[Yaoi] The Wills พินัยกรรมป่วนรัก by Lingbahh

ตอนที่ 4 : บทที่ 4 (Re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,045
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 66 ครั้ง
    19 ส.ค. 57








บทที่ 4

 

 

 

 

 

 

สิ่งที่เขากำลังจะทำมันเกินไปหรือเปล่านะ...

 


ชายหนุ่มร่างสูงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องที่ปิดสนิทบนโถงทางเดินของชั้นสิบเก้าที่เงียบสนิท ในหัวกำลังคิดใคร่ครวญการกระทำของตัวเองซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ดวงตาสีเขียวซีดจางก้มมองการ์ดกระดาษที่ถืออยู่ ข้อความที่อยู่บนการ์ดแตกต่างจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขา กระนั้นชายหนุ่มเองก็ต้องการจะทดสอบอะไรสักนิดก่อนการพบกัน


เขาอยากจะเชื่อความทรงจำของตัวเอง...ที่เต็มไปด้วยสายตาอ่อนโยนและมืออุ่นที่ยินดีให้เกาะกุมไว้ยามหวั่นไหว  อยากมั่นใจว่าเรื่องราวดีๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการในวัยเยาว์ 


ความทรงจำของคนเรานั้นเชื่อถือได้แค่ไหนกันนะ เขาเฝ้าถามตัวเองหลายต่อหลายครั้ง และเมื่อความทรงจำมาบรรจบกับความเป็นจริงแล้ว มันจะเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ไหม


พระนายในความทรงจำกับพระนายที่กำลังปรากฏกายในโลกใบเล็กๆ ของเขาจะเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า? 


สามปีแล้วสินะ นับแต่เรื่องนั้นเกิดขึ้น... ตอนนั้นเขาอายุสิบแปดปีเต็ม โดยทั่วไปพ่อแม่ชาวอเมริกันมักให้โอกาสลูกได้เลือกอนาคตตัวเองอย่างอิสระ ครอบครัวของเขาก็เช่นกัน ทว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายที่เขากลับถูกผูกมัดด้วยเหตุผลบางประการ ไม่สามารถทำตามความฝันได้ และจำใจต้องโอนเกรดจากไฮสคูลมาเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ 


เขาทิ้งครอบครัวแสนสุขมาอยู่กับใครอีกคนที่บอกให้เขาเรียกตัวเองว่า ‘ป๋า’ ถึงแม้ว่าจะอึดอัดขัดใจต่อการปรับตัวต่อสิ่งใหม่ๆ แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็ได้พบกับพระนาย  แม้จะเอื้อมไม่ถึง แตะต้องไม่ได้ เพราะการมีตัวตนและสถานภาพของชายหนุ่มถูกปิดเป็นความลับ แต่เขาก็ยังยินดีที่ได้เฝ้ามองคนๆ นี้อยู่ห่างๆ 


แรกสบตาของเขากับพระนายเกิดขึ้นในวันที่ป๋าจากไปอย่างสงบที่โรงพยาบาล แต่ด้วยข้อจำกัด ‘นั้น’ ทำให้เขาไม่สามารถไปยืนอยู่ข้างเตียงเพื่ออำลาครั้งสุดท้ายได้ แม้จะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมแต่นั่นก็เป็นคำสั่งของป๋าที่มาพร้อมคำอธิบายที่เขาจำใจต้องยอมรับ เขาจำได้ว่าเขานั่งนิ่งเพื่อสงบสติอารมณ์อยู่ในรถส่วนตัวของตัวเอง มือยังสั่นเทาจากข่าวร้ายที่ได้รับ การจากไปของป๋าได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ชายหนุ่มเองไม่สามารถคาดเดาได้เลย  ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้เขายิ่งวิตกกังวลถึงอนาคตที่กำลังจะมาถึง  


ชายหนุ่มจำไม่ได้ว่าเขานั่งอยู่เพียงคนเดียวนานเท่าไร เขารู้เพียงแต่ว่าตอนนั้นฝนตกหนักมากราวกับว่ากำลังร่ำไห้เสียใจเป็นเพื่อนกัน ภายนอกรถมีฟ้าคำรามกระหึ่มเสียงดัง พายุฝนโหมซัดสาดราวกับกำลังโกรธเกรี้ยวรุ่นแรงเสียจนต้นหางนกยูงโดยรอบบริเวณลานจอดรถถึงกับโงนเงน

เขามองเหม่ออย่างหมดอาลัยตายอยาก แต่แล้วท่ามกลางสายฝนเม็ดโตที่ร่วงแรงจนแสบผิวหน้านั้น มีใครคนหนึ่งเดินมาเคาะกระจกของเขาแรงๆ ร่างสูงใต้ร่มสีใสมีเนื้อตัวเปียกโชก เขารีบลดกระจกข้างลงแล้วต้องตกตะลึงเมื่อพบว่าเป็น...


‘ตรงนี้ที่จอดรถของอาจารย์นะครับนักศึก —— เธอร้องไห้?’


เขาสะดุ้งเมื่อตระหนักได้ว่าตัวเองกำลังอยู่ในสภาพไหน เขารู้ตัวว่าหัวใจเต้นแรงเมื่อเห็นสีหน้าสลดของอีกฝ่ายดวงตาสีน้ำตาลอ่อนชอกช้ำจากการสูญเสียคนสำคัญ


‘ขอโทษครับ เดี๋ยวผม... เอ่อ... ผมจะเลื่อนรถให้’


‘ไม่ต้องๆ!’ ฝ่ายนั้นตะปบกระจกรถไว้ สีหน้าเจื่อนลงทั้งๆ ที่เจ้าตัวไม่ได้ทำอะไรผิดสักนิดเดียว

‘เดี๋ยวผมหาที่จอดอื่นก็ได้ ยังพอจะมีที่ว่างอยู่บ้าง ส่วนนักศึกษา... เอ่อ... ถ้าเธอรู้สึกโอเคขึ้นแล้วค่อยย้ายไปจอดที่อื่นก็แล้วกัน เดี๋ยวอาจารย์คนอื่นเขาจะต่อว่าเอา’


