[Yaoi] The Wills พินัยกรรมป่วนรัก by Lingbahh

ตอนที่ 7 : บทที่ 7 (Re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,090
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 52 ครั้ง
    6 ก.ย. 57

บทที่ 7 

 

 

 

 

 

 

ครอบครัวถิรสวัสดิ์เป็นครอบครัวใหญ่ อยู่กันแบบกึ่งไทยกึ่งจีน บ้านช่องใหญ่โตตามประสาครอบครัวที่เติบโตขึ้นมาจากการรับเหมาก่อสร้าง พระนายจำรายละเอียดตอนเด็กอะไรไม่ค่อยได้ แต่มีความทรงจำเรื่องหนึ่งที่เขามักรู้สึกดีที่ได้คิดถึง คือประสบการณ์การซิ่งสามล้อไปโรงเรียนด้วยกันกับพี่ชายสามคน พระนายกับพี่พุฒิอยู่ประถม ในขณะที่พี่สิษฐ์กับพี่ณิชเรียนระดับมัธยมแล้ว เด็กประถมสองคนจึงต้องลงที่หน้าปากซอยโรงเรียนที่รถติดแสนสาหัส เดินจูงมือกันเข้าโรงเรียน จากนั้นสามล้อจึงไปส่งพี่ชายสองคนต่อที่โรงเรียนมัธยมไม่ไกลกันนัก หลังเลิกเรียนเช่นกัน สามล้อจะไปรับพี่ชายสองคนก่อน แล้วจึงมารับเขากับพี่พุฒิแล้วค่อยตรงกลับบ้าน 

 

ไม่ว่าจะในปัจจุบันนี้หรือในความทรงจำกรุงเทพฯ ก็มีอากาศร้อนอบอ้าวอยู่เสมอ พระนายซึ่งเป็นคนขี้ร้อนจึงมักนั่งยุกยิกไม่อยู่สุข ประเดี๋ยวคันหัว ประเดี๋ยวคันขา จนพี่สิษฐ์บ่นอยู่บ่อยๆ พี่ณิชที่ไม่ชอบเห็นน้องทะเลาะกันจึงมักจะอุ้มเขาขึ้นนั่งตักพระนายจึงจะนิ่งได้ เขาชอบความรู้สึกที่ถูกกอดจริงๆ แต่ว่าเขาก็ตัวโตเร็วเกินกว่าที่พี่ชายจะให้นั่งซ้อนตักในปีต่อมา พี่ณิชเคยเปรยๆ ว่าทำไมโตเร็วจังน้า ปีที่แล้วยังน่ารักเหมือนตุ๊กตาอยู่เลย ทันใดนั้นพี่พุฒิก็ร้องแซวขึ้นมาทันทีว่าพี่ณิชเป็นตุ๊ดเพราะชอบกอดตุ๊กตา พี่่สิษฐ์ไม่พลาดโอกาสโจมตีจึงรีบรับลูกเสียงดัง พี่ณิชเป็นตุ๊ด เป็นตุ๊ดๆๆๆ สุดท้ายสงครามท้ายสามล้อก็เกิดขึ้น พระนายมองพี่สามคนตีกันอย่างสนุกสนาน รู้ตัวอีกครั้งสามล้อก็ส่งถึงหน้าบ้านแล้วทุกที พี่พุฒิกับพี่สิษฐ์ล้อพี่ณิชอยู่อย่างนั้นอีกจนตลอดสัปดาห์แล้วก็ลืมไปเอง

 

เขาเคยถามป๋าว่าทำไมป๋าไม่ไปรับไปส่งเหมือนพ่อแม่คนอื่นๆ เขา รถที่บ้านก็มีตั้งหลายคัน ในสายตาของเด็ก ป.สี่ โรงเรียนเอกชนกางเกงน้ำเงินอย่างเขาใครๆ ก็มีพ่อแม่มารับทั้งนั้น พระนายไม่ถึงกับเหงา แต่แค่สงสัยเท่านั้น ป๋ากลับยิ้มๆ แล้วอธิบายอย่างใจเย็นว่ารถกระบะของที่บ้านเอาไว้วิ่งไซต์งานต่างๆ แค่นี้ก็วิ่งไม่ทันแล้ว พอพระนายอ้าปากจะถามว่าจริงๆ แล้วเพราะเปลืองน้ำมันหรือเปล่าป๋าจึงไม่มาคอยรับส่งเอง ตอนนั้นน่ะไม่เข้าใจหรอกว่าเปลืองน้ำมันคืออะไร แต่ใครๆก็พูดกัน ป๋าก็ยิ้มและลูบหัวเขาชมว่าช่างพูดช่างเจรจาจริงนะ และยังย้อนถามเขาว่าทุกวันนี้มีความสุขดีไหมล่ะ พอตอบว่าดีป๋าก็ถามต่อว่าความสุขอยู่ตรงไหน ถามยากจัง พระนายตัดสินใจไปวิ่งเล่นกับลูกหมาของคนงานที่บ้านก่อน วิ่งไปคิดไป พระนายคิดครู่ใหญ่ก็วิ่งกลับมาตอบป๋าว่ามีความสุขเพราะสนุกทุกวัน มีพี่ๆ ไปส่งที่โรงเรียนและได้กลับบ้านด้วยกัน ตรงนั้นแหละที่พระนายชอบที่สุด ป๋าเลยบอกว่าถ้ามีความสุขแล้วก็อยู่ด้วยนานๆ สิพระนายเห็นพ้องตามไปด้วย เขาชอบให้พี่ชายมารับหน้าโรงเรียนนี่นา แถมใครๆ ก็อิจฉาที่พระนายมีเพื่อนเล่นที่บ้านหลายคน ไม่รวมลูกคนงานและหมาจรจัดสองสามตัวที่เก็บมาเลี้ยงในบ้านด้วย

 

"ป๋าๆ พระนายอยากมีน้อง" พระนายถือโอกาสอ้อนป๋าซะเลย

 

“ทำไมล่ะ"

 

"ก็พระนายอยากกอดน้อง เบบี้ตัวนิ่มๆ เหมือนตุ๊กตาหมี" พระนายพยายามคิดเหตุผลที่ฟังดูเวิร์กที่สุด “เวลาขึ้นสามล้อกลับบ้าน พี่ณิชอุ้มพระนายนั่งตัก แต่เดี๋ยวพี่ณิชก็เข้ามหา’ลัยแล้วใช่ม้า รถว่างที่หนึ่ง พระนายอยากมีน้องไว้นั่งตักด้วย" ยังไม่ทันเรียนเศรษฐศาสตร์พระนายก็เข้าใจอรรถประโยชน์สูงสุดของการว่าจ้างรถสามล้อหนึ่งคันในราคาเหมาจ่ายให้คุ้มได้เสียแล้ว แถมพูดไปพูดมาสรุปได้ว่าคนอยากกอดและอยากถูกกอดน่ะคือตัวเขาเอง ไม่ใช่ความต้องการของน้อง (ที่ไม่เคยมาเกิด) เลยสักนิดเดียว ป๋าฟังแล้วก็หัวเราะ ดึงพระนายมากอดรัดฟัดเหวี่ยง จั๊กจี้ไปด้วย เขาหัวเราะเสียงดังเรียกใครๆ ให้เข้ามารวมตัวในห้องนั่งเล่นกันเต็มไปหมด

 

ความทรงจำเกี่ยวกับครอบครัวของเขามีแต่เรื่องดีๆ สิ่งเดียวที่พระนายหวังและไม่เคยได้ก็คือ ‘น้อง’ นี่ล่ะ ใครๆ ก็มีน้องทั้งนั้น น่าอิจฉาจัง เด็กตัวเล็กๆ ผิวนิ่มนุ่มหอมกลิ่นแป้ง

 

ชายหนุ่มพลิกตัวแล้วเบียดชิดกับร่างอุ่นของใครคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ เพราะรู้สึกถึงไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศที่ให้ลมแรงเกินไปจนรู้สึกนอนไม่สบาย  มือของเขาควานหาผ้านวมหมายจะดึงขึ้นมาห่มตัว  เพียงแค่ขยับเล็กน้อยก็มีอ้อมแขนอุ่นสอดเข้ามาโอบกอดจากด้านหลัง

 

“หนาวเหรอ” เสียงหนึ่งถามขึ้นในความมืดสลัว “ขยับมาใกล้ๆ สิ”

 

พระนายตอบรับด้วยการขดตัวกลมปล่อยให้ใครอีกคนบนเตียงเดียวกันเป็นฝ่ายห่มผ้าให้ เขารู้สึกถึงฝ่ามือใหญ่ที่ลูบศีรษะของตัวเองและจูบเบาๆ ที่กระหม่อม ชายหนุ่มรู้สึกอุ่นสบายในอ้อมกอดแข็งแรงจนเกือบจะหลับไปอีกหนก็รู้สึกจักจี้กับลมหายใจอุ่นที่เป่ารดต้นคอของตัวเอง เขากระถดตัวให้ห่างออกมาเล็กน้อยแต่กลับถูกกอดแน่นกว่าเดิมจนรู้สึกได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นอย่างสม่ำเสมอของอีกฝ่าย

 

ใครกันนะ...

 

เขาเข้านอนคนเดียวนี่นาแล้วคนข้างๆ คือใครกัน  อย่าบอกนะว่า....เท็ดดี้!?!

