) แต่เนื้อทองไม่เหมือนทองที่เคยเห็นในร้านของป๊า มันดูเรื่อเรืองอยู่บนนิ้วราวกับว่าจะเปล่งแสงออกมาได้

“เฮ้ย!?!” เขาสวมแหวนให้ผมตอนไหน แหวนนี่มาได้ยังไง เมื่อกี้ยังไม่มี สิบวินาทีก่อนก็ยังไม่มี เขาไม่ได้จับตัวผมเลยนี่นา ตอนที่นอนหนุนตักเขาก็ไม่ได้สัมผัสมือผม แล้วนี่มันเป็นไปได้ยังไง
และคิดอะไรถึงเอาแหวนทองมาสวมให้ผมทั้งๆ ที่เรารู้จักกันไม่ถึงวัน

ผมเหลียวหลังไปมองอย่างขอคำอธิบาย สิ่งที่ได้กลับมาคือดวงตาที่วาววับอย่างน่าประหลาดใจ และริมฝีปากที่ขยับเป็นคำว่า

My Precious...

เรื่องตลกเรื่องแรกก็คือ ถ้าเขาออกเสียง /s/ ยาวกว่านี้สักสองวินาทีจนกลายเป็น /presh-uhsss/ เหมือนสมีโกล ผมต้องหัวเราะก๊ากออกมาแน่ๆ

เรื่องตลกเรื่องที่สองคือ ผมเสือกดีใจทำไมก็ไม่รู้ว่าอย่างน้อยผมก็ไม่ใช่กอลลั่มวะ! นี่มันใช่เวลามาคิดเรื่องไร้สาระแบบนี้ไหมไอ้อิม

ถ้าเฮียฮ้วงรู้เรื่องนี้ขึ้นมา รู้ไหมมันจะถามว่าอะไร เฮียคงไม่ถามหรอกว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร แต่ที่เฮียอยากรู้มากกว่าคือ ผมจะมีปัญญาดูออกไหมว่าแหวนทองบนนิ้วน่ะของแท้หรือของเก๊ สารภาพก็ได้ว่าดูไม่ออกครับ ไอ้อิมมันโง่ จะด่าอะไรก็ด่ามาเลย

ถ้าผมมีเวทมนตร์มากขนาดนั้น ผมไม่ปล่อยให้คุณกลับเมืองไทยหรอก ผมคงจะเก็บคุณไว้ในที่แห่งนั้นและทำให้คุณเป็นของผมไปตลอดกาล เขาพูด... ไม่สิ เขาไม่ได้พูด เลนนี่ไม่ได้ขยับปาก

แต่เสียงนั้น... เกิดจากแหวนทองคำ ส่งตรงสู่สมองของผม

หรือไม่ใช่ หรือผมคิดไปเอง? หรือผมละเมอเพ้อไป?

ผมจ้องแหวนบนนิ้วนางข้างขวาแล้วเลื่อนขึ้นไปสบตากับดวงตาคู่งามนั้น รู้สึกหวั่นใจขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ไม่ว่าไอ้แหวนบ้านี่จะเป็นทองจริง ทองเค ทองเก๊ พลาสติกชุบทอง ผมว่ามันไม่สำคัญเท่ากับว่า ไอ้แหวนนี่พูดได้ยังไง

[1] แบ็กเอนด์ (Bag End) - ชื่อบ้านของตระกูลแบ๊กกิ้นส์
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

206 ความคิดเห็น

  1. #190 sunmarine (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 เมษายน 2561 / 08:12
    ทำไมเรื่องอังกฤษถึงเมาท์ไม่ได้ล่ะ
    #190
    0
  2. #176 moony+lilac (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2560 / 13:44
    เอาแล้วววว เลนนี่มีความเต๊าะแล้ว นี่ว่าอิมต้องหลงลืมอะไรไปตอนอยู่อังกฤษแน่ๆ ทำไมถึงลืม เวทย์มนต์หรอ? เดาเล่นว่าอิมหนีเลนนี่มา อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น
    #176
    0
  3. #159 ~*:.ChezZ[y].:* (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 / 21:22
    โอย พ่อออออ ตอนอยู่อังกฤษคือพ่อนี่จบมาจากฮอกวอตส์ป่ะคะ ทั้งเวทย์มนต์ทั้งคาถาสะกดใจแบบไม่ใช้ไม้กายสิทธิ์ คาถาอ่านใจ ลำเหลือจริงๆ 555555 

    #159
    0
  4. #96 คาริน> (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 13:59

