[Yaoi] The Wills พินัยกรรมป่วนรัก by Lingbahh

ตอนที่ 5 : บทที่ 5 (Re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,797
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    19 ส.ค. 57









บทที่ 5 

 

 

 

 

 

 




ในรถบีเอ็มดับเบิลยูของเขาเหมือนอยู่ท่ามกลางสงครามเย็นที่มีฝ่ายโซเวียตระดมยิงใส่อยู่ข้างเดียว บรรยากาศในรถอึมครึม อึดอัด หายใจไม่ค่อยคล่อง ทุกครั้งที่หันไปมองด้านข้างคนขับก็เห็นด้านข้างของใบหน้าที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ทั้งหน้าผากนูน เบ้าตาลึก จมูกโด่งเป็นสัน ไม่มีสักจุดที่คดงอ ริมฝีปากหนาพอเหมาะพอดี... แต่บึ้งตึง 


เขาทั้งสองคนเดินลงจากสถานีตำรวจหลังจากมีปากเสียงกันพอเป็นพิธี ตอนแรกพระนายคิดว่าจะหยุดการเล่นบทพี่ชายที่แสนดีไว้เสียที่ตรงนี้ คาดคั้นถามให้รู้เรื่องว่าหายไปไหนมาให้ทุกคนเป็นห่วง แต่เมื่อประเมินว่าถามไปคงไม่ได้อะไร เด็กฝรั่งอารมณ์ร้ายนี่ก็คงเกรี้ยวกราดใส่เขาให้ได้ทะเลาะกันบนทางด่วนจนอยากดีดให้ลงไปจากรถแน่ๆ อาจารย์หนุ่มจึงพยายามหันเหความสนใจด้วยการชวนคุยเรื่องอื่น แต่ว่าก็ไม่ได้คำตอบอะไรเท่าไรนัก ส่วนใหญ่จะได้รับคำตอบแกนๆ แกล้งตอบกวนโมโหบ้าง หรือเฉไฉไม่ตอบบ้าง ทำเอาเขาฉุนเกือบเชิญให้ลงจากรถแล้วหลายครั้ง


พฤติกรรมทั้งหมดนี้ทำให้พระนายไม่อาจจะจินตนาการได้เลยว่า ยามที่พี่ณิชยังมีชีวิตอยู่และคอยดูแลเทคแคร์เอาใจใส่เด็กคนนี้ ภาพจะออกมาแบบไหนกันนะกับคู่รักผู้ชายวัยสี่สิบ ดูแก่กว่าอายุจริงไปสิบปีแถมยังหาความหล่อไม่ได้ด้วยกับเด็กหนุ่มลูกครึ่งที่หน้าตาดีถึงขนาดที่จับโยนขึ้นบนรันเวย์ไหนก็ได้ คนหนึ่งใจดีใจเย็นอีกคนเกรี้ยวกราดเอาแต่ใจสองคนนี้รักกันแบบไหน อย่างไร อะไรคือแรงจูงใจ จุดดุลยภาพของการคบหาแบบคนรักของทั้งสองคนนี้อยู่ที่ไหน 


เซ็กซ์เหรอ? หา? ถ้าพี่ณิชเป็นพวกเกย์หน้านิ่ง กินเงียบๆ นิสัยแบบตัวเขากับไอ้บีมก็ยังพอเข้าใจได้ แต่พี่ณิชเนี่ยนะ...


เมื่อไม่มีอะไรจะพูด ต่างคนก็ต่างรูดซิบปากสนิท ความเงียบงันภายในรถสร้างความรู้สึกอึดอัดบีบจนแทบหายใจไม่ออก ต่างฝ่ายต่างมีคำถามมากมายในใจ แต่ที่ซ่อนไว้ไม่ได้เห็นจะเป็นความระแวงที่พระนายเองก็ยอมรับว่าเขาตั้งกำแพงที่มองไม่เห็นกับอีกฝ่าย นั่งห่างกันแค่สองคืบแต่รู้สึกไกลห่าง การคอยดูแลเด็กคนนี้จะเป็นอย่างไรบ้างนะ 