 

ประสาทรับรู้ทั้งห้าของพระนายตื่นตัวขึ้นด้วยความตระหนก  เขาลืมตาโพลงในความมืดแล้วขืนตัวหนีออกจากอ้อมแขนที่โอบรัดไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไป  พระนายพยายามผลักแขนนั้นออกและดิ้นแรงๆ จนหลุดเป็นอิสระในที่สุด ร่างสูงขยับออกห่างพลางถอนหายใจอย่างโล่งอก 

 

“อืม…” เจ้าหมียักษ์ครางในคออย่างขัดใจ  มือใหญ่ขยับมาตะปบมือของพระนายไว้อย่างตรงเผงทั้งๆ ที่ยังคงหลับตาอยู่ เจ้าของมือได้แต่มองตาปริบๆ 

 

“เท็ด”

 

ไม่มีเสียงขานตอบ  พระนายนึกสงสัยว่าอีกฝ่ายกำลังแกล้งหลับ จึงคว้าแว่นมาสวมเพื่อมองให้ชัดด้วยการก้มหน้าลงไปจนชิด  ดูเหมือนว่าธีโอดอร์หลับสนิทอยู่จริงๆ สายตาของอาจารย์หนุ่มไล่มองตามซีกหน้าด้านข้างของเด็กหนุ่มคิ้วหนาคมเข้มเหนือแพขนตาที่ยาวสวยสีน้ำตาล  ปลายจมูกโด่งเป็นสันสวยงามไม่มีจุดคดงอแม้สักจุด ริมฝีปากหนาพอเหมาะของเด็กหนุ่มปิดสนิทดูคล้ายกำลังยิ้มให้กับความฝัน 

 

หน้าตาดีจริงๆ พับผ่าสิ! อยู่ๆ มานอนกอดแบบนี้  จะไม่ให้เขาหวั่นไหวก็บ้าแล้ว

 

ภาพของดวงตาสีเขียวคู่งามลอยมาในห้วงความคิด ทั้งอ้อน ทั้งเรียกร้อง บางครั้งก็งอนอย่างน่าเอ็นดู สายตาคู่นั้นที่จับจ้องจนพระนายเผลอคิดไปเองว่ามันสะท้อนแต่เพียงตัวเขา แถมที่แย่กว่านั้นยิ่งมองมากเข้า พระนายชักจะอยากกลับไปอยู่ในวงแขนอุ่นนอนฟังเสียงหัวใจให้หลับไปอีกครั้ง

 

มือที่เกาะกุมมือของพระนายอยู่ค่อยคลายลงจนสามารถดึงออกมาได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ตื่น ตอนหลับก็ดูเป็นเด็กดี ตุ๊กตาหมีตัวโตขี้อ้อน ขนาดหลับยังออดอ้อนด้วยการกอดแน่น สัมผัสเขาราวกับว่าพระนายเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ น่าทะนุถนอมปานนั้น  ชายหนุ่มยื่นมือไปตรงหน้าหมายจะลูบผมแต่ก็ต้องรีบชักมือกลับเมื่อนึกถึงความจริงข้อหนึ่งขึ้นมา

 

ไม่ได้! ธีโอดอร์อาจจะเป็นคนรักของพี่ณิชก็ได้ แล้วเขาจะไปแตะต้องได้อย่างไร

 

ชายหนุ่มรีบถดตัวเองลงจากเตียง สูดหายใจเข้าเพื่อตั้งสติแล้วค่อยๆ ลากผ้าห่มกับหมอนของตัวเองลงมาด้วย ทั้งๆ ที่จะหอบผ้าหอบผ่อนไปนอนอีกห้องหนึ่งก็ทำได้ แต่คงเพราะการกอดจากอ้อมแขนที่เต็มไปด้วยความโหยหาที่อะไรบางอย่างบอกว่าเป็นสิ่งพิเศษที่มีให้เขาคนเดียวล่ะมั้ง ที่ทำให้พระนายยังอยู่ในห้องนี้แล้วนอนมองคนที่หลับสนิทอยู่บนเตียงจนตัวเองเผลอหลับไปแถวๆ ริมฟูก

 

ครั้นพอสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนหกโมงเช้า เขาพบว่าเขานอนอยู่บนเตียง ส่วนเจ้าหมียักษ์กลับเป็นฝ่ายลงไปนอนกับพื้นแทน แสงแดดรำไรที่ส่องผ่านผ้าม่านเข้ามาในห้องโลมเลียร่างกายสูงใหญ่ของคนที่หลับสนิทอยู่บนพื้นห้อง ใบหน้ายามหลับใหลของธีโอดอร์ดูใสซื่อเหมือนเด็กชายตัวเล็กๆ ชวนให้เอื้อมมือไปลูบใบหน้า... อยากสัมผัสจนแปลกใจตัวเอง

 

เขาไม่ควรรู้สึกแบบนี้เลย

 

พระนายหักห้ามความรู้สึกของตนเองและรีบลุกจากเตียง  ในใจบอกตัวเองว่าต้องรีบไปทำงานแต่ที่จริงแล้วเขารู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกับเด็กคนนี้ไปมากกว่านี้  เขาออกจากห้องและปิดประตูห้องไม่ให้มีเสียงรบกวนคนที่ยังอยู่ในห้วงฝัน 

 

หัวใจของเขาเต้นโครมครามจนรู้สึกราวกับหูอื้อเมื่อคิดได้ได้ว่าในเวลาสั้นๆ เพียงไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง ธีโอดอร์ผู้ที่เพิ่งก้าวผ่านมาในโลกของพระนายกลับล่วงรู้จุดอ่อนที่เขาสู้อุตส่าห์ปกปิดมานาน ภายใต้ท่าทีเรียบเฉยดูไม่แยแสความรู้สึกของใครและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด  พระนายกลับพ่ายแพ้การถูกกอดอย่างสิ้นเชิง ยิ่งเป็นคนที่เขารู้สึกว่าสนใจด้วยแล้ว ทุกครั้งที่โดนกอด พระนายรู้สึกเหมือนหัวใจจนอ่อนยวบเป็นขี้ผึ้งลนไฟ

 

พ่ายแพ้ต่อ ‘กอด’ ที่บอกเขาว่าตัวเองเป็นที่รักและเป็นที่ต้องการ

 

‘กอด’ ที่มาพร้อมกับดวงตาร้องขอความรัก... ทำให้หัวใจเผลอเต้นแรง

 

ปล่อยให้ตัวเองอยู่ใกล้ชิดกับเด็กหมีปีศาจนี้อีกก็ไม่ได้ แต่พอมองธีโอดอร์ยามตกอยู่ในห้วงนิทรานั้นก็รู้ว่าจะหักหาญน้ำใจคงใจร้ายเกินไป

 

…คนน่ารักเขาไม่ใจร้ายกัน... 

 

พอคิดถึงประโยคนี้อีกครั้งแล้วใจสั่นบอกไม่ถูก ถ้าเป็นเช่นนี้เขาคงต้องทำอะไรสักอย่าง แต่เพื่อไม่ให้ใจร้ายกับดวงตาสีซีดแสนสวยคู่นั้นมากเกินไปเขาก็จะไม่ปล่อยให้เท็ดดี้ต้องนอนคนเดียวด้วย

 

 

 

 

;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:

 

 

 

 

“เข้าหอคืนแรกเป็นยังไงบ้าง"

 

เมื่อได้ฟังคำถามแรกของเช้าวันอังคารก็พอจะรู้แล้วว่าสัปดาห์นี้จะต้องมีแต่เรื่องถุยชีวิตเป็นแน่แท้ พระนายจ้องหน้าจอโทรศัพท์พลางเร่งเสียงลำโพงให้ดังขึ้น ในขณะที่ตัวเองบรรจงแนบเครื่องโกนหนวดไฟฟ้ากับโครงหน้าของตัวเองให้เกลี้ยงเกลา

 

"เข้าหอกะผีอะไร"

 

“เดี๋ยวนี้พูดจาก้าวร้าวนะครับคุณพระนาย — แค่นี้ทำเป็นเคือง" 

 

เสียงเครื่องโกนหนวดดังหวี่ๆ แต่ที่น่ารำคาญใจกว่าคือเสียงหัวเราะลั่นอย่างคนอารมณ์ดีฮาเฮไปเสียทุกอย่างของพี่พุฒิ 

 

"ว่าแต่ว่าหลังจากเจอเท็ดดี้ซึ่งเผอิญเป็นนักศึกษาในคลาสแล้วพระนายทำยังไง?”

 

"จะทำยังไงก็ได้ล่ะ ก็ต้องทำข้อตกลงกันสิว่าอยู่ ม’หาลัย ต้องเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ พอกลับบ้านค่อยว่ากัน" พระนายพูดไปด้วยเล็มไรหนวดที่อยู่ใต้คางไปด้วย เขาจะหลุดความลับไปให้พี่พุฒิรู้ไม่ได้เป็นอันขาดว่ากำลังหวั่นไหวทุกครั้งที่ถูกสัมผัสและใจเต้นทุกครั้งที่ถูกออดอ้อน ก่อนเข้ามาในห้องนี้เป็นอย่างไร เขาต้องเป็นพระนายคนเดิม 

 

“เด็กของพี่ณิชมันร้าย พี่ณิชเลี้ยงเมียได้สปอยล์ยิ่งกว่าเลี้ยงลูกหลายเท่า อยู่ที่นี่มีแต่กฎบ้าๆ บอๆ”

 

"กฎบ้าๆ บอๆ ที่ว่าหมายถึงอะไร”

 

พระนายปิดสวิตช์เครื่องโกนหนวดไฟฟ้าแล้ววางบนพื้นที่แห้ง ก่อนที่จะบีบลงบนมือแล้วลูบอาฟเตอร์เชฟบนใบหน้าเพื่อลดอาการระคายเคืองและทำความสะอาดใบหน้าให้หมดจด 

 

"กฎข้อแรก เท็ดดี้เด็กโข่งไม่กินข้าวเย็นคนเดียว" พระนายเริ่มต้นเล่า 

 

“ไม่กินข้าวเย็นคนเดียวแปลกตรงไหน เด็กวัยรุ่นติดเพื่อนก็น่าจะเป็นกันทั้งนั้น”

 

“พี่พุฒิ เขาหมายถึงอยากจะให้ผมอยู่กับเขาทุกเย็นต่างหาก  จะต้องมีคนมากินข้าวด้วยเสมอ ไม่งั้นจะมีฝูงลิงวุ่นวายมาบุกห้อง แล้วไม่ยอมให้อยู่อย่างสงบสุขจนกว่าพวกมันจะง่วงและล่าถอยกลับรังไปเอง”

 

พี่พุฒิหัวเราะขบขัน ตลกมากนักหรือไง ตลกมากก็มาอยู่ด้วยเองสิครับคุณพี่! 