    ไม่ธรรมดา อื๊อหือ ไม่ธรรมดา~
    (ทำนอง:ไม่ธรรมดา:ไชยา มิตรชัย) 5555 นิยายของพี่กี้นี่เดาทางไม่ค่อยถูกเลยจริงๆค่ะ อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ แอบเห็นด้วยกับคุณ eunpunch คุณพ่อบ้านมีกลิ่นอายของซาช่าด้วยนิดหน่อย ห่มหนังแกะอยู่แน่ๆ>< ถ้าจบเรื่องนี้พี่กี้สนใจทำภาคต่อของลิงเพชรอีกมั้ยคะ แอบคิดถึง55555 สนุกทุกเรื่องเลย ติดตามค่ะ
    #96
    0
  5. #74 porpies2 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 12:00
    ขอบคุณค่า
    #74
    0
  6. #73 Gam \'geun (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กรกฎาคม 2560 / 19:15
    ถ้าพี่กี้ไม่บอกว่าparanormalก็จะคิดว่าคุณอิมเมากัญชาหรือเปล่า ไม่ก็คุณอิมกำลังฝันอยู่ 555555
    #73
    0
  7. #72 Mheeyeti (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 00:45
    เห้ยยย ทำไมเหมือนจะหักมุมคะ เลนนี่นางเป็นอะไรเป็นผีหมูเห็ดเป็ดไก่ในห้องแช่เย็นบ้านเพชรหรือเปล่า!?5555555 คุณอิมนี่ความลับเยอะนะคะเนี่ย รอติดตามน้าา
    #72
    0
  8. #69 eunpunch (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 03:12
    อ่านแล้วก็คิดว่านิยายเรื่องนี้มันแฟนตาซี มีเวทมนต์หรือเปล่า แต่พอนึกได้ว่ามันจักรวาลเดียวกับ CV ก็ต้องบอกตัวเองให้กลับสู้โลกความเป็นจริงด่วนๆ แม้ไม่รู้ว่าพี่เลนนี่เขาซ่อนรถได้ยังไงก็ตาม 555
    แล้วคือ พี่เลนนี่กับคุณอิมนี่เขามีความหลังอะไรกัน สงสัยอีกอย่างว่าพี่เลนนี่จะเป็นคนรักเก่าของคุณอิมในรูปแบบรีโนเวทแล้วหรือเปล่า แต่ถ้าใช่ทำไมคุณอิมจะจำไม่ได้ หรือมีเหตุการณ์อะไรให้ลืม หรือจริงๆแค่เจอกันตอนเมาแล้วจำไม่ได้เหมือนเพื่อน 5555
    ว่าแต่เลนนี่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนซาช่าอยู่เบาๆจังเลยค่ะ เหมือนหมาตัวใหญ่ใจดี(แต่คงไม่ซ่อนหมาป่าไว้ข้างใน)
    แอบคิดถึงเพชรด้วยค่ะ ไม่รู้ส่งพี่ฝรั่งมาจากไหน เดี๋ยวนี้ชักจะกว้างขวางใหญ่แล้ว ไหนๆก็ส่งพี่ฝรั่งมาป่วน(หัวใจ)เพื่อนแล้ว ไม่รู้จะมีโอกาสได้มาเป็นแขกรับเชิญ ป่วนด้วยตัวเองหรือเปล่า
    #69
    0
  9. #68 Misstake (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 22:53
    เพชรจิ จ้างเลนนี่ทำคุณไสยใส่คุณท่านด้วยการแนะนำเลนนี่ให้อิมใช่มั้ย!?
    #68
    0
  10. #67 WaoeSs (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 22:39
    กรี๊ดดดดดดด อยากอ่านแนวนี้มานานแล้ว ><
    #67
    0
  11. #66 Freedom (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 11:50
    อ่านจบแล้วหืมมมเปลี่ยนแนวเลย ชอบอ่ะ มาต่อไวๆนะคะ
    #66
    0
  12. #65 oilllalita (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 09:24
    จริงอ่ะ paranormal จริงๆด้วยอ่ะ เยสสสส!! ตอนแรกนึกว่าที่บอกว่ารถหายนี่คือ คุณพ่อบ้านย้ายรถไม่ก็หนูอิมเบลอเอง แล้วก็ตอนที่บอกว่า เสกมา เสกมาๆๆ นี่ก็ยังคิดอยู่ ทำเองจริงปะว้าาาาา แต่พอบอกเป็นแนวนี้... สมใจเรามาก //เสร็จงานแล้วคุณบัตเลอร์ก็พาหนูอิมไปดาวอังคารด้วยนะ 55555 // ใครไม่อ่านเราพร้อมอ่านนะไรท์ เราเฝ้าทุกอาทิตย์เลย สู้ๆ
    #65
    0
  13. #64 vvii (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2560 / 01:41
    ฮื่อออออ ชอบจังเลย ขอบคุณนะคะพี่กี้ นิยายพี่กี้ไม่เคยทำให้ผิดหวัง ตามทุกเรื่องเลย สู้สู้นะคะ <3
    #64
    0
  14. #63 Akifusa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 21:13
    คุณบัตเลอร์มาเหนือเมฆ อ่านไปก็อมยิ้มไป เวลาเห็นเลนนี่อ้อนๆคุณอิมแล้วรู้สึกอิ่มเอม เพชรเป็นเพื่อนที่ดีนะคะ จนอยากให้ส่งผช.อย่างนี้มาให้สักคน 5555
    ปล. ชอบอ่านแนวParanormalค่ะ พี่กี้สู้ๆ เราจะตามอ่านตามเชียร์เสมอ //โบกป้ายไฟ
    #63
    0
  15. #62 yinling (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 17:30
    ตกลงพ่อเลนนี่จะเป็นพ่อบ้าน นักมายากล นักต่อโมเดล หรือเป็นมันทุกอย่างเพื่อคุณอิม
    อ่านตอนนี้แล้วแอบเขิน อะไรคือส่งสายตาสื่อรัก >\\\<