พระนายเคลื่อนรถเข้าจอดในพื้นที่จอดรถสำหรับอาจารย์ใต้ร่มไม้ใหญ่หน้าอาคารเรียนใหม่หรูหราที่ใช้ร่วมกันถึงสามคณะ คือคณะเศรษฐศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ และคณะบัญชี เขารู้สึกโล่งใจที่จะได้แยกย้ายเสียที  อีกฝ่ายคงคิดเช่นกัน มือขาวอย่างชาวตะวันตกเอื้อมไปจะเปิดประตูรถเขารีบเรียกไว้


“เท็ดดี้เดี๋ยวก่อนสิ”


ดวงตาสีเขียวซีดใต้ขนตาสีเข้มและคิ้วที่โก่งสวยราวกับบรรจงวาดเหลือบมองเขา ริมฝีปากของอีกฝ่ายเผยอนิดๆ พระนายต้องยอมรับว่าเด็กคนนี้ดึงดูดสายตาจริงๆ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวจากสอง... สาม... หรือสี่เชื้อชาติได้อย่างลงตัว หงุดหงิดตัวเองจริงๆ ที่หยุดมองหน้าเด็กนี่ไม่ได้ 


“อะไร”


“อยู่ที่มหาวิทยาลัยเราเป็นอาจารย์กับนักศึกษา เจอกันที่นี่ขอให้เรียกว่าอาจารย์พระนาย แต่อยู่ที่บ้าน... ขอให้เรียกว่าพี่นายตกลงไหม”


“ผมไปตกลงว่าจะอยู่บ้านเดียวกับคุณตอนไหน”


“ก็เห็นเดินตามกลับมาด้วย นั่นถือเป็นอันว่าตกลงแล้ว” พระนายมัดมือชกหน้าตาเฉย “ตอนอยู่ที่โรงพักก็ไม่เห็นเล่นตัวอะไรนี่ ก็เลยทึกทักเอาว่าเราไม่รังเกียจที่จะอยู่กับพี่”


“เฮอะ” หนุ่มลูกครึ่งพ่นลมออกจากจมูก ดวงตาคมปลาบมองอย่างยียวน จุดรอยยิ้มขันขึ้นที่มุมปาก “พระนาย? ชื่ออย่างกับลิเก แต่เอางั้นก็ได้”


เขายักไหล่ยอมรับคำวิจารณ์ แม้จะรู้สึกเสียเซลฟ์พอประมาณ แต่เป็นผู้ใหญ่แล้ว โตกว่าก็ตั้งมากจะไปตีโพยตีพายอะไรได้ การเป็นผู้ใหญ่ก็มีข้อเสียเปรียบอยู่เหมือนกัน


“แล้วจะให้พี่เรียกเราว่าอะไร เรียกเหมือนพี่ณิชได้หรือเปล่า”


เงียบอีกแล้ว พระนายมองอีกฝ่ายที่เสยผมสีเข้มปัดไปทัดหู ดวงตาคู่นั้นที่ทรงพลังเหมือนแม่เหล็กขั้วโลกหรี่ลงอย่างเจ้าเล่ห์มีแววขบขันเล็กน้อย


“แน่ใจแล้วเหรอว่าจะเรียกเหมือนพี่ณิช”


“ธีโอ? เท็ด? เท็ดดี้? มันก็แปลกๆ นิดหน่อยแต่พี่ยินดีจะเรียกถ้าเราไม่รังเกียจ”


“แล้วจะดูแลผมเหมือนที่พี่ณิชดูแลหรือเปล่า”


คำถามนี้ชักจะตอบยาก กำกวมพิกล พระนายคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบ 


“ในขอบเขตที่เหมาะสม”


คราวนี้ริมฝีปากนั้นแย้มยิ้มออกมาจริงๆ ดวงตาวาววับเจ้าเล่ห์


“งั้นก็ถือว่าพี่นายตกลงที่จะอยู่ด้วยกันแบบที่ผมกับพี่ณิชใช้ชีวิตร่วมกัน”