 

“ฝูงลิง เปรียบเทียบได้ดี พวกเพื่อนๆ สินะ”

 

"มีแต่เด็กแปลกๆ" พระนายไม่อยากจะสาธยายว่าเด็กสี่คนนี้ประหลาดแค่ไหน แค่คิดว่ามีหนึ่งในสี่ที่พร้อมจะกระโดดจูบเขาแทบจะตลอดเวลา หรือหาทางจับก้นทุกสามวินาที เท่านี้ก็ห่างไกลจากคำว่าปกติมากโขแล้ว

 

"เด็กก็คือเด็กล่ะน่า เวลาอยู่บ้านก็ทำตัวเป็น 'พี่นาย' สิ อย่าเป็น 'อาจารย์พระนาย' เด็กมันจะได้รู้ว่าเราเองก็พยายามปรับตัว”

 

ทำมาพูดดี ไม่รู้ใครกันแน่ที่เป็นอาจารย์

 

“พระนายก็แบ่งเวลาให้น้องมันบ้าง ทำกับข้าวให้เขากินสิ เอาใจเด็กนิดๆ หน่อยๆ ไม่เห็นจะเป็นอะไร"

 

หากพี่พุฒิมีเมีย ขอรับรองว่าจะต้องตกเป็นทาสเมียอย่างไม่ต้องสงสัย มีแววของการถูกกดขี่ข่มเหงเสียขนาดนี้

 

"เด็กฝรั่งอาจจะเข้าใจยากหน่อย แต่ก็คงพอจะจูนกันติดล่ะมั้ง นี่เพิ่งวันแรกเอง --- เสน่ห์ปลายจวักยากนักจะต้านทานไหว”

 

"เดี๋ยวนี้ทำมาพูดสำบัดสำนวน เขาต่างหากที่ทำให้ผมกิน" พระนายเถียง ในหัวมีภาพของธีโอดอร์ที่ตั้งอกตั้งใจทำสปาเก็ตตี้ให้ ยังรู้สึกประทับใจอยู่เลย

 

“แล้วน่ากินไหม”

 

“ก็น่ากิน อร่อย ฝีมือดีเชียวล่ะ”

 

“ที่ว่าน่ากินหมายถึงคนทำ ไม่ได้พูดถึงอาหาร เด็กของพี่ณิชนี่สเปกพระนายเลยนี่ ลูกครึ่ง หล่อ ขาว เอาอกเอาใจ”

 

อ้อมแขนอุ่นๆ ที่โอบกอดไว้อย่างทะนุถนอม...

 

หนาวเหรอ...

 

ขยับมาใกล้ๆ สิ...

 

“เงียบไปเลย มีเรื่องดีๆ หรือไง หรือกินเด็กไปแล้ว”

 

กินเด็กอะไร พูดออกมาได้! อุตส่าห์พยายามจะเป็นพี่ชายที่ดีแล้วยังจะมาพูดแบบนี้! พระนายนึกฉุนกดวางสายโทรศัพท์ทันที ให้พี่ชายรู้ว่าเขาไม่พอใจที่ถูกแซวแบบนี้ ผ่านไม่ถึงครึ่งนาทีเจ้าคนผีเจาะปากนั่นก็โทรมาใหม่พร้อมคำขอโทษขอโพยที่พระนายรู้อยู่แก่ใจว่าพี่ชายจะแกล้งเขาใหม่ทันทีที่มีโอกาส 

 

“แหมๆ ใจร้อนขึ้นด้วยนะ ว่าแต่ว่าเงื่อนไขก็ไม่ได้แย่อะไรนี่นา กินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน ก็อบอุ่นดีออก”

 

“พี่พุฒิไม่เข้าใจนายก็อย่ามาพูดเลย” พระนายโอดครวญแม้คิดว่าวลีนี้ดูเหมือนเมียสาวตัดพ้อต่อว่าสามีเสียเหลือเกิน

 

“เข้าใจสิ แต่ต้องได้เจอกับตัวจริงๆ ก่อนถึงจะรู้ได้ว่าควรจะปฏิบัติกับเด็กของพี่ณิชแบบไหน ทำไมพระนายไม่พาเท็ดดี้มา

เจอกับพวกพี่ล่ะ นัดกินข้าวด้วยกันกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวแบบนั้น ไม่ต้องถึงกับพามาที่บ้านก็ได้ เดี๋ยวพี่สองคนไปหาที่คอนโด”

 

พี่ชายศิลปินแกะสลักหินของเขามีข้อเสนอที่ดีทีเดียว พระนายจดไว้ในใจ

 

“แล้วอยู่กับน้องแล้วเป็นยังไงอีก เล่าให้ฟังอีกหน่อยสิ”

 

ดูท่าพี่ชายจะไม่รู้สึกต่อต้านอะไรกับเมียเก็บ(?)ของพี่ณิช จึงหลุดปากกล่าวถึงธีโอดอร์ว่า ‘น้อง’ ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ ขนาดพระนายที่เป็นน้องแท้ๆ ยังแทบไม่เคยถูกเรียกด้วยสรรพนามนี้เลย

 

"ส่วนกฎข้อสองประหลาดกว่าข้อแรก เท็ดดี้ไม่นอนคนเดียว”

 

คราวนี้พี่พุฒิอุทานอย่างประหลาดใจ "อ้าว แล้วจะทำไงล่ะ”

 

พระนายวักน้ำล้างอาฟเตอร์เชฟจนหมดจด ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรจู่ๆ พี่ชายก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ 

 

"นาย... งั้นเมื่อคืนนายผ่านมาได้ยังไง อย่าบอกนะว่าสนองนี้ดเจ้าหมีน้อยนั่นไปเรียบร้อยแล้ว”

 

"เฮ้ย เห็นผมเป็นคนยังไงเนี่ย”

 

"ก็... เป็นพวกหัวงูนิดหน่อย เป็นน้องชายแสนประเสริฐผู้นับถือนิกายกินเด็กแล้วเป็นอมตะ”

 

“…” เงียบ แปลว่าโกรธ

 

“ล้อเล่น อย่าเพิ่งเคืองสิ" ตบท้ายด้วยการหัวเราะกลบเกลื่อน แต่พระนายขอเอาหัวเป็นประกันว่ามัน เอ๊ย พี่ชายของเขาต้องแอบคิดอกุศลปนจัญไรไปล่วงหน้าแล้ว 

 

“ตกลงเมื่อคืนอะไรยังไงวะ” พี่ชายผู้น่าเคารพของเขาลดเสียงลงกระซิบกระซาบ

 

"อะไรยังไง หมอนั่นบุกเข้ามานอนห้องผมน่ะสิ!”

 

“ไม่เห็นต้องโวยวายเสียงดังเลยนี่นา  น้องมันขี้เหงามั้ง นายก็กอดกลับทีสองทีไม่น่าบอบช้ำเสียหาย" 

 

พระนายฟังแล้วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน กอดได้แต่เอาไม่ได้ กอดไปก็ไม่คุ้ม!

 

“ขอแก้คำว่าตุ๊กตาหมีน้อยเป็นตุ๊กตาหมีควายเถอะ” พระนายเถียงก่อนที่จะนึกอะไรขึ้นมาได้ 

 

“เอ๊ะ พี่พุฒิ ว่าแต่ว่าพี่เคยบอกผมไว้ใช่หรือเปล่าว่าจะให้ช่วยอะไรก็จะช่วย”

 

ปลายสายเงียบไปหลายวินาทีทีเดียว ก่อนที่จะถามกลับอย่างระมัดระวัง

 

"เอ๋ พี่เคยพูดอย่างนั้นเหรอ”

 

"ผมกำลังมีปัญหากับกฎของหมีน้อยข้อที่สองอยู่พอดี ผมว่าพี่พุฒิช่วยได้แน่ๆ” 

 

พระนายมองคนในกระจกเงาที่ยิ้มกรุ้มกริ่มมาอย่างพึงพอใจ

 

“เฮ้ย!”

 

“วันนี้ทุ่มนึงเจอกันที่คอนโดนี้นะพี่”

 

“พี่ไม่ว่าง”

 

“ว่างสิ พี่พุฒิเรียกเขาเป็นน้องเป็นนุ่ง เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว จะสละเวลาสักนิดมาให้กันคงไม่ยากเกินไปหรอก ใช่หรือเปล่า” 

 

พระนายกดปุ่ม mute เพื่อปิดเสียงโทรศัพท์มือถือก่อนที่จะเดินออกจากห้องน้ำโดยที่ไม่สนใจคนที่โวยวายเป็นวรรคเป็นเวรอยู่ปลายสายเลยสักนิด 

 

สัญญาก็ต้องเป็นสัญญาสิ จะตระบัดสัตย์อะไรกับเรื่องแค่นี้ก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายแล้ว!

 

 

 

;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:

 

 

 

 

ตอนแรกที่พระนายบอกธีโอดอร์ว่าพี่ชายทั้งสองของเขาจะมารับประทานอาหารมื้อเย็นด้วยกัน คิ้วสวยขคู่นั้นของเด็กหนุ่มก็เลิกสูง แววตาระแวดระวัง พระนายที่ตั้งใจว่าจะรีบไปทำงานจึงเปลี่ยนใจอยู่ในห้องนานขึ้นอีกสักหน่อยเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเขากำลังบีบบังคับ  อาจารย์หนุ่มรับน้ำใจด้วยการอยู่ทานอาหารเช้าที่เจ้าหมีหนุ่มทำเสร็จในพริบตา (ขอยืนยันว่าธีโอดอร์ทำอาหารเช้าเร็วอย่างกับเสกได้) ด้วยขนมปังบาแกตต์ที่นำไปย่างกับเนยหอมๆ เสิร์ฟพร้อมกับสลัดแฮมและแอปเปิลราดด้วยน้ำซอสกลิ่นน้ำส้มสายชูที่สดชื่นกระตุ้นประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวได้อย่างดี นี่แค่มื้อที่สองเท่านั้น พระนายที่ไม่ค่อยรับประทานอาหารเช้า บัดนี้ มองสิ่งที่ตัวเองกินเรียบหมดจานโดยไม่ได้ตั้งใจแล้วคิดถึงคำพูดของจิระที่ว่าอาหารทุกจานที่เท็ดดี้ทำจะอร่อยขึ้นเรื่อยๆ ในทุกมื้อจนสุดท้ายต้องซมซานกลับมาหาทุกวัน สงสัยจะไม่ได้พูดเล่น

 

เด็กหนุ่มยังอยู่ในชุดนอน ผมสีเข้มถูกมัดจุกไว้อย่างไม่ใส่ใจนัก ร่างสูงใหญ่ไม่พูดอะไรกับเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนอน เพียงแต่ถามว่า คุณสิษฐ์กับคุณพุฒิจะมาที่นี่ทำไม

 

“เรียกว่าพี่สิษฐ์กับพี่พุฒิก็ได้นะ”

 

“เขาอาจจะไม่อยากนับญาติกับผม ใครจะไปรู้” ดวงตาสีเขียวมองมายังเขาระแวงนิดๆ “พี่นายเป็นคนโทรเรียกมานี่นา”

 

อาจารย์หนุ่มจึงแก้ตัวว่าพี่พุฒิเป็นฝ่ายวอแวอยากเจอธีโอดอร์ เขาจึงไม่ขัดเพราะจะได้รู้จักกันไว้ด้วย ดูเหมือนคนรักของพี่ชายจะยังไม่พอใจคำตอบที่ได้ฟังจึงยังทำตาขวางอยู่ ชายหนุ่มคิดว่าเขาคงเดินหมากเร็วไปหนึ่งก้าว จึงลองลดความตึงเครียดลงด้วยการรับกาแฟต้มที่อีกฝ่ายเตรียมให้ขึ้นมาจิบ เมื่อลิ้นรับรสละมุนก็เอ่ยชมอย่างจริงใจ 

 

“ชงดื่มเองไม่เห็นอร่อยเท่านี้เลย” 