    รออ่านตอนต่อไปนะคะ ^^
    #62
    0
  16. #58 Zeren_za (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 14:11
    ของรักของข้าาาาาา เมจิคบัตเลอร์หรือกอลลั่มบัตเลอร์ หักมุมไปมา นังเพชรส่งใครมาให้หนูอิมมมม 5555
    #58
    1
    • #58-1 Lingbahh สนพ.นาบู(จากตอนที่ 4)
      14 กรกฎาคม 2560 / 14:49
      ตอนนี้เพชรเป็นจำเลยสังคมอยู่นะเนี่ย 5555
      #58-1
  17. #56 iriss28 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 10:35
    ถถถถ...
    น้องอิมผู้มีที่ดินมูลค่าสามพันล้านในกำมือ และเลนนี่ บัตเลอร์ปริศนากับแหวนพูดได้
    #56
    1
    • #56-1 Lingbahh สนพ.นาบู(จากตอนที่ 4)
      14 กรกฎาคม 2560 / 13:56
      นึกภาพแหวนมีปากพูดได้แล้วกลัวเลย 55555
      #56-1
  18. #55 Zwolf T.D. (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 07:20
    คือดูแล้วมีความหลังความลับอะไรที่ยังมีอีกเพียบทั้งคู่เลย ไม่รู้ใครจะแบไต๋ก่อน555
    #55
    0
  19. #54 ทิภากรณ์ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 04:03
    งงงงงง อะไรกันว้าาาา!?
    #54
    0
  20. #53 มะนาว (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 00:00
    เฮ้ยยยยยย แบบนี้ก็ได้เหรอ หักมุมแรงมาก55555 สรุปแล้ว เลนนี่เค้าเป็นผีสินะคะ ขออัญเชิญคุณท่านกับเจ้าลิงมา ถ้าเจ้าลิงไม่เห็น แต่คุณท่านเห็นก็คือชัดเลยจ่ะ กลัวแล้ววววว 5555655



    #53
    1
    • #53-1 Lingbahh สนพ.นาบู(จากตอนที่ 4)
      14 กรกฎาคม 2560 / 13:59
      ตอนหน้าอาจจะน่ากลัวกว่าผีอีก ฮา
      #53-1
  21. #52 Miya ' chan (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 23:37
    โอยน่ารักค่ะ อดใจไม่หลงได้ไงฝรั่งตาฟ้าแป๋วแหววเทคแคร์ซะขนาดนี้ ???????? นิยายพี่กี้ยังคงทำให้โดกิโดกิ as always ค่ะ ฮือ
    #52
    1
  22. #51 padang (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 21:09
    แนวนี้ก็ดีนะ ทำให้อดคิดถึงร้านกาแฟผีๆที่ยังไม่จบ

    แต่เรื่องนี้น่ารักกว่า ตลกกว่าด้วย ชอบค่ะ
    #51
    1
    • #51-1 Lingbahh สนพ.นาบู(จากตอนที่ 4)
      14 กรกฎาคม 2560 / 13:58
      อ่านเมนต์นี้ของป้าแล้วดีใจมากค่ะ
      #51-1
  23. #50 Prao (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 20:46
    พี่กี้หักมุมเฉยยยย บาย เดอะ เว (สำเนียงไทยเวอร์) ตามใจจดใจจ่อ
    #50
    1
    • #50-1 Lingbahh สนพ.นาบู(จากตอนที่ 4)
      14 กรกฎาคม 2560 / 14:07
      วีนี้ดซัมเอ็กไซติ้ง ฮาๆ
      #50-1