[Yaoi] The Wills พินัยกรรมป่วนรัก by Lingbahh

ตอนที่ 8 : บทที่ 8 (Re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,038
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 50 ครั้ง
    6 ก.ย. 57

บทที่ 8

 

 

 

 

 

 

เช้าวันพุธเข้าไปแล้ว วันนี้พระนายตื่นเช้ากว่าวันอื่นๆ เพราะมีสอนถึงสี่เซ็คชั่นภายในวันเดียว เริ่มตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงสี่โมงครึ่ง แถมคืนนี้เขายังต้องเข้าไปดูร้านด้วย ชายหนุ่มใช้เวลาขี้เกียจบนเตียงอยู่ครู่เดียวก็รีบเด้งไปจัดการธุระส่วนตัว ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่าไม่เห็นธีโอดอร์นอนอยู่ข้างกัน ก็รู้สึกผิดหวังขึ้นมาลึกๆ  เขาสลัดความคิดในหัวทิ้งแล้วเดินไปรอบคอนโดเพื่อหาพี่ชายที่น่าจะหลับอยู่ที่หน้าโซฟา แต่กลับพบกับความว่างเปล่า พี่พุฒิคงกลับไปแล้ว

ว่าแต่...เด็กคนนั้นล่ะ เท็ดดี้ไม่น่าจะตื่นเช้าไปกว่าพระนายไปได้  แต่อาจารย์หนุ่มก็ไม่พบเขาจึงสันนิษฐานว่าออกไปแล้ว

“เพิ่งจะหกโมงเช้าเนี่ยนะ  ตื่นเช้าชะมัด” เขาพึมพำกับตัวเองและต้องชะงักเมื่อสายตาเลื่อนไปเห็นจานอาหารที่คลุมด้วยพลาสติกใสห่ออาหาร  เขานึกแปลกใจจึงเดินไปดูใกล้ๆ ก็เห็นกระดาษโน้ตใบเล็กแปะอยู่บนพลาสติก  ลายมือภาษาไทยโย้เย้เขียนข้อความสั้น 

 

‘ทานอาหารก่อนไปทำงานนะครับ’

 

กระดาษแผ่นน้อยทำให้รู้สึกดีเสียจนเขาเผลอยิ้มให้ตัวเอง

 

อาหารเช้าของเขาที่ถูกเตรียมไว้บนโต๊ะมีหน้าตาคล้ายออมเล็ต เมื่อสำรวจดูใต้ไข่ทอดสีเหลืองน่ารับประทานเขาก็พบผักใบเขียวหลายชนิดคลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศผสมกัน พระนายตั้งใจว่าจะเมินอาหารเช้าเพราะกลัวไปสาย แต่เห็นแก่โน้ตน้อยใบนั้น เขาลองทดสอบตักเข้าปากเพียงคำเดียวก็ถึงกับวางช้อนไม่ลง สุดท้ายเขาก็กินจนหมดเหมือนเมื่อวานนี้ จากนั้นก็ยกจานเก็บล้างทันที เขาเป็นคนรักสะอาดมาแต่ไหนแต่ไรจึงไม่อาจทนดูจานชามที่ใช้แล้วกองอยู่จนถึงช่วงเย็นได้ 

เขาเช็ดมือเสร็จพอดีตอนที่ธีโอดอร์โผล่เข้ามาในห้องพร้อมกับเหงื่อที่ชุ่มโชกเสื้อยืดจนแนบเนื้อ ในมือถือหมวกกันน็อกสำหรับปั่นจักรยานและอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยครบครัน ผมสีน้ำตาลไหม้ที่ชื้นเหงื่อถูกมัดไว้เป็นจุกไม่ให้ระต้นคอ

 

นอกจากเท็ดดี้แล้วยังมีจิระจอมทะเล้นมาด้วย พระนายได้ยินเสียงทั้งสองคุยกันชัด

 

“อาจารย์ไปแล้วเหรอ” จิระเป็นฝ่ายถามขึ้น พระนายที่กำลังรีบจะไปทำงานตอนนี้เลือกที่จะยืนนิ่งในครัวด้วยความอยากรู้ว่าบทสนทนาจะเป็นอย่างไรต่อ 

 

เท็ดดี้ส่งเสียงอือตอบในลำคอ

 

“แล้วได้คุยกันบ้างหรือยัง เขายังคิดเรื่องนายกับพี่ณิชอยู่ไหม”

 

“พูดแล้วแต่คงไม่เชื่อหรอก” เจ้าของห้องตอบด้วยน้ำเสียงเนือยๆ “ก็พินัยกรรมมันน่าสงสัยซะขนาดนั้นนี่”

 

“ก็จริง” หนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นรับ “มันจะดีจริงๆ เหรอ ฉันสงสัยจริงๆ ว่าวิธีนี้มันจะเข้าท่าเหรอ มัดมือชกชัดๆ ถ้าพวกพี่ๆ ทั้งสามเขาขับไสไล่ส่งจะทำยังไง นี่ชีวิตนายนะ”

 

“ฉันไม่ได้ต้องการให้มันเป็นแบบนี้ นายก็รู้”

 

“ก็คงออกเดินทางอีกครั้งมั้ง ไปหาที่ที่เหมาะกับตัวเองที่จะเรียกว่าเป็นบ้านได้ ก็ไม่ใช่ผู้เยาว์แล้วนี่ จะตัดสินใจยังไงก็ได้ อย่างที่นายบอกว่ามันชีวิตฉันก็ใช่ — แต่รับปากไปแล้วนี่นะว่าจะพยายาม อีกอย่างก็...” ดูเหมือนที่เว้นไว้เป็นเรื่องที่รู้กันแต่ไม่อยากพูดออกมา ทำให้พระนายรู้สึกคาใจไม่น้อย

 

“เป็นเด็กดีจริงๆ เลยน้านายเนี่ย”

 

“บางครั้งก็อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ก็ได้ ไอ้การเป็นเด็กดีเนี่ย นายก็รู้ เอาเถอะ บางทีเราอาจจะต้องการเงินยี่สิบล้านนั่นขึ้นมาจริงๆ สักวันก็ได้ ยังไงๆ ไอ้สถานะที่เป็นอยู่ก็ไม่มีใครเดาทางออกทั้งนั้น ดื่มอะไรหน่อยไหม เครื่องดื่มเกลือแร่? เรดบูล?”

 

“ดี ฉันเอาผสมเลมอนนะ — เคยคิดไหมจะเอายี่สิบล้านไปทำอะไร”

 

“ตั้งบริษัทเล็กๆ สักแห่งแล้วรับฟอกเงินจากทำไร่กัญชา”

 

“ไอ้บ้า! เอาจริงๆ สิ เอาเงินไปใช้ทำอะไรดี”

 

“เข้าบ่อนที่เวกัส ทุ่มหมดหน้าตักกับรูเล็ตต์”

 

“เกิดชนะขึ้นมาคงได้กินลูกปืนก่อนรับเงิน คิดอะไรบ้าๆ” ไม่น่าเชื่อว่าคนทะเล้นร่าเริงอย่างจิระจะพูดคำนี้ออกจากปาก

 

ธีโอดอร์หัวเราะกลบเกลื่อนแล้วตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้น “ฉันจะยกเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซัลลิแวนส์”

 

“หูย พ่อพระ”

 

“เรียกฉันว่านักบุญธีโอดอร์สิ ฉันจองที่ในสวรรค์ผ่านระบบออนไลน์ไว้แล้ว”

 

จิระหัวเราะลั่น เค้งตัวลงกับโซฟาแล้วยังคงหัวเราะไม่หยุด ยืนยันว่าจะล้อเท็ดดี้จนวันตายกับเรื่องนี้

 

ธีโอดอร์ถอดเสื้อที่เปียกเหงื่ออกแล้วชู้ตลงตะกร้าผ้าอย่างสวยงาม กล้ามเนื้อสีขาวที่ยังชื้นไปด้วยเหงื่อนั้นกลายเป็นสีชมพูระเรื่อเพราะเลือดฝาดที่เพิ่งได้จากการออกกำลังกาย มองจากข้างหลังก็เห็นรูปร่างสวยงามราวกับแฟชั่นโมเดล บ่ากว้าง หัวไหล่หนาพอเหมาะพอดี กล้ามเนื้อแผ่นหลังกระชับอย่างคนที่ออกกำลังกายและดูแลตัวเองสม่ำเสมอ 

สายตาของพระนายไล่เลื้อยไปจนถึงช่วงเอวที่คอดลงเป็นวีเชฟ และกางเกงผ้าที่ออกแบบมาสำหรับนักปั่นจักรยานนั้นก็ช่วยเน้นส่วนโค้งของสะโพกและกล้ามเนื้อต้นขาที่แน่นหนั่น พระนายรู้สึกคล้ายตัวเองเป็นตาลุงโรคจิตแอบดูเด็กหนุ่มเปลี่ยนเสื้อผ้าอะไรอย่างนั้น เขามองชายหนุ่มที่เปลือยท่อนบนบนปีนขึ้นไปนั่งบนพนักพิงโซฟาตัวใหญ่และปล่อยให้จิระเอียงคอมาซบ หน้าขาวของหนุ่มลูกครึ่งญี่ปุ่นเบียดไถกับต้นขานั้น

 

“เป็นอะไรไปจี”

 

“แทนที่จะไปทำบ้านเด็กกำพร้านั่น แกไปอยู่บ้านฉันก็ได้นี่หว่า ที่แครนเบอร์ร่ามีงานให้ทำตั้งเยอะตั้งแยะ ฉันหมายถึง... ถ้าที่นี่เขาไม่ต้องการแก”

 

“ถึงเวลานั้นแล้วจะบอก” มือใหญ่ตบบ่าเพื่อน แม้เห็นใบหน้าไม่ชัดแต่มั่นใจว่าธีโอดอร์คงจะกำลังยิ้มอยู่

 

“แกออกจากเรื่องบ้าๆ นี่ได้นะ ถึงพี่ณิชจะรักแกมากขนาดไหน แต่เขาก็ไม่ใช่พ่อแก ไม่ใช่คนรักที่จะอยู่กับแกไปชั่วชีวิต อีกอย่างเขาก็เสียไปแล้วด้วย เขาไม่ขึ้นจากหลุมมาเรียกแกไปรับมรดกหรอก ป๋าก็เหมือนกัน อะไรๆ ที่เขาสั่งไว้ก็ไม่ต้องทำก็ได้ แกอยากเป็นเชฟเหมือนเดอร์ริกนี่นา ก็ได้เวลาที่จะทำตามใจตัวเองแล้ว หมายถึงว่า ถ้าฉันเป็นแก ฉันจะซื้อตั๋วแล้วกลับบ้านซะคืนนี้เลย”

 

คนที่ถูกหนุนขาหัวเราะหึๆ มือบีบจมูกเล็กๆ ของอีกฝ่ายอย่างมันเขี้ยว ไม่ตอบอะไร

 

“จะรอเขาเหรอ?”