เขาพยักหน้านึกขอบคุณที่ไม่ถูกซักไซ้ไล่เลียงอะไร ชายหนุ่มมองหน้าฝ่ายตรงข้าม เบื้องหลังแว่นสายตานั้นมีดวงตาแดงก่ำที่ผ่านการร้องไห้จนปูดโปนมาเช่นกัน เขารู้สึกปวดในอก ทั้งๆ ที่เป็นความทุกข์แสนสาหัสเดียวกัน แต่เขากลับไม่สามารถพูดกับใครและแชร์ความรวดร้าวของการสูญเสียของรักให้กับใครได้เลย


ไม่รู้เหตุผลอะไร... คนที่เปียกโชกจากพายุฝนตัดสินใจพูดกับเขาก่อนที่จะวิ่งกลับขึ้นไปยังรถยนต์คันหรูของตัวเอง 


‘ไม่รู้หรอกนะว่าเรื่องอะไร แต่ถ้าอยากคุยกับใครสักคน... มาพบผมที่ห้องได้นะ ว่างจนถึงเซ็คสิบเอ็ดโมงผมอยู่ตึกเศรษฐศาสตร์’


สายตาเป็นห่วงเป็นใยของพระนายในวันนั้นอ่อนโยนราวกับกำลังโอบกอดเขาไว้  แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาทีแต่เขาก็สัมผัสถึงความจริงใจที่ส่งผ่านมา ความเศร้าโศกพลอยบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์


เขาใช้เวลาอึดใจหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจย้ายที่จอดรถไปยังที่จอดรถของนักศึกษาแล้วรวบรวมความกล้าเพือที่จะเผชิญหน้ากับคนจากโลกแห่งความจริงอย่างพระนาย คนที่เคยเป็นเหมือนภาพความทรงจำวัยเด็ก ตอนนี้กลับปรากฏตัวตรงหน้าพร้อมกับความอ่อนโยนที่ไม่เคยเปลี่ยนแปร นี่ไม่ใช่ครั้งแรกแต่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาได้รับความอาทรจากคนคนนี้ น่าเศร้าที่พูดอะไรไม่ได้... 


ตอนที่เขาขึ้นไปถึงห้องพักอาจารย์เลขที่ 4018 ก็พบว่าประตูห้องปิดไม่สนิทจึงถือวิสาสะเข้าไปเลย เขาเห็นผู้เป็นอาจารย์ออกมาจากห้องน้ำในห้องพัก แต่งกายเรียบร้อย แต่ผมยังคงเปียกชื้นจากละอองฝนอยู่ เสื้อเชิ้ตสีอ่อนลู่แนบไปกับลำตัว สายตาของเขาเผลอไล่มองต้นคอขาวจัดโดยไม่ตั้งใจ ช่วงบ่ากว้างดูสง่า ลงมาจนถึงแผ่นหลังที่มีกล้ามเนื้อสวยงามพอเหมาะ และช่วงเอวที่คอดเข้ารับกับสะโพกที่ฟิตพอดีกับกางเกงผ้าเนื้อดีที่สวมอยู่ มือขาวใช้ผ้าขนหนูสีเขียวอ่อนซับน้ำออกจากตัว  ใบหน้าที่มองจากด้านหลังเห็นได้ชัดว่ามีสีหน้าเศร้าซึมจวนเจียนจะร้องไห้เต็มทน 


เขาเคาะประตูเพื่อเป็นสัญญาณว่ามีคนอยู่ในห้อง อาจารย์เจ้าของห้องจึงเหลียวมามอง สีหน้าเซียวมีรอยยิ้มฝืนทั้งๆที่ดวงตาสีอ่อนนั้นบอกว่าตัวเองต่างหากที่ต้องการการปลอบประโลม อีกฝ่ายเชื้อเชิญให้เขานั่งบนโซฟารับแขกนั่งข้างๆ นานเป็นชั่วโมงแม้ว่าเขาจะไม่พูดอะไรเลยสักคำ จนกระทั่งเขาเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน


‘อาจารย์มานั่งเป็นเพื่อนผมแบบนี้ไม่เป็นอะไรเหรอครับ’


คนถูกถามส่ายหัว ดึงแว่นสายตาออกมาเช็ดจนสะอาดเอี่ยม บนใบหน้ามีรอยยิ้มฝืดและแววตาเจ็บช้ำจากความโศกเศร้าที่อัดแน่นอยู่ในอก แสร้งทำเป็นเข้มแข็งทั้งๆ ที่หัวใจสลาย ธีโอดอร์ไม่อาจจะละสายตาจากคนตรงหน้าได้แม้สักวินาที เขาอยากจะเอื้อมมือไปโอบกอด ปล่อยให้อีกฝ่ายปล่อยให้น้ำตาร้อนๆ ไหลออกมาให้หมด แต่ก็กลัวว่าสัมผัสนั้นจะทำให้การเปลี่ยนแปลงมาถึงเร็วเกินไป กลัวว่าจะทำให้ความลับที่เก็บงำมาตลอดสิบแปดปีต้องถูกเปิดเผยเพียงเพราะความใจอ่อนเพียงครั้งเดียว


‘อาจารย์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้’ เขาลองถามแย็บดูก็ได้กลับมาเพียงสายตาเศร้าสร้อย


‘ไม่ใช่เช้าที่ดีสำหรับเราสองคนเลย... แต่ก็ต้องผ่านไปให้ได้’ ริมฝีปากนั้นยิ้มบาง ปวดร้าวแทบทนไม่ได้ ‘คนสำคัญของผมเพิ่งเสียเมื่อเช้านี้ มันเร็วเกินกว่าจะตั้งตัวทัน’


คำพูดนั้นกระแทกเข้ากลางอกเขา ชายหนุ่มสูดหายใจเข้า กลั้นน้ำตาตัวเองไม่ให้ไหลออกมา ทั้งๆ ที่ทรมานเจียนตายแต่เขาเหมือนกับลืมความทุกข์ของตัวเองไปเสียดื้อๆ ตอนที่ได้เห็นน้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงมาบนแก้มขาว พระนายก็สะดุ้งแล้วรีบปาดออก ผุดลุกขึ้นแกล้งทำเป็นเดินไปชงน้ำชามาให้เขา  ทั้งที่จริงต้องการจะซ่อนความรู้สึกของตัวเอง เขาได้แต่จ้องมองแผ่นหลังของพระนายด้วยความรู้สึกมากมายที่ก่อตัวอยู่ในใจ