ฟังดูชักจะไม่เข้าท่า แต่ตามน้ำไปก่อน เด็กก็คือเด็กล่ะว้า 


“แล้วตกลงจะให้พี่เรียกเราว่าอะไรล่ะ”


“ถ้าไม่เรียกว่าเท็ดก็เรียกว่าที่รัก”


!!!!!!!!!!!!!!!!! พระนายได้แต่ภาวนาว่าตัวเองไม่ได้ทำสีหน้าแปลกๆ ออกไป แต่คิดว่าน่าจะสงบสติอารมณ์ไม่ทันการณ์เสียแล้ว เขารีบดันแว่นสายตาขึ้นสงบสติ 


“อย่ามาล้อเล่นน่า”


“ก็ผมเป็นคนสำคัญขนาดที่พี่ณิชใส่ชื่อไว้ในพินัยกรรม ทำไมเขาจะไม่รักขนาดที่เรียกว่าที่รักได้ล่ะครับ” ถามย้อนหน้าตาเฉย  “แต่ผมอนุญาตให้พี่นายเรียกได้อีกคนก็แล้วกัน ผมใจกว้าง” 


ทันทีที่พูดจบเจ้าเด็กป่วนรีบลงจากรถของเขา ปิดประตูดังปังก่อนจะเอ่ยลา “เจอกันในคลาสนะครับอาจารย์


สำนวน ‘หงายเงิบ’ น่าจะเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุดในนาทีนี้ พระนายมึนเหมือนถูกเสยใต้คาง ก่อนที่ชักจะกริ้วโกรธตัวเองและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทำไมต้องเป็นผัวพี่ณิช ทำไมไม่เจอกันก่อนหน้านี้ ทำไมมันต้องมาเรียกร้องอะไรหมิ่นเหม่ผิดศีลธรรมกับเขา เด็กเวร! หน้าตาดีขนาดนี้ เด็กขนาดนี้ เจ้าเล่ห์ขนาดนี้... ถ้าเรียกที่รักแล้วเคี้ยวได้จะไม่ว่าสักคำ


แต่นี่มันผัวเด็กของพี่ชาย ใครจะไปพูดลง!


พระนายทั้งฉุนทั้งเขิน ลากตัวเองเข้าชั้นเรียนไปแล้วออกอาการพาลด้วยการสั่งล็อกประตูห้องเรียนทันที ใครมาสายกว่าเขาไม่มีสิทธิ์เข้าชั้นเรียนและถือว่าขาดเรียนไปโดยปริยาย 


ถึงจะโกรธจะเคืองแต่เด็กก็คือเด็ก แม้ว่าจะเห็นเขาดูอารมณ์ไม่สู้ดี แต่นักศึกษาหลายคนก็ยังเข้ามารุมล้อมคุยด้วยตามปกติ ไม่ใช่ว่าจะมีสาระอะไรนักหรอกส่วนใหญ่จะพยายามมาตื๊อขอเบอร์โทรศัพท์เสียมากกว่า เด็กๆ เดี๋ยวนี้มันปีนเกลียวชนิดไม่แคร์สื่อ ที่จริงก็อยากจะให้นักศึกษาหนุ่มๆ น่ากินหรอกนะ แต่เป็นครูบาอาจารย์ก็จำต้องไล่ให้กลับไปนั่งที่ เมื่อหลุดจากฝูงเด็กๆ ที่เข้ามาล้อมหน้าล้อมหลังก็พบว่ามีนักศึกษาภาคอินเตอร์สี่ชีวิตย้ายที่นั่งจากโต๊ะหลังสุดของห้องบรรยาย เปลี่ยนมานั่งติดทางเข้าห้องในมุมที่เห็นสไลด์ชัดเจนที่สุด จะคิดว่าสนใจหัวข้อบรรยายในวันนี้เป็นกรณีพิเศษก็คงไม่ใช่