 

ธีโอดอร์พยักหน้า “จะรอและจะลองจะสู้จนกว่าจะรู้ว่าไม่มีหวังแล้ว อย่างน้อยฉันก็จะได้มีคำตอบกับตัวเองให้กับชีวิตที่เหลืออยู่ว่าได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว”

 

“งั้นถึงวันเกิดของแกแล้ว พวกเราไปฉลองกันให้สุดเหวี่ยงเลยนะ สัญญาปะ”

 

“อาจจะเป็นการฉลองเคล้าน้ำตาก็ได้”

 

“โห พูดจาอะไรน้ำเน่าแบบนั้น หมีน้อยเอ๊ย แกยังมีทางเลือกอีกทางนี่หว่า”

 

คนที่มีชื่อในพินัยกรรมโยกศีรษะอย่างลังเลโดยไม่พูดอะไรออกมา

 

จิระโยกหัวขยุกขยิก “เท็ด แกรู้ใช่ไหมว่าเราสามคนเป็นห่วงแก”

 

คนถูกถามพยักหน้าแล้วก้มลงจูบหน้าผากเร็วๆ “ขอบใจ”

 

พระนายลอบถอนหายใจเบาๆ การแอบฟังนี้คลี่คลายปัญหาคาใจไปสองเรื่อง เงินยี่สิบล้านที่ว่าคงจะหมายถึงเงินเดือนละแสนห้าที่จะได้ครบยี่สิบล้านบาทเมื่อธีโอดอร์อายุครบยี่สิบสองปีบริบูรณ์ และเรื่องความสัมพันธ์คลุมเครือระหว่างพี่ชายผู้ล่วงลับกับเด็กหนุ่ม ถ้าออกมาจากปากจิระย่อมเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งว่าทั้งสองคนไม่ได้อยู่ในสถานะ ‘คนรัก’ แต่อยู่ร่วมกันด้วย ‘ความรัก’ ในรูปแบบอื่นที่พระนายยังคงไม่เข้าใจนัก

 

กระนั้นบทสนทนากลับสร้างความสงสัยคาใจข้ออื่นๆ ผุดขึ้นมากมาย ข้อแรก เหตุใดจิระถึงพูดเรื่องภายหลังจากการเปิดพินัยกรรม จิระรู้แม้กระทั่งผู้ที่จะได้รับพินัยกรรมและเนื้อหาในพินัยกรรมของป๋าโดยที่ลูกชายอีกสามคนไม่มีใครรู้ ยิ่งคิดก็ยิ่งคาใจ ข้อที่สอง มนุษย์ทุกคนมีแรงขับในการตัดสินใจกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เท็ดดี้ถูกเลี้ยงมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือไม่ก็ต้องมีความผูกพันใกล้ชิดกับสถานที่นี้ ตามปกติคนที่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจนเติบโตขึ้นมาอย่างเพียบพร้อมย่อมไม่มีทางหวนกลับไปหาอดีตที่น่าเศร้าเช่นนั้น เหตุผลคืออะไร ข้อที่สาม ธีโอดอร์กำลังรอคอยอะไร 

 

คำถามทั้งสามข้อนี้แน่นอนว่าคงไม่มีคำตอบในตอนนี้ นอกเสียจากว่าพระนายจะต้องไปค้นหาด้วยตัวเอง พระนายเชื่อในหลักฐาน และทุกอย่างต้องมีเหตุผลในตัวของมันเสมอ ยกเว้นสิ่งเดียว คือความรู้สึกโหวงนิดๆ ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาในห้องคนเดียวและพบว่าคนที่บอกว่าอยากเจอเขาทั้งในยามหลับและยามตื่นหายตัวไป รวมไปถึงการจูบเร็วๆ บนหน้าผากของจิระเมื่อครู่

 

พระนายดีดตัวเองกลับไปยืนซุกมุมหนึ่งของห้องครัวเมื่อได้ยินเสียงโซฟาเอียดอาด ธีโอดอร์ในสภาพเปลือยท่อนบนสุดเซ็กซี่เดินเข้ามาในครัวเพื่อหาเครื่องดื่มเกลือแร่ในตู้เย็น พอเห็นพระนายเข้าก็ทำหน้าตกใจ แต่พระนายก็เนียนพอที่จะทำท่าตั้งอกตั้งใจอ่านอีเมล์จากโทรศัพท์ไอโฟนของตัวเองทำนองว่าไม่ได้ยินอะไรเลย

 

“อ้าวยังไม่ออกไป ม’หาลัย อีกเหรอ”

 

พระนายทำทีเป็นสะดุ้งแล้วปิดโทรศัพท์ “เอ้อ อ่านเมล์เพลินน่ะ ไปไหนกันมา”

 

“ปั่นจักรยานออกกำลังกาย เช้าๆ แดดดี” คำว่าแดดดีนี่ไม่ควรใช้กับกรุงเทพฯ เลยสักนิด ร้อนขนาดที่ผิวไหม้ได้ง่ายๆ ยังออกไปทั้งสองคน ทำตัวสมเป็นนักศึกษาต่างชาติได้ดีมาก

 

“พี่นายอยู่บ้านเหรอครับ” จิระส่งเสียงใสแล้วโผล่มาอยู่หน้าประตูทันที รอยยิ้มกว้างอ้อร้ออย่างกับหมาปั๊กเจอหน้าเจ้าของ

 

ธีโอดอร์ตบหน้าผากเพื่อนเสียงเขียว “อาจารย์พระนาย ไม่ใช่พี่นาย”

 

“หวงก้าง”

 

เลยโดนข่มขู่ด้วยสายตา พระนายกลั้นยิ้มน้อยๆ กับท่าทางของสองหนุ่ม หลังจากนั้นจิระก็เป็นฝ่ายชวนเขาสนทนาอีกนิดหน่อยก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำ ส่วนธีโอดอร์ก็ก้มๆ เงยๆ อยู่ในครัวเตรียมอาหารเช้าสำหรับสองคน ซึ่งเป็นของที่ง่ายกว่าที่บรรจงทำให้เขามาก พระนายมองนาฬิกาแล้วตัดสินใจรีบออกไปทำงาน ไปถึงมหาวิทยาลัยทันเวลาหวุดหวิด นึกขอบใจออมเล็ตผักที่ทำให้เขามีแรงสอนหนังสือ ไม่งั้นคงเป็นลมตายด้วยความหิวโหยตั้งแต่ยังไม่ทันขึ้นทางด่วนแล้ว

 

ตอนที่พระนายกำลังจะเลี้ยวรถเข้าที่จอดรถใต้คณะเศรษฐศาสตร์ที่ร่มครึ้มไปด้วยเงาจากต้นหางนกยูงซึ่งมหาวิทยาลัยปลูกเอาไว้เป็นแถวตลอดทาง โทรศัพท์ไอโฟนของเขาก็สั่นพร้อมข้อความสั้นๆ

 

“จะฝากมื้อเที่ยงไปให้ / เท็ดดี้แบร์”

 

ริมฝีปากของเขาต้องกระตุกยิ้มออกมาอย่างลืมตัว นอกจากได้เด็กมาเลี้ยงคนหนึ่ง ได้ไอ้หนุ่มมาทำให้เลือดลมสูบฉีดคนหนึ่งแล้ว นี่ยังได้แม่มาแถมอีกคนหนึ่งด้วย ลงทุนครั้งเดียวได้มูลค่าเพิ่มสามเท่าตัว ทรีอินวัน สารพัดประโยชน์ คุ้มค่าในการเลี้ยงดูเสียจริง

 

ตอนที่จบเซ็คชั่นแรกตอนเก้าโมงครึ่ง พระนายเผอิญเดินสวนกับอาจารย์นพคุณที่ชอบทำตาหวานมือไม้ยุ่มย่ามกับเขา อีกฝ่ายชวนไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านขนมจีนเปิดใหม่ตรงข้ามมหาวิทยาลัย ถ้าเป็นปกติพระนายก็คงไม่ปฏิเสธคำชวนหรอก อาจารย์นพคุณเวลายิ้มก็มีเสน่ห์ดี คุยด้วยก็สบายใจ ชิลๆ อีกอย่างการที่มีเพื่อนกินข้าวเที่ยงด้วยกันก็เหมือนได้อัพเดทข่าวคราวนอกเหนือจากการประชุมอาจารย์เช้าวันจันทร์ 

 

แต่ชายหนุ่มกลับพบว่าตัวเองปฏิเสธไปด้วยคำว่า “วันนี้ผมมีข้าวกลางวันมาแล้วครับ”

 

คนชวนทำตาโต “โอ้โห เดี๋ยวนี้มีคนส่งปิ่นโตด้วย”

 

จะอธิบายก็ซับซ้อนเกินไป พระนายแกล้งทอดสายตายิ้มๆ ก่อนเดินจากไปอย่างผู้ชนะ เขารู้ว่านี่จะทำให้อีกฝ่ายพยายามไล่ล่าเขามากกว่าเดิมเสียอีก แน่จริงก็เลิกกับแฟนสาวก่อนสิ ค่อยน่าคุยด้วยหน่อย

 

 

 

;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:

 

 

 

 

จบเซ็คชั่นที่สองด้วยความอ่อนเพลียสมองและห่อเหี่ยวหัวใจกับกระดาษคำตอบของควิซฉุกเฉินที่เขาให้นักศึกษาทำในห้องก่อนเริ่มบรรยายเพื่อดัดนิสัยพวกที่เข้าเรียนสายให้รู้จักตรงเวลา แต่ได้พบสัจธรรมเรื่องที่ว่ามีนักศึกษาจำนวนหนึ่งที่มาเข้าห้องก่อนเวลาหรือตรงเวลาเพื่อเลี่ยงรถติดหรือหาโอกาสงีบให้เต็มอิ่ม ดังนั้นคำตอบของควิซต้นชั่วโมงของ EC 411 วิชาการค้าและการเงินระหว่างประเทศจึงได้รับคำตอบที่น่าประทับใจจนพูดไม่ออก นี่น่าจะเป็นครั้งที่ร้อยแล้วที่พระนายนึกเสียใจที่กลับมาสอนหนังสือที่เมืองไทยแทนที่จะอยู่สอนปริญญาตรีที่ชิคาโกยูต่อตามคำชวนของอาจารย์ที่ปรึกษา