อยากจะดึงมากอดไว้ อยากจะพูดว่าคนสำคัญของเราเป็นคนคนเดียวกัน

อยากจะช่วยเช็ดน้ำตาแล้วบอกว่าไม่เป็นไร เราจะผ่านไปด้วยกัน

อยากจะจูบปลอบประโลมแล้วบอกว่าถึงไม่มีใครก็ยังเหลือเขาอีกคน 


เขานั่งนิ่งไม่พูดอะไรมากด้วยเกรงว่าจะเผยคำพูดมากเกินไป พระนายคงจะคิดไปว่าเขากำลังโศกเศร้าอย่างหนักจึงพยายามชวนเขาคุยเรื่องอื่นด้วยน้ำเสียงที่สดชื่นด้วยเจตนาจะปลอบโยนนักศึกษาแปลกหน้าให้รู้สึกดีขึ้น ฝืนตัวเองโดยที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทนเลย อีกทั้งยังบอกด้วยว่า เขาจะสามารถนั่งอยู่ในนี้ได้จนถึง 10.50 น.และค่อยเดินออกไปด้วยกันก็ได้


เขารู้สึกว่าตัวเองช่างเยาว์ โง่เขลา และอ่อนแอ แม้แต่จะพูดปลอบใจพระนายสักคำหนึ่งเขาก็ยังไม่อาจทำได้ เขาได้แต่นั่งเงียบอยู่ในห้องพักอาจารย์  เฝ้ามองเจ้าของห้องนั่งเตรียมการสอนโดยที่ไม่รบกวน ในใจหวังจะอยากยืดเวลาที่จะได้อยู่ด้วยกันให้นานที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่เวลากลับผ่านไปเร็วเหลือเกิน ในที่สุดก็ถึงเวลาแยกจากกัน 


“รู้สึกดีขึ้นบ้างไหม” ผู้เป็นอาจารย์ถามเขาอย่างห่วงใย เขาพยักหน้าตอบและตัดสินใจที่จะดึงพระนายเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน  เจ้าตัวตัวแข็งเกร็งด้วยความตกใจและประหม่า “เอ่อ…เธอ”


“ขอบคุณมากสำหรับวันนี้” เขาเอ่ยข้างหูพลางลูบหลังเบาๆ “อาจารย์เองก็เข้มแข็งนะครับ”


“เธอก็ด้วยนะ เดี๋ยวมันก็ผ่านพ้นไป”


“เดี๋ยวเราก็จะผ่านพ้นไปด้วยกันต่างหาก” ชายหนุ่มหมายความเช่นนั้นจริงๆ พระนายคงไม่รู้ถึงความนัยของคำพูดนี้


เขาคลายอ้อมกอดออกและหันหลังเดินจากไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด



 

ธีโอดอร์ตั้งใจว่าจะไม่พบพระนายอีก คนๆ นั้นเหมือนกับแม่เหล็กที่มีแรงดึงดูดมหาศาลที่ทำให้เขาอยากจะเข้าไปสนิทชิดใกล้ ทว่าหากปล่อยใจไปเช่นนั้นสักวันความลับคงถูกเปิดเผย


วิธีแก้ปัญหาเดียวที่เด็กอายุสิบแปดอย่างเขาจะทำได้ก็คือ ดร็อปเรียนแล้วออกเดินทางเพื่อที่จะลืม ในเมื่อ ‘ป๋า’ คนที่เรียกเขากลับเมืองไทยจากโลกนี้ไปแล้ว เขานึกว่าจะได้เป็นอิสระจากการผูกมัด แต่ไม่ใช่เลย ยิ่งไกลห่างแต่ความทรงจำกลับยิ่งแจ่มชัด สุดท้ายเขาถูกเรียกกลับมาเพื่อเผชิญหน้ากับความจริง

 


วันเวลาผ่านไปแล้วถึงสามปี... บัดนี้เขาเติบโตขึ้นอีกนิดจากประสบการณ์ที่สั่งสมมาระหว่างการเดินทาง ทั้งๆ ที่พยายามลืม แต่ความทรงจำของเขาเกี่ยวกับพระนายยังคงชัดเจนและสวยงามเสมอ จนเขารู้สึกกังวลเหลือเกิน หากว่าความทรงจำกับความจริงอาจจะตรงข้ามกัน เหตุผลอะไรกันแน่ที่เจ้าตัวมาปรากฏตัวที่ห้องนี้ เพราะเคารพคำสั่งเสียตามพินัยกรรมของพี่ชายหรือว่าต้องการเพียงจะทำให้จบๆ ไปเพื่อเปิดพินัยกรรมของป๋าที่ทุกคนคาดหวังไว้ว่าจะมีมูลค่ามหาศาล 


พินัยกรรมเจ้าปัญหาที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยนั้น ธีโอดอร์ได้อ่านทั้งฉบับซ้ำแล้วซ้ำอีกจนจำได้ขึ้นใจทุกตัวอักษร พินัยกรรมจะมีผลบังคับใช้ทันทีที่ตัวเขาอายุยี่สิบสองปี


ไม่อยากให้วันนั้นมาถึงเลย


ธีโอดอร์ตัดสินใจวางกระดาษในมือลงกับพื้นก่อนที่จะสอดมันผ่านช่องว่างของประตูห้องอย่างช้าๆ คาดเดาได้ว่าผู้รับต้องหัวฟัดหัวเหวี่ยงเป็นแน่ “ผมขอโทษนะ”





:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:




 

พระนายสังเกตเห็นการ์ดใบที่สองตอนที่เขาเปิดประตูเพื่อเตรียมตัวออกไปดูงานที่ร้าน กระดาษสีน้ำตาลพิมพ์ข้อความสีดำมีเนื้อหาชวนขัดใจอย่างยิ่ง เด็กบ้านี่คิดว่าเขาเป็นคนแบบไหนกัน ดูละครมากไปหรืออย่างไร ชายหนุ่มสอดการ์ดลงกับกระเป๋ากางเกงด้วยความรู้สึกขุ่นเคือง เมื่อพบว่าบีมอยู่ที่ร้านอยู่แล้ว เขาจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ผู้ฟังมีสีหน้าแปลกๆ หลายอย่าง ทั้งหมวดคิ้ว เบ้ปาก กลอกตามองกอดอกรวมไปถึงทำหน้าเหยเก


“เมียเด็กของพี่มึงนี่ดูละครมากไปเปล่าวะ นี่มันยุคไหนแล้ว ยังจะมากลัวเรื่องหวังฮุบมรดกกันอีก”