 

ทว่าคนรักของพี่ชายไม่แม้แต่จะพยักหน้ารับตามมารยาท  ผู้เป็นอาจารย์เข้าใจว่าเจ้าตัวคงจะรู้สึกหวาดระแวงอยู่และยังไม่พร้อมที่จะพบกับพี่น้องคนอื่นของเขา บางทีพระนายเองอาจจะใจร้อนเกินไปเสียเองก็ได้ที่รีบชวนพี่พุฒิกับพี่สิษฐ์มาทานข้าวด้วยกัน แต่บางทีเขาน่าจะลองพูดคุยดูให้สบายใจขึ้น

 

“เท็ด พี่ไม่รู้หรอกนะว่าพี่ณิชเคยเล่าอะไรให้ฟังบ้าง แต่สำหรับพี่ พี่พุฒิกับพี่สิษฐ์ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีที่จะมาพบกับเรา ทั้งสองคนเห็นว่าเราเป็นน้อง น้องเล็กของบ้าน ก็อยากจะรู้จักกันไว้ มีอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้”

 

ดวงตาสีเขียวซีดเลื่อนมาสบตาเขาราวกับกำลังประเมินค่าคำพูด พระนายตัดสินใจพูดต่อ

 

“จำได้ไหมว่าพี่บอกว่าพี่เรียกทุกที่ที่อยู่แล้วสบายใจว่าบ้าน” 

 

ธีโอดอร์พยักหน้าแทนคำตอบ พระนายนึกว่าอีกฝ่ายจะเถียงขึ้นมาแต่ก็ไม่

 

“บ้านคือครอบครัว และครอบครัวไม่ได้มีแค่พี่คนเดียว เราก็เหมือนกันใช่ไหม”

 

“ผมไม่มี---“ 

 

“ครอบครัวถิรสวัสดิ์มีที่ว่างสำหรับเรานะเท็ดดี้” พระนายลดแก้วกาแฟลงกับจานกระเบื้องเคลือบหรูหรา ปรับสีหน้าให้จริงจังก่อนที่จะป้อนคำถามกลับไปให้เด็กหนุ่มลองคิดดู “พี่หมายความอย่างที่พูด ไม่ได้แค่อยากจะพูดให้ฟังดูดี  พี่ทั้งสามคนพร้อมที่จะต้อนรับเท็ดเข้ามาอยู่ในครอบครัวเดียวกัน แต่เราน่ะมีที่ว่างพอที่จะเปิดใจให้ใครบ้างหรือเปล่านอกจากพี่ณิช”

 

ดวงตาสีซีดที่มีวงขอบเข้มจ้องตาเขา ท่าทางกังวลใจ “นี่ทุกคนคิดว่าผมกับพี่ณิชเป็นอะไรกัน”

 

ตอบอย่างไรให้สวยดีนะ พระนายประมวลชุดคำตอบที่มีในสมองอย่างรวดเร็ว 

 

“คิดว่าเป็นคนที่พี่ณิชรัก เหตุผลแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”

 

ธีโอดอร์มีสีหน้าอ่อนโยนลงทันที กำแพงแข็งกร้าวที่มองไม่เห็นทลายลงในพริบตา พระนายตัดสินใจเลื่อนเก้าอี้แล้วยืนขึ้น ทำท่าทางเตรียมพร้อมที่จะจบบทสนทนา 

 

“พี่นัดพี่สิษฐ์กับพี่พุฒิไว้ทุ่มนึงที่นี่ พี่หวังว่าสองคนนั้นคงได้มีโอกาสกินของอร่อยๆ ที่เราทำให้”

 

“ถ้า ‘เรา’ ทำให้ก็… ต้องไม่ใช่แค่ผมคนเดียวสิ”

 

พระนายที่หันหลังจะเดินออกไปยังประตูแล้วชะงักฝีเท้า ที่ปลายตาของเขาเห็นตุ๊กตาหมียักษ์ขี้เหงายืนเอนหลังพิงกับเคาน์เตอร์ห้องครัว “อะไรนะ”

 

“เราแปลว่าพี่นายกับผม” ธีโอดอร์สรุปสั้นๆ แล้วหันไปล้างแก้วกาแฟ หน้าตาบูดบึ้งไม่ดีขึ้นจนกระทั่งพระนายรับปากว่าจะกลับมาก่อนหกโมงเย็นเพื่อเตรียมอาหารด้วยกันจึงยอมพูดด้วย

 

หน้าดุ ตาจิก พูดห้วน ตัวยักษ์... พระนายรู้สึกว่ากำลังถูกตุ๊กตาหมีเท็ดดี้หน้าตาไม่รับแขกตัวหนึ่งคอยอ้อนจนอยากดึงมาฟัดให้สาแก่ใจ

 

 

 

;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:

 

 

 

 

 

"...อืม..."

 

"...อือ..."

 

เสียงครางในคอพร้อมๆ กับคิ้วที่เลิกสูงของพี่สิษฐ์และพี่พุฒิทำให้พระนายอดอมยิ้มไม่ได้  เมื่อเหลือบไปดูสีหน้าของเด็กหนุ่มที่เป็นเชฟหลักของอาหารมื้อเย็นของวันนี้ก็พบว่าเจ้าตัวก็มองทั้งสองคนอย่างลุ้นนิดๆ เช่นกัน นึกแล้วก็ตลกดีที่เขาทั้งสองคนทำท่าอย่างกับว่าเป็นผู้ร่วมรายการเกมโชว์มาสเตอร์เชฟ แล้วรอลุ้นผลการตัดสินการทำอาหารจากคณะกรรมการอย่างไรอย่างนั้น

 

ดวงตาเรียวคมของพี่ชายนักบัญชีเหลือบมองศิลปินนักแกะสลักหิน ก่อนที่จะหันมามองอาจารย์เศรษฐศาสตร์อย่างเขาวางช้อนส้อมในมือลงแล้วเช็ดปากด้วยกระดาษเช็ดปากเนื้อดี "สองคนก็ไปกันได้ดีนี่"

 

“ไปกันได้ดี?"

 

พี่พุฒิมองจานที่ว่างเปล่าแล้วตอบแทน “หมายถึงอาหารไง"

 

ถึงกับลอบถอนหายใจทีเดียว ถ้าพี่พุฒิเกิดปากรั่วแซวขึ้นมา พระนายคงจะอับอายไม่รู้จะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนแล้ว ธีโอดอร์ชอบผู้ชายเป็นเรื่องแน่นอน แต่เด็กหนุ่มจะรู้เรื่องของเขามากน้อยแค่ไหนยังคงเป็นปริศนา

 

บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเป็นเรื่องทั่วๆ ไปตามประสาคนที่เพิ่งเคยพบกันครั้งแรก พวกเขาต่างเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน พระนายรู้ดีว่าหากรีบร้อนซักไซ้ไล่เรียงเรื่องส่วนตัวของธีโอดอร์มากจนเกินไป แทนที่เด็กหนุ่มจะเปิดใจเล่าเรื่องราวให้ฟัง อาจจะกลายเป็นเก็บงำไว้มิดชิดยิ่งกว่าเดิมเสียอีก พี่สิษฐ์เองก็คงคิดเช่นเดียวกันจึงระมัดระวังที่จะไม่แตะต้องเรื่องส่วนตัว ในขณะที่พี่พุฒิก็ดูเอ็นจอยอีตติ้งมาก ชวนคุยไปเรื่อย เล่าเรื่องของตัวเองบ้างจนในที่สุดธีโดอร์ก็ยอมพูดเรื่องส่วนตัวเล็กน้อย ทำให้เขาสามพี่น้องโล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอกที่ได้รู้ว่าพ่อแม่อุปการะของธีโอดอร์เป็นเชฟในโรงแรมหรูในบอสตัน ไม่ใช่ลูกชายที่พี่ณิชซุกไว้อย่างแน่นอน

 

เขาคาใจอยู่อย่างเดียวคือคำว่า ‘พ่อแม่อุปการะ’ ไม่ใช้คำว่า ‘พ่อแม่บุญธรรม’ เสียด้วย แล้วสองคำนี้ต่างกันตรงไหนนะ ธีโอดอร์แค่ใช้ภาษาไทยผิด แต่ถ้าใช้ผิดทำไมถึงใช้คำยากกว่า? ใครสอนเด็กคนนี้ให้พูดไทยเขียนไทย มาอยู่เมืองไทยตั้งแต่ตอนไหน ถ้าพ่อแม่อยู่บอสตันแล้วนึกอย่างไรมาใช้ชีวิตอยู่กับชายไทยวัยสี่สิบที่มีลูกแล้ว? เงินแสนห้าต่อเดือนจะให้เพื่ออะไรหากว่าไม่ได้เป็นทั้งคนรักและเลือดเนื้อเชื้อไข

 

การสงสัยนี่ผิดต่อพินัยกรรมหรือเปล่านะ? พระนายไม่ชอบการคาดเดาเลื่อนลอย และเชื่อมาตลอดชีวิตว่าไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่อุบัติขึ้นมาโดยไม่มีที่มาที่ไป ดังนั้นทุกอย่างจะต้องอธิบายได้ แต่จะด้วยวิธีใดและเวลาใดที่ความจริงคลี่คลายออกมา ดังนั้นเขามั่นใจว่าความจริงจะค่อยๆ เปิดเผยออกมาและไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม เขาทั้งสามคนจะรับมือได้อย่างแน่นอน 

 

คำว่า บอสตัน สะกิดอะไรบางอย่างในใจแต่กลับนึกไม่ออก พ่อแม่ของเท็ดดี้จะเป็นคนที่เขารู้จักหรือเปล่านะ อาจารย์หนุ่มอยากจะถามให้มั่นใจ แต่ยังยั้งปากตัวเองไว้ ใจหนึ่งเขาอยากรู้เร็วๆ แต่ความรู้สึกลึกๆ ของเขากลับบอกว่าไร้ประโยชน์ที่จะรีดเค้นเอาความจริง สักวันหนึ่งธีโอดอร์จะเป็นฝ่ายเปิดใจเข้าหาเขาเอง

 

หลังอาหารคาวตามด้วยอาหารหวานและแอลกอฮอล์ พี่สิษฐ์ไม่ดื่มเพราะบอกว่าจะกลับไปเคลียร์งานต่อ ส่วนพี่พุฒิที่ตอนนี้ทำตัวว่างงานจึงนั่งดื่มกับธีโอดอร์ราวกับว่าเป็นเพื่อนกันมาพักใหญ่แล้ว และสุดท้ายพี่พุฒิก็ประกาศลั่นว่าให้พี่สิษฐ์กลับห้องไปคนเดียวส่วนตัวเองจะนอนที่นี่ จากนั้นก็หลับไปบนโซฟาในเวลาไม่ถึงสามนาที 

 

เด็กหนุ่มเจ้าของห้องยืนมองพี่ชายนักกล้ามที่ยึดโซฟาไปด้วยท่าทางงุนงง ส่วนพระนายเองก็เช่นกันแต่คนละเรื่อง นี่อุตส่าห์เรียกพี่พุฒิมากะว่าจะแก้เผ็ดเจ้าเด็กลามกที่แอบลักหลับเขาเมื่อคืนนี้ แต่ดันมาหลับกลางห้องแบบนี้จะช่วยอะไรได้ล่ะเนี่ย 

 

ใช้ไม่ได้เลยวะพี่พุฒิ! 