 

ทว่าใครบางคนที่นั่งเอกเขนกอยู่บนโซฟารับแขกหน้าทางเข้าห้องพักอาจารย์ สายตาจับจ้องดูกระดานหุ้นที่เคลื่อนไหวขึ้นๆ ลงๆ แดงเป็นพืดทั้งจอก็ทำให้พระนายรู้สึกแปลกใจ “อ้าวมาทำอะไรที่นี่”

 

ผู้มาเยือนเงยหน้ามอง มือจิ้มส่งคำสั่งขายหุ้นแล้วปิดไอแพดลง “มาดูหน้าอาจารย์สิครับ นี่มึงหายหน้าไปไม่โผล่มาร้านเลยสองวันสามวันแล้ว กูจึงมีข้อสันนิษฐานสองอย่างคือติดกับดักหนูอยู่แถวนี้หรือไม่ก็ตายไปแล้ว — พอมึงหาย พี่กล้าก็ไม่โผล่มาที่ร้าน สองคนมัวขลุกอยู่ด้วยกันใช่มะ รีบๆ สารภาพมา แล้วกูจะ... ไม่ให้อภัย”

 

บังเอิญที่คณบดีกำลังจะโผล่ออกมาจากห้องพอดี พระนายเกือบตะครุบปากบีมไว้ไม่ทัน พอคล้อยหลังก็รีบกระชากเข้ามาในห้องพักอาจารย์เลขที่ 4018 ของตนเอง ดันไหล่อีกฝ่ายที่อยู่ในชุดทำงานเรียบร้อยเข้าไปในห้องแล้วล็อกประตูตามทันที สายตาปรามให้คนปากโทรโข่งหัดลดเสียงลงบ้าง บีมเข้าใจแต่โดยดี “มาทำไมเนี่ย เย็นนี้ก็เจอที่ร้านแล้ว”

 

นายธนาคารหนุ่ม ผู้ยังมีป้ายพลาสติกแข็งพะโลโก้ธนาคารยักษ์ใหญ่ยังอยู่ที่คอทิ้งตัวลงกับโซฟาอย่างคุ้นเคย “ก็บอกแล้วว่าเห็นหายไปนาน กลัวมึงติด...”

 

พระนายกลอกตาท่าทางละเหี่ยใจ ก่อนที่จะขยับแว่นสายตาทำสีหน้าจริงจัง “พูดเพ้อเจ้อ หุ้นตกหนักจนมึงว่างงานรึไง ถึงก้นเหวที่ 1,100 จุดหรือ ยังจะได้เข้าใหม่”

 

“เออ แดงทั้งกระดาน ฝรั่งเทกระจาด ตลาดหุ้นเอเชียตกแค่นี้ก็อ่วมแล้ว ไม่ต้องแช่งให้ถึงก้นเหว— กูแค่แวะมาคุยงานที่คณะบริหารธุรกิจข้างๆ เนี่ย เลยเดินมาชวนไปกินข้าว” บีมเฉลยพร้อมยักคิ้วหลิ่วตา “แวะมาดูด้วยว่าจะมีคนทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า”

 

ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิท พระนายตั้งใจว่าจะทุ่มบีมให้ตกตึกสี่ชั้นไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่เขากลับนิ่งเสีย โต้เถียงไปเปลืองน้ำลายเปล่า พอสายตาเหลือบไปเห็นวัตถุประหลาดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะก็ลืมความกวนบาทาของคนที่มาชวนกินข้าวเสียสนิท “มีข้าวเที่ยงแล้ว” 

 

“อ้าวฝากแม่บ้านซื้อมาเหรอ”

 

“เปล่า” เขากวักมือเรียกบีมมาดูใกล้ๆ แล้วบรรจงแกะกล่องอาหารสองชั้นที่ดูเรียบง่ายด้วยฝาปิดพลาสติกบนกล่องทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบมนสีดำสนิท แต่พอเปิดออกมากลับพบว่าเป็นอาหารมื้อเที่ยงที่ตกแต่งอย่างหรูหราราวกับห้องอาหารโรงแรมหรูพร้อมโน้ตสั้นที่ไม่ลงชื่อ บีมฉวยไปจากมือเขาอ่านแล้วหรี่ตามองยิ้มอย่างรู้ทัน

 

“สลัดทูน่าราดซอสเบซิลกับอกไก่อบมันฝรั่งหวาน—นี่นอกจากพี่กล้าแล้วยังควงคนอื่นเหรอวะ มึงนี่ร้ายจริงๆ แดกเงียบฟาดเรียบทุกคน”

 

“เปล่า” เลี่ยงคำครหาด้วยคำพูดสั้นๆ คำเดียว 

 

“ใครทำมาให้”

 

“คนที่มึงยังไม่รู้จัก แต่เขาไม่ใช่ของกู” ตอบห้วนและเหล่มองไปที่กล่องอาหาร “ลองกินดูไหมล่ะ”

 

บีมทำหน้าไม่ไว้ใจ พระนายหยิบช้อนส้อมที่ใส่มาพร้อมข้าวกล่องขึ้นมาลองชิมโดยเริ่มจากมันฝรั่งหวานชิ้นเล็กในจานไก่อบก่อน เพียงแค่มันฝรั่งสีเหลืองอร่ามแตะกับลิ้นเท่านั้น ใบหน้าและคำพูดของจิระก็โผล่ขึ้นมาในความคิด มื้อเที่ยงของวันนี้เป็นมื้อที่หกที่พระนายกินอาหารที่ธีโอดอร์ทำให้ แต่ละมื้อก็เพิ่มระดับความอร่อยขึ้นมาเรื่อยๆ จนพระนายนึกสงสัยว่ากลับไปที่ร้านแล้ว ยังจะกล้าพูดเต็มปากอีกไหมว่าพ่อครัวที่ร้านทำอาหารอร่อยกว่าใคร เขาใช้ส้อมแบ่งเนื้อไก่ออกมาแล้วตักเข้าปากพร้อมกับมั่นฝรั่งหวาน แครอท เลมอน ที่ปรุงรสชาติด้วยขิง น้ำมันมะกอก พริกไทดำ และเกลือเล็กน้อย ตอนที่ไก่แตะลิ้นก็ได้รสหนึ่ง พอคลุกเคล้าอยู่ในปากก็ยิ่งเพิ่มรสชาติให้เข้มข้นอยู่ในปาก จนพระนายต้องใช้มือข้างหนึ่งปิดริมฝีปากของตัวแล้วเคี้ยวอย่างระมัดระวังไม่ให้ตัวเองรีบร้อนจนพลาดรสชาติใดๆ ไป

 

“ทำไมทำหน้าอย่างนั้นวะ”

 

พระนายไม่ตอบ แต่ส่งช้อนส้อมให้บีมแทน เจ้าตัวทำท่าลังเลแต่ก็จ้วงตักเข้าปากแล้วก็นิ่งไป สีหน้าตั้งตั้งใจชิมทุกรสชาติที่คลุกเคล้าอยู่ในปากตัวเอง ใบหน้าขาวผ่องอารมณ์ดีนั้นทั้งชื่นชอบและสงสัยระคนกันไป 

 

“เด็กส่งปิ่นโตให้มึงนี่ใครวะ”

 

เรื่องอะไรจะบอก ปล่อยให้ทุรนทุรายด้วยความอยากรู้ไปน่ะดีแล้ว “ชิมสลัดด้วยสิ”

 

บีมเคี้ยวไก่จนหมดคำแล้วก็ตักสลัดทูน่าเข้าปากต่อ “อร่อยจนกูอยากเห็นหน้าคนทำเลยนะเนี่ย ฝีมือระดับเชฟดาวมิชลินเลย”

 

พระนายเพียงแค่ยิ้มๆ รู้สึกปลื้มแทน “ตกลงว่าไงจะไปกินข้าวกันข้างนอกหรือจะกินที่นี่ด้วยกัน”

 

“เด็กใหม่เหรอมึง หาคนมาดามใจเร็วจังวะ” บีมยังรุกไล่ถามไม่ยอมแพ้

 

พระนายยกยิ้มที่มุมปาก ปรายตามองบีม ยั่วให้สงสัยยิ่งขึ้นแล้วแกล้งหันไปสนใจไก่อบโดยไม่ยอมตอบอะไรมากไปกว่านั้น เล่นเอานายธนาคารค้อนวงใหญ่ ก่อนที่จะดึงเก้าอี้มานั่งใกล้ๆ ตั้งหน้าตั้งตากิน และบทสนทนาก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นในที่สุด 

 

เขาทั้งสองคนวกกลับมาประเด็นนี้อีกครั้งก็ตอนที่บีมรับโทรศัพท์จากเบอร์แปลกๆ แล้วสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น “เหรอ พี่คมสัน แล้วแม่เป็นอะไรมากไหม... ครับ… ครับ… คืนนี้? ตอนนี้อยู่ที่สายใต้แล้ว... พี่จะกลับนานเท่าไร... สองอาทิตย์... แถมยังไม่รู้ว่าจะกลับได้วันไหน... เอ้อๆ ครับ… ครับพี่ เสียใจด้วยครับ ขอให้แม่หายป่วยไวๆ”

 

พระนายหูผึ่ง พี่คมสันเป็นพ่อครัวมือหนึ่งของร้านที่อยู่ด้วยกันมาร่วมห้าปี เรียกได้ว่าด้วยฝีมือการทำอาหารไทยรสจัดจ้าน อาหารฟิวชั่นก็เรียกได้ว่ามือทอง มีลูกค้าหลายคนที่ติดอกติดใจฝีมือของพี่คมสันจนมาเป็นลูกค้าประจำของร้าน แต่อยู่ๆ จะ…

 

“แย่ล่ะ พี่คมสันขอลายาวเลยว่ะพระนาย” บีมเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าไม่สบายใจ “แม่เขาที่ต่างจังหวัดเส้นเลือดในสมองแตก หมอบอกว่าน่าจะเป็นอัมพาตครึ่งซีก เขาขอลากลับบ้านก่อนสองอาทิตย์แล้วจะหาดูว่าใครช่วยดูแลแม่ได้ไหม”

 

ถึงพระนายจะเห็นความลำบากที่กำลังจะตามมาเป็นพรวน แต่เขาก็มีมนุษยธรรมพอที่จะเห็นอกเห็นใจความลำบากของ

พ่อครัวผู้ร่วมเป็นร่วมตายกันมาห้าปีไว้ก่อน บีมเกาหัวแกรกๆ “พี่ชาญก็ยังดีไม่พอด้วย รายนั้นถนัดแค่ของแกล้มเบียร์กับตกแต่งจาน ส่วนกุ้งมันก็ทำอาหารติดเค็ม ปล่อยให้มันทำทีไรลูกค้าบ่นอุบ”

 

พระนายถอนใจ แต่ทันใดนั้นสายตาของเขาสองคนก็หันมาสบกันราวกับคิดอะไรขึ้นมาได้พร้อมๆ กันพอดี ก่อนที่จะเลื่อนไปมองจานสลัดที่ว่างเปล่าและไก่อบที่เหลือแครอทนอนแอ้งแม้งอยู่สองชิ้น...