“นั่นสิ ภาษีมรดกแพงจะตาย ถ้าจะแย่งต้องบังคับให้โอนก่อนตาย”


ไอ้บีมจุ๊ปาก “นี่มึงคิดว่ากำลังเล็คเชอร์วิชาภาษีมรดกหรือไง! กูอุตส่าห์มีอารมณ์ร่วมด้วย”


พระนายมองหน้าเพื่อนแล้วหัวเราะออกมาจนได้ 


“ยังจะมาหัวเราะ”


“ก็ขำนี่หว่า... มึงสินะที่ชอบดูละคร — เอาเถอะๆ สรุปคือข้อความฉบับที่สองมันเขียนว่า ยอมทำตามเรื่องงี่เง่าในพินัยกรรมเพราะอยากได้ส่วนแบ่งที่ดินของป๋า? หน้าเงิน อ่านแล้วรู้สึกเจ็บใจยังไงก็ไม่รู้สิ”


บีมที่กำลังเช็ครายการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้านไป ฟังเขาแล้วพูดขึ้นมา “ก็หาตัวให้เจอแล้วเรียกมาคุยสิ ได้เจอหน้ากันหรือยังล่ะ”


“ยัง” พระนายเรียบเรียงคำพูดในใจก่อนพูดต่อ “เด็กนั่นไม่ยอมเหยียบคอนโดเลย แล้วไปนอนที่ไหน อยู่บ้านใครที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเงินในบัญชีมีเคลื่อนไหวอยู่บ้าง เป็นพวกค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ อย่างเช่น เติมน้ำมัน  ซื้อของสดในซูเปอร์มาร์เก็ต พี่ณิชทำบัตรเครดิตของบริษัทแล้วยกให้เด็กนั่นใช้ใบหนึ่ง ส่วนรถที่ขับไม่ได้ติด GPS เหมือนรถคันอื่นๆ ของบริษัทด้วย  ก็เลยตามตัวไม่เจอไม่รู้ว่าไปไหน”


“ไม่มีเบอร์โทรศัพท์เหรอ”


“ไม่มีระบุไว้ในพินัยกรรม”


“แล้วมือถือของพี่ณิชล่ะ ต้องมีเบอร์สิ ถ้าพี่มึงไม่มีเลขาของพี่มึงต้องมี เลขาของผู้บริหารรู้เบอร์เมียน้อยทั้งนั้น”


พระนายส่ายหน้า “ฟังดูเหลือเชื่อนะ แต่โทรศัพท์มือถือก็ไม่มีเบอร์ว่ะ วิธีเดียวที่จะได้เจอคือไปรอที่คอนโด”


บีมทำเสียงอืมในคอ  ไม่ค่อยเป็นเดือดเป็นร้อนเท่าไร เพราะดูจะสนใจเรื่องอื่นไปแล้ว


“พี่มึงซื้อรถอะไรให้ขับ”


“ถ้าดูจากรายการนะเด็กคนนี้ขับ RANGE ROVER EVOQUE อิมพอร์ตพวงมาลัยซ้าย รถคันนี้ใช้เงินบริษัทซื้อมันเลยอยู่ในรายการ แต่รถโอนลอยไว้แล้วตั้งแต่ก่อนเสีย ยังไม่มีคนรับโอน เด็กนั่นคงเก็บเล่มทะเบียนไว้ด้วยกัน”


“เป็นรถที่แปลกนะ ที่ซื้อให้เมียเด็กขับเนี่ย แมนเชียว พี่มึงชอบใช้ชีวิตเอาท์ดอร์ด้วยเหรอวะ”


“มึงถามว่าพี่ณิชโดนแดดถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ที่ร่างกายมนุษย์ต้องการหรือเปล่ากูพอตอบได้” พระนายตอบกวน แล้วก็นึกได้ “อันที่จริงแล้วกูคิดว่า กูเคยเห็นรถคันนั้นที่มหาวิทยาลัย คงไม่ผิดแน่ มีอยู่คันเดียวนี่แหละ ติดอุปกรณ์บรรทุกของไว้เต็ม กูเคยนึกว่าเป็นรถของอาจารย์สักคนเสียอีก”


“แต่สุดท้ายเด็กคนนั้นกลับเป็นเพื่อนของจิระ”


“ใช่ เด็กลูกครึ่งญี่ปุ่นคนนั้นนั่นแหละ เพื่อนหรือแฟนก็ไม่แน่ใจ เห็นตัวติดกันเป็นตังเม”


“แล้วก็เป็นคนเดียวกับเด็กที่มาส่งการบ้านมึงด้วย”


“อือ”


“นี่มึงจำหน้านักศึกษาไม่ได้? ไม่รู้สึกคุ้นๆ อะไรบ้างเลยเรอะ”


พระนายยักไหล่ “การจำหน้านักศึกษาได้ไม่สร้างมูลค่าอะไรนี่นา”


“ครับๆ พ่อนักเศรษฐศาสตร์” บีมทำเสียงเหนื่อยใจกับนิสัยของเขา แต่มันก็ทำตาโตเหมือนเพิ่งคิดอะไรออก “เอ้อ ถ้าเป็นเพื่อนของจิระก็อาจจะไปขลุกอยู่บ้านจิระก็ได้ ไม่ไปตามล่ะ”


“แล้วถ้าจิระไม่รู้เรื่องเลยล่ะ จะอธิบายกับเขาว่ายังไง”


บีมเสนอว่าน่าจะลองทำตามสเต็ปของพ่อแม่ใจร้ายด้วยการระงับบัญชีและบัตรเครดิตทุกใบ รับรองไม่เกินสองวันแจ้นกลับบ้านแน่นอน พระนายได้แต่ตอบอือๆ ออๆ ไป แต่ไม่คิดว่าวิธีนี้จะได้ผล แถมถึงจะได้ผลก็อาจจะไม่สามารถสมานรอยร้าวได้ด้วย รับรองว่าคงจะต้องรบกันอีกยาว แต่วิธีของเขาจะได้ผลไหมนะ...