พอสายตาของพระนายเหลือบไปเห็นตาสวยๆ สีเขียวของธีโอดอร์ที่ตั้งอกตั้งใจเรียนอยู่ตรงหน้า คำว่า ‘ที่รัก’ ก็ผุดขึ้นมาในความคิด ชายหนุ่มรู้ได้ทันทีว่าตัวเองกำลังขาดดุลจากความพยายามที่จะเป็นพี่ชายที่แสนดี เด็กๆ ตั้งใจเรียนเขาก็ดีใจอยู่หรอก แต่ข้อเสียของการที่เจ้าเท็ดดี้มานั่งตรงหน้าคือ... พอเจอตาสวยนั้นมองอ้อนแล้ว ริมฝีปากมันจะยิ้มทุกทีไป ไปหมดละ สมงสมอง


พอออกจากชั้นเรียน  ชายหนุ่มรีบพาตัวเองเข้าไปในกลุ่มอาจารย์หนุ่มๆ ที่คุยกันอยู่ในห้องแพนทรี อาจารย์นพคุณ ผู้ชายที่คล้ายกับว่าจะมีตำแหน่งกิ๊กของเขาในรั้วมหาวิทยาลัยหันมายิ้มกว้าง มือยาวๆ จงใจดึงไหล่เขาไปกอด ได้กลิ่นบุหรี่จางกับน้ำหอมผู้ชายของคนโตๆ แล้วค่อยสงบจิตสงบใจได้หน่อย ถึงจะรู้ๆ อยู่ว่าอีกฝ่ายมีแฟนสาว แต่ช่างมันสิ แค่ยืมไหล่มาสงบสติอารมณ์ตัวเองไม่สึกหรอมากหรอกน่า


อย่างน้อยก็ทำให้ความตื่นเต้นจากการถูกดวงตาสวยนั้นมองอ้อนบรรเทาลงบ้างก็ยังดี



:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:




 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นตอนที่พระนายกำลังสาละวนกับการจัดข้าวของบนรถอยู่  พอเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์ก็เห็นเป็นเบอร์ไม่คุ้นเคย หางตาเห็นอะไรไวๆ บนกระจกมองหลังจึงมองซ้ำ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นคนที่อุตส่าห์หนีออกจากบ้านไปสองวันกลับยืนลอยหน้าลอยตาอยู่ท้ายรถของเขา ชายหนุ่มรีบเปิดประตูรถลงไปหา “เท็ด มายืนทำอะไรตรงนี้”


อีกฝ่ายยักไหล่ ยิ้มกวน “มารอกลับบ้านไง”


“หา อะไรนะ”


“พี่ณิชมักจะมารับผมที่คณะแล้วกลับบ้านด้วยกัน”


บ้าฉิบ! คนบ้างานอย่างพี่ณิชที่ผัดวันประกันพรุ่งการไปตรวจลำไส้ที่โรงพยาบาลซะจนมะเร็งกินเนี่ยนะ จะมีเวลามารับมาส่งเด็กคนนี้ เขาเผลอชักสีหน้าออกไปเสียแล้ว แต่ก็รีบปรับสีหน้าให้กลับเป็นเหมือนเดิม กระนั้นเท็ดดี้ก็เห็นไปแล้ว ดวงตาสีซีดปรายตามองเขาคล้ายจะงอนเล็กๆ 


“พี่นายคงไม่ได้มีเวลาว่างให้ผมแบบพี่ณิชสินะ”


พี่ณิชเอาเวลาที่ไหนมาว่างรับส่งเด็ก พระนายสุดแสนจะคาใจ 


“ก็ทำนองนั้น”


สายตาคู่นั้นมองหน้าเขา ทั้งๆ ที่ยังไม่ทันพูดอะไรก็กลับรู้สึกว่าถูกอ้อน


“งั้น… จะกลับมากินข้าวเย็นด้วยกันหรือเปล่า”


“ปกติพี่ณิชทำอย่างนั้นเหรอ”