 

“เด็กมึงน่ะ” ไอ้บีมพูดขึ้นมาอ้อมแอ้มแต่จุดประสงค์ฟ้องอยู่บนหน้า

 

“…?…”

 

“ขอคุยด้วยหน่อยดิ๊”

 

“เขามีงานมีการทำ” พระนายตอบสั้นๆ

 

“จ้างเฉพาะกิจก็ได้ เท่าไร”

 

“คิดจะเอาเงินฟาดหัว?” โลกของการเงินการธนาคารทุกอย่างซื้อได้

 

“เอาตัวมึงเข้าแลกก็ได้เอ้า” บีมสวนกลับมา เล่นเอาตีหน้าไม่ถูก ได้แต่สบถกลับไปทันควัน ไอ้บีมทำท่าไม่ยี่หระต่อคำด่าทออย่างสุภาพของเขา

 

พระนายไม่เห็นด้วยเรื่องที่จะใช้เงินล่อธีโอดอร์ให้รับงานพ่อครัวชั่วคราวของร้าน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตอนนี้ธีโอดอร์น่าจะเป็นทางออกเดียวที่พวกเขามีอยู่

 

“พระนาย… กูไม่ได้ล้อเล่นนะ เรากำลังลำบาก เริ่มตั้งแต่เย็นนี้เลย” บีมทำเสียงจริงจัง “เดี๋ยวกูจะโทรแจ้งผู้จัดการให้ขึ้นป้ายไปก่อนว่า ‘งดขายอาหาร’ ทำขายได้แค่กับแกล้มที่พี่ชาญทำได้เท่านั้น และเราอาจจะต้องปิดร้านไปจนกว่าจนหาคนมาทำแทนพี่คมสันได้”

 

อาจารย์หนุ่มถอนใจ ใช่… ร้านอาหารที่ปราศจากพ่อครัวก็เหมือนเรือที่ไม่มีกัปตัน จริงอยู่ว่าพระนายและบีมเองก็ทำได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกรายการ และไม่ใช่ทุกวัน พวกเขาสองคนวางตัวเป็นผู้บริหารร้านมาตลอด และยึดหลักการใช้ทักษะของพนักงานให้ได้ประโยชน์สูงสุด ดังนั้นพระนายกับบีมจึงไม่ไปยุ่งในครัว เพียงแต่คอยจัดการทุกอย่างให้ราบรื่นก็เพียงพอ วันนี้เป็นบทเรียนใหม่ของเขาทั้งสองคนให้รู้ว่าการทำธุรกิจโดยที่ตัวเองไม่มีคอร์คอมพีเท็นซีหรือความสามารถหลักหนึ่งในสามของธุรกิจ ซึ่งก็คือการทำอาหารให้อร่อยที่พวกเขาทั้งสองคนละเลยมาตลอดกำลังส่งผลร้ายขึ้นมาแล้ว ส่วนอีกสองเรื่อง คือคุณภาพของสินค้า และบริการที่เป็นเลิศ แม้มั่นใจว่าเอาอยู่ จัดการได้ แต่ก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ดี เขารู้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของร้านในเร็วๆ นี้

 

ยังไม่ทันคิดจบเรื่องร้าน พระนายก็นึกกังวลเรื่องใหม่ขึ้นมา แค่ดูแลร้านอาหารเขากับบีมยังไม่มีปัญญาทำเองได้ทุกเมนู นับประสาอะไรกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านที่รออยู่ในอนาคตโดยที่ปราศจากพี่ณิชผู้คร่ำหวอดวงการ

 

“พระนายคิดอะไรอยู่น่ะ”

 

เขากลืนน้ำลาย

 

“บีม ถ้าเงินซื้อเขาไม่ได้จะต้องทำยังไง ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องการเงิน”

 

นายธนาคารถอนใจ “ระหว่างเราสองคนกับพี่คมสันเราก็ไม่ได้ใช้แค่เงิน เราใช้ใจทำงานกับเขาด้วย และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพี่คมสันถึงอยู่กับร้านเรามาถึงห้าปีแม้ว่าเราจะเพิ่มเงินเดือนปีละห้าเปอร์เซ็นต์และโบนัสพิเศษที่ไม่มากอะไร — พระนาย ประโยคยาวๆ เมื่อกี้นี้มึงเป็นคนพูดกับกูเองเมื่อตอนที่เราเถียงกันเรื่องโบนัสพนักงานสิ้นปีที่แล้ว”

 

พระนายอึ้งไปนิดหนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าช้าๆ เขารู้สึกโชคดีจริงๆ ที่มีบีมอยู่เคียงข้างเสมอ

 

;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:

 

 

ใกล้เวลา 13.00 น.แล้ว พระนายเดินไปส่งบีมที่ลานจอดรถผู้มาติดต่อคณะฯ นายธนาคารหนุ่มทำท่าอิดออดจะไม่ยอมกลับ โดยเฉพาะเมื่อสายตาไวนรกของมันได้เห็นร่างเล็กๆ ของชายไทยที่ชื่อกล้าณรงค์แว้บๆ เพียงแค่หางตา ไอ้บีมก็บ่นกระปอดกระแปดจนพระนายต้องคายความลับออกมาเรื่องหนึ่ง “ที่หายไปไม่ได้อยู่กับเขาหรอกน่า”

 

“แน่ใจ?”

 

ทำตาเขียวใส่ “เออ แล้วจะพาไปให้รู้จัก”

 

“เด็ดปะ”

 

“เด็ด”

 

ไอ้บีมหรี่ตามอง ทำท่าเหมือนจะงอน แล้วจะถามทำไมถ้ารู้อยู่แล้วว่าจะโดนแกล้ง แต่แล้วมันก็ตาโตขึ้นเมื่อเห็นแก๊งนักศึกษาต่างชาติที่เดินเอ้อระเหยไม่เกรงกลัวแสงแดดแผดกล้า แม้จะมีความสูงแตกต่างกันแต่เห็นได้ชัดว่าทั้งสี่สูงกว่านักศึกษาไทยโดยเฉลี่ย จิระที่ติดกิ๊บสีชมพูนมเย็นเดินยิ้มร่ามาหาเขาแล้วเบรกเอี๊ยด แต่เสียงนั้นห้ามไม่ทันเสียแล้ว “พี่นายยยย — เย็นนี้ว่างเปล่า อ้าว ขอโทษครับ” ใบหน้าอ้อร้อยิ้มเจื่อนๆ พระนายทำหน้าทำนองว่าไม่เป็นไรแต่บีมกลับโพล่งขึ้นมาเสียก่อน

 

“อ้าว นั่นน้องที่มาหาที่ร้านวันนั้นนี่นา”

 

พระนายหันไปมองตามเจอเท็ดดี้ยืนหรี่ตามองอยู่ ไม่รู้ว่าแสงแดดย้อนเข้าตาหรือเขามองเห็นบีมยืนใกล้พระนายมากเกินไปหรือเปล่าแต่มุมปากที่จิกลงนั่นคงไม่ใช่เหตุผลแรก พระนายแกล้งทำเฉยเสีย หันไปพูดกับบีมว่าเย็นนี้เจอกันที่ร้าน แน่นอนว่าคนที่รอเขาไปกินข้าวด้วยกันทุกวันย่อมหูกระดิกทันที 

 

“เออ เจอกันที่ร้านเว้ย ไว้กูจะลองถามเพื่อนๆ ด้วยว่ามีพ่อครัวตกงานที่ไหนบ้างหรือเปล่า”

 

พระนายหัวเราะหึๆ เปิดประตูแล้วยัดบีมเข้าไปในรถก่อนจะก้มหน้าไปพูดซุบซิบอะไรบางอย่าง ตบท้ายด้วยการหัวเราะกันแค่สองคน เงยหน้าขึ้นมาก็ตีหน้านิ่ง

 

“พวกเธอมาก็ดีแล้ว เดี๋ยวมาพบผมที่ห้อง 4018 ตอนสี่โมงครึ่งด้วย”

 

จิระทำตาอ้อน “พี่นาย”

 

“อาจารย์พระนาย!” ไม่ใช่แค่แก้แต่มีเสียงคำรามฮึ่มแฮ่ตามมาด้วย ดูเหมือนการปรากฏตัวของบีมจะทำให้เท็ดดี้หมีน้อยเริ่มอยากแปลงร่างเป็นหมีหมาหมีควายซะเดี๋ยวนี้ พระนายพยายามซ่อนรอยยิ้มแล้วตีหน้าดุ “สี่โมงครึ่งผมหวังว่าจะพบพวกคุณทั้งสี่คนที่ห้อง ช้ากว่านี้ไม่มีโอกาสแก้ตัว”

 

“โหพี่นาย พอเจอกันที่ มหา’ลัย แล้วห่างเหินชะมัดเลย”

 

พระนายยกริมฝีปากยิ้มก่อนหมุนตัวเดินไปยังห้องบรรยายบนอาคารคณะเศรษฐศาสตร์ เขาอยากเจอเจ้าสี่คนนี้แน่นอนอยู่แล้วล่ะ ไม่รู้หรอกว่าจะมาตรงเวลาหรือเปล่า แต่รับประกันได้เลยว่าจะมีคนโอ้เอ้ไม่ยอมกลับ และตอนนั้นล่ะที่เขาจะได้เปิดเรื่องที่อยากจะพูดจริงๆ

 

;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:

 

“โหยยยยยยยยยอาจานนนนนนนนนนนนนนนน”

 

“You must be kidding!”