พระนายกลับถึงคอนโดตอนตีหนึ่งครึ่ง ตัดสินใจพลิกกระดาษแล้วเขียนลงบนหน้าที่ว่างอยู่ สอดวางไว้ใต้ประตูห้อง

 


ไม่กลับมาสองวันแล้วไปอยู่ที่ไหน ลำบากหรือเปล่า


 

ไม่รู้ว่าจะส่งผ่านความรู้สึกนั้นผ่านตัวอักษรได้ไหม  แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่หากว่าคนๆ นี้เป็นคนที่พี่ณิชรัก  พระนายก็พลอยเป็นห่วงไปด้วย 


เช้าวันต่อมา  พระนายเดินตรงไปยังประตูห้องทันทีที่ตื่นนอน  เขาพบว่ากระดาษก็หายไป  และไม่มีการ์ดเขียนข้อความเกรี้ยวกราดส่งมาอีก กระนั้นอีกฝ่ายไม่ยอมปรากฏตัว  เขาร่ำๆ จะโทรศัพท์หานักศึกษาที่ชื่อจิระอย่างที่บีมแนะนำหลายต่อหลายครั้ง เขากับบีมสันนิษฐานว่าถึงไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่เชื่อได้ว่าจิระก็ต้องตามตัวธีโอดอร์จนเจออย่างแน่นอน 


สุดท้ายพระนายก็ไม่ได้โทรหานักศึกษาลูกครึ่งคนนั้นอยู่ดี  เขาอยากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง


เวลาล่วงเลยไปถึงเช้าวันจันทร์โดยที่ไม่มีแม้เงาของคนที่รอคอยอยู่ พระนายตัดสินใจโทรศัพท์ถามฝ่ายทะเบียน แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่า เบอร์โทรศัพท์แรกที่เจ้าตัวเคยแจ้งไว้กับฝ่ายทะเบียนนั้นใช้ติดต่อไม่ได้แล้ว  ส่วนเบอร์ติดต่อผู้ปกครองของธีโอดอร์ยังคงเป็นเบอร์ของพี่ณิชที่นั่งสบายอยู่บนสวรรค์ เขาวางสายด้วยความรู้สึกผิดหวัง ครุ่นคิดความเป็นไปได้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะโทรไปแจ้งที่คณะว่าจะไม่เข้าประชุมอาจารย์ในเช้าวันนี้และหันหัวรถไปในทิศตรงกันข้ามกับมหาวิทยาลัย 


ในเมื่อเด็กเท็ดดี้รู้ความเคลื่อนไหวของเขาอยู่ตลอด แปลว่าพระนายกำลังถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิด  ในเมื่อเล่นบทแมวจับหนูไม่สำเร็จ  เขาขอเป็นหนูให้แมววิ่งไล่ตามแทนก็แล้วกัน 


อาจารย์หนุ่มขับรถมาจนถึงที่หมาย  เขาจับเนกไทให้ตรงแล้วเปิดประตูรถบีเอ็มดับเบิลยูสุดหรูออก ก้าวเท้ายาวๆ ขึ้นบันไดหลายขั้น  ขายาวก้าวฉับตรงดิ่งเข้าไปหาเจ้าหน้าที่ในชุดสีกากีที่กำลังนั่งอ่านผลมวยในหนังสือพิมพ์ฉบับกีฬาอยู่



“ขอโทษครับ มาแจ้งความคนหายครับ”




:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:





 

…หายไปนานเท่าไรแล้ว...

…เท่าที่ทราบ เจ็ดสิบสองชั่วโมง…

…แล้วทำไมเพิ่งมาแจ้งครับ ถ้าเป็นศพก็ขึ้นอืดแล้ว...

ขออนุญาตบันทึกบทสนทนาอันน่าประทับใจระหว่างเขากับร้อยเวรไว้ในความทรงจำสักเล็กน้อย


…ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนที่หายไปเกี่ยวข้องกันยังไง...

…น่าจะนับได้ว่าเป็นแฟนของพี่ชายผมนะ...

…แล้วพี่ชายคุณทำไมไม่มาแจ้งเอง...

…เขาเสียไปแล้วน่ะ ราวๆ สองเดือนก่อน...

…พี่ชายคุณยกแฟนต่อให้คุณรึ ถึงต้องมาตามหาแทน...


คุณตำรวจต้องดูละครมากเกินไปรองจากไอ้บีมแน่ๆ คนเราจะลงทุนมาแจ้งความคนหายที่โรงพักก็ต้องมีเหตุผลร้อยแปดพันประการสิ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นผัวเป็นเมียกันอย่างเดียวซะที่ไหน พระนายถอนหายใจแล้วพยายามอธิบายอย่างใจเย็นถึงสถานการณ์โดยคร่าวๆ โดยที่อุบเงียบเรื่องการ์ดปริศนาท้าตีท้าต่อยที่ได้รับ และสุดท้ายก็เป็นไปตามคาด


“เด็กเพิ่งจะอายุยี่สิบเอ็ด แถมบัญชีธนาคารและบัตรเครดิตก็ยังเคลื่อนไหวอยู่ ผมว่าคุณตามเด็กเจออยู่แล้วน่า แค่ไปเที่ยวไปเมานอนค้างบ้านเพื่อนนั่นแหละ เดี๋ยวก็กลับ อย่าให้ตำรวจเสียเวลาเลย งานผมมีเยอะแยะถมไป”


สำหรับพระนายแล้ว ข้ออ้างประเภทนี้เป็นเหมือนกรรไกรที่ตัดความอดทนของเขาขาดสะบั้น 


“ถ้างานคุณเยอะ เมื่อกี้ตอนที่ผมมาถึงซึ่งอยู่ในเวลาราชการทำไมเอาไปทำเรื่องส่วนตัวอย่างอ่านผลมวยล่ะครับ ผมคิดว่าภาษีประชาชนที่จ่ายให้ สตช.คงไม่ได้จ่ายมาจ้างเจ้าหน้าที่อ่านหนังสือพิมพ์แน่ๆ” พระนายเอ่ยสวนยิ้มๆ ถึงระบบราชการอันน่าชื่นใจที่ได้พบ “สารวัตรอยู่หรือเปล่าครับ ผมคิดว่าน่าจะลองแจ้งความกับสารวัตรดู”


“คิดว่าใหญ่มาจากไหน”

พระนายพยักหน้าหนึ่งครั้ง “มั่นใจพอสมควรครับ ว่าแต่คุณจะรับแจ้งความไหมครับ ผมกำลังเดือดร้อนวุ่นวายใจเพราะคนหาย ไม่ได้คิดจะมาปลดใครให้อ่านหนังสือพิมพ์อยู่บ้านหรอก”


“คุณ!” ร้อยเวรตบโต๊ะดังลั่น พระนายแกล้งกระแอมแล้วชี้ไปยังหมู่คอนโดที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในฝั่งตรงข้ามกับสถานีตำรวจ จากนั้นก็ยื่นนามบัตรของตัวเองให้อย่างสุภาพ


“คุณตำรวจเคยเดินผ่านคอนโดแถวนั้นไหมครับ พอจะจำชื่อบริษัทได้ไหม”

คนฟังเอียงคอเหล่มองอย่างไม่ไว้ใจก่อนที่จะตอบด้วยท่าทีเหนือกว่า “ทีแอลพีดี แล้วยังไง?” 