 

“พี่พุฒิดูปรับตัวง่ายนะครับ อยู่ง่ายกินง่าย” ธีโอดอร์เอ่ยแซวด้วยใบหน้ายิ้มๆ แล้วหาผ้าห่มมาคลุมร่างกายใหญ่โตนั้นให้ 

 

พระนายรู้สึกอายเสียเองที่พี่ชายทำตัวเสียมารยาทแบบนี้  แต่แทนที่จะปลุกให้กลับบ้านเขาก็ปล่อยให้นอนต่อไป ได้แต่หวังว่าเมื่อพี่พุฒิตื่นขึ้นมาในเช้าวันพรุ่งนี้จะรู้สึกอายเสียบ้าง ชายหนุ่มตัดสินใจปล่อยวางเรื่องพี่ชายไว้เพียงตรงนี้แล้วหันไปช่วยธีโอดอร์เก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะอาหารและห้องครัว  เด็กหนุ่มเจ้าของคอนโดไปตั้งไว้บนซิงค์น้ำเพื่อเตรียมทำความสะอาดก่อนเข้าเครื่องล้างจาน พระนายเห็นแล้วไม่อยากทำตัวเกะกะจึงหยิบผ้าเพื่อเช็ดโต๊ะจนสะอาดเอี่ยมก่อนที่จะเดินกลับมายังห้องครัวและพบว่าเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าเครื่องล้างจานอัตโนมัติ

 

“หือม์ เครื่องมันเป็นอะไรเหรอ”

 

“นิดหน่อย” 

 

คนตัวใหญ่คับห้องครัวหรูนั่งยองๆ หน้าตาครุ่นคิดสงสัย แทบจะเอาหัวมุดเข้าไปข้างในเสียให้ได้ พระนายเดินไปเปิดสวิตซ์ไฟอีกดวงเพิ่มความสว่างในห้องแล้วเดินมานั่งข้างๆ

 

“ไหน มันเป็นยังไง”

 

 

เจ้าหมีหนุ่มน้อยขยับตัวมาใกล้ แล้วชี้ให้เขามองไปยังด้านหลังเครื่องที่แทบไม่เห็นอะไร 

 

“มันเป็นอย่างนี้!” คำตอบมาพร้อมกับวงแขนแข็งแรงที่รัดตัวเขาไว้แน่น พระนายร้องเหวอเมื่อสัมผัสถึงคางสากๆ ของใบหน้าที่ดูเกลี้ยงมนบนบ่าของตัวเอง ลมหายใจอุ่นๆ ปะทะด้านหลังคอชวนรู้สึกวูบวาบพอๆ กับเสียงกระซิบข้างหู

 

“คิดว่าจะเอาพี่พุฒิมานอนที่นี่แล้วพี่นายจะรอดหรือยังไง” 

 

!!! 

 

คนที่ดูเซื่องซื่อราวกับตุ๊กตาหมีน้อยที่จะลากไปทางไหนตามใจก็ย่อมได้จู่ๆ ก็มีแววตาคมปลาบ มองหน้าเขาอย่างรู้ทัน วงแขนกอดแน่นขึ้นในขณะที่หัวใจของเขาเต้นระส่ำอยู่ในอกจนหูอื้อ พระนายดันแว่นสายตาที่ตกลงมาอย่างทุลักทุเล เพราะเจ้าเท็ดดี้ข้างหลังเข้าใจว่าจะดิ้นหนีเลยยิ่งกอดแน่นจนคนที่มั่นใจว่าตัวเองแข็งแรงมากอย่างพระนายยังดิ้นไม่หลุด 

 

“เปล่าซะหน่อย เอาอะไรมาพูด”

 

“ไม่พูดไม่ได้แปลว่าไม่รู้หรอกนะ เห็นผมดูแบ๊วๆ แบบนี้แต่ไม่ยอมโดนพี่นายหลอกง่ายๆ หรอกน่า” น้ำเสียงที่พูดเจือด้วยอารมณ์ขบขัน พระนายรีบแกะมือออก พอเป็นอิสระได้ก็ถอยไปตั้งหลักห่างราวหนึ่งเมตร รู้สึกว่าใบหน้าของตัวเองร้อนขึ้นมานิดๆ 

 

“หน้าแดงเชียว”

 

ก็ต้องแดงสิ! ก็เขินนี่นา! เดี๋ยวกอด เดี๋ยวฟัด เดี๋ยวหยอด เท็ดดี้คิดว่าเขาไม่มีความรู้สึกหรืออย่างไร

 

หากใครเดินผ่านมาเห็นบรรยากาศภายในห้องครัวในขณะนี้คงอดคิดไม่ได้ว่าเป็นภาพที่ดูแปลกประหลาดไม่ใช่น้อย  เมื่อผู้ชายตัวใหญ่สองคนกำลังดูเชิงกันราวกับอยู่บนสังเวียนมวย คนหนึ่งที่อายุมากกว่า เจนศึกมามากกว่าแถมยังดูร้ายกาจกว่ากำลังทำท่าหวาดระแวง แต่อีกที่อ่อนวัยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำยังดูซื่อด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มกลับเป็นฝ่ายจู่โจมด้วยอ้อมกอดและคำอ้อนหวานๆ 

 

“กลัวอะไรผมเหรอ ก็แค่กอดหน่อยเดียว”

 

ฉันไม่ได้กลัวแก ฉันกลัวตัวเอง!

 

“ตอนแรกก็กะจะนอนข้างๆ เฉยๆ แต่พอไปอยู่ใกล้ๆ แล้วพี่นายจับมือผมไปกอดเฉยเลย เลยต้องเลยตามเลยหรอก รังเกียจกันซะงั้น” ถ้าคิดว่านี่เป็นประโยคอำเล่นที่ได้ยินตามละครทีวีก็จะไม่เชื่อหรอก น้ำเน่า ทว่าริมฝีปากกลับจุดยิ้มเจ้าเล่ห์ 

 

“พี่นายคิดอะไรลามกอยู่สินะ”

 

“เปล่า!”

 

“พอผมกอดแล้วนอนหลับพริ้มมีความสุขขนาดนั้นเนี่ยนะ จะคิดอะไรทะลึ่งๆ ก็ผมก็อนุญาตครับ”

 

อะแฮ่ม... พระนายกระแอมขัดคอ ปรายตามองข่มขวัญผ่านแว่นสายตากรอบเงินวิ้งวับ 

 

“ถ้าพี่จะฝัน คนนั้นคงไม่ใช่เราแน่นอน”

 

“อ๋อ อันนั้นรู้อยู่แล้ว” ธีโอดอร์ตอบสวนมาทันควันด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ พระนายเห็นแล้วสังหรณ์ไม่ดี

 

“รู้อะไร”

 

“ผมได้ยินเต็มสองหูว่าพี่นายเรียกชื่อพี่กล้า หมายถึงอาจารย์กล้าณรงค์หรือเปล่าครับ”

 

นักมวยถูกซัดดับเบิลพั้นช์เข้ากกหูขวาดับเดี้ยงกลางเวทีรู้สึกแบบนี้นี่เอง!

 

ระหว่างที่พระนายพยายามประมวลคำพูดดีๆ มาแก้ตัว เอ๊ย! อธิบาย เจ้าตัวก็ยักไหล่ ราวกับไม่แยแส

 

“งั้นเดี๋ยวคืนนี้ผมนอนกับพี่พุฒิก็ได้ อยากรู้เหมือนกันว่าพี่พุฒิจะละเมออะไรบ้าง”

 

ไม่ทันคิด พระนายก็คว้าแขนของอีกฝ่ายไว้เสียแล้ว เท็ดดี้เลิกคิ้วสูง แกล้งทำหน้าตาไร้เดียงสา

 

“หือ”

 

“เรามีเรื่องต้องคุยกัน แต่ก่อนอื่นพี่จะละเมออะไรก็ตามมันเป็นแค่กลไกของร่างกาย”

 

“ที่ถูกกระตุ้นจากจิตใต้สำนึกหรือความต้องการที่ไม่ได้รับการสนองตอบในโลกแห่งความเป็นจริงตามทฤษฎีของซิกมุนด์ ฟรอยด์ หรืออาจารย์จะแย้งด้วยทฤษฎีของคนอื่นแทนดี”

 

“ความฝันไร้สาระ”

 

“ถ้าความฝันไร้สาระ คาร์ล จุงคงไม่สนับสนุนด้วยเรื่องที่ว่าความฝันเป็นประหนึ่งประตูเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างในสุด เร้นลับที่สุดของจิตไร้สำนึกหรอก... อาจารย์ว่าไหม”

 

ถ้าถูกเถียงแบบไร้สาระนี่พระนายคงเอาชนะได้ง่ายๆ แต่เจอแบบนี้เข้ารู้สึกคล้ายว่าเจ้าหมีเด็กนี่จะเป็นคู่ต่อสู้ที่ทัดเทียม พระนายทำเสียงเข้ม 

 

“มันก็เป็นแค่ความฝันและละเมอออกมา อย่าเอามาเบี่ยงเยนประเด็นดีกว่า  สิ่งที่พี่จะบอกก็คือ เท็ดดี้ เราก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆ แถมยังมีพันธะแล้ว จะมาล้อเล่นกันแบบนี้คงไม่ดี จู่ๆ จะมากอดเล่นหัวหรือนอนด้วยกันมันก็ออกจะ...”