 

“You cutie are so mean! My brain has been washed out.”

 

“พี่นายค้าบบบ คนน่ารักเค้าไม่ใจดำอำมหิตแบบนี้หรอกน้า”

 

เสียงโหยหวนของสี่หนุ่มดังสนั่นห้องพักอาจารย์หมายเลข 4018 ซึ่งอยู่สุดริมระเบียงทางเดิน พระนายตีหน้าเข้ม “โวยวายอะไรกัน แบบนี้ผมเรียกว่าให้โอกาสพวกคุณทั้งสี่คนแก้ตัวต่างหาก ก็แค่วันพรุ่งนี้เที่ยงให้มาสอบใหม่”

 

“My test score was that bad?” นี่คะแนนของผมมันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอครับ เชสเตอร์หนุ่มน้อยจุกชิห์สุทำเสียงห่อเหี่ยว “I have studied REALLY HARD.” อุตส่าห์อ่านหนังสือสอบตั้งเยอะ

 

พระนายส่ายหัวปลงๆ มองเด็กๆ ทั้งสี่คนแล้วกอดอก “แต่ทั้งสี่คนก็ไม่มีใครทำข้อสอบทันเวลาเลยใช่ไหมล่ะ ธีโอดอร์ทำได้หนึ่งข้อครึ่ง จิระกับโนอาห์ทำได้สองข้อ ส่วนเชสเจอร์ทำได้แค่เกือบๆ ข้อเท่านั้น ไม่ว่าจะตรวจยังไงก็ตกหมดทั้งสี่คน แถมภาษาไทยที่เขียนตอบมาในข้อสอบก็... อ่านแล้วปวดหัวมาก”

 

“นั่นเป็นความผิดของข้อสอบนะครับ อาจารย์พี่นาย” จิระทำตาละห้อย “ข้อสอบไม่ได้ปรานีพวกเราที่เป็นนักศึกษาต่างชาติเลย กว่าจะอ่านคำถามจบก็ครึ่งชั่วโมงเข้าไปแล้ว แถม… อาจารย์ก็ดับเบิลสแตนดาร์ดด้วย”

 

คนที่อาวุโสที่สุดในห้องเลิกคิ้วสูง “หมายความว่ายังไงที่ว่าผมดับเบิลแสตนดาร์ด”

 

“ก็อาจารย์อนุญาตให้เท็ดส่งข้อสอบที่เขียนตอบเป็นภาษาอังกฤษได้นี่ครับ ไม่เห็นบอกก่อนว่าตอบข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษได้ ไม่งั้นผมก็ไม่ต้องเสียเวลานั่งสะกดคำว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรอก แค่เขียนคำนี้คำเดียวก็เสียเวลาไปห้านาทีแล้ว — แต่ผมก็สะกดถูกใช่ไหมล่ะ”

 

ถ้ารู้ว่านักศึกษาต่างชาติที่มาลงเรียนคลาสของตัวเองมันจะมีอะไรกุ๊กกิ๊กอ้อร้อน่าเอ็นดูขนาดนี้ พระนายยอมคุยเล่นหัวกับจิระตั้งนานแล้ว ไม่เล่นตัวจนถึงครึ่งค่อนเทอมหรอก พระนายม้วนชีทที่อยู่ใกล้มือแล้วจัดการเอาไปเคาะหน้าผากทั้งสี่คนเรียงตัวก่อนจะอธิบายว่า ด้วยเหตุที่ธีโอดอร์เอาข้อสอบมาให้ตรวจภายหลังและทำได้ดีมาก ตนเองจึงตัดสินใจจะให้โอกาสอีกครั้ง แต่ทั้งสี่คนจะได้รับข้อสอบชุดใหม่เป็นภาษาอังกฤษ และจะไม่มีใครได้คำถามเหมือนกันสักข้อเดียว โดยอนุญาตให้ตอบข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษเช่นกัน

 

“ดังนั้น เพื่อไม่ให้มีคำครหาว่าผมให้โอกาสใครมากเป็นพิเศษ ดังนั้นเท็ด เอ๊ย ธีโอดอร์จะต้องสอบใหม่เหมือนเพื่อนด้วย”

 

ทั้งสี่ทำหน้าเหวอ ทั้งงงๆ ปนดีใจ อย่างน้อยก็ไม่สอบตก แต่ก็ต้องสอบใหม่ จิระตั้งสติได้ก่อนใครก็มาพันแข้งพันขาเขาราวกับหมาน้อย อ้อนให้บอกแนวข้อสอบสักหน่อย เลยโดนชีทตีหน้าผากไปอีกโป๊กหนึ่ง ส่วนเชสเตอร์และโนอาห์ที่ดูจะมีสติสัมปชัญญะที่สุดในกลุ่มรีบบอกลาเพื่อกลับบ้านไปเตรียมตัวอ่านหนังสือมาสอบช่วงเที่ยงของวันพรุ่งนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวที่พระนายว่างคุมสอบได้ สองหนุ่มจัดการลากจิระกลับบ้านไปก่อน จากนั้นพระนายก็รีบเก็บข้าวของบนโต๊ะลงกระเป๋าแล้วหมุนพวงกุญแจรถบีเอ็มดับเบิลยูคันงามของตัวเองเล่น ปรายตามองคนที่ยังเหลืออยู่อย่างมีชั้นเชิง

 

“ไม่กลับไปกับเพื่อนเหรอ”

 

ดวงตาสีเขียวซีดที่มีขอบสีเข้มตอบกลับมาด้วยสายตาเชิดๆ เช่นกัน “แค่อยากถามก่อนว่ามีคนลืมแล้วหรือเปล่าว่าสัญญาจะอยู่กินข้าวเย็นกับผมทุกๆ วัน”

 

พระนายเดินนำ นักศึกษาหนุ่มจึงเดินตาม “สงสัยจะไม่ได้ไม่ได้ไปอีกยาวๆ เลยด้วย”

 

“แฟนอาจารย์บอกว่า...”

 

“ใครบอกนะ”

 

“แฟนของอาจารย์พระนาย” ย้ำเสียงเข้ม

 

ชายหนุ่มขมวดคิ้วรีบกดลิฟต์ โชคดีที่ประตูบานหนาเปิดออกพอดี เขาทั้งสองคนจึงเข้าไปได้ พระนายแกล้งทำไขสือ “อยากเข้าใจแบบนั้นก็ไม่ว่ากันนี่ ถ้าจริงก็ไม่เลว” แต่ก่อนที่สถานการณ์จะแย่ไปกว่านั้น พระนายตบท้ายด้วยรอยยิ้มกวน “เสียดายที่ไม่จริง... ว่าไหม”

 

“หวังไว้ล่ะสิก็เลยเสียดาย” หนุ่มลูกครึ่งยวนกลับทันควันไม่มีช่องว่าง “นอกจากพี่กล้ายังมีพี่บีมอีกคนเหรอ คนนี้แค่ยังไม่เคยละเมอถึงสินะ”

 

พลาดแล้วกัดไม่ปล่อยเลยเว้ย! คิดแล้วพระนายรู้สึกอายจนแก้มร้อน

 

ประตูลิฟต์เปิดออกพอดี ธีโอดอร์ยังรู้จักสงบปากสงบคำจนกระทั่งเดินไปจนถึงที่จอดรถอาจารย์ที่เหลือเพียงคันเดียว สายตาที่ดูกร้าวอ่อนลง “วันนี้ไม่ว่างสินะ”

 

“ก็ไม่ว่างจนกว่าจะหาพ่อครัวใหม่ได้” พระนายกดรีโมตเปิดรถแต่ก็ยังยืนคุยอยู่อย่างนั้น ร่มเงาจากต้นหางนกยูงที่แผ่กิ่งก้านใบจนร่มรื่นช่วยบรรเทาความร้อนของแสงแดดยามเย็นได้เขามองหน้านักศึกษาหนุ่มตรงหน้าแล้วถอนใจ “พี่ไม่ได้คิดจะผิดสัญญาหรือบิดพลิ้วอะไรหากเราจะรับฟังพี่สักหน่อย”

 

“อาจารย์ก็...”

 

“พี่นาย” พระนายแก้ให้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เวลาแบบนี้เรียกว่าอาจารย์ก็ห่างเหินไปหน่อยนะ พ่อครัวที่ร้านพี่ลาไปดูแลแม่ที่ป่วย คนอื่นๆ ก็ยังแทนที่ไม่ได้ พี่กับพี่บีมเองก็ไม่สามารถทำได้ทุกอย่างที่มีในเมนู ดังนั้นจนกว่าจะหาพ่อครัวคนใหม่และจัดการอะไรๆ ให้เรียบร้อยพี่ก็คง...”