พระนายยิ้มแต่สายตาไม่ยิ้ม  นายตำรวจคงเพิ่งรู้สึกตัว จึงลดสายตาหลุบต่ำ จ้องนามบัตรสีงาช้างพิมพ์ฟอยล์สีน้ำเงินหรูหราของเขาอย่างหงุดหงิดใจ


“ใช่ครับ ทีแอลพีดี ย่อมาจาก ถิรสวัสดิ์แลนด์แอนด์พร็อพเพอร์ตีดีเวลล็อปเมนต์ ผมแค่อยากให้ร้อยเวรทราบว่า หากผมกว้านซื้อที่ดินพวกนั้นมาสร้างคอนโดสูงเสียดฟ้าแล้วขายในราคาห้องละห้าล้านสิบล้านได้ ผมก็ทำให้คุณกลับไปเลี้ยงนกขุนทอง จิบกาแฟ ดูผลมวยที่บ้านได้ตั้งแต่บ่ายวันนี้เลย... ตกลงว่าจะรับแจ้งความหรือเปล่าครับ”


ร้อยเวรหน้าซีดเผือดแล้วทิ้งเก้าอี้ตรงดิ่งไปในห้องสารวัตร พระนายใช้หางตามองตามจนลับตา อาจารย์หนุ่มพยายามแล้วที่จะไม่หัวเราะ แต่ว่ามุมปากของเขาเอะอะก็จะยกขึ้นอยู่อย่างนั้น 


“พอได้แล้ว”


เสียงทุ้มแปลกหูดังมาจากด้านหลังพร้อมกับร่างสูงของชายหนุ่มต่างชาติในชุดนักศึกษาชายและเนกไทที่มีเข็มกลัดสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยที่เขาสอนอยู่ ใบหน้าคมคายใช้ดวงตาเขียวซีดที่มีขอบสีเข้มดูดุดันใต้แพขนตาหนาจ้องมาทางเขาด้วยสีหน้าบึ้งตึง มือข้างหนึ่งปัดผมส่วนที่หล่นลงมาปรกหน้าออก  ฝ่ามือใหญ่แข็งแรงจับต้นแขนของเขาดึงให้ลุกขึ้นอย่างไม่ออมแรง พระนายมองเส้นเลือดปูดโปนบนท่อนแขนของอีกฝ่ายแล้วประเมินได้ว่าในเมื่อกระดูกของตนบางกว่า ไม่ควรหาเรื่องแขนหัก เขายอมยืนขึ้นตาม  ตกใจก็จริงแต่ไม่พูดอะไร


“คุณจะบ้าเหรอ! ไม่เห็นต้องมาแจ้งความ”


“คุณเป็นนักศึกษาในคลาสของผมนี่ มาทำอะไรที่นี่” พระนายถามเสียงนิ่ง  ทำเป็นตีหน้าเฉยทั้งๆ ที่หัวใจเต้นแรงเมื่อได้สบตาคมดุคู่นั้น ทำไมเหมือนเคยเห็น ไม่ใช่ว่าเคยเห็นเมื่อวันก่อน แต่น่าจะเคยเห็นก่อนหน้านี้มาแล้ว ความสามารถในการจำหน้าคนของพระนายเข้าขั้นโคม่า


“…” 


ไม่มีคำอธิบายจะมอบให้ ใบหน้าที่เรียกได้เต็มปากเต็มคำว่าหล่อเหลาแปลกตามีสีหน้าลำบากใจ 


“…พระนายไม่จำเป็นต้องมายุ่งอะไรกับเรื่องนี้”


“จำเป็นสิ ก็เด็กที่พี่ชายของอาจารย์... เอ้อพี่” พระนายตัดสินใจเปลี่ยนสรรพนามแทนตัว บางทีการเรียกว่าพี่อาจจะจัดการเจ้าเด็กฝรั่งพยศให้อ่อนลงได้บ้าง “เด็กที่พี่ณิชฝากฝังไว้หายตัวไปสามวันโดยไม่มีท่าทีจะกลับบ้าน พี่ควรจะตามหาไม่ถูกหรือ?”


“ไม่ใช่เรื่องของคุณ”


“เรื่องของพี่แน่อยู่แล้ว” 


พระนายสวนทันควัน แต่แทนที่จะตอบโต้ด้วยอารมณ์ เขากลับรู้สึกอยากจะเป็นฝ่ายยอมญาติดีด้วยก่อน จึงเลือกใช้น้ำเสียงที่อ่อนลง 


“เพราะเราน่ะเป็นคนสำคัญของพี่ณิชและเราจะเป็นคนสำคัญสำหรับพี่ด้วย ตกลงว่าใช่เราหรือเปล่าล่ะ เด็กหนีออกจากบ้านคนนั้นน่ะ”


ทั้งๆ ที่เด็กหนุ่ม ไม่สิ ชายหนุ่มตรงหน้ามีสายตาคล้ายจะชิงชังโลกใบนี้ แต่เมื่อเขาใช้นิ้วเบือนใบหน้ามาให้สบตากัน ดวงตาคู่นั้นกลับมองเขาราวกับกำลังตัดพ้อ 


“ถ้าใช่แล้วยังไง ยังไงๆ คุณก็ไม่มีผมอยู่ในสายตาอยู่แล้วนี่”
น้ำเสียงสะบัดอย่างว้าวุ่นใจ มือที่จับต้นแขนของเขาอยู่เพิ่มแรงบีบจนพระนายรู้สึกเจ็บ ความรู้สึกกับการกระทำสื่อตรงกันจนน่าเอ็นดู


“ถ้าใช่... ก็อยากให้กลับบ้านด้วยกัน”


“นั่นเป็นคอนโดของพี่ณิช อีกหน่อยก็มีคนเอาคืนไปเพราะเป็นสมบัติของบริษัท ผมน่ะไม่มีบ้านหรอก”