เจ้าเด็กลูกครึ่งพยักหน้า 


“ก็แทบทุกวัน ถ้ามาไม่ได้จะโทรบอกผมก่อน” แขนทั้งสองข้างกอดอกแน่นราวกับว่าเป็นผู้ออกคำสั่ง และพระนายเป็นทาสต้องปฏิบัติตาม ชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจนักกับท่าทางของอีกฝ่าย รู้สึกชีวิตของเขาวนเวียนอยู่แค่สองสามที่เท่านั้น มหาวิทยาลัย บริษัทให้คำปรึกษาทางธุรกิจในเครือธนาคารใหญ่ และร้านอาหาร การที่จะต้องนั่งกินข้าวเย็นกับใครคนใดคนหนึ่งหลายครั้งในสัปดาห์ ออกจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งกว่าการคิดข้อสอบหลายเท่าตัว


ที่สำคัญ... วันนี้เขามีนัดกับกล้าณรงค์ เหตุผลเท่านี้มากเพียงพอแล้ว


“ก็คงต้องดูก่อน”


“ดูก่อนที่เป็นคำสุภาพของคำว่าไม่ได้สินะ” เด็กลูกครึ่งย้อนด้วยสีหน้านิ่ง น้ำเสียงเย็นชา “งั้นช่างเถอะ” ตัดบทเอาดื้อๆ แล้วหันหลังขวับเดินจากไป


มารยาทแย่อะไรอย่างนี้! พระนายรู้สึกขัดใจจนต้องจ้ำตามไปและกระชากข้อมือจนเจ้าตัวหยุดเดิน ใบหน้าหล่อเหลาที่มีแววตาขี้งอนแบบเด็กๆ นั้นบ่งบอกชัดเจนว่ากำลังไม่พอใจที่โดนปฏิเสธ 


“…”


คนที่ต้องรับหน้าที่พี่เลี้ยงเด็กขยับแว่นสายตาแล้วถอนใจ พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แข็งขึ้น 


“เท็ดดี้เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ใช่หรือเปล่าว่าพี่เองก็มีชีวิตส่วนตัวเหมือนกัน เรื่องกินข้าวเย็นทุกวันนั่นมันก็... ไม่เหมาะกับชีวิตของพี่”


“ก็เมื่อกี้บอกว่าช่างเถอะแล้วไงล่ะ ผมขอให้พี่เป็นผู้ชายที่แสนดีหรือยังไงไม่ทราบ” คนที่ตอบโต้ทำเสียงเย็นชาไม่แพ้กัน ดวงตาสีเขียวมองเยาะ “ถึงขอก็ทำให้ไม่ได้”


“งั้นพี่จะถือว่านายเข้าใจ เราจะอยู่ด้วยกันก็จริง แต่พี่ไม่ใช่ตัวแทนของพี่ณิช นายก็ควรเข้าใจและยอมรับกฎการอยู่ร่วมกันข้อนี้ด้วย”


ฝ่ายผู้ฟังเสมองไปทางอื่น รั้นด้วยการใช้ความเงียบ เขาสังเกตเห็นสันกรามที่ขยับเล็กน้อยบ่ง
บอกอาการไม่พอใจจึงมองตาม แต่เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างของใครบางคนที่ลอยมาแต่ไกล  เขาเผลอยิ้มตอบ ตอนนั้นเองที่มือใหญ่ดึงมือของเขาออกพูดด้วยเสียงเย็นชา


“อย่าพยายามเป็นตัวแทนของใครเลยถ้าเป็นตัวของตัวเองยังไม่ได้”


“ว่าอะไรนะ” เขาไม่มั่นใจนักว่าคำพูดเมื่อครู่หมายถึงอะไรจึงถามซ้ำ


“ผมบอกตัวเอง”


เท็ดดี้ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วทิ้งเขาไว้กับความงุนงง แต่ก็มีเวลางงได้ไม่นานนักหรอกเพราะกล้าณรงค์กำลังเดินมาที่รถด้วยสีหน้าแจ่มใส 


พระนายพ่ายแพ้ต่อรอยยิ้มนั้นอย่างถอนตัวไม่ขึ้นและลืมบทสนทนาก่อนหน้านี้ไปสนิท


อ้อ อาจารย์นพคุณนั่นตัวสำรอง... พระนายไม่เคยคิดจะดินเนอร์ด้วยหรอก





:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:




