[Yaoi] The Wills พินัยกรรมป่วนรัก by Lingbahh

ตอนที่ 2 : บทที่ 2 (Re-write)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,699
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 82 ครั้ง
    16 ส.ค. 57

 

 




 

บทที่ 2

 

 

 

 

 

 

 

ปาเข้าไปเกือบสี่ทุ่มแล้วตอนที่พระนายขับรถคู่ใจไปถึงร้านอาหารกึ่งผับที่เขาเป็นเจ้าของร่วมเขาเคลื่อนรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูคันหรูเทียบไว้กับฟุตปาธหน้าร้านที่เป็นทางเดินหินสีเทาดับเครื่องแล้วถอนหายใจอีกครั้งตั้งใจว่าจะเป็นครั้งสุดท้ายของวันอันยาวนานเช่นวันนี้สายตาปรายมองซองเอกสารหนาหลายนิ้วที่เรียงซ้อนๆกันอยู่ห้าชั้นบนเบาะที่นั่งข้างคนขับแต่ละซองมีตราประทับของมหาวิทยาลัยเอกชนที่เขาสอนอยู่ประทับไว้พร้อมข้อความระบุว่าเป็นเอกสารลับห้ามเผยแพร่เด็ดขาดสิ่งนี้จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากข้อสอบและกระดาษคำตอบของนักศึกษาจำนวนหนึ่งร้อยหกสิบห้าคน


แค่งานประจำกับงานส่วนตัวก็ยุ่งจนหัวปั่น  พี่ณิชยังช่างสรรหาอะไรมาให้เขาทำอีก  เวลาสามเดือนก่อนเข้ารับตำแหน่งที่บริษัทคงยุ่งยากไม่น้อย  แค่คิดพระนายก็รู้สึกเหนื่อยไปล่วงหน้าแล้ว


อันที่จริงพระนายมีวิชาสอนไม่มากนัก เพราะนักศึกษาในภาควิชาเศรษฐศาสตร์การเงินมีจำนวนไม่มาก แต่กลับพลั้งพลาดรับปากกับคณบดีเพื่อสอนวิชา EC 106 เศรษฐศาสตร์เบื้องต้นสำหรับนักศึกษานอกคณะฯ แทนอาจารย์นุ่นที่คลอดก่อนกำหนด ชีวิตการสอนชิลๆของเขาจบสิ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


ช่างเถอะคิดตอนนี้เหนื่อยสมองคนเราควรตักตวงความสุขและผัดผ่อนความทุกข์ออกไปก่อนจนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องชำระหนี้ความทุกข์นั้นพูดตามตรงแล้วชีวิตคนเรามันก็ไม่ต่างอะไรกับบัตรเครดิตสักใบหรอกนะ พักสักหน่อยก็แล้วกัน


เบียร์เย็นๆ สักแก้ว คงไม่ทำให้การตรวจข้อสอบช้าลงเท่าไร


พระนายขยับเนกไทลงเล็กน้อย ปลดกระดุมหนึ่งเม็ด แล้วพับแขนเสื้อจนถึงข้อศอกเวลาอยู่นอกมหาวิทยาลัยเขามักแต่งตัวกึ่งทางการแบบนี้เสมอจะลำบากลำบนแค่ไหนเขาก็ต้องดูดีเอาไว้ก่อนเสมอ ไม่ใช่ว่าเขาสำอางผิดมนุษย์เพศชายคนอื่นๆ หรอกนะ แต่เขาเชื่อในคำว่า First impression can make or break a deal.ความประทับใจแรกพบสามารถสร้างสรรค์หรืออาจทำลายความร่วมมือทางธุรกิจลงก็ได้ จนบีมเพื่อนสนิทของเขาต้องคอยล้ออยู่เสมอว่าเขาเป็นคุณชายเจ้าสำอางก็แล้วไม่ใช่มันหรอกเหรอที่ชอบซื้อเนกไทผ้าไหมมาฝากหรือไม่ก็ชวนไปตัดรองเท้ากับร้านที่งานเนี้ยบรอยตะเข็บเรียบกริบว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองล่ะไอ้หมอนั่น


แน่ล่ะก็เขาเป็นคนสมบูรณ์แบบเสียเมื่อไรบางครั้งการทำอะไรให้ดีเลิศเพื่อให้คนอื่นๆ รับรู้แต่มโนภาพด้านดี ก็เพื่อช่วยปกปิดบางอย่างที่ซุกไว้ใต้พรมก็เป็นได้


เขายืนอยู่หน้าบาร์เบียร์สดที่มีลูกค้าจับจองโต๊ะว่างเกินกว่าครึ่งหนึ่งพระนายกวาดตามองไปยังร้านค้าโดยรอบที่ถูกจัดสรรพื้นที่อยู่ภายในบริเวณเวิ้งหน้าคอนโดระดับพรีเมียมย่านอโศกมนตรี แสงสีส้มของไฟกะพริบที่ห้อยระโยงอยู่ตามต้นไม้ซึ่งปลูกเป็นไม้ประดับอยู่ในพื้นที่เช่า มองดูอบอุ่นสบายตา ยิ่งได้เบียร์เย็นจัดจนเป็นวุ้น กับแกล้มรสจัดจ้านบนโต๊ะ รวมถึงเสียงเพลงจากวงดนตรีไลฟ์ที่ดังคลออยู่ทั่วบริเวณ ก็เพียงพอแล้วที่จะช่วยปลดเปลื้องความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานหนักมาตลอดสัปดาห์ให้กับบรรดานักดื่มทั้งหลาย


พระนายรู้สึกดีกับเสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยของลูกค้า รู้สึกดียิ่งกว่าเดิมเมื่อหลายๆ คนจำเขาได้และพยักหน้าทักทายหรือแม้แต่คนที่เขารู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาแต่ไม่เคยพูดจากันก็ทำให้อารมณ์ของเขาสดชื่นอยู่ดีลูกค้าขาประจำกับอาหารจานโปรดที่ทยอยสั่งเข้ามาในครัวไม่ขาดสายเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าธุรกิจเล็กๆ ของเขากำลังไปได้ด้วยดี 


เขารักที่นี่ ที่ที่เขากับคนสำคัญอีกสองคนช่วยกันก่อร่างสร้างมันขึ้นมาจากร้านเล็กในตรอกมืดๆ หลังอาคารสำนักงาน ค่อยๆสะสมชื่อเสียงและฐานลูกค้าจนเติบโตขึ้น ตอนนี้เขามีร้านสวยที่รองรับลูกค้าได้ถึงสี่สิบโต๊ะต้องจ้างผู้จัดการร้านขึ้นมาดูแลโดยเฉพาะเขาเฝ้ามองการโตของมันเหมือนกับพ่อที่มองลูกตัวเล็กๆด้วยความรักสุดแสนพระนายไม่ได้ต้องการเงินทองอะไรเขามีมากพอที่จะใช้ทั้งชีวิตแล้วแต่สิ่งที่เขาต้องการจากร้านแห่งนี้ก็คือ การพิสูจน์ว่าเขาจะสามารถบริหารธุรกิจของตนเองให้ประสบความสำเร็จแบบเดียวกับที่ป๋าและพี่ชายคนโตได้ทำไว้เป็นแบบอย่างต่างหาก


เขาผลักประตูร้านเข้าไป เสียงกระดิ่งกรุ๋งกริ๋งที่แขวนไว้เหนือประตูเรียกสายตาของหลายคนให้หามามอง เด็กๆ พนักงานเสิร์ฟยกมือไหว้เขาซึ่งเป็นเจ้าของร้านอย่างรู้หน้าที่ แต่ละคนหน้าตายิ้มแย้มดีเช่นเดียวกับบรรยากาศภายในร้าน ชายหนุ่มเดินผ่านโต๊ะลูกค้าไปจนถึงในครัวแล้วชะโงกหาบีมซึ่งน่าจะมาถึงก่อนแล้ว ทว่ากลับสบตากับดวงตาสีนิลดำขลับของเจ้าของใบหน้าคมคายที่ยืนชิมน้ำซุปอยู่จนทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า 


“ !?! ”


เติมเกลืออีกนิดก็ยกเสิร์ฟได้แล้วล่ะ...


แวบแรกพระนายนึกว่าตัวเองตาฝาดไป แต่เมื่อได้ยินเสียงและรอยยิ้มสดใสที่ตามมาก็ปลุกเขาให้หลุดจากภวังค์ชายไทยร่างเล็กกะทัดรัดในเสื้อคอโปโลสีชมพูกับกางเกงยีนส์ใต้ผ้ากันเปื้อนสีดำตรงหน้าทำให้เขารู้สึกพูดไม่ออกด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ประดังประเดเข้ามา


“พี่กล้า? กลับมาเมื่อไรเอ้อ…แล้วมาทำอะไรในครัวครับ”


“มารอตั้งนานไม่เห็นเจ้าของร้านมาเสียทีก็เลยมาช่วยในครัวของจะได้ออกไวขึ้น”พูดพลางถอดผ้ากันเปื้อนออกจากศีรษะไปด้วยทำให้ผมสีดำสนิทที่ซอยเป็นทรงทันสมัยยุ่งเล็กน้อยแต่เจ้าตัวไม่ยักสนใจมือไม้ที่ดูใหญ่เกินกว่าจะมาจับกระทะทำอาหารยื่นผ้ากันเปื้อนคืนให้กับเขาบนใบหน้ารูปไข่ที่มีเคราเส้นบางปรากฏรอยยิ้มเจ้าชู้นิดๆขี้อ้อนหน่อยๆที่เคยทำให้พระนายรู้สึกปั่นป่วนหัวใจเสมอมาดวงตาของอีกฝ่ายเป็นสีดำขลับให้ความรู้สึกเหมือนลูกสุนัขน่ารักน่าชังไม่เคยเปลี่ยนแปลง


ความยินดีเล็กๆค่อยๆพองฟูเข้ามาในความรู้สึกพร้อมกับความยุ่งยากใจแปลกๆที่ต้องรีบเก็บมือไม้ของตัวเองให้อยู่เฉยๆทั้งๆที่อยากจะกระชากมากอดให้สมกับที่เขารอคอยมาตลอดแต่ว่า...สองสิ่งนั้นไม่ว่าจะเป็นความยินดีหรือความโหยหาที่เอ่อล้นออกมาก็นำพาความรู้สึกขมในปากมาพร้อมๆ กันด้วย


กล้าณรงค์ ชายไทยร่างเล็กกับความสูงเพียง 168 เซนติเมตร เป็นฝ่ายตรงเข้ามาแล้วสวมกอดเขาแน่นทั้งๆที่อายุอานามก็ปาเข้าไปจะสี่สิบปีแล้วแต่สำหรับพระนายแล้วพี่กล้ากลับดูเหมือนตุ๊กตาตัวเล็กที่ไม่มีวันแก่เฒ่าไปตลอดกาลทั้งกิริยาคำพูดคำจากลับดูเหมือนก่อนหน้านี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง


“เอ้านายทำไมทำหน้าเหมือนไม่อยากเจอพี่”กอดแล้วตบหลังปุๆพระนายรู้สึกว่ากล้ามเนื้อใต้เสื้อผ้าทำงานของตัวเองร้อนขึ้นเมื่อได้รับการสวมกอด แม้รู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายเองก็คาดหวังให้เขากอดตอบ แต่พระนายกลับรู้สึกกลัวขึ้นมาจนไม่กล้ายื่นมือออกไป  ชายหนุ่มรอคอยกล้าณรงค์มานานและอาจจะนานเกินไป  หากว่าเขาดึงร่างเล็กๆ นี้เข้ามาสวมกอดแล้วก็อาจจะไม่ยอมปล่อยมืออีกเลยก็ได้  แล้วจะเอาอะไรไปแก้ตัว ในเมื่อคนๆ นี้ไม่เคยล่วงรู้ความรู้สึกที่เขามีให้เลย


“…พูดอะไรแบบนั้น ใครจะไม่อยากเจอ  ยินดีต้อนรับกลับครับ”


ความคิดในหัวสับสนทั้งอยากและไม่อยากกอด เขาไม่แน่ใจว่าควรจะทำอะไรก่อนดีระหว่างที่ยังตัดสินใจไม่ได้ อีกฝ่ายดูคล้ายจะกอดแน่นขึ้น สำหรับเขาแล้วช่างดูน่ารักเหมือนลูกหมาตัวเล็กๆ มาอ้อนขอความรักที่เขามีให้มากจนล้นใจ


“ยังใช้น้ำหอมกลิ่นนี้อยู่เหรอ”


ความรู้สึกขมคอพุ่งขึ้นมาในวินาทีเดียวกับหน้าอกซ้ายที่ปวดหนึบในขณะที่มือทั้งสองข้างหนักราวถูกถ่วงด้วยตะกั่วเขาตัดสินใจยันร่างเล็กนั้นออก และจัดเนกไทของตัวเองแก้เขิน 


…อยากจะตอบว่าเพราะเป็นกลิ่นที่พี่กล้าเคยพูดว่าชอบ...แต่จะพูดได้ไง


“ไม่รู้สิซื้อกี่ทีก็คว้าเจ้าขวดเดิมกลับมา”


“ทำอย่างกับเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ กลิ่นหอมจัง”  ถูกดันออกไปแล้วก็เข้ามากอดอีก พี่กล้าช่างไม่รู้อะไรเลยว่ากำลังยั่วให้เขาตื่นเต้นจนแทบทำอะไรไม่ถูก


“อยากให้เปลี่ยนกลิ่นก็ไม่เห็นเลือกมาให้นี่นา — ปล่อยได้แล้วพี่” 


“ยังไม่หายคิดถึงนี่”


“บอกมาเถอะว่าตอนกอดเมียที่บ้านก็พูดประโยคนี้เหมือนกัน”


คนตาโตแกล้งทำตาโพลงว่าถูกจับได้ซะแล้ว ริมฝีปากกว้างหัวเราะแก้เก้อมือใหญ่ยอมปล่อยเขาเป็นอิสระ พระนายได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะไม่ทันรับรู้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปของเขาเพียงแค่ถูกกอดเท่านั้นก็หัวใจระส่ำเสียแล้วทั้งๆที่ไม่เคยมีอะไรเกินเลยกว่านั้น...


รอยยิ้มนั้นที่เขาซุกซ่อนความรู้สึกที่มีต่อมันไว้บัดนี้กลับมาลอยเด่นอยู่ตรงหน้าอีกครั้งพระนายรู้สึกราวกับว่าร้านทั้งร้านไม่มีลูกค้าเหลืออยู่เลยสักคนหูทั้งสองข้างได้ยินเพียงแต่เสียงที่ทุ้มจนน่าประหลาด


“กลับมานานหรือยัง ไม่เห็นบอกผมสักคำ”


“พี่เพิ่งกลับมาถึงไทยเมื่อเช้านี้ก็อยากจะมาที่นี่ก็เท่านั้น”น้ำเสียงดูงอนง้ออ่อนข้อให้พระนายพ่ายแพ้ต่อน้ำเสียงและแววตาแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนแต่แล้วไงล่ะไม่ใช่รอยยิ้มหวานๆนี่เหรอที่ทำให้เขาพลั้งพลาดตกหลุมรักจนปีนกลับขึ้นมาไม่ได้


“ว่าจะไปเจอนายที่คณะก็รอให้ถึงวันจันทร์ไม่ไหว”


คนที่ไม่ไหวไม่น่าจะใช่พี่กล้า แต่น่าจะเป็นเขาผู้ที่ตกอยู่ในสถานการณ์แบบตุ๊กตาล้มลุกเจอทั้งคำหวาน คำอ้อนซัดสาดใส่ไม่ยั้งจนเป๋ไปซ้ายทีขวาที แต่สุดท้ายก็ต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวที่เดิม...คนเดียว


“คิดถึงร้านคิดถึงลูกค้าแล้วก็อยากเจอนายด้วย”


ถ้ามีคำว่า ‘คิดถึงเขา’พระนายจะจับคนคนนี้ขึ้นมาขยี้จูบมันกลางร้านเสียเดี๋ยวนี้พระเจ้าทรงโปรดที่พี่กล้าไม่ได้หลุดคำพูดอันตรายนั้นออกมา


“พี่กล้ามาอ้อนแบบนี้เดี๋ยวใครเขาเข้าใจผิดหมดว่านอกใจเมีย” พระนายตัดสินใจเบี่ยงประเด็นให้เจ็บตัวน้อยที่สุดแต่เจ็บใจอย่างที่เปรียบไม่ได้ตบท้ายด้วยการหยอกเย้า“แค่อยากกินเบียร์ฟรีที่ร้านไม่ต้องมาหยอดหวานๆหรอกพี่แค่มาก็พอไม่มีพนักงานคนไหนในร้านจำอดีตหุ้นส่วนร้านไม่ได้หรอก”


“แหมรู้ทันอีกว่าจะกินฟรีฮะๆ” ดวงตาแบบลูกหมาขี้อ้อนยังคงอยู่ตรงหน้าแต่คำพูดเสไปอีกทางหนึ่ง “ล้อเล่นน่า พี่ลองแวะมาหาพระนาย แต่เห็นว่าที่นี่ในครัวกำลังยุ่งๆเลยเข้ามาช่วย”


“มาคนเดียวหรือครับ”


“มากับน้องเจน  เขาไปทำเล็บอยู่ร้านข้างๆ ประเดี๋ยวคงมาหาที่นี่”


ถ้าเป็นกระสอบทรายก็ถูกคำออดอ้อนนั่นต่อยจนช้ำไปแล้วรู้สึกดีจริงๆ ที่ไม่เผลอเพริดไปกับคำพูดของคนๆ นี้


พระนายกับกล้าณรงค์เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรีเป็นติวเตอร์ช่วงเรียนปริญญาโท รวมทั้งเป็นอาจารย์รุ่นพี่ที่คณะเศรษฐศาสตร์อีกด้วยถ้าถามว่าสนิทกันแค่ไหน ก็ต้องตอบว่ามากพอที่จะเล่นมุกหมาหยอกไก่ได้โดยที่ไม่คิดอะไรเลย...หมายถึงพี่กล้านะที่ไม่เคยคิดส่วนเขาน่ะหรือ คิดแล้ว ช้ำแล้ว คิดใหม่ ช้ำใจไม่รู้จบแต่ถ้าถามว่าเข็ดหลาบไหม ไม่เลย! 


“พี่กล้ากินอะไรบ้างหรือยัง  ให้ผมทำอะไรให้ไหม”


“ขออะไรเผ็ดๆ สักหน่อยแล้วกัน คิดถึงกับข้าวฝีมือของพระนาย”


พูดจาน่ารักเกินไป เดี๋ยวจับมาจูบซะเลย โชคดีที่ในครัวดูวุ่นวายขึ้นอีกครั้ง พระนายฉวยโอกาสตัดบท 


“งั้นเดี๋ยวผมขอตัวไปช่วยข้างในก่อน ส่วนพี่กล้าถ้าจะกินฟรีก็ทำตัวให้คุ้มมูลค่าของที่กินเข้าไปหน่อยนะครับ กินเสร็จอยู่ล้างจานซักชั่วโมงก่อนค่อยไปรับเมียกลับบ้าน” 


‘เมีย’ เป็นคำที่พูดได้ยินทีไรก็เจ็บจนจุกพระนายแกล้งทำเป็นลืมความรู้สึกแล้วรีบรุนหลังเจ้าตัวให้เข้าไปนั่งโต๊ะที่ว่างอยู่ก่อนที่จะผลุบหายเข้าไปในครัวเพื่อซ่อนไว้รู้สึกของตัวเองไม่ให้หลุดออกมาให้คนอื่นจับได้เขาเปิดตู้เย็นคว้าข้าวของออกมาโดยที่ไม่ต้องหยุดคิดด้วยซ้ำว่าจะทำอะไรพี่กล้าชอบทานอาหารรสจัดหนักเปรี้ยวเผ็ดดังนั้นยำวุ้นเส้นเผ็ดซี้ดซ้าดกับเบียร์สดเย็นเป็นวุ้นก็น่าจะเหมาะกับคนที่ไปร่ำเรียนอยู่ถึงอังกฤษอย่างที่สุดอารามรีบร้อนเขาเกือบจะหั่นนิ้วตัวเองไปพร้อมกับมะนาวลูกกลมๆ เสียแล้วโชคดีชักออกมาทันจึงเจ็บแค่ถากๆ


“อะโหเว้ยกิ๊กเก่ากลับมาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว”


เสียงประหลาดที่ดังมาจากด้านหลังทำเอาสะดุ้งพระนายชายตามองใบหน้ายียวนของคนที่ยืนพิงประตูครัว สีหน้าที่บอกว่ารู้ทันพระนายนั้นดูกวนเบื้องบาทาผสมกับวาจาระรานความรู้สึกของเขารู้สึกอยากเอามีดเสียบพุงขึ้นมาตงิดๆ


“พูดอะไรเพ้อเจ้อไอ้บีม”


“พี่กล้ากลับมาจากอังกฤษแล้วตรงดิ่งมาหามึงคนแรกเลยนา...ปลื้มใจก็สารภาพมาเถอะ”


“ปลื้มใจพ่องตาย” ชื่อต้นหรูหราราวกับชายในวรรณคดีและเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไม่ได้แปลว่าเขาสบถไม่เป็นเขาโยนกุ้งกับปลาหมึกลวกลงไปในถ้วยวุ้นเส้นที่ลวกน้ำร้อนรอเอาไว้จนนิ่ม ก่อนจะตักพริกขี้หนูสดและบีบมะนาวตามลงไป คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดจนรสชาติกลมกลืนกันดีแล้วจึงเทใส่จานที่ตกแต่งเตรียมไว้แล้วจากนั้นก็ยื่นจานให้คนที่มากวนความรู้สึกให้ขุ่นมัวพร้อมสั่งเสียงกระด้าง “ยกไปเสิร์ฟที ให้ไว”


“นี่ใช้งานผู้จัดการกองทุนของธนาคารไปเสิร์ฟอาหารเหรอวะ”


พระนายมองร่างสูงพอฟัดพอเหวี่ยงกันที่ยังมีป้ายห้อยคอพะยี่ห้อธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทยด้วยความรู้สึกหมั่นไส้ ไอ้บีมโชว์ฟันขาวๆ ที่มีลักยิ้มบุ๋มทั้งสองข้างให้เขาอย่างอารมณ์ดี คนทำงานธนาคารนี่ว่างนักหรือไง เขาจะได้ลาออกจากงานอาจารย์แล้วไปทำงานธนาคารบ้าง “อยู่ร้านนี้ถ้ากินฟรีต้องทำงานแลก”


“แต่กูเป็นหุ้นส่วนนะ ไม่ได้มากินฟรี”


“เป็นหุ้นส่วนก็ต้องทำงานหนักเป็นสองเท่า”


“แม่งเขี้ยวว่ะแล้วกูต้องบอกไหมว่าด้วยรักสุดซึ้งจากใจพระนายพี่กล้าช่วยเลิกกะเมียซะที”


“@#&$” เผลอสบถหยาบคายจนลูกน้องที่เตรียมอาหารอยู่ข้างๆสะดุ้งหันมามองเป็นตาเดียวพระนายแก้เก้อด้วยการขยับแว่นตาแล้วทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้เทเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วเกลือใส่จานแล้วยื่นให้อีกฝ่าย “ส่วนจานนี้ของมึง ช่วยกรุณาหุบปากแล้วรีบๆไสก้นอ้วนๆของมึงไปเดี๋ยวนี้”


“คร้าบๆ” ตะเบ๊ะแข็งขันก่อนที่จะปล่อยหัวเราะออกมาจนลูกค้าโต๊ะใกล้ครัวหันหน้ามามองเป็นทางเดียวกันพระนายอยากจะเอาถาดเสิร์ฟอาหารฟาดมันให้สมองบวมเสียจริงแต่ต้องอดใจไว้ “เดี๋ยวเรามีเรื่องต้องคุยกันไอ้บีม”


“ไม่พ้นเรื่องเดิมน่ะสิพวกอกหักซ้ำซากกับคนเดิมกูจะคิดค่าคอนซัลท์เป็นสองเท่าให้สมกับความโง่ดักดานของมึงนะ”


เมื่อกี้น่าจะเอาถาดฟาดให้ปากแตก! ไอ้เวรนี่ดีแต่ถากถางเขาเท่านั้นล่ะพระนายได้แต่คิดอย่างขุ่นเคืองใจชีวิตเขาไม่ใช่นางเอกนิยายโรแมนติกถึงจะได้วนเวียนอยู่กับเรื่องรัก-ไม่รัก-รัก-ไม่รักถ้าจะต้องเวิ่นเว้อมากขนาดนั้นขอเอาเวลาไปคำนวณรายการลดหย่อนภาษีให้จ่ายสรรพากรน้อยที่สุดเสียยังมีประโยชน์มากกว่า 


“ไม่ใช่เว้ยเรื่องใหญ่แล้วกันน่า”ว่าจะปรึกษาเรื่องเมียเก็บพี่ชายเสียหน่อยเจอแซวไปหนักๆเกือบจะลืม “อย่าแอบกลับก่อนล่ะ”


“เลวร้ายมากหรือน้อยกว่าเรื่องถุงยางแตก”


ไอ้บีมต้องเป็นโรคจิตแน่ๆ ที่ชอบโยงทุกอย่างเข้ากับเรื่องรักๆใคร่ๆเขาประชดตอบไป “เออทำแท้งก็ช้าไปแล้ว” ช้าไปสองทศวรรษ


ไอ้บีมหน้าซีดทันควัน “เฮ้ยพระนายอย่ามาล้อเล่น”


ไม่ได้ล้อเล่นสักหน่อย ก็โตขึ้นมาจนอายุตั้งยี่สิบเอ็ดแล้วนี่จะไม่ถูกได้อย่างไรพระนายเถียงในใจแต่เมื่อคิดต่อว่าจะต่อปากต่อคำกับเพื่อนไปทำไมก็เลยเงียบเสีย สะบัดหน้าหนีแล้วยันเพื่อนสนิทออกไปนอกประตูครัว เห็นได้ชัดว่านายแบงก์หนุ่มดูกังวลใจจนไม่มีแรงจะคุยเล่นหัวกับพี่กล้า (ซึ่งก็ดีแล้ว)ผู้กำลังก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือจากไอแพดพลางจิบเบียร์ไปด้วย


เขาล้างมือจนสะอาดก่อนจะเดินออกจากห้องครัวระหว่างที่ชั่งใจว่าจะไปนั่งกับพี่กล้าให้หายคิดถึงหลังจากไม่ได้เจอหน้ากันมานานนับปีดีหรือไม่จู่ๆ ตัวแปรแทรกซ้อนก็เดินมาถึงพร้อมผมม้วนเป็นลอนสไตล์ญี่ปุ่นสร้างลุคคุณหนูผู้ดีและเล็บสีอินเดียนเรดแดงเฉิดฉายคุณเจนแฟนสาวของกล้าณรงค์ก็วางกระเป๋าแบรนด์เนมที่เข้ากับชุดลงกับเก้าอี้นวมฝั่งตรงกันข้ามกับคนที่เขากำลังจะเดินไปหา


…พี่เพิ่งกลับมาถึงไทยเมื่อเช้านี้ก็อยากจะมาที่นี่...

… ว่าจะไปเจอที่คณะก็รอให้ถึงวันจันทร์ไม่ไหว...


เห็นรอยยิ้มของกล้าณรงค์ที่มอบให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยนแล้วปวดหนึบในอกไม่ว่าจะพูดหวานเพียงใด หรือจะจ้องมองมาด้วยสายตาลึกซึ้งแค่ไหน สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้ครอบครองอะไรเลยแม้แต่สิ่งเดียว


เด็กเสิร์ฟคนหนึ่งที่อยู่ในร้านมานานถึงกับเดินมาสะกิด ถามเสียงเบาด้วยความห่วงใยความรู้สึกที่พระนายมีต่อคนคนนั้นแม้จะไม่เคยพูดออกมาแต่คนสนิทส่วนใหญ่ก็คงพอจะเดาได้ “พี่นายผมคอยดูโต๊ะพี่กล้าให้แทนไหมครับพักผ่อนเถอะหรือจะไปนั่งที่บาร์เครื่องดื่มก็ได้บาร์เทนเดอร์คนใหม่ที่พี่บีมช่วยหามาใช้ได้เลยนะพี่”


เขาลังเลใจไม่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในวังวนเดิมแต่ก็ไม่อยากจะละสายตาไปไหน คนที่อยู่ในห้วงความคิดเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขาและตามด้วยยิ้มกว้างโบกไม้โบกมือเรียก“พระนายมานั่งด้วยกันสิ”


แน่นอนว่าคุณเจนก็หันมาด้วยรอยยิ้มที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแซลมอนพิงค์ของเธอที่ดูหวานและสุภาพกระนั้นเขาก็รู้ว่ามันไม่ได้ออกมาจากใจไม่ได้ครึ่งของรอยยิ้มกว้างของฝ่ายชายที่ส่งตรงมาจากใจ หัวใจ…ที่เขาไม่ได้เป็นเจ้าของ


พระนายนับหนึ่งถึงสามแล้วตัดสินใจ...ให้รอต่อไปทำไม ในเมื่อจะวันนี้หรือวันไหน...เขาก็ไม่ได้เป็นเจ้าของอยู่ดี สู้ตักตวงความสุขเอาไว้ก่อนไม่ดีหรือก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา ชายหนุ่มตัดสินใจนั่งลงข้างๆ กล้าณรงค์ นั่งคุยเรื่องสัพเพเหระอยู่สักสิบนาที ก่อนจะผละออกมาโดยกำชับว่า วันจันทร์จะไปพาเลี้ยงที่ดีๆ อย่าลืมขออนุญาตคุณเจนไปด้วยเพราะคงจัดหนักจนดึกแน่นอนว่ารุ่นพี่ของเขารีบรับคำอย่างร่าเริงรอยยิ้มกว้างสดใสจนชายหนุ่มรู้สึกไม่อยากปล่อยให้กลับไปใช้เตียงนอนร่วมกับแฟนสาวอีกเลย


ความรู้สึกขื่นขมพล่านอยู่ในใจราวกับมะเร็งร้ายที่คอยกัดกิน พระนายเป็นฝ่ายขอตัวแล้วเดินดูรอบๆ คุยกับแขกโต๊ะนั้นโต๊ะนี้แม้จะเดินไปทั่วแต่สายตาจับจ้องอยู่เพียงแต่แผ่นหลังของคนที่เอื้อมไม่ถึง พี่กล้าตัวเล็กจริงๆ กอดกี่ครั้งก็รู้สึกอยากจะทะนุถนอมแต่ไม่ว่าจะคิดเตลิดไปถึงไหนเขาก็ทำได้เพียงเดินมาส่งหน้าร้านพี่กล้าเดินไปเปิดประตูรถให้หญิงสาวก่อนแล้วเดินย้อนมาหาเขา


“เรื่องนัดเย็นวันจันทร์ไม่ได้ชวนเล่นๆใช่ไหม?”สายตาและน้ำเสียงจริงจังจนน่าแปลกใจเขาพยักหน้าโดยไม่ตอบฝ่ามือใหญ่ที่นิ่มละเอียดแบบคนที่ไม่เคยทำงานใช้แรงงานจับท่อนแขนของเขาดึงไว้เมื่อเขาจะหันหนี“ตอบพี่สิ”


เขายอมรับว่าเดาทางคนตรงหน้าไม่ออกจริงๆ แต่แทนที่จะพูดอะไรออกไปให้ถูกจับไต๋ได้ว่า
กำลังหัวปั่น สู้เอาความเงียบเข้าข่มยังดีกว่า


“พระนาย…โกรธอะไรพี่หรือเปล่าทำอย่างนี้ตั้งแต่เจอหน้ากันแล้วนายไม่เคยเป็นแบบนี้นี่นา”เขายังเงียบใช้หางตามองโดยไม่สบตาตรงๆจนพี่กล้าเสียงอ่อนลง “หรือจริงๆแล้วแค่ไม่อยากให้พี่มาที่นี่ก็เลยพูดส่งๆไปเพื่อตัดบทเท่านั้น”


ขืนเงียบต่อไป เดี๋ยวคนไม่คิดอะไรจะเข้าใจผิดไปกันใหญ่ชายหนุ่มดันแว่นขึ้น พูดเสียงเรียบ “เรื่องวันจันทร์น่ะผมชวนจริงๆแต่ถ้าพี่พาคุณเจนมาด้วย... เป็นอันว่าผมก็จะไม่ว่างกะทันหัน”


“พี่ว่างเสมอนะงานที่คณะคงไม่วุ่นไปจนกว่าจะถึงเทอมหน้าแต่วันจันทร์เย็นบางทีเจนเขาอาจจะอยากมาด้วยเห็นว่าช่วงนี้ไม่ยุ่ง” คนถูกชวนแย้งซื่อๆพระนายปรายตามองแหวนทองคำเกลี้ยงที่สวมบนนิ้วนางข้างขวาด้วยความรู้สึกอึดอัด


“พี่ว่างแต่ผมน่ะคิวเต็มและยาวมากพลาดนัดจันทร์นี้ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง”


“Limited-time offer...ข้อเสนอเวลาจำกัดสินะ จะลัดคิวให้พี่สักคนก็ไม่ได้เหรอ”


“First Come First Serve มาก่อนได้ก่อนเป็นหลักการบริหารร้านอาหารที่ดีครับ” เขาย้อนหน้าซื่อตาใส


“แปลว่าพี่ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใช่ไหมล่ะเอาแต่ใจไม่เปลี่ยนเลยนะ”เสียงดุแต่เจือด้วยความเอ็นดู

“และพี่ต้องไปคนเดียว?”


พระนายยักคิ้วตอบรับ “ปริญญาเอกของพี่นี่คุ้มค่าดีชะมัด”





:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:;:





 

“แล้วไงสุดท้ายมึงก็มานั่งซึมคนเดียวอยู่ในครัว?” 


ประโยคนั้นดังขึ้นมาตอนที่เขายืนพิงเคาน์เตอร์คิดอะไรเงียบๆอยู่คนเดียวฟังอย่างไร ข้อความของไอ้บีมก็เป็นการกระแนะกระแหนมากกว่าจะปลอบใจ มีแต่เพื่อนสนิทอย่างมันอยู่คนเดียวนี่แหละ ที่คอยคัดค้านหัวชนฝาตั้งแต่แรกเรื่องที่เขาบังอาจคิดอะไรเกินเลยความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกับกล้าณรงค์ 


“ทำไมต้องซึม กำลังคิดเรื่องอื่นอยู่ต่างหาก”


“เช่น?”


“ต้องใช้ความเร็วเท่าไหร่ในการตรวจข้อสอบหนึ่งร้อยหกสิบห้าฉบับให้เสร็จภายในสองวันโดยที่ยังมีเวลาทำกับข้าวกินเองไปวิ่งออกกำลังกายและมาดูแลร้านตลอดคืนเสาร์และอาทิตย์”พระนายสาธยาย “จะเอาเวลาที่ไหนมาซึมงานยุ่งจะตาย”


บีมกลอกตา หาได้เชื่อถือคำพูดของเขาสักนิดไม่ “คุณชายปากแข็งไปหน่อยนะครับผมบอกแล้วไงว่า... หลงรักผัวเขาน้ำตาเช็ดหัวเข่ายันตาตุ่ม”


“ไอ้เชี่ยบีม”เขาแยกเขี้ยวเป็นการปรามมองบีมรินเบียร์ใส่แก้วดื่มอั้กๆแล้วรับมาดื่มด้วยสองสามอึกก่อนจะส่งแก้วคืนไป


เขาเสไปมองนอกห้องครัวผ่านพื้นที่โล่งหน้าเคาน์เตอร์แสงไฟสีส้มที่สาดกระทบโต๊ะเก้าอี้ที่ยกขึ้นเพื่อทำความสะอาดพื้นเตรียมปิดร้านยิ่งเพิ่มความรู้สึกเหงาหงอยเงาสะท้อนที่ปรากฏในกระจกเป็นผู้ชายวัยทำงานสองคนที่ตัวติดกันเป็นตังเมคนหนึ่งดูนิ่งหน้าตาไม่แยแสโลกอีกคนก็ดูยียวนกวนตีนหากไม่นับวีรกรรมทะลึ่งตึงตังสมัยอายุสิบเจ็ดสิบแปดที่เขากับมันทำร่วมกันมาหรือความใกล้ชิดที่เรียกได้ว่าใกล้เคียงระดับผัวเมีย เขาและบีมจัดได้ว่าเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ใจกันยิ่งกว่าคนรักเป็นไหนๆ


ไม่มีใครเลือกเนกไทให้เขาได้ถูกใจเท่าไอ้บีมและไม่มีใครซื้อเสื้อผ้าถูกไซส์ให้มันใส่ได้เป๊ะๆเท่าเขาบีมทำงานธนาคารแต่มันก็ไปหาสถาปนิกฝีมือดีที่มาทำร้านให้เขาตั้งแต่ยังไม่ทันอ้าปากขอร้องส่วนเขาก็ไม่เคยลืมวันเกิดพ่อแม่และอาม่าของไอ้บีมแม้บางครั้งจะก้าวก่ายบางเรื่องจนขัดใจกันบ้างแต่บีมกับเขาไม่เคยล้ำเส้นความเป็นเพื่อนและมั่นใจว่าต่างฝ่ายต่างไม่คิดจะเสียมิตรภาพอันยาวนั้นนี้ไป


“มึงมันปากแข็งแล้วก็หัวรั้นไม่ยอมตัดใจทั้งๆที่ไม่มีอนาคต” ไอ้บีมบ่น “แล้วไงล่ะเป็นพระเอกดีนักเจอเขาแอบไปหมั้นกันที่อังกฤษเหลือมึงเป็นหมาหัวเน่าคนเดียว”


หมาหัวเน่าคนที่ว่ายักไหล่ เลื่อนตัวเองขึ้นไปนั่งบนเคาน์เตอร์ทำอาหารที่ถูกเช็ดจนสะอาดเอี่ยมแล้วถอดแว่นตาออกมาเช็ด พลางปัดผมที่ตกลงมาปรกหน้าขึ้นไปทัดหู 


มีอาจารย์อาวุโสในคณะหลายคนที่ออกปากบ่นว่าผมเผ้าของเขายาวเกินไป เขาคิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระแต่เลือกที่จะไม่ต่อล้อต่อเถียง ใครจะไม่ชอบรูปลักษณ์ภายนอกของเขาแล้วยังไงล่ะ พระนายชอบตัวเองที่เห็นในกระจกและก็คิดเข้าข้างตัวเองหน่อยๆ ด้วยว่ามันค่อนข้างจะอยู่ในเกรด AAA ฟิทช์เรตติ้งแบบเดียวกับหุ้นชั้นดีในตลาดหลักทรัพย์


น่าเศร้า ที่นักลงทุนอย่างกล้าณรงค์กลับเลือกที่จะไม่เก็บหุ้นตัวนี้ไว้แต่กลับไปช้อนซื้อหุ้นปั่นอย่างคุณเจนแทน ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนแล้วเขาคิดว่ากล้าณรงค์ควรใช้สัญชาตญาณที่เฉียบแหลมในการเลือกลงทุนให้ชาญฉลาดกว่านี้แต่ทั้งหมดนี้ก็อาจจะเป็นเพราะความริษยาบังตาก็ได้


“มึงรู้บ้างไหมพระนายว่ากูเกลียดมึงตอนไหนที่สุด”คำถามมาพร้อมร่างอุ่นๆของไอ้บีมที่ดื่มเข้าไปแล้วพอประมาณมันกอดเขาไว้หลวมๆเอาคางมาเกยที่ไหล่กว้างของเขามือหนึ่งก็เล่นเนกไทแบรนด์เนมที่เขาสวมอยู่ไปด้วยพระนายดึงเนกไทตัวเองขึ้นพาดไปด้านหลังแล้วเอียงคอมองอีกฝ่าย


“เมาหรือเปล่าเนี่ยนึกยังไงมาอ้อน”


“รู้บ้างไหมว่ากูเกลียดมึง”


คำถามที่ออกมาจากปากฟังดูน่าประหลาดใจ ริมฝีปากของไอ้บีมเคลียอยู่ที่หูแก้มของเขารู้สึกถึงความสากๆ ของตอเคราที่ไม่ได้โกนมาสองสามวันน้ำหอมผู้ชายที่ลอยมาปะจมูกก็เป็นกลิ่นคุ้นเคยไม่เปลี่ยนมาแล้วหลายปี


“เหรอ? ตอนไหนล่ะ? กูจำเป็นต้องรู้ตัวเปล่า”


“เวลาที่มึงทำท่าเหมือนไม่ยี่หระต่อเหี้ยอะไรสักอย่างที่เกิดขึ้นแล้วสุดท้ายก็ต้องมานั่งซึมอยู่ห้องกูไม่หลับไม่นอนถามกี่ครั้งก็เอาแต่พูดว่าไม่เป็นอะไร พอตอนเช้าแม่งก็เอายิ้มปลอมๆไปสอนที่มหา’ลัย”


“ยิ้มปลอมๆแต่ช่วยให้ทำงานได้ไม่ดีตรงไหน”


“ยิ้มตอแหลของมึงไม่ใช่เหรอที่ทำให้ใครต่อใครมานั่งดักรอที่ร้านนี้ในคืนวันศุกร์เพราะเขารู้ว่าเจ้าของร้านจะมามึงนั่งคุยกับโต๊ะนั้นทีโต๊ะนี้ทีหว่านไปทั่วแต่สุดท้ายมึงก็ไม่เคยให้เบอร์ใครเลย เอาแต่มองพี่กล้าคนเดียวโดยที่รู้อยู่แก่ใจว่าเขาไม่มีทางสนใจมึง”


สิ่งที่บีมพูดเป็นความจริงที่เจ็บปวด เจ็บจนชินชาเสียแล้ว


“ตัวเลือกของมึงออกจะเยอะแยะ ทำไมต้องเป็นพี่กล้าวะ ลูกค้าตั้งหลายคนที่อยากจะเป็นตัวเลือกของมึง อยากจะกระโจนขึ้นเตียงกับมึงจะแย่แล้วทั้งผู้หญิงผู้ชายขนาดนักศึกษายังมาเทียวไล้เทียวขื่อจีบเนียนๆ จนห้องพักอาจารย์ไม่เคยจะว่าง”


“มึงก็พูดไป...กูเป็นอาจารย์ จะมีนักศึกษามาหาบ้างไม่เห็นแปลก”


“มึงลองไม่ขับรถไปสอนสักวันสิขี้คร้านจะมีทั้งนักศึกษาทั้งอาจารย์ต่อคิวอาสามาส่งถึงบ้าน” 


“นักศึกษาใครอยากจะยุ่งกับกู  พวกนั้นดีแต่มาอ้อนขอเกรดเท่านั้น พูดอะไรไม่เห็นจะรู้เรื่อง”


“นักศึกษาลูกครึ่งญี่ปุ่นที่ชื่อจิระนั่นไงบุกมาหามึงถึงร้านเลยไม่ใช่เรอะ”


“นั่นมันเรื่องบังเอิญหรอกน่า” พระนายบอกปัดแต่ก็คิดอยู่ตงิดๆว่านักศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจภาคอินเตอร์คนนั้นต้องแอบสะกดรอยตามเขาอยู่แน่ๆจึงสามารถโผล่มาอ้อล้ออ้อนทุกเช้าวันพุธและศุกร์ก่อนเข้าชั้นเรียนไม่เคยขาด “เด็กนั่นมีแฟนอยู่แล้วแถมตัวติดกันเป็นตังเมมึงอย่ามามั่วว่านักศึกษามาจีบกู”


ไอ้บีมทำเสียงจิ๊จ๊ะอย่างหมั่นไส้ “ไอ้หนุ่มลูกครึ่งผมยาวนั่นน่ะเหรอกูว่าจิระเขาดึงมาแก้เขินมึงเท่านั้นล่ะวะ”


พระนายยักไหล่บีมก็ช่างไม่รู้อะไรเสียเลยว่าการเป็นอาจารย์นี่แหละที่ทำให้เสียโอกาสการคุยกับคนที่น่าสนใจไปเป็นร้อยเป็นพันเพียงเพราะคนเหล่านั้นอยู่ในสถานะนักศึกษา ใครจะไปละเมิดจรรยาบรรณความเป็นครูของตัวเองได้ลงใช่ว่าจิระจะไม่น่ารัก ทั้งขาว ทั้งทะเล้น ทั้งยิ้มเก่งหรือใช่ว่าเด็กหนุ่มๆ ในแก๊งทโมนหลังห้องนั่นจะไม่ตรงรสนิยมส่วนตัวของเขา แต่พระนายก็ทำได้แค่มองเมินแล้วทำไม่รู้ไม่ชี้เท่านั้นล่ะ


เอ๊ะ…พอพูดถึงจิระทำไมรู้สึกตงิดๆอะไรชอบกล แฟนของจิระคนนั้นเหมือนเคยเจอกันมาก่อนแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก


“แล้วการที่มีคนมาเสนอตัวให้กูเยอะเนี่ย มันเป็นเหตุผลที่มึงเกลียดกูหรือเปล่าล่ะ” นักเศรษฐศาสตร์มักจะเย็นชากว่ามนุษย์ทั่วไปพระนายคิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่เราหวั่นไหวได้น้อยเหลือเกินจนกระทั่งมีอะไรบางอย่างที่สะเทือนจริงๆแต่สิ่งที่บีมพูดก็จริงแม้แต่นักศึกษาที่โดดเด่นอย่างจิระคนดังของมหาวิทยาลัยยังเข้าหาเขาอย่างเปิดเผยชนิดไม่คิดจะปกปิดเจตนาเลยด้วยซ้ำ ดังนั้นยอมรับก็ได้ว่าเขาน่ะป๊อบปูลาร์ไม่น้อย


“มึงแม่งง่าว” จู่ๆคนที่กอดอยู่ก็รัดแน่นแล้วตบหลังดังป้าบ “ถือว่าเตือนแล้วกันถ้ามึงยังวิ่งตามพี่กล้าอีกกูจะเกลียดมึงจริงๆแล้ว”


“กลัวจะแย่แล้วครับพี่บีม” พระนายตอบยวนแล้วเป็นฝ่ายผลักหัวอีกฝ่ายออกเชิงหยอกล้อ “วิ่งตามมาหลายปีแต่ตอนนี้วิ่งไม่ไหวละช่างแม่งเถอะความรักมึงไม่ต้องมาห่วงกูหรอกช่วยห่วงตัวเองเหอะดื่มเข้าไปกี่เหยือกแล้วจะขับรถกลับเองได้ยังไง”


“แน่ใจว่าจะหยุด?” ทั้งๆที่ออกจะเมาแต่สายตาที่จ้องมองมาออกจะจริงจังผิดปกติอยู่ไม่น้อย


“ชัวร์สัญญาสาบานกูออกจากเกมแล้ว”


รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า ใครเคยบอกไอ้บีมไหมว่าหน้าตาโคตรเจ้าเล่ห์อย่างกับหมาจิ้งจอกตัวเล็กๆ ที่สวมรอยเป็นกวางน้อยแล้วรอคอยที่จะตะครุบเหยื่อที่หลงกล “งั้น… พิสูจน์กับกูดีไหม”


พระนายมองดวงตายั่วเย้าของเพื่อนสนิท มือใหญ่ขาวละเอียดของมันเลื่อนมาดึงแว่นตากรอบสี
เงินของเขา

ระยะห่างถดสั้นจนเรียกได้ว่าระยะอันตรายริมฝีปากที่ขยับอยู่ตรงหน้าเหมือนมีแม่เหล็กดึงดูดให้เข้าใกล้ แก้มที่บุ๋มด้วยลักยิ้มของมันละลายใจเป้าหมายเด็กหนุ่มขบเผาะมาแล้วนักต่อนัก เสือปืนไวละลายใจด้วยลักยิ้ม “ลืมพี่กล้าได้แล้วไอ้นาย...มีคนอีกตั้งมากมายที่อยากนั่งสบตากับมึงแบบนี้แล้วก็...”


ลมหายใจมีกลิ่นของเบียร์ผสมบุหรี่ แน่นอนว่ามันไม่น่าพิสมัย แต่กลับดึงดูดอย่างน่าประหลาด ปลายจมูกของเขาทั้งสองคนแทบจะชนกันเหลือช่องว่างแคบนิดเดียวเขาเป็นฝ่ายยกแขนขึ้นโอบรอบคอของอีกฝ่ายไว้หลวมๆ สบตาอย่างท้าทายด้วยนึกสนุกขึ้นมา 


“คนตั้งมากมายที่ว่านั่นใครกันไม่เห็นมีใครโผล่มาในชีวิตกูจริงๆจังๆสักคนกูไม่นับพวกขาจรที่มาเสนอตัว”


“เด็กจิระนั่นไงลูกครึ่งญี่ปุ่นเคี้ยวอร่อยเหมือนกินซาชิมิแกล้มเบียร์”


“นั่นไม่นับว่าไงตกลงใครที่ว่าใครกัน”


บีมไม่ตอบแต่กลับดึงสะโพกให้เข้ามาชิดกันจนแน่นพระนายทำท่าจะโน้มใบหน้าไปรับริมฝีปากนั้น แต่ก็กลับแกล้งตวัดเนกไทของบีมเองขึ้นมาขวางริมฝีปากไว้ “ตอบมาก่อนสิ”


“ใครๆก็อยากขึ้นเตียงกับมึงทั้งนั้นแหละอาจารย์พระนาย”


“แล้วใครๆที่ว่าเขาจะยอมให้กูกินทุกคนหรือไง”


“ถ้าถูกพระนายเคี้ยวก็จะยอมเป็นขนมหวานให้ล่ะมั้ง”


“จริงๆแล้วขนมหวานก็ดีแต่ชอบแบบแซบถึงใจมากกว่านะ”


“ใครๆก็ชอบ”


เขานึกขันขึ้นมา เออใช่ เขากับมันมีรสนิยมการเลือกแฟนตรงกันพอดิบพอดีจะเปิบตับเด็กทั้งที จะกินหวานๆ ทำไม เสียดายโอกาส หลายต่อหลายครั้งแล้วที่บีมใช้คอนโดของเขาแทนโรงแรม (ฝากคีย์การ์ดไว้ให้เผื่อฉุกเฉินแต่กลับถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์เป็นประจำนี่ยังอุตส่าห์ซื้อถุงยางอนามัยเข้ามาเติมที่พร่องไปให้ก็บุญโขแล้ว) 


สายตาของบีมแพรวพราวตามประสาคนเจ้าชู้ไก่แจ้ แต่พระนายก็มั่นใจเกินพันเปอร์เซ็นต์ว่า ถึงแม้จะนัวเนียน่าหวาดเสียวแบบนี้แต่บีมไม่เคยคิดอะไรเกินกว่าเพื่อนกันมันเพียงแค่อยากปลอบใจเขาแต่ไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเองเป็นคนใจดีอ่อนโยนเดี๋ยวจะเสียภาพลักษณ์ผู้จัดการกองทุนรวมที่โหดระดับเขี้ยวลากดินของตัวเอง


“บีมมึงรู้ไหมคำว่า‘ใครๆ’จริงๆแล้วแปลว่า‘ฉัน’ ” พระนายแกล้งเย้า 


เขามั่นใจว่าตาไม่ฝาดที่เห็นไอ้บีมสะดุ้งเล็กน้อย บ่นอุบอิบว่าทฤษฎีบ้าอะไรไม่เคยได้ยินมาก่อน เฉไฉหลบตาไปทางอื่น ทีนี้พระนายได้ที จับใบหน้าให้เลื่อนห่างออกไปอีกเพื่อบังคับให้สบตากันอย่างท้าทาย “จะตอบมาได้หรือยังล่ะว่าใครๆหมายถึงใครกันแน่กูหรือเปล่า”


“ผู้ชายวัยเลขสามก็เหมือนอาหารหมดอายุ”


“นั่นเด็กที่สลัดรักไปบอกมึงเหรอคมเชียว”


“%$^&@ เถอะมึงกวนตีนไม่ดูเวล่ำเวลาเลยนะ” คนถูกจับได้โวยวายมือที่กอดเอวของเขาไว้ปล่อยเป็นอิสระทันทีสีหน้าและน้ำเสียงนั้นก็ออกจะติดงอนไม่ใช่น้อย “พอทีอุตส่าห์จะช่วยปลอบใจพวกรักคุดซ้ำซากเสียหน่อยหมดอารมณ์”


“ถ้าสารภาพมาดีๆก็อาจจะพิจารณาดูก็ได้”


“ขอให้อกหักทั้งชาติแล้วกัน” โดนแช่งไล่หลังอีกต่างหากแต่พระนายกลับรู้สึกสบายใจที่สามารถยอมรับกับตัวเองได้ว่าเขาเป็นคนแพ้ในเกมช่วงชิงความรักจากกล้าณรงค์และในความโชคร้ายนั้นก็ยังมีความโชคดีอยู่ที่ว่ามีใครบางคนที่คอยอยู่ข้างๆเสมอ


“แม่งขี้งอนจริงนะมึงเอ้าเก็บข้าวของไป๊จะตีหนึ่งครึ่งแล้วเดี๋ยวขับรถไปส่งที่คอนโด” 


“แล้วใครจะขับรถกูกลับไปให้ล่ะ”


“ทิ้งไว้ที่นี่ก็ได้ พรุ่งนี้เรียกแท็กซี่มาร้านเอา” พระนายเกลี้ยกล่อม


“เออๆ” อีกฝ่ายพูดอะไรอีกบ้างเขาไม่ทันตั้งใจฟังเขาเองก็ก้มหน้าก้มตาเก็บของแล้วก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นเงาตะคุ่มๆของอะไรบางอย่างปรากฏอยู่ด้านหลังประตูกระจกของร้านชายหนุ่มรีบกระชากแขนเพื่อนสนิท “นั่นใครวะ”


บีมเดินไปใกล้ประตูพลางเขม้นมองไปเห็นเงาตะคุ่มยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าร้านแสงไฟสีส้มสลัวภายในร้านทำให้เขาเห็นไม่ชัดใครต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่า แต่การยืนด้อมๆ มองๆ หน้าร้านอาหารที่ปิดแล้วตอนตีหนึ่งของคืนวันศุกร์เนี่ยคนสติดีๆ เขาไม่น่าจะทำกัน พระนายตัดสินใจเดินตามเข้าไป ทั้งที่ใจหนึ่งก็ลังเลกลัวว่าจะเป็นพวกโจรแฝงตัวมาแกล้งทำเป็นขอความช่วยเหลือแล้วฉวยโอกาสปล้นทรัพย์ เมื่อเดินไปใกล้ก็รู้สึกโล่งใจขึ้นเมื่อเจ้าของเงาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด 


ผู้มาเยือนอยู่ในชุดนักศึกษา  เนคไทมีเข็มกลัดตรามหาวิทยาลัยเดียวกับที่พระนายสอนหนังสืออยู่ อีกฝ่ายมีร่างกายสูงใหญ่และหนากว่าชายหนุ่ม   พอเห็นว่าเป็นนักศึกษาความระแวงก็ลดลงไปมาก เมื่อพระนายเดินไปถึงหน้าประตูก็สะดุดตากับสีหน้าขัดเขินของหนุ่มลูกครึ่งตัวโต ใบหน้าหล่อเหลาคมกริบประดับด้วยจมูกโด่งสวยและริมฝีปากที่หนาพอเหมาะพอเจาะ ดวงตาของเขาใต้คิ้วโก่งเป็นสีเขียวซีดมีขอบสีเข้มภายนอกดูแปลกตาอีกฝ่ายยกมือไหว้เขาท่าทางเก้กังแบบเด็กฝรั่งทั่วไป ผมสีน้ำตาลเข้มทั้งหมดถูกรวบไว้ด้วยหมวกผ้าย่นๆ แบบที่ฝรั่งชอบสวมกันเพื่อป้องกันผมไม่ให้ตกลงมารกรุงรัง


เพื่อนของจิระ? ความรู้สึกตงิดๆ ทำไมไม่หายไปเสียที


“อาจารย์หวัดดีครับ”


“เอ๊ะ” นี่มันนักศึกษาในแก๊งทโมนหลังห้องไม่ใช่รึ


หัวคิ้วสีน้ำตาลไหม้ขมวดมุ่นเข้าหากัน “อาจารย์จำผมไม่ได้เหรอครับ”


“ก็พอคุ้นๆหน้าอยู่แฟนเอ๊ยเพื่อนของจิระ...?”ประเด็นคือแล้วเพื่อนของจิระชื่ออะไรล่ะเนี่ย


อีกฝ่ายทำสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมาริมฝีปากบางเฉียบบึ้งตึงดวงตาสีเขียวกลายเป็นขุ่นอย่างเจ้าอารมณ์ “ไม่คิดจะเห็นใครอยู่ในสายตาเลยสินะครับผมเรียนวิชา EC106 เศรษฐศาสตร์เบื้องต้นกับอาจารย์พระนายนั่นแหละ”


“ขอโทษด้วยผมจำชื่อไม่ได้” เขาสารภาพซื่อๆสายตาคู่นั้นตวัดราวกับงอนรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างไรพิกล


ไอ้บีมหันมามองหน้าเขาทันที พระนายกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนที่นักศึกษาในคลาสมาเจอกันในที่อโคจร แม้ว่ามันจะเป็นธุรกิจถูกกฎหมายและเสียภาษีครบถ้วนก็เถอะ เขาไม่เคยบอกใครในมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำว่ามีกิจการร้านอาหารในย่านหรูหรากลางกรุงเทพ จะมีก็แค่เจ้าลูกครึ่งญี่ปุ่นที่ชื่อจิระที่รู้โดยบังเอิญเขาอุตส่าห์หวังว่าเจ้าตี๋นั่นจะไม่ปากโป้งคิดไม่ถึงว่าอยู่ดีๆสมาชิกแก๊งหลังห้องจะมาโผล่ที่นี่แถมยังมาแบบเป็นงานเป็นการเสียด้วย


“แล้วเธอมีธุระอะไรมาดึกดื่นขนาดนี้ — ชื่ออะไรนะ”


“ชื่ออะไรก็ช่างเถอะผมแค่อยากเอานี่มาส่ง” เด็กหนุ่มแปลกหน้ายังคงหน้าตาบึ้งตึงแม้มองผ่านกระจกก็ยังสัมผัสได้ถึงอารมณ์หงุดหงิดที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวร่างสูงล้วงเอากระดาษออกมาจากกระเป๋าสะพายข้างแบรนด์กีฬาแล้วลดตัวนั่งยองๆสอดกระดาษสีขาวปึกหนึ่งผ่านช่องว่างของประตูเข้ามาพระนายเผลอมองตามแพขนตายาวสีน้ำตาลเข้มกับจมูกโด่งสวยเฉียบจนถูกไอ้บีมใช้ข้อศอกกระทุ้งโน้มตัวมากระซิบข้างหู


…ลูกศิษย์มึงน่าขย้ำขนาดนี้นี่มึงทนไหวได้ยังไงวะ...


…สัส!…เขาไม่ได้ตอบออกไปแต่ชกมันแรงๆเข้าที่สีข้างจนร้องโอย


นักศึกษาที่เขาไม่รู้แม้แต่ชื่อออกคำสั่งด้วยสายตาให้รีบๆ หยิบขึ้นมาซะ พระนายถือโอกาสเหยียบเท้าไอ้บีมที่กำลังจะอ้าปากแซวเรื่องเด็กในสเปกของพระนายและทำท่าจะเริ่มขุดคุ้ยชีวิตรักในอดีตทั้งหมดของเขามาสาธยายโดยเริ่มจากคนหลังสุดที่เขาจงใจทิ้งไว้ที่ชิคาโก...


เพียงแวบแรกเขาก็ต้องประหลาดใจกับกระดาษฉีกที่มีตรามหาวิทยาลัยอยู่ด้านบนถ้าจำไม่ผิดเขาไม่ได้สั่งการบ้านไว้นี่นา และถึงจะมีสั่งไว้ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องตามมาส่งถึงที่นี่ พระนายรีบคว้ากระดาษขึ้นมากวาดตาดูก็พบคำตอบของข้อสอบกลางภาคที่เพิ่งจัดสอบไปในวันนี้  คำตอบทั้งหมดเขียนด้วยลายมือบรรจงในภาษาอังกฤษอ่านง่ายสบายตา แผ่นบนสุดมีลายมือภาษาไทยโย้เย้แบบเด็กประถมหกเขียนไว้ว่า




 

‘ผมทำข้อสอบได้แค่หนึ่งข้อจากห้าข้อเพราะเขียนภาษาไทยได้ช้ามากๆพอจะจำคำถามได้เลยลองส่งฉบับภาษาอังกฤษมาให้อาจารย์พิจารณาหวังว่าคงจะไม่แจก F หรอกนะคนน่ารักเขาไม่ใจร้ายกัน

ธีโอดอร์รหัส 54012012

ปล.ถ้าจบปริญญาโทจากยูชิคาโกมาได้ก็คงไม่มีปัญหาในการตรวจกระดาษคำตอบของผม’




 

พอเงยหน้าขึ้นมาก็ไม่เห็นนักศึกษาเจ้าของกระดาษคำตอบนั่นแล้วเขากวาดตามองคำตอบบนกระดาษก็พบว่าเป็นคำตอบอันสุดเพอร์เฟกต์ที่อาจารย์ผู้สอนเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นทุกคนบนโลกนี้คาดหวังจะได้เห็นระหว่างที่กำลังเพลิดเพลินกับการอ่านและดูคำอธิบายการเปลี่ยนแปลงของเส้นอุปสงค์จากกรณีศึกษาที่กำหนดให้ไอ้บีมก็ตบไหล่ปุๆแล้วกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงชั่วร้าย


“เด็กนี่จีบมึงอยู่เหรอ”