“เผื่อจะเข้าใจอะไรผิดนิดหน่อยนะ” 


พระนายวางมือบนหลังมือที่บีบต้นแขนของตัวเองไว้แล้วดึงออกอย่างนุ่มนวล


“พี่เรียกทุกๆ ที่ที่อยู่แล้วรู้สึกดีว่าบ้าน ดังนั้น... เราน่ะจะกลับบ้านกับพี่ได้หรือยัง”


เท็ดดี้ฟังแล้วทำท่าเหมือนไม่เชื่อหูตัวเอง พระนายจึงถามซ้ำ


“กลับบ้านกับพี่ไหม บ้านเรา”


“เออ กลับก็กลับ! ถอนแจ้งความด้วย”


ทั้งตัวโตเท่าหมีควาย ทั้งตาจิก ทั้งหน้าดุ เสียงก็ไม่เพราะ แรงก็เยอะอย่างกะกระทิงบ้าเลือด ไม่มีอะไรเข้ากับชื่อเล่นสักเสี้ยวเดียว แต่สีหน้า ‘พ่ายแพ้’ บนใบหน้าและแก้มที่แดงเรื่อๆ ของอีกฝ่ายทำให้รู้สึกเอ็นดูขึ้นมา

 


จู่ๆ พระนายก็รู้สึกว่าชื่อเท็ดดี้ก็น่ารักไม่หยอก และคงไม่น่าจะยากเกินกำลังที่เขาจะจัดการเจ้าตุ๊กตาหมียักษ์นี่ให้อยู่หมัดเสียด้วย



ไม่อยากจะบอกเลยว่า... พี่ณิชเขียนพินัยกรรมให้เขามาเลี้ยงต้อยชัดๆ





TBC

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 66 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

474 ความคิดเห็น

  1. #451 Midories (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2561 / 21:55
    เด็กมันน่ารักจนต้องหลงรัก ฮึ
    #451
    0
  2. #438 super__p (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 เมษายน 2560 / 07:32
    เด็กมันน่ารัก
    #438
    0
  3. #435 GuzzDeDreamer (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มกราคม 2560 / 23:31
    กรี๊ดดด ธีโอดอร์ น่ารักจุง ตรงๆแบบนี้แหละเลี้ยงง่ายเนอะพระนาย
    #435
    0
  4. #419 Yuuse (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2558 / 14:43
    ชอบธีโอดอร์มากกกกก^^
    #419
    0
  5. #386 aey (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 พฤศจิกายน 2557 / 10:53
    อ่านไป 7 ตอน แล้วก็ต้องย้อนกลับมาอ่านตอนนี้ใหม่ และเพิ่งจะเข้าใจว่า "ป๋า" ของเท็ดดี้คือใคร..หลังจากที่สับสนมึนงงกับความสัมพันธ์ของตัวละครและ timeline ในเรื่อง จนมึนไปหลายตอนแล้ว
    #386
    0
  6. #362 braben (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 / 18:57
    จ้ะ ไม่อ่อยเลย แต่เด็กนะ มาหมดทั้งอ่อยทั้งหยอด อ้อน ครบเซ็ต
    #362
    0
  7. #343 YuNNuTJae LoVe (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 / 23:29
    พี่พระนายยยย จ้าพินัยกรรมพี่ชายทำพิษละ อิอิ -....-
    #343
    0
  8. #299 carecarrot (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 กันยายน 2557 / 03:29
    โหหหหหหหห คุณพี่พระนายคะ เอ็งนางสาวไทยมาก มีเป็นห่วงเขียนโน้ตไว้ให้ด้วย น่ารักกกกกกกกกกมากกกกกกกกเลยงือ เป็นคุณสมบัติที่ดีที่ภรรยา(?)ที่ดีพึงมีนะคะ ..... เดี๋ยว ไม่ใช่หรอกเรอะ!
    แล้วใครบอกจะไม่เต๊าะเมียเด็กของพี่ชาย ยังไม่ทันจะอยู่ด้วยกันยังเคลิ้มถึงขนาดนี้เลยนะคะเนี้ย

    #299
    0
  9. #274 Ma-i (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2557 / 19:48
    น่าร๊ากกกก อะ ไหนบอกไม่มีหวานๆๆๆไง
    นี่ แค่นี้ก็หวานแล้ว แค่น้องมองด้วยสายตาตัดพ้อ แค่พี่บอกว่ากลับกันเถอะ กลับบ้านเรา
    แค่นี้ ก็หวาน จนคนอ่านใจสั่นนนน แล้วค่า คุณกี้ขา

    ตอนแรก ตอนที่1 น่ะ ก็เห็นว่าพี่น้อง 3 คนดูไม่เศร้าที่พี่คนโตตาย
    แต่มาอ่านถึงตอน 4 มีซีนความเศร้าที่ฝืนยิ้มของน้องคนเล็กพระนาย ก็เข้าใจเลย



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 9 กันยายน 2557 / 22:37
    #274
    0
  10. #177 Peridot_Garnet (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2557 / 04:51
    ชอบแก๊งนี้มากน่ารักกันจังเลย สัมพันธภาพระหว่างเพื่อนที่มันส์ดีแฮะ 55 พระนาย....จะแอบมีอารมณ์งอนมั่งไรมั่งก็ยิ่งน่ารักขึ้นทุกทีเลย #พระนายรอยัลตี้ 5555
    #177
    0
  11. #145 Pi[ran]ya faravel (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2557 / 10:25
    ความลับเยอะจริงๆ เลยนะคะเนี่ยเรื่องนี้ 555 คาใจ



    ขำร้อยเวรที่ว่าพี่ณิชยกแฟนต่อให้พระนาย โอ๊ยย คิดได้ไง ก็คนเขาเป็นห่วงอ่ะ



    ในที่สุดเจ้าหมียักษ์ก็แสดงตัวตนซะที ดูสิพระนายถึงขนาดจะแจ้งความเลยทีเดียว



    ตามกลับบ้านๆ แล้วต่อไปจะเป็นยังไงนะ
    #145
    0
  12. #77 KMandr (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2557 / 20:09
    อ่านมาเข้าตอนที่สี่ เพิ่งจะรู้สึกว่านี่แหละ พี่กี้กลับมสแล้ว