 

ธีโอดอร์มีสีหน้าอึดอัดใจ “แล้วพี่นายจะไปหามาจากไหน”

 

“ยังไม่รู้” พระนายตอบซื่อๆ “ระหว่างนี้ก็จะปิดขายอาหารไปก่อน”

 

“ทำอย่างนั้นลูกค้าประจำก็จะโกรธเอาสิ”

 

“ทำยังไงก็มีคนโกรธอยู่ดี” พระนายหยั่งเชิง “แค่ไม่ได้กินข้าวเย็นตามสัญญาก็มีคนทำหน้าบูดหน้าบึ้งอยู่ตรงนี้แล้วไม่ใช่เหรอ”

 

เขาทั้งสองคนยืนอยู่คนละฝั่งของรถในลักษณะประจันหน้า เท็ดดี้มองพระนายอย่างชั่งใจ แน่ล่ะก็เพราะว่าเขาไม่พูดสิ่งที่ต้องการออกมาตรงๆ แถมยังซิกแซ็กด้วยการเล่นลิ้นไปมาอีกต่างหาก ชายหนุ่มขยับแว่นสายตา หมายส่งความรู้สึกผ่านไปให้ 

 

“เย็นนี้... ถ้าไม่รังเกียจอะไรก็ไปกินข้าวเย็นด้วยกันที่ร้านพี่สิ อย่างน้อยวันนี้พี่ก็ไม่ได้ผิดสัญญากับเรานะ”

 

“มีเรื่องเดือดร้อนทำไมไม่บอกผมล่ะ” คนตัวใหญ่เท่าหมีกระชากประตูรถบีเอ็มคันงามออกแล้วยัดตัวเองลงไปบนที่นั่งข้างคนขับโดยไม่รอเจ้าของรถเชื้อเชิญ พระนายอุตส่าห์ย่อตัวลงไปถาม “อ้าว วันนี้ไม่ได้ขับรถมาเรียนเหรอ”

 

เจ้าของใบหน้าคมกริบตวัดสายตามอง ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ขับทำไมสองคันให้เปลืองน้ำมัน จอดทิ้งไว้ที่คณะนี่ล่ะ พรุ่งนี้พี่นายก็ต้องมาส่งผมแต่เช้าก็แล้วกัน”

 

มัดมือชกด้วยใบหน้าเรียบเฉย แถมยังคาดเข็มขัดนิรภัยเสียเรียบร้อย พระนายรู้สึกมีลุ้นจนเผลอแสดงออกทางสีหน้าออกมาจนอีกฝ่ายเอ่ยปากทัก “พี่นายทำหน้าดีใจนะ”

 

ไม่รู้จะตอบอย่างไร ดีใจน่ะใช่ แต่ลุ้นสุดหัวใจมากกว่า ตัวเขาเองยังไม่รู้จักเด็กคนนี้อะไรมากมายนัก แต่ที่แน่ใจที่สุดคือ ธีโอดอร์ไม่มีวันยอมรับงานพ่อครัวที่มีค่าตอบแทนเพียงเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของรายได้ต่อเดือนที่ได้รับในปัจจุบันหรอก

 

“ก็…” พระนายพยายามหาข้อแก้ตัว “พี่เพิ่งเคยทำอาหารให้เรากินครั้งแรก ตื่นเต้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง”

 

ทันใดนั้นความระแวดระวังที่ห่อหุ้มมากับความไม่แน่ใจและความไม่พอใจกับการปรากฏตัวของบีมก็มลายหายไปในพริบตา อยู่ๆ เจ้าหมีเด็กก็ทำหน้าเขินขึ้นมาแล้วเบือนหน้าหนีไปนอกรถโดยที่ไม่พูดอะไรอีก

 

พระนายสตาร์ทรถ “กินของเผ็ดได้หรือเปล่า”

 

“อะไรก็ได้”

 

“แต่พี่นายมือหนักนะ ทำอะไรก็เผ็ด” คนโตกว่ากระเซ้า “ทำผู้ชายร้องไห้มาเยอะแล้ว ถ้าไม่เตือนก่อนก็เตรียมซับน้ำตาไว้เลย”

 

ดวงตาสีเขียวเหลือบมองเขาผ่านแพขนตายาวเฟื้อย ริมฝีปากที่ยกยิ้มขึ้นมาดูมีเสน่ห์และอ่อนหวานเล่นเอาพระนายเผลอรู้สึกใจเต้นตึกตัก

 

“งั้นยอม”

 

 

 

 

 

‘งั้นยอม’ ของเท็ดดี้หมีน้อยหมายความแบบนั้นจริงๆ พระนายมองเด็กหนุ่มหน้าตาดี กิริยาทั้งเชิดทั้งหยิ่งด้วยความรู้สึกสงสารนิดๆ เอ็นดูมากๆ และอยากช่วยซับน้ำตาอย่างที่สุด ผัดสะตอ ส้มตำปลาดุกฟู และกุ้งราดซอสมะขาม ขนาดมีเบียร์ช่วยดับร้อนแล้วใบหน้าหล่อเหลาของธีโอดอร์ยังเป็นสีชมพูอมแดง แก้มที่ปกติไม่ได้น่าหยิกน่าจับอะไรตอนนี้ดูอย่างกับมะเขือเทศสุก บนหน้าผากมีเหงื่อเม็ดเป้งๆ ผุดขึ้นราวกับอยู่ในนรก พระนายก็มั่นใจนะว่าตัวเองไม่ได้มือหนักอะไรเลยแต่ว่า...

 

“แม่งเลี่ยน!” ไอ้ (สัส) บีมส่งเสียงกระแนะกระแหนมาทันทีที่พระนายโผล่เข้าไปในครัวแล้วหาน้ำเย็นมาเติมให้เจ้าหมีน้อยแพ้พริก

 

“เลี่ยนอะไร เผ็ดซะขนาดนั้น” ผ้าเช็ดหน้าของพระนายนี่ยกให้เท็ดดี้ไปแล้ว 

 

“กูหมายถึงพฤติกรรมของทั้งสองคน แม่ง... เหลือรับปาก ก็บอกไม่มีอะไร แต่นั่งคุยกันกระหนุงกระหนิง ไม่ช่วยกูดูร้านยังจะโผล่มาให้ขวางหูขวางตา” ไอ้บีมเอ่ยแดกดัน “แล้วเรื่องเชฟนี่คืบหน้ายัง”

 

“ยัง” ตอบสั้นๆ พลางรินน้ำใส่แก้ว

 

“แล้วเด็กที่มาด้วยอะไรยังไงวะ คนนี้หรือเปล่าที่ว่าเป็นผัวพี่มึง”

 

“เฮ้ย นั่นมันเรื่องเข้าใจผิด ไม่ได้เป็นอะไรกัน” พระนายรีบแก้ตัวให้ทันควัน “เขาชื่อเท็ดดี้ มึงอย่าไปพูดแบบนั้นอีก จะทะเลาะกันเอา”

 

“โอ้ หมีน้อย” บีมชะเง้อมองคนที่นั่งจิบเบียร์หน้าแดงหูแดงด้วยอาหารรสจัดที่พระนายทำให้ รู้สึกสงสารขึ้นมาครามครัน 

“จิระไม่มาเหรอ เด็กคนที่จีบมึงอะ”

 

“แปลกแฮะ ร้อยวันพันปีไม่เห็นจะเคยถามหาจิระมาก่อน”

 

เพื่อนของเขายักไหล่โดยไม่ตอบ “เมื่อวานเพิ่งได้เห็นหน้าชัดๆ”

 

พระนายเหล่มองแล้วนึกขันในใจ ก่อนหน้านี้บีมออกจะชอบแดกดันพระนายที่มีเด็กรุกเข้าจีบ ป้วนเปี้ยนในชีวิตไม่หยุดหย่อน แต่วันนี้กลับถามถึงขึ้นมาเพียงแต่ได้มองเต็มๆ ตาเพียงครั้งเดียว เขาไม่พูดอะไรต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้ เดี๋ยวมันก็ดิ้นรนหาทางเจอหน้าจิระเอง “ไปนั่งด้วยกันไหมล่ะ จะแนะนำให้รู้จัก”

 

บีมพยักหน้าแล้วมองนาฬิกาครั้งหนึ่ง พระนายจึงเดินไปก่อน แต่อีกห้านาทีต่อมาบีมก็ตามมาสมทบพร้อมกับอาหารขบเคี้ยวในมือ “โดนพระนายจัดแต่ของเผ็ดๆ ให้ น่าสงสาร”

 

ดวงตาสีเขียวเงยมองบีมอย่างแปลกใจและสนใจใคร่่รู้ไปในทีเดียว ชายหนุ่มจึงถือโอกาสแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันเสียเลย บีมเป็นคนยิ้มเก่ง ดูเฟรนด์ลี่ เข้าถึงง่าย ส่วนเด็กหนุ่มที่มาพร้อมเขาก็เลือกที่จะไม่พูดอะไรมาก แต่ก็กินของที่หุ้นส่วนร้านจัดมาให้แล้วเอ่ยปากว่า เผ็ดมาก...แต่ก็อร่อยดี ความตึงเครียดระหว่างคนแปลกหน้าทั้งสองจึงลดลง

 

แน่นอนว่าไม่ใช่ทั้งหมด เพราะบีมเลือกที่จะนั่งข้างพระนายโดยอัตโนมัติ และด้วยความที่เขาสองคนสนิทสนมกันมาก การถูกเนื้อต้องตัวกันระหว่างเขาทั้งสองจึงถือเป็นเรื่องปกติ พระนายไม่เคยรังเกียจอะไรเพราะอีกฝ่ายเป็นบีม กระนั้นสายตาของธีโอดอร์ก็จับจ้องอยู่ตลอดจนเขารู้สึกได้ แต่ถึงจะเป็นเด็กขี้งอน พระนายก็โล่งใจที่อีกฝ่ายไม่ใช่พวกปากพล่อยพูดไม่รู้จักคิดจนทำให้เสียความรู้สึกกันตั้งแต่แรกพบ ส่วนบีมดูเหมือนไม่ทันสังเกตอะไร เมื่อพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอก็ขอตัวเดินไปดูลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่เข้ามาในร้าน พระนายได้ยินแว่วๆ เรื่องที่วันนี้ไม่สามารถบริการอาหารได้ ก็ขยับตัวจะลุกตามไปขอโทษลูกค้า แต่กลับถูกธีโอดอร์ตะครุบมือเอาไว้

 

“เรื่องพ่อครัวนี่ยังไงกัน พี่นายไม่คิดจะเล่าให้ผมฟังหน่อยเหรอ” เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายเปิดประเด็นด้วยน้ำเสียงห่วงใย สายตามองบีมที่เชิญลูกค้าไปที่โต๊ะ พูดคุยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วหันกลับมาจ้องหน้าพระนายอีกครั้ง หรี่ตามองอย่างไม่ไว้ใจ “จริงๆ แล้วที่ชวนมาที่ร้านวันนี้เพราะคิดจะซื้อผมล่ะสิ?”