 

อาหารดี เบียร์เย็น เพลงเพราะ และพี่กล้าทำให้มื้อค่ำของวันนี้เรียกได้ว่าแสนวิเศษ เสียงหัวเราะและเรื่องเล่าจิปาถะระหว่างช่วงเวลาที่ไม่ได้เจอกันทำให้พระนายมีความสุขจนอยากจะดึงคนคนนี้เข้ามากอดฟัดเสียให้หนำใจ  เขาชอบเวลาคนตรงหน้ายิ้มและชอบมากขึ้นเวลาที่หัวเราะ ทั้งๆ ที่เจ้าตัวผ่านร้อนผ่านหนาวมาสามสิบสี่สามสิบห้าปีแล้ว แต่ยามหัวเราะดวงตาของพี่กล้าเป็นประกายวิบวับดูราวกับเด็กชายตัวน้อยที่น่ารักหนักหนา  ชายหนุ่มอาจจะเคยคบหากับใครมามากมายแต่ไม่มีใครเหมือนกล้าณรงค์แม้แต่สักคน    คนที่ทั้งจริงใจ  อบอุ่น  อยู่ด้วยแล้วสบายใจทุกครั้งก็มีแต่รุ่นพี่คนนี้  ข้อดีพวกล่ะมั้งที่ดึงดูดพระนายให้ตกหลุมรักซ้ำแล้วซ้ำอีกจนถอนตัวไม่ขึ้น


อยากจูบชะมัดให้ตายเถอะ...


พวกเขาล่ำลากันตอนสามทุ่ม พระนายรั้นจะไปส่งเจ้าตัวถึงบ้านย่านลาดกระบังเพียงเพราะว่าอยากจะยืดเวลาอยู่ด้วยกันให้มากขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่กลับถูกปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจและเหตุผลที่ฟังแล้วชวนร้าวรานอย่างที่ว่า เดี๋ยวจะนั่งรถไฟฟ้าไปรับแฟนสาวที่ทำโอทีจนดึกจากออฟฟิศย่านเพลินจิตก่อนแล้วกลับบ้านด้วยกัน เขาได้แต่ยิ้มฝืนๆแล้วเปลี่ยนเส้นทางไปส่งที่สถานีรถไฟใต้ดินที่อยู่ใกล้ที่สุด ก่อนที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายลงจากรถอย่างสุดแสนเสียดาย พี่กล้าเอ่ยขอบคุณเขาและทิ้งท้ายด้วยประโยคอ้อนๆ ที่ฟังแล้วแปลบไปถึงข้างในอก


“ถ้ามีพระนายมากินข้าวเย็นด้วยกันได้ทุกๆ วันก็ดีสินะ วันนี้พี่สนุกมาก”


ทั้งหวานบาดหูและแสบบาดใจราวกับเอาเกลือมาทาแผลสด พระนายได้แต่แกล้งยิ้มฝืดกลบเกลื่อนความรู้สึก ความอิ่มอกอิ่มใจที่กอบโกยเข้าตัวอย่างหิวกระหายมาตลอดสองชั่วโมงราวกับระเหยเป็นไอทันทีที่อีกฝ่ายหันหลังจากไป


ท้องเต็มแต่หัวใจกลับเคว้งคว้างว่างเปล่า

เขาควรจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไรดี ไปหาไอ้บีมดีไหม ไปให้มันด่าสักรอบให้สาแก่ใจก่อนกลับบ้าน


แต่จู่ๆ เขาก็นึกถึงสายตาตัดพ้อของลูกครึ่งหน้าดุคนนั้น


…จะกลับมากินข้าวเย็นด้วยกันหรือเปล่า...