 

ยังไม่ทันพูดจบธีโอดอร์ที่สีหน้าเจื่อนลงไปประมาณหนึ่ง  พระนายหยุดพูดทันทีด้วยเกรงจะเผลอพูดจาทำร้ายจิตใจเด็กหนุ่มออกไป  บางทีเท็ดดี้อาจจะไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับเขาเลยสักนิดเพียงแต่ติดเล่นมากเกินไปก็เป็นได้

 

พระนายกำลังเข้าข้างตัวเองว่าคนอื่นมีใจให้เพียงเพราะการถูกกอดครั้งเดียวหรือเปล่านะ

 

เขาไม่แน่ใจนักว่าแสดงสีหน้าอย่างไรออกไป ธีโอดอร์จึงดูท่าทางไม่สบายใจเช่นกัน อีกฝ่ายเป็นฝ่ายยื่นมือมาตรงหน้าราวกับจะขอคืนดี

 

“พี่นายครับ” พูดไพเราะเพราะพริ้งมารยาทงาม  พระนายนึกได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า ‘ครับ’ 

 

เขาช้อนตามองโดยไม่ขานรับ

 

“จะต้องยืนยันยังไงว่าผมกับพี่ณิชไม่ได้มีอะไรกันแบบนั้น”

 

คำถามตรงใจพอดี พระนายมองผ่านแว่นแล้วตั้งคำถามตาม

 

“การกระทำสำคัญกว่าคำพูด ตั้งแต่ก้าวแรกที่พี่เข้ามาในห้องนี้  พี่ก็พบแต่หลักฐานที่บอกว่าเรากับพี่ณิชสองคนอยู่ด้วยกันแบบ อืม เรียกว่ายังไงดีนะ… พาร์ทเนอร์... ไม่ว่าจะเป็นข้าวของของพี่ณิชก็ยังอยู่ในห้อง เสื้อผ้าก็ยังอยู่ในตู้ ทั้งๆที่พี่เขาเสียไปแล้ว มันไม่ได้แปลว่าตัวของเท็ดเองยังทำใจกับการจากไปไม่ได้หรอกเหรอ”

 

เด็กหนุ่มไม่เถียงอะไร พระนายตัดสินใจพูดต่อ  

 

“หากเป็นคนทั่วไปแล้ว ต่อให้รักมากแค่ไหน แต่เมื่อถึงขั้นนี้แล้วใครๆ ก็ต้องเก็บของของคนที่เสียแล้วให้เรียบร้อยแล้วส่งคืนให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิต  พี่ไม่ได้โกรธหรอกนะที่เท็ดยังเก็บของๆ พี่ณิชเอาไว้  แต่สิ่งที่เห็นทำให้พี่เข้าใจความสัมพันธ์เป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกเสียจากว่าเท็ดรักพี่ณิชมากเสียจนยังทำใจไม่ได้”

 

ดวงตาสีเขียวซีดมองเขาด้วยสายตารู้สึกผิด เหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าเล่นซนจนเป็นเรื่องใหญ่

 

“ผมไม่...ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะทำให้พี่นายไม่สบายใจเรื่องนี้ ผมแค่อยากจะใกล้ชิดก็เท่านั้น”

 

“เราโตๆ กันแล้วไม่ใช่เหรอเท็ด หากว่าเราไม่ได้รู้สึกดีๆ ต่อกันในแง่นั้น ไม่มีใครเขากอดถึงเนื้อถึงตัวกันแบบนี้หรอก”

 

เรียวคิ้วสวยเลิกขึ้นสูงราวกับประหลาดใจ ริมฝีปากระบายยิ้มจางๆ “นั่นหมายความว่าถ้าผมไม่ได้รักพี่ พี่นายก็ไม่ให้กอดถูกไหม”

 

เอ๊ะ เขาพูดอะไรออกไป ทำไมเด็กนี่ถึงตีความแบบนี้? 

 

“พูดว่าอะไรนะ” 

 

พระนายเร่งทบทวนคำพูดของตัวเอง ไม่เห็นว่าจะมีอะไรสื่อไปว่าหากรักก็กอดได้เลยสักนิด  นี่เขาพูดไม่รู้เรื่องหรือเท็ดดี้จงใจเฉไฉกันแน่   ความคิดของอาจารย์หนุ่มสะดุดลงอีกครั้งเมื่อมือขาวอมชมพูแบบชาวตะวันตกเป็นฝ่ายเอื้อมมาจับมือของเขาไปกุมไว้ พระนายได้สติก็รีบชักมือกลับ แต่ช้าเกินไป  เขาอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี เพราะดูสายตาแล้วรู้ได้ทันทีว่าธีโอดอร์รู้แล้วว่าร่างกายของเขาไม่ปฏิเสธสัมผัสจากเพศเดียวกัน

 

“เรื่องที่ผมไม่นอนคนเดียวน่ะไม่ได้โม้ขึ้นมาเองนะ” อีกฝ่ายเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน “ถึงยังแตะต้องไม่ได้ก็อยู่ห้องเดียวกันก็ยังดี แบบนี้พี่นายโอเคหรือเปล่า”

 

“แต่…” 

 

แตะต้องไม่ได้แปลว่าอะไร อย่าให้คิดลึกไปเองสิ แล้วทำไมมีคำว่า ‘ยัง’

 

“ช่วยบอกทีเถอะครับว่าต้องทำยังไงพี่นายถึงจะเชื่อว่าระหว่างผมกับพี่ณิชไม่เคยมีอะไรเกินเลย เราไม่ได้เป็นคนรักกัน

ด้วยซ้ำไป  พี่เขาเลี้ยงผมเข้มงวดกว่าพ่ออีกนะ แถมอีกอย่าง... ถ้าไม่ไปตาม ผมไม่กลับมาไทยหรอก  ชีวิตที่โน่นก็ดีอยู่แล้ว” 

 

ธีโอดอร์ปริปากเผยความจริงขึ้นมาอีกนิด แม้ว่าสีหน้าขัดใจเล็กน้อยก็ตาม พระนายชอบการคุยกับเด็กก็ตรงนี้  รู้สึกอย่างไรก็แสดงออกมาอย่างนั้น  ไม่ค่อยยุ่งยากเหมือนการคุยกับคนโตๆ แล้วที่มีแต่ความเจ้าเล่ห์ พระนายตั้งใจฟังจนลืมไปว่ามือยังถูกจับแน่นอยู่

 

“ไปตาม? แล้วเราน่ะไปไหนมา”

 

“ก็… ไปเรียนนอก ม’หาลัย”

 

“พูดง่ายๆ ว่าไปเที่ยวใช่ไหมล่ะ ถึงต้องตามกลับมาน่ะ” พระนายดักคอ

 

“ไปเรียนรู้ชีวิตต่างหาก” ธีโอดอร์เถียงทันควัน “ผมไปทำอะไรตั้งหลายอย่างเพื่อหาคำตอบให้ตัวเองว่าอยากจะมีชีวิตแบบไหน  อยากจะทำอะไร พี่นายไม่เห็นรหัสนักศึกษาเหรอครับ รหัสนักศึกษาของผมเป็นของปี 54 แต่อันที่จริงแล้วผมเพิ่งเก็บได้แค่ไม่ถึงยี่สิบหน่วยกิตด้วยซ้ำ  ถึงได้ลงเรียนวิชา EC กับพี่นายได้”

 

จริงด้วย ปกติแล้วนักศึกษาที่ลงเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นมักจะเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งมากกว่าจะเป็นนักศึกษาปีอื่นๆ เนื่องจากเป็นวิชาเลือกพื้นฐานสำหรับนักศึกษาที่ต้องการเรียนวิชาโทสาขาเศรษฐศาสตร์ หากว่าอยู่ปีที่สามหรือปีที่สี่ก็ออกจะช้าเกินไปหน่อย  ในความเป็นจริงแล้วธีโอดอร์ผู้ควรจะเรียนวิชาของปีสามกลับเพิ่งไล่เก็บวิชาของปีหนึ่ง

 

“ทำไมถึงดร็อปเรียนไปล่ะ” พระนายหลุดจากประเด็นรักๆ ใคร่ๆ กลับสู่โหมดอาจารย์โดยไม่รู้ตัว “แล้วสองสามปีที่เสียไปใช้คุ้มหรือเปล่า”

 

ดวงตาใต้แพขนตายาวนั้นจ้องมองเขานิ่งจนรู้สึกแปลกใจ ใบหน้าหล่อเหลาพยักหน้าโดยไม่ละสายตา

 

“ในสายตาของผม ต้องเรียกว่าเกินคุ้มที่ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากโลกภายนอก ทั้งคนที่ร้าย คนที่ดี ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่ได้ประสบการณ์ดีๆ ให้จดจำไปชั่วชีวิต แต่ก็ไม่ดีก็ตรงที่ต้องเรียนจบช้ากว่าคนอื่นเขา รวมถึงเรื่องที่ว่าการเดินทางไม่ได้ทำให้เราลืมใครบางคนได้ แต่ยังคงหมกมุ่น คิดถึงแต่คนคนนั้นไม่รู้จบ เพียงแต่ว่าเราเข้าใจอะไรมากขึ้น และอดทนมากเพียงพอที่จะรอคอยให้ถึงสิ่งที่เหมาะสม แต่ก็นะ.... พออยู่ใกล้ๆ มันก็...”

 

ยามที่เท็ดดี้เอ่ยคำว่า คนคนนั้น  พระนายรู้สึกราวกับว่าเด็กหนุ่มพูดถึงตัวเขาเอง จะแน่ใจได้อย่างไรกันเพราะคำตอบที่ได้ฟังทั้งชัดเจนและกำกวมในอยู่ในที 

 

อย่างไรก็ตามพระนายค่อนข้างจะพอใจสิ่งที่ได้ยิน เขากอดอกครุ่นคิดว่าจะดำเนินบทสนทนาไปทางใดต่อดี  ตอนที่พระนายเผลอก้มหน้าลงจนผมตกลงมาปรกหน้า ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาปัดออกให้ด้วยสัมผัสอ่อนโยนราวกับเป็นคนรัก  เช่นเดียวกับแววตาคู่นั้นที่จ้องมองมาราวกับว่าเจ้าตัวรู้จักเขามานานและรู้สึกดีๆ มาด้วยตลอด เขารู้สึกเขินขึ้นมานิดๆ จึงพูดสรุปให้

 

“ฟังดูเหมือนได้เรียนรู้อะไรเยอะดีนี่ เป็นผู้ใหญ่แล้ว”

 

“แต่บางครั้งกับบางคนเราเป็นเด็กเสมอ” เอาอีกแล้ว ทำไมสายตาถึงหวานนักนะ

 

สายตาที่มองมาออกจะหวานโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย “พี่นายรู้ไหม พี่ณิชเป็นคนบังคับให้ผมอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน ไม่ใช่ผมบังคับให้พี่ณิชอยู่ด้วยกัน”

 

“แต่พี่ณิชงานยุ่งจะตาย” พระนายออกจะแปลกใจที่ได้ฟังเรื่องนี้

 