 

“พูดอะไรอย่างนั้น” เมื่อโดนถามแทงใจดำ ก็รีบทำเสียงแข็งกลบเกลื่อน พระนายรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาจริงๆ “เราชอบทำนั่นทำนี่ให้พี่กินก็เรื่องหนึ่ง แต่จะชวนมาที่ร้านเพื่อเกลี้ยกล่อมให้ยอมมารับเงินเดือนไม่ถึงสองหมื่นคงจะเป็นคนละเรื่องกัน”

 

เด็กหนุ่มดูจะรู้ทันเขา เจ้าตัวเอนหลังพิงกับพนักเก้าอี้พลางกอดอกไปด้วย สีหน้าบ่งบอกว่าเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด “นึกว่านักเศรษฐศาสตร์อย่างพี่นายจะตั้งค่าหัวของผมเรียบร้อยแล้วซะอีก จะหาพ่อครัวใหม่ให้ได้ในวันสองวันนี่ยากยิ่งกว่านับเม็ดทรายอีกนะ”

 

“มันก็มีของตั้งหลายอย่างบนโลกนี้ที่ตีราคาออกมาเป็นเงินไม่ได้”

 

“เช่น?” น้ำเสียงท้าทายนั้นเขาไม่ชอบเลย

 

“น้ำใจ” พระนายยกตัวอย่าง “น้ำใจที่เราลงแรงทำให้ใคร แม้เราจะมีแรงจูงใจหวังผลบางสิ่งบางอย่าง แต่สิ่งที่ได้รับก็ยากที่จะตีค่าเป็นตัวเงินอยู่ดี” 

 

ธีโอดอร์ยังเงียบ พระนายตัดสินใจพูดต่อ “หรืออย่างเวลาก็ประเมินค่าได้ยาก ถึงแม้จะบอกว่าการใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงทำกิจกรรม ก. ให้มูลค่าตัวเงินสูงกว่ากิจกรรม ข. ในเวลาเท่าๆ กันแต่ความรู้สึกอาจจะแตกต่างกันก็เป็นได้ หรือถ้าจะยกตัวอย่างให้ใกล้ตัวกว่านั้นก็เช่น... เวลาที่เราจะได้ใช้กับคนสำคัญ... เราก็ให้ค่ามากกว่าการทำอย่างอื่น”

 

“ดังนั้น?” ธีโอดอร์ดูจะสนุกกับการไล่ต้อนพระนายให้จนมุม ถึงพระนายจะยืดอกยอมรับว่าคิดจะจ้างตัวเองมาทำงานให้แบบสวยๆ ให้ได้ แต่เรื่องที่จะยอมรับว่าตัวเองกำลังต้องการความช่วยเหลือแล้วต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้เด็กไล่ต้อนนั้นไม่มีอยู่ในสาระบบความคิดเด็ดขาด

 

“เท็ดมาที่นี่ทุกเย็นก็แล้วกัน... พี่จะไม่ผิดสัญญาที่ให้ไว้ แต่พี่ก็จะไม่ยอมเสียงานเหมือนกัน ร้านนี้พี่สร้างมันขึ้นมาด้วยกันกับเพื่อน พี่จะไม่เสียมันไปเพียงเพราะพ่อครัวไม่อยู่ ที่สำคัญพี่จะไม่เอาน้ำใจที่เราอุตส่าห์มีให้พี่มาใช้ประโยชน์ด้วย” 

 

พระนายกล่าวสรุปชนิดไม่ยอมลดราวาศอก เขาลุกขึ้นยืนแล้วมองหน้าเด็กหนุ่ม รู้สึกผิดหวังเล็กๆ ที่ไม่สามารถพูดดังใจที่คิดไว้

 

เสียงประตูร้านเปิดออก พระนายเหลียวหลังไปโดยอัตโนมัติก็เห็นร่างเล็กกะทัดรัดของกล้าณรงค์ผ่านเข้ามา “คิดแล้วว่าต้องอยู่ที่นี่” 

 

พระนายพยักหน้ารับแล้วหันกลับมาอีกครั้ง “ไว้คุยกันต่อทีหลังนะ หรือจะกลับบ้านก่อนก็ได้” เขาลุกเร็วๆ แล้วเดินไปต้อนรับอดีตหุ้นส่วนของร้าน กล้าณรงค์เลือกที่นั่งติดริมหน้าต่างซึ่งเป็นโต๊ะเล็กๆ สำหรับสองที่นั่ง ดูแล้วคงจะมารอคุณเจนแฟนสาวที่นี่เป็นแน่ ชายหนุ่มคิดแล้วก็อดถอนใจไม่ได้

 

“พี่กล้ามาแต่หัววันเชียว ว่าแต่วันนี้ไม่เจอที่คณะเลยนะครับ”

 

“อื้ม วันนี้เจนเขาทำงานแถวนี้น่ะ เลยนัดเจอที่นี่เลย ง่ายดี” อาจารย์หนุ่มรุ่นพี่ตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “วันนี้อยู่ในห้องประชุมทั้งวัน เตรียมเปิดคอร์สปริญญาโท มาทำงานวันแรกก็งานเข้าเลย เพราะแอดมินคณะฯ ลืมสั่งข้าวกล่องไว้ให้พี่อีก เพราะฉะนั้น พี่ขอสลัดแอนโชวี่กับสเต็กสันใน แล้วก็เบียร์ดำด่วนๆ ไหวปะ พี่หิวจะแย่แล้ว”

 

พระนายกลืนน้ำลายแต่ยังตีหน้านิ่ง “ต้องขอโทษด้วยครับพี่กล้า พี่คมสันเขาลาป่วยสองอาทิตย์น่ะครับ ผมจึงต้องงดขายเมนคอร์สชั่วคราว สั่งได้แค่พวกกับแกล้มเท่านั้น”

 

“อ้าว แย่ล่ะสิ”

 

พระนายไม่อยากจะตอกย้ำตัวเองจึงได้แต่พยักหน้าอย่างสุภาพ “เดี๋ยวผมดูให้ว่าทำอะไรให้พี่กล้าได้บ้าง ทานของง่ายๆ ได้ไหม”

 

“นาย… สีหน้าไม่ค่อยดีเลย พี่ช่วยอะไรได้บ้างหรือเปล่า”

 

ชายหนุ่มไม่ได้คิดว่าตัวเองแสดงออกมากมายขนาดนั้น แต่พี่กล้าก็รู้จักเขามานานพอที่จะจับสังเกตอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ล่ะมั้ง เขาส่ายหน้าแล้วยิ้มบาง 

 

“สลัดแอนโชวี่นี่ก็พอได้อยู่ เดี๋ยวผมดูให้ พี่กล้ารอทานแล้วกันครับ”

 

มือของเขาถูกคว้าไว้ ดวงตาดำขลับของกล้าณรงค์มองเขาอย่างห่วงใยจริงๆ “พระนาย มีอะไรไม่สบายใจอย่าปิดบังพี่”

 

มือที่กุมไว้ทั้งอุ่นทั้งอ่อนโยนเหมือนที่เคยเป็นมา กล้าณรงค์มองเขาอย่างไรก็ยังเป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยน “พี่กล้าชอบผัดผง

กะหรี่ไหม อันนี้ผมมั่นใจฝีมือตัวเองนะ เดี๋ยวทำให้กิน”

 

เสียงเอี๊ยดของเก้าอี้ดังจากอีกฝั่งหนึ่งของร้าน พระนายเหลียวไปมองก็เห็นร่างสูงใหญ่ในชุดนักศึกษาก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังครัวหลังร้าน มือสองข้างรวบผมมัดขึ้นเป็นจุกกลมๆ ที่ท้ายทอยอย่างรวดเร็วแล้วพับแขนเสื้อนักศึกษาสีขาวขึ้นจนถึงข้อศอก

 

“นั่นใครเหรอ” กล้าณรงค์ถามชายหนุ่มอย่างแปลกใจ

 

เจ้าของร้านไม่ได้อยู่รอตอบคำถาม แต่รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งลัดเลาะผ่านโต๊ะที่ว่างอยู่ ตรงไปแล้วคว้าข้อศอกไว้ตอนที่เจ้าตัวเปิดประตูห้องครัวแล้ว บีมและพนักงานคนอื่นๆ ที่เตรียมอาหารอยู่ข้างในก็หันมามองเขาสองคนเป็นตาเดียว 

 

“เท็ดดี้ เดี๋ยว! นี่จะทำอะไรน่ะ”

 

ดวงตาสีเขียวตวัดมองเขา โต้กลับด้วยน้ำเสียงดุ “จะให้ผมอยู่เฉยๆ หรือยังไงเล่า!”

 

“แต่ว่า...”

 

“ก็มีเชฟแล้วนี่ไง” อยู่ๆ ก็ตั้งตัวเองเป็นพ่อครัวหลักของร้านโดยที่เจ้าของทั้งสองยังไม่ทันรู้ตัว พระนายรู้สึกตกใจมากกว่าดีใจเสียอีก แต่แล้วก็ตามมาด้วยความประหลาดใจเมื่อเท็ดดี้ฉวยโอกาสดึงมือเขาออกจากข้อศอกของตัวเองแล้วกุมไว้ น้ำเสียงแข็งอย่างถือเอาแต่ใจตัวเองดูขัดแย้งกับสีหน้าเขินๆ ที่เกิดขึ้นตอนที่สบตากัน “ช่วยจ่ายค่าจ้างเป็นเวลาดีๆ ที่จะใช้กับผมนับจากวันนี้เป็นต้นไปด้วย”

 

พระนายอึ้งไปนิดหนึ่ง ทบทวนสิ่งที่ได้ฟังก่อนที่แก้มจะค่อยๆ ร้อนฉ่าขึ้นมา เมื่อตระหนักได้ว่า นอกจากเขาทั้งสองคนแล้วยังมีพนักงานในครัวและบีมที่อยู่เป็นสักขีพยาน อาจารย์หนุ่มกระแอมขึ้นขัดแต่กลับดูเหมือนไม่ช่วยอะไรเลย พอหลบตาเจ้าหมียักษ์เอาแต่ใจก็ดันเจอสายตาล้อเลียนของหุ้นส่วนที่จ้องมาพอดิบพอดี

 

“เหรอ ทำอะไรได้มั่งล่ะ การันตีว่าอร่อยทุกอย่างไหม” แทนที่จะห้ามปรามบีมกลับถามด้วยสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้

 

“ทำได้ทุกอย่างล่ะ ให้พี่... ไม่สิ... พระนายยิ้มทุกคำที่ทานเข้าไป”

 

บึ้ม! เสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นมาในครัว มันดูเหมือนจะเป็นเสียงของบอลลูนความขัดเขินของพระนายที่ถูกจิ้มจนระเบิดออก พระนายไม่แน่ใจนักว่าตัวเองทำสีหน้าอย่างไรออกไป ใครพูดอะไรก็ไม่ได้ยิน เพราะในหูก้องแต่เสียงตึกตักๆ ของหัวใจที่เต้นถี่รัวอยู่ในอก นานแสนนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใคร และไม่มีใครได้มีโอกาสถลำลึกเข้ามาแตะพื้นที่ว่างในใจที่เขาถนอมรักษาไว้อย่างหวงแหนมาก่อน การตื๊อ จีบ ขอเบอร์ ชวนคุยนั้นเป็นเรื่องปกติที่พบเจอ และพระนายไม่เคยปล่อยให้ชื่อของใครค้างคาอยู่ในสมองนานนัก แต่ใครอีกคนที่พยายามที่จะมายืนอยู่เคียงข้างในวันแบบนี้กลับทำให้พระนายรู้สึกผิดขึ้นมาที่คิดจะปั่นหัวเพื่อเอาชนะเด็กหนุ่ม ไม่สิ ชายหนุ่มตรงหน้านี้

 

“พระนาย…”

 

ถูกเรียกชื่อจริงแล้วใจเต้นแรง พระนายเหลือบมองผ่านแว่นสายตาแล้วตอบเสียงเรียบ “หือ?”