พระนายตัดสินใจโทรบอกผู้จัดการร้านว่าวันนี้จะไม่เข้า ก่อนที่จะหักพวงมาลัยมุ่งหน้าสู่ถนนเจริญกรุงเพื่อข้ามสะพานกลับยังห้องพักหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งที่ไม่รู้ว่าจะยังมีใครรอกินข้าวอยู่หรือไม่ 


เขาตั้งใจจะบอกเท็ดดี้ว่า... ยังไม่อิ่ม กินมานิดเดียว มานั่งกินข้าวด้วยกันสิ...

ไม่ใช่ว่าจะชดเชยที่ทำให้เด็กคนนั้นผิดหวัง แต่เขาอยากจะชดเชยให้ตัวเองที่แม้แต่ช่วงเวลาที่มีกันแค่สองคนพระนายก็ยังไม่อาจจะรักษาความสุขนั้นไว้ได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

474 ความคิดเห็น

  1. #467 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 18:02

    อยากจะบอกว่า -โง่ เขาหลอกลวงยังเูไม่ออกอีกนะนั่น

    #467
    0
  2. #441 Np.Mamai (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 เมษายน 2560 / 20:25
    คือตอนเเรกนี้เเบบทำเเบบสนิทมากพอตอนหลังๆอ่านมาเอ้า ทำเหมทอนไม่สนิท งงเลย555555
    #441
    0
  3. #344 YuNNuTJae LoVe (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 / 23:38
    มันเป็นแผนเท็ดดี้ป่ะ??? ยังงงๆกับความสัมพันธ์ของเท็ดดี้กะพี่ณิชอ่าาาา เป็นป๊ะป๋ากะลูกชายชิมิ???
    #344
    0
  4. #275 Ma-i (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 กันยายน 2557 / 22:41
    นานๆ จะได้อ่าน นายเอก (รึเปล่า) ที่เป็นเกย์ตั้งแต่แรก แถมยังเจ้าชู้ ด้วย 
    พระนาย นี่ จะบอกว่า หล่อ รึว่า น่ารักดีล่ะ 
    เหมือนจะรุก เมื่ออยู่กับพี่กล้า อยากกอดอยากฟัดเขา
    แต่ก็เหมือนจะรับ เมื่ออยู่กับ กิ๊ก อาจารย์นพ 
    แล้วก็เหมือนจะ หวั่นไหว แอบอยากเคี้ยวเด็ก (ในรูปแบบถูกเคี้ยวรึได้เคี้ยวก็ไม่รู้)

    ชอบอะ ชอบคาแรคเตอร์นี้ 555

    #275
    0
  5. #146 Pi[ran]ya faravel (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2557 / 10:59
    โอ๊ยย อ่านตอนนี้แล้วเขิน กรี๊ดดด เอาล่ะสิพระนายคงต้องเรียกเจ้าหมียักษ์ว่าที่รักตามนั้นแล้วล่ะ 555



    ขำอ่ะ ที่บอกว่าถ้าเคี้ยวเจ้าหมียักษ์ได้จะไม่ว่าอะไรเลย 555 จะรีบรับไปเลี้ยงเลยใช่มั้ยเเนี่ย



    เจ้าหมีตัวโตขี้งอนแหะ อยากได้คนอยู่เคียงข้างด้วยก็บอกเขาไปตรงๆ สิ ส่วนพี่นายก็ตัดใจจากกล้าณรงค์ได้แล้วววว ไปกินข้าวกับที่รัก เอ๊ย เท็ดดี้ดีกว่านะ
    #146
    0
  6. #127 Dryad (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2557 / 02:50
    ตัวโต แต่งอนเก่งจังนะจ๊ะน้องเท็ดดี้
    #127
    0
  7. #89 Peridot_Garnet (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2557 / 06:10
    เท็ดดี้.......นายงอนได้น่ารักชะมัด ฮ่าๆๆ แต่ก็ยังถือข้างพระนายนะคะ
    #89
    0
  8. #88 Peridot_Garnet (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2557 / 06:10
    เท็ดดี้.......นายงอนได้น่ารักชะมัด ฮ่าๆๆ แต่ก็ยังถือข้างพระนายนะคะ
    #88
    0
  9. #81 shikyu (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2557 / 17:56
    ก็เป็นซะอย่างเนี้ย
    #81
    0