    ตั้งแต่อ่านมา สำนวนเขียนของพี่กี้ยังดูแปลกๆ เหมือนนักเขียนที่เพิ่งเริ่มเขียนนิยายใหม่ๆ แต่พออ่านถึงตอนนี้แล้วค่อยโล่งใจ สำนวนเริ่มเข้าที่ อ่านแล้วไม่ค่อยติดขัดแล้วค่ะ คนอ่านคนนี้เลยได้ฤกษ์มาเขียนเม้นสักที555555



    ติแต่เรื่องสำนวนค่ะ เรื่องอื่นไม่รู้จะติตรงไหนเลย เนิ้อเรื่องตอนนี้ดีมากๆ ถึงจะสั้นกว่าตอนอื่น แต่ก็เริ่มสนุกกว่าตอนอื่นๆ ตั้งแต่ตอนแรกมา การดำเนินเรื่องดีค่ะ อ่านแล้วน่าติดตามมาตลอด มาพีคเอาตอนนี้ น้องเท็ดดี้น่ารักมากกกกก พระนายนี่ายิ่งกว่า นางก็เชิด แอบแีรงไม่แคร์สื่อ ถึงกับจะแจ้งความเลยทีเดียว

    ขอว่าอย่า่น่ารักกว่านี้ได้ไหมคะ ยังไม่อยากลืมน้องเอมิล;______;



    ไม่รู้จะเขียนอะไรจ่ต่อแล้วค่ะ ขอแค่มาอัพต่อเร็วๆนะคะ จะรีหน้านิยายรออ่านเลยค่ะ5555555
    #77
    0
  13. #76 Mslcur (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2557 / 16:54
    อร๊ายยยยยยยย 5555555

    นี่ขนาดเริ่มต้นเองนะ ยังทำให้เขินได้ขนาดนี้ รอค้าาา 
    #76
    0
  14. #75 soneffiez (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2557 / 02:00
    บอกตรงๆเลยนะตอนนี้อินมาก อินจนงง งงจนสงสัย? สงสัยไปหมดทุกสิ่งอย่าง ภาวนาให้วันพุธมันมาถึงเร็วเพราะอยากคลายปมของเรื่องให้ได้เร็วๆ คือตอนนี้อินสุดๆอ่ะ

    พยายามจะวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ว่าเท็ดดี้มาเกี่ยวข้องกับครอบครัวถิรสวัสดิ์ได้ไง ตอนที่4 เริ่มค่อยๆเฉลยมาทีละนิดล่ะน้อย แต่ก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดี เพราะ เท็ดดี้มีครอบครัวและเคยอยู่ที่ อเมริกา กลับมาไทยเพราะ 'ป๋า' ซึ่ง ป๋าที่พูดถึงคงจะเป็นพ่อของ 4 หนุ่มพี่น้อง(?) แล้วก็เสียชีวิต นั้นเป็นเหตุการณ์ก่อนหน้าและการพบกันครั้งแรก(?) ของทัังสองคน คำถาม - เท็ดดี้เป็นใคร? ทัังที่รู้จักป๋า แต่ลูกของป๋าทั้งสามคนไม่มีใครรู้จักเลย มีเพียงพี่ณิชคนเดียวที่รู้จัก ความลับ- คืออะไร ก็นั้นสินะ ความลับก็คือความลับ ถ้ารู้คงไม่ใช่ความลับ ปริศนา?

    พูดถึงความสัมพันธ์ของ พระนาย-เท็ดดี้กันบ้าง ตอนแรกคิดเสมอว่าพระนายของเรายังไงซะก็ต้องเป็นพระเอก มาดแมน แต่บางตอนพี้กี้ก็ทำให้เราใจอ่อเผลอแว๊บคิดว่า พระนายต้องเป็นนายเอก ด้วย บุคคลิกของเท็ดดี้ที่ค่อยๆเผยออกมามันดู มาดแมนยิ่งกว่า ? แต่ไม่แน่ พี่กี้กำลังวางหลุมพรางให้เราตกลงไปอยู่ก็เป็นได้ 555 ความสุขของนักอ่านคือ จิ้นพระ-นายให้ได้เป็นอุนดับแรก อย่างอื่นค่อยว่ากัน อิอิ เราเข้าใจพี่กี้นะที่พยายามอยากให้นักอ่านร่วมคลายปมของเรื่องมากกว่าจะสนใจว่าใครเป็นเมะเป็นเคะ ใครจะบนจะล่าง แต่อย่างว่า มันคือความสุขในการจิ้น แต่ถึงอย่างไรเราก็ยังหวังว่าเราจะคิดถูกต้อง และจะเข้าใจเรื่องราวอย่างที่พี่กี้ตั้งใจจะสื่อออกมานะคะ

    สู้ๆ



    ปล.ตอนนี้แอบสั้น เจอกันเร็วมาเร็วไปเร็วไปหน่อย^^

    #75
    0
  15. #74 NASS (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2557 / 00:04
    หูยๆๆๆ...ต้องเตรียมตัวแล้วสิ

    เหมือนว่าวัวเด็กจะกินหญ่าแก่

    รอตอนต่อไปนะคะ
    #74
    0
  16. #72 wiew (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 21:15
    แหมะ เรื่องของพี่ลิงกี้นี่ตัวละครไม่เคะก็เมะขยันกินเด็กนะคะ ต่างแค่บางคู่เสี่ยงคุก (แค่กๆคุกๆ ไอใส่น้องหนูนมสดกับพ่อมังกร) ส่วนบางคู่ไม่ แอบมีอดงอดีตนะพ่อหมีเท็ดดี้

    ธีโอดอร์คนนี้ดูน่ารักมีหน้าดงหน้าแดงด้วย ส่วนพระนายก็ อื้อหืออ (กัดผ้าเช็ดหน้ารออาทิตย์หน้านะคะ)
    #72
    0
  17. #71 [ May! Nie! Mo! ] (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 20:22
    น่ารักกกกกก
    #71
    0
  18. #68 uknowvry (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 18:26
    ก็ใช่นะซี่....หาปั๋วให้น้องชายไว้ จะได้ตายตาหลับงี้!
    #68
    0
  19. #66 ต้นปาล์ม (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 15:57
    ดีใจที่ได้เจอกันแล้ว แต่สั้นจังเลยค่ะ อยากอ่านต่อ ฮืออออ TT__TT
    #66
    0
  20. #65 shikyu (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2557 / 15:42
    เท็ดดี้มาอยู่กับพี่ณิชได้ไงนะ 
    #65
    0