 

“รับผมไว้พิจารณาหรือยัง...”

 

บึ้ม บึ้ม บึ้ม นี่กองทัพสหรัฐทิ้งระเบิดปรมาณูอยู่ในหัวเขาใช่ไหม คิดว่าที่นี่เป็นฮิโรชิมากับนางาซากิหรืออย่างไร? ทำไมฝุ่นมันถึงฟุ้งกระจายจนคิดอะไรไม่ออกแบบนี้ พระนายสูดหายใจเข้าลึกแล้วตั้งสติ ไม่ได้นะแสดงออกว่าหวั่นไหวไม่ได้เด็ดขาด

 

“ถ้าเรื่องงานน่ะ เดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนได้เลย ถ้าเป็นเรื่องอื่น... ไว้คิดดูอีกที”

 

ดวงตาสีเขียวค่อยๆ หยีลงในเวลาเดียวกับรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าที่แสดงความโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็ปลีกตัวไปทำหน้าที่ของตนเอง สลัดแอนโชวี่กับสเต็กสันในเสร็จเร็วเหมือนเสกขึ้นมาจากปลายนิ้ว กลิ่นก็ใช่ รสก็ถูกต้อง บีมยอมยกนิ้วให้แล้วปล่อยผ่าน 

 

พอเชฟหนุ่มคล้อยหลังไป บีมตบบ่าของเขาหนักๆ สองสามทีจนสะดุ้งสุดตัว มันสะกิดให้เขาเดินตามไป เพียงแค่หันหลังเท่านั้น นายแบงก์หนุ่มก็ผุดยิ้มขึ้นมา ซึ่งดูเจ้าเล่ห์เจ้ากลผสมสมน้ำหน้าอย่างละครึ่ง

 

“กูว่ามึงนี่ร้ายแล้วนะ แค่ไม่กี่วันมีเชฟหนุ่มติดแจ หลงหัวปักหัวปำจนยอมส่งปิ่นโตให้ แต่พอได้เจอจริงๆ ชักจะไม่แน่ใจแล้วว่าใครร้ายกว่ากัน ระหว่างเจ้าหมีเท็ดดี้แบร์กับมึง จีบหน้ามึนๆ อ้อนไม่แคร์สื่อแบบนี้ได้ใจดีว่ะ ถ้าชอบเขามึงก็อย่าเล่นตัวมากนักนะ เด็กมันทั้งหล่อทั้งออเซาะแบบนี้ โดนคาบไปแดก แก่ๆ อย่างเราจะไม่ทันกิน”

 

ระเบิดปรมาณูเมื่อกี้... เป็นเหตุผลเดียวจริงๆ ที่พระนายเถียงบีมไม่ทัน

 

 

 

TBC









เพิ่มเติมเล็กน้อยค่ะ  จะมีรีปริ้นท์เรื่อง Swastika's Hatred ของกี้ เป็นกรณีพิเศษจำนวนจำกัดนะคะ  ตัวอย่างนิยายลงให้อ่านไว้ 5 ตอนและจะลงเพิ่มเรื่อยๆ จนถึงราวๆ ตอนที่ 20 ค่ะ  


อ่านได้ที่  
http://my.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=1192321  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 50 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

474 ความคิดเห็น

  1. #469 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 20:20

    เจ้าพี่กล้าไปให้ไกลอย่ามาหว่านเสน่ห์กลอกลวงตรงนี้นะ

    #469
    0
  2. #453 Midories (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 21:59

    แอะๆๆ ช่วยจ่ายค่าจ้างเป็นเวลาดีดี.. น้องงงงง หลับตากรี้ดดดอยู่หน้าจอมือถือ เขิลไปหมดแล้ว
    #453
    0
  3. #347 YuNNuTJae LoVe (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 / 00:50
    เด็กมันรุกขนาดนี้แล้ว พี่นายจะสนองหน่อยมั๊ย? อิอิ
    #347
    0
  4. #151 Pi[ran]ya faravel (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2557 / 14:57
    หวานไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์สถานที่ ไม่แคร์ผู้คนจริงๆ ด้วย โอ๊ย เจ้าหมีเท็ดดี้ทำไมด้านได้น่ารักน่าเขินแบบนี้เนี่ย นอกจากพี่นายแล้ว รีดเดอร์เองก็เขินด้วยอ่าาา รู้สึกอยากได้เจ้าหมีตัวนี้กลับบ้านอ่ะ



    เนื้อเรื่องสนุกมาก!!!! กำลังดำเนินไปได้น่ารักทีเดียว พระนายกำลังจะตกเป็นรองแล้วนะคะเนี่ย เจ้าหมีเท็ดดี้ร้ายกว่าเยอะอ่ะ แต่ละเงื่อนไข



    พระนายก็รีบๆ งาบเจ้าหมีไปก่อนเถอะค่ะ เดี๋ยวไม่ทันๆ เจ้าหมีเองก็รุกซะขนาดนี้ อ้อนซะขนาดนั้น อิอิ



    ปล.ระเบิดเยอะจริงๆ ค่ะบทนี้
    #151
    0
  5. #130 aay_vy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2557 / 23:06
    สนุกมากค่ะ ฟินทุกตอนเลย ชอบภาษาที่เขียนสละสลวยดี เป็นนิยายวายที่ไม่มีคำหยาบเยอะเกินจนน่าขัดใจเหมือนเรื่องอื่น 555 ชอบน้องหมีเท็ดดี้ อยากเจอแบบนี้บ้างจัง จะรีบท่องคาถา โอมจงแมนๆๆ555
    #130
    0
  6. #129 ` l ♔ ßrietta™ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2557 / 21:50
    ฮรอลลลลลลล อยากได้เชฟแบบนี้มาอยู่ด้วยบ้างจังงง

    อ่านแล้วเขินแทนพระนาย 55555555
    #129
    0
  7. #126 uknowvry (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 / 23:44
    อะไรคือแก่ๆ จะไม่ทันกิน... เด็กมันน่ากินขนาดเน้ๆๆๆๆๆ
    #126
    0
  8. #125 munichblack (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2557 / 10:14
    อิจฉาพี่นาย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!





    อยากมีเชฟหล่อๆมาทำให้กินแบบนี้บ้างจัง





    พี่นายท่าทางจะแพ้ทางเด็กซะล่ะม้างงงงงง
    #125
    0
  9. #123 กุหลาบวารี (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 23:41
    อ่านแล้วปริ่มมากอะค่ะ น้ำตาจะไหล TT^TT
    #123
    0
  10. #122 ladyangle (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 23:27
    อ๊ายยยยยยย เขินอ่ะ >< ความฟินจุกอกเลยทีเดียว

    ทำไมเท็ดดี้น่ารักน่าชังอย่างนี้นะ. แอบร้ายนะเรา........ แต่ก็น่ารัก ชอบจัง
    #122
    0
  11. #121 Annko (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 23:15
    รออ่านเล่มเต็มเรื่องนี้ด้วยใจจดจ่อเลยค่ะ

    สนุกขึ้นทุกตอนเลย

    ตอนนี้นะ รุู้สึกรักบีม แปลกมั้ยเรา ไม่หรอก ก็เพื่อนดีๆน่ะหายากนะ

    พระนายได้บีมเป็นเพื่อนที่ดีเข้าใจ

    อ่านแล้วมีความสุข ....ปลื้มปลิ่ม >
    #121
    0
  12. #119 ZoNiaTaZ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 21:19
    โอ้ยย คุณกี้ สมกับที่รอจริงๆ ค่ะ พ่อหมียักษ์ออเซาะได้ชวนกรี๊ดมากกก อจ.พระนายท่าจะแย่แน่ 555 ปล. ชอบสำนวนเขียนที่คุณกี้ใช้กับเรื่องนี้มากเลยล่ะ
    #119
    0
  13. #118 La le Laur (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 18:36
    หวานจริงหวานจังนะคะ
    #118
    0
  14. #117 shikyu (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 16:54
    หมีน้อยนี่ปล่อยหมัดฮุกแบบไม่ให้โอกาสตั้งตัวเลยแหะ
    #117
    0
  15. #116 M.D. MayDay (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 13:19
    แอร๊ยยยย อ่านตอนนี้แล้วเขินแบบแปลกๆ 555
    #116
    0
  16. #115 tea (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 11:42
    น้องหมีร้ายอะ เห็นว่าหล่อ ว่าน่ารักน่ากิน ทำอะไรก็ไม่ผิดเหรอ เล่นมาอ้อนกันซึงๆหน้าแบบนี้



    น่าจะฟัดให้น่วมเลย อิจฉาพระนายรูปหล่อพ่อรวยเด็กหลงอีก งื้อออออ



    หมีเท็ดเนื้อนุ่มกระดูกอ่อนน่าเคี้ยวแต่ฟันคมกริ้บเลย ใครจะเค้ยวใครก่อนหละเนีีย 55+



    เลิฟลิงกี้อะ ตัวเอกแนวหมาน้อยหมีน้อยนี่มันใช่ //เคะราชินีก็ใช่นะ 55+
    #115
    0
  17. #112 Rome_Filano (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 01:38
    อร้ายยยยยยยยยย หมีน้อยรุกแล้ว รุกแล้วกรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด

    บีมพูดถูกนะ "แก่ๆอย่างเราจะไม่ทันกิน " อิอิ 

    พระนายบอกมาเหอะว่าหวั่นไหวอ่ะ >_<  รีบๆคว้านะอย่าช้าๆ
    #112
    0
  18. #111 LinLin de Rabbit (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2557 / 01:28
    เขินตามอาจารย์พระนายค่ะ //_\ โดนระเบิดปรมาณูของหมีน้อยไปเต็มๆเลย
    #111
    0