“ใช่ แต่เพราะไม่อยากให้ผมออกไปเที่ยวกลางคืน เถลไถล ไม่อยากให้คบเพื่อนๆ ไม่ดี จึงมีกฎของที่นี่ว่ากลับบ้านมากินข้าวเย็นด้วยกันทุกวัน นอกเสียจากว่าพี่ณิชไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ พี่ณิชอธิบายว่าอยากให้ผมเรียนรู้ว่าการได้กินข้าวด้วยกันกับคนที่รักเราและการได้ตื่นขึ้นมาเจอคนที่เรารักมันมีค่าแค่ไหน” 

 

ชายหนุ่มรู้สึกอึ้งกับสิ่งที่ได้ฟัง มั่นใจว่าธีโอดอร์ไม่ได้พูดปดแม้แต่คำเดียว คำพูดเหล่านั้นเป็นคำพูดที่ป๋าใช้สอนลูกทั้งสี่และพี่ณิชก็ใช้คำเดียวกันในการสอนเจ้าภูมิ์อยู่เสมอว่าให้ใช้เวลากับครอบครัวมากๆ  เขาตระหนักว่าวิธีที่พี่ชายเลี้ยงดูลูกชายกับธีโอดอร์แทบไม่มีอะไรต่างกันเลย นอกเสียจากเรื่องเงินรายเดือนแสนห้า แต่พระนายเลือกที่จะทดเรื่องนี้ไว้ในใจก่อน มีโอกาสคงได้ถามภายหลัง 

 

“จนถึงวันนี้ผมเชื่อแล้วว่าพี่ณิชพูดจริงทั้งสองเรื่อง” 

 

จู่ๆ พระนายก็รู้สึกว่าเด็กหนุ่มผู้ที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขา คนที่อารมณ์แปรปรวน โกรธง่าย หายไว ปากร้าย ขี้งอน แท้จริงแล้วเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของความเป็นเด็กที่ยังหลงเหลืออยู่ในตัวของผู้ชายคนหนึ่งที่ผ่านโลกมาแล้วในระดับหนึ่ง และเข้าใจอะไรๆ ได้ลึกซึ้งกว่าคนในวัยเดียวกันทั่วไป ไม่ว่าในอดีตจะเป็นอย่างไร พระนายคิดว่าธีโอดอร์เป็นผู้ชายที่สมบูรณ์แล้ว

 

“ผมดีใจที่พี่นายอยู่ที่นี่ในวันนี้”

 

รู้สึกอย่างกับโดนสารภาพรัก แวบหนึ่งพระนายคิดแบบนั้นจริงๆ แต่เสียงจากอีกฟากของสมองพูดว่า เพิ่งรู้จักกันได้สองวันเต็มๆ จะมารักอะไรเป็นละครน้ำเน่าไปได้ ก็ต้องสลัดความคิดนั้นออกไป

 

“พี่ทำในสิ่งที่ควรทำ” ใจร้ายไปหรือเปล่านะที่พูดจาแบบนี้ แต่อีกฝ่ายก็ดูเฉย

 

“สักวันผมคงได้ยินว่าพี่ดีใจที่ตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ — เราเก็บล้างจานกันไหม จะได้แยกย้ายไปพักผ่อนเสียที พี่นายยังมีข้อสอบให้ตรวจอีกเป็นกอง”

 

ธีโอดอร์จบบทสนทนาไว้เพียงเท่านั้นและหันเดินไปทำอย่างอื่นราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผิดกับพระนายที่รู้สึกมึนๆ ในสมองมีแต่คำพูดหวานๆ กำกวมๆ ที่อีกฝ่ายหยอดไว้ตลอดสิบห้านาทีที่นั่งคุยกัน อาจารย์หนุ่มเดินไปช่วยจัดเรียงจานเข้าเครื่องล้างจานแก้เขิน (และพบว่าที่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นอะไรเลยนอกเสียจากว่ามีจิ้งจกเข้าไปเดินเล่นอยู่ในนั้นหนึ่งตัว  แถมยังทิ้งหางไว้ให้ดูต่างหน้า) ชายหนุ่มเช็ดมือกับผ้าจนแห้งสนิท เหลือบมองคนข้างๆ ที่ว่างงานแล้ว

 

“เท็ดดี้”

 

“ครับ”

 

“พี่ว่าเรามีเรื่องที่ยังบอกพี่ไม่หมด”

 

“อย่างเช่นอะไร”

 

“เรื่องที่ไม่นอนคนเดียวนั่นน่ะ กุขึ้นมาอำกันเล่นสินะ อย่ามาโกหก พี่สอนหนังสือมาหลายปี เจอคำโกหกมาทุกรูปแบบแล้ว เพราะฉะนั้นพูดความจริงมาซะดีๆ” พระนายถามเสียงเรียบ ไม่มองหน้าตรงๆ แต่ใช้วิธีบีบเค้นด้วยหางตา ซึ่งก็ได้ผลพอควรเพราะเจ้าหมีขี้อำนี่กลอกตาทำท่าไม่รู้ไม่ชี้และไม่ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรทั้งสิ้น

 

“งั้นตลอดสองสามเดือนที่ผ่านมา เรานอนกับใคร?”

 

“อยู่กับสามคนนั้นไง”

 

“ไม่คิดว่าขี้เหงาไปหน่อยเหรอ”

 

“ก็อยากตื่นมาเจอคนอยู่ด้วยนี่”

 

พูดออกมาได้ จะตีความอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ยังไม่ทันอ้าปากจะซักต่อก็โดนจู่โจมด้วยแววตาขี้อ้อนอ้อร้อ “ตื่นมาไม่เจอใครมันเหงาออกนะ”

 

พระนายส่ายหัวอย่างระอา รู้สึกคล้ายกำลังติดกับดักของตาสวยๆ คู่นั้น

 

“นั่นไม่ใช่เหตุผล”

 

“งั้นถ้าตอบว่าตื่นมาอยากเจอพี่นายล่ะ”

 

กรรมการนับสิบถึงหนึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าจะฟื้นจากการถูกซัดหมอบกลางเวที...

 

“มุกจีบสาวน่าจะใช้กับผู้ชายไม่ได้ผลนะ”

 

“ก็ตอนหลับพี่นายน่ารักออก... อยากเจอทั้งตอนหลับตอนตื่น”

 

พอที! กรรมการสั่นระฆังรัวๆ อยากลงจากเวทีแล้ว ถูกผู้ชายไล่จีบและไล่จีบคนบางคนมาทั้งชีวิตไม่เคยเจอใครหน้ามึนเท่านี้เลย ให้ตายเถอะ พี่ณิชเลี้ยงเด็กอะไรไว้เนี่ย เดี๋ยวล้ำเส้นแล้วกู่ไม่กลับนะ ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย

 

“คืนนี้จะให้ผมนอนกอดพี่พุฒิจริงเหรอ” ดูอ้อนเข้า... ถ้าเป็นเด็กนักศึกษามาขอเปลี่ยนจากเกรด D+ เป็น C พระนายคงกระแทกประตูใส่หน้าไปแล้ว แต่พอเป็นธีโอดอร์... เอ่อ… จะปฏิเสธก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้ร้าย

 

“จะกอดหรือไม่กอด นอนหรือไม่นอนก็เรื่องของเราสิ” พระนายเสียงแข็ง “แต่ถ้าจะนอนห้องพี่ก็ไปหาผ้าห่มมาอีกผืนด้วย เมื่อคืนเราแย่งผ้าห่มพี่ไปหมดเลย”

 

ได้ฟังเพียงเท่านั้น เท็ดดี้ก็ยิ้มกว้างเกินไปจนพระนายรู้สึกอยากถอนคำพูดด้วยความหมั่นไส้

 

เอาเถอะ อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่คนรักของพี่ชาย (เจ้าตัวสารภาพมาว่าเป็นแค่การอำกันเล่นเฉยๆ เพราะอยากรู้ว่าพระนายจะคิดอย่างไร และสัญญาว่าจะเก็บข้าวของคืนบ้านใหญ่ให้เสร็จภายในสุดสัปดาห์นี้) อยู่ด้วยกันแบบนี้คงไม่ผิดอะไรมั้ง 

 

 

 

…ไม่ได้อ่อยเด็กนะ ไม่ได้คิดอะไรด้วย แค่ทำตามที่พี่ณิชพูดก็เท่านั้นเอง...

 

 

TBC

 

 

 

TALK : เขียนเรื่องนี้ด้วยความโลเลค่ะ! เชียร์พระนายที เชียร์หมีเท็ดดี้แบร์ที :D ฝันจะเขียนตัวละครหลักแนวเท็ดดี้แบร์ ขี้อ้อน งอแง มานานแล้ว แต่ไม่เคยเป็นดังฝัน แปดปีผ่านก็ก็ปั้นสำเร็จได้มาคนหนึ่ง ปลาบปลื้มมากทีเดียว  ก็ไม่ใช่คนเก่งมือเทพอยากได้อะไรก็ต้องหัดๆ ปั้นๆ เองไปเรื่อย สรุปว่า เป็นงานเขียนที่ยากพอดูสำหรับเราทั้งๆ ที่นิยายโรแมนติกคอมิดีมันน่าจะเขียนง่ายมากๆ แต่สำหรับกี้ที่ตั้งธงว่า อยากจะพูดถึง ‘อะไร’ บางอย่างก็ยากเอาเรื่องนะ  ต้องขอบคุณ Test Reader (เหยื่อบังคับอ่าน) รวม 5 ชีวิตด้วยที่ช่วยกันผลักดันติติงเสริมถามไถ่มาจนถึงจุดนี้ได้    พอย้อนกลับไปดูดราฟท์แรกไม่เหมือนกันเลย ฮะๆ อ้อ ขอบคุณที่ชี้จุดสะกดผิดหรือประโยคที่อ่านไม่รู้เรื่องกันเข้ามานะคะ  ยินดีแก้ไขจ้ะ

 

งั้น ‘อะไร’ คืออะไร เป็นสิ่งที่ผู้อ่านแต่ละคนที่มีพื้นเพประสบการณ์ชีวิตและวิธีคิดที่แตกต่างกันจะได้รับในสิ่งที่แตกต่างกันค่ะ 

 

พบกันพุธหน้านะคะ  ลิงกี้ต้องการกำลังใจเสมอ เม้นชวนคุยก็คุยด้วยนะคะไม่หยิ่ง ไม่กัด ไม่เชิด  ณ จุดนี้ยังเรียกตัวเองว่าเป็นคนชอบเขียนอยู่ค่ะ ไม่ได้เป็นเทพแตะต้องไม่ได้ ไม่มีงานเขียนอะไรที่จะก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่รับฟังคำวิจารณ์ เราเชื่ออย่างนั้นมาตลอด :)


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 52 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

474 ความคิดเห็น

  1. #468 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 19:20

    พระนายแกล้งโง่รึเปล่า ทีพี่กล้ามีเมียหัวโด่ยังจะกลงงมงาย ทีน้องเท็ดไม่มีใครยังจะระแวงอีกแน่ะ

    #468
    0
  2. #452 Midories (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 23:06
    ก็เปิดใจกันไป ทีละเล็กทีละน้อย
    #452
    0
  3. #448 Ckwan (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กันยายน 2561 / 00:09

    พระนายน้อ..ใครแพ้ทางใครเนี๊ยะ
    #448
    0
  4. #420 Yuuse (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 22:06
    อยากนอนกอดเท็ดดี้จังเลย อิอิ
    #420
    0
  5. #363 braben (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 / 20:02
    รับค่ะ 555555 เอาน่ะเท็ดผ่านมันมาได้แล้วและพระนายก็เริ่มจำมันได้บ้างแล้ว
    #363
    0
  6. #346 YuNNuTJae LoVe (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2557 / 00:25
    อ่อ อย่างนี้นี่เอง พระนายจ๋า อ่อยไงให้ไม่รู้ว่าอ่อยอ่อ???
    #346
    0
  7. #150 Pi[ran]ya faravel (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2557 / 13:05
    กรี๊ดดดดด บทนี้มันอะไรกันคะ บทนี้อะไรกานนนนนน



    รีดเดอร์เขิน!!!! รู้สึกโดนกัดบวมแดงไปหมด มดขึ้นอ่ะ!



    เจ้าหมียักษ์! รุกทีก็รุกซะ กรี๊ดเลย หยอดคำหวานตลอดๆๆ จะน่ารักเกินไปแล้วอ่ะคู่นีี้



    ในที่สุดเท็ดดี้ก็ยอมเผยข้อมูลในอดีตของตัวเอง แถมบอกอีกว่าตนเองยังไม่มีเจ้าของและกำลังต้องการเจ้าของอยู่ในขณะนี้ โฮะๆ รีดเดอร์อยากจะกรีีดลั่นบ้าน



    ขอให้ได้นอนด้วยกันทุกคืนเลยนะคะ พระนายแย่แล้วล่ะ เสร็จเจ้าหมีแน่ๆ แค่คืนแรกก็โดนกอดซะแล้ว แล้วคืนต่อไปล่ะจะขนาดไหน 555



    พระนายก็ยอมรับตัวเองได้แล้วล่ะว่าตกหลุมเจ้าหมีนี่ไปลึกแค่ไหนแล้ว อิอิ
    #150
    0
  8. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  9. #110 tea (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2557 / 13:29
    พระนายโดนเด็กกินแน่ๆ โดนน้องหมีทำKOไปกี่ครั้งแล้วนะ ได้เจอกันแค่วันสองวันเอง



    สงสัยเรื่องพ่อแม่อุปถัม สงสัยเรื่องที่เคยเจอกันตอนเด็กๆ สงสัยว่าครอบครัวของน้องภูมิจะรู้สึกยังไง จะรับรู้เรื่องนี้มั้ย



    อ้ายยยย อยากได้หมีเท็ดกับน้องเหมียวพระนายมาอยู่บ้านจริงๆเลย



    จะนั่งดูตอนดูเค้าเล่นกันให้เพลินเลย
    #110
    0
  10. #108 Nuttiporn Piemvaree (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2557 / 09:20
    บอกว่าพระนายลูกล่อลูกชนแพรวพราวมาตลอด เจอเท็ดดี้รุ่นปรับปรุง(จากเมื่อหลายปีก่อน)ไปในบทนี้แล้วนั้นนน.. นับไปถึงร้อยไม่รู้จะลุกขึ้นมาหรือยัง นึกถึงเพลง knock you down เลย คิดว่าจากนี้เท็ดดี้จะเผยความเป็นผู้ใหญ่ให้เราๆเห็นกันมากขึ้นใช่ไหม ความลับค่อยคืบคลานออกมาทีละน้อย ..ยังรอติดตามค่ะ :)
    #108
    0
  11. #107 Annko (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 / 00:54
    มันฟินอ่ะ

    อ่านแล้วต้องแอบกรี๊ด

    เท็ดดี้เป็นชายหนุ่มที่้ก้าวไปโตเร็ว แต่จิตใจก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่

    ชอบพระนายตรงที่ค่อยๆละมุนละม่อม ไม่ใช้อารมณ์ สมเป็นอาจารย์

    (อยากไปลงเรียนด้วยจริงๆ)

    >//
    #107
    0
  12. #106 KMandr (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 18:42
    จิกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกอะไรอยู่ใกล้มือจิกกหมดเลยยยยยยยยยยย

    โอยตอนนี้เขียนได้น่ารักกกกกก เท็ดดี้ตอนนี้อ่านแล้วแอบคิดถึงซาช่านะ ดูหมีๆเหมือนกันน่ารักค่ะ

    พี่กี้จะทำให้คนอ่านเข้าลัทธิรักหมีไปอีกคนแล้วนะคะเขินหมี55555555



    ไม่รู้จะติอะไรตรงไหน ติที่สั้นไปได้ไหมคะ(หรือมันไม่สั้นหว่า... แค่อ่านแล้วเขินเกินจนรู้สึกว่าสั้น555555)

    อ่านตอนนี้แล้วยิ้มจริงๆ ยิ้มแก้มปริเลย ไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากคำว่าน่ารักและชอบมาก



    ถ้าเทียบกับตอนก่อนถือว่าตอนนี้พี่กี้เข้าที่แล้วค่ะ เร่งเครื่องยาวๆได้เลย ไม่เจออะไรที่น่าติอีกแล้ว สู้ๆนะคะ

    เป็นกำลังใจให้ค่ะ!
    #106
    0
  13. #105 Peridot_Garnet (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 16:53
    โอ๊ยยย กัดผ้าห่ม จิกหมอน ทำไม ทำไมถึงได้มุ้งมิ้งแบบนี้ ชอบห้องครัวขึ้นมาในบัดดล! เท็ด: 'ทำไมพี่นายน่ารักขนาดนี้ น่ารักขึ้นทุกทีๆเลย' พระนาย: 'ทำไมหมียักษ์ถึงน่าฟัดขึ้นทุกทีล่ะเนี่ย' บอกเถอะว่าที่พูดมาเนี่ยไอเรามโนเองล้วนๆ 555 ยิ่งอ่านยิ่งชอบค่ะพี่กี้ รอตอนต่อไปค่า พระนายรอยัลตี้และชักจะอินเจ้าหมีซะแล้ว ปล.อินหลายๆเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและหลายๆเหตุการณ์ในนิยายเรื่องนี้ค่ะ คิดว่า 'อะไร' ใน้เรื่องนี้ก็อ่านแล้วได้'อะไร'ตามแต่ละชีวิตบุคคลนี่จริงอย่างที่บอกในทอล์คเลยล่ะค่ะ ขอบคุณสำหรับผลงานดีๆค่า
    #105
    0
  14. #104 Akifusa (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 14:33
    อ่านๆไปแล้วก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ให้ความรู้สึกต่างจากเรื่องอื่นๆของพี่กี้ที่เราเคยอ่าน แต่น่ารักและน่าติดตามมากเลยค่ะ อ่านไปจิกหมอนไปฟินความน่ารักของเจ้าหมีเท็ดดี้ อดทนไว้นะคะอาจารย์ะระนาย อย่าเพิ่งตะบะแตก หุหุ (//
    #104
    0
  15. #103 uknowvry (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 13:49
    ชอบฉากในห้องครัว พื้นที่จำกัด อบอุ่นมุ้งมิ้ง เหมาะแก่การไล่ต้อนจนมุมสุดๆคับ
    #103
    0
  16. #102 ladyangle (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 04:59
    ชอบจังงงงงงงงง. อยากอ่านต่อแล้ว. รู้สึกเหมือนเสพติดเรื่องนี้เข้าอย่างจัง ><
    #102
    0
  17. #100 วนัน (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 23:46
    ห้องเดียวกันด้วย
    #100
    0
  18. #99 pote16 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 23:33
    อ่านเรื่องนี้แล้วให้ความรู้สึกเหมือนอ่านการ์ตูน ที่ดูมีปมมีความลับเยอะแยะ 

    แล้วคนอ่านก็จะค่อยๆ ค้นหาความจริงไปพร้อมตัวละครที่ดำเนินเรื่อง

    ก่อนที่จะรู้ความจริงเราจะรู้สึกว่าความลับนั้นยิ่งใหญ่ระดับชาติ

    แต่พอความจริงเปิดเผย ก็จะค้นพบว่าความลับนั้นไม่มีอะไรมากมาย 



    ส่วนตัวชอบการดำเนินเรื่องแบบนี้นะคะ อ่านไปตื่นเต้นไป อยากรู้เรื่องไปพร้อมคุณพระนาย



    มาว่าด้วยเรื่องของตอนนี้บ้าง

    คุณพระนายนี่น่าตีมาก อยู่ใกล้ใครก็หวั่นไหวไปทั่ว

    แบบนี้ต้องให้หมียักษ์กอดไว้แน่นๆ จะได้ไม่หวั่นไหว ไปกับคนอื่นง่ายๆ

    ส่วนเท็ดดี้ นิสัยขี้อ้อน น่ารักมากมาย เราชอบเมะสไตล์หมายักษ์แบบนี้ค่ะน่ารักดี





    #99
    0
  19. #97 munichblack (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 21:17
    เอิ่ม พระนายว่าแน่แล้วนะ



    เจอไม้นี้เข้าไป ก็คงไปไหนไม่ถูกเหมือนกัน



    รู้สึกว่าเท็ดดี้จะเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เจ้าเล่ห์กว่าซะอีก

    #97
    0
  20. #96 soneffiez (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 21:09
    ในที่สุด ค่อยๆเฉลยมาที่ละเปาะสองเปาะแล้วน้าาาาา พระนายดูจะแฮปปี้เมื่อรู้ว่าเท็ดดี้ไม่ใช่ผัวหนุ่มของพี่ณิช 55 เราก็ดีใจ
    #96
    0
  21. #95 pyn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 21:07
    เท็ดดี้แบร์รุ่นนี้ ซื้อที่ไหนคะ!!!
    #95
    0
  22. #94 Rome_Filano (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 20:01
    ตามอ่านมานานเพิ่งจะมาได้เม้น

    เรื่องนี้มันก๊าวววว ใจจริงๆค่ะ สนุกอ่ะ ยังเดาไม่อออกว่าใครจะรับจะรุก เอร้ยยยยยย

    เชียร์ไม่ถูกคู่จริงๆ





    #94
    0
  23. #93 KizakiStory (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 / 19:53
    เอื้ออออออ :v 
    #ส่งเลือดสำรองให้ที
    #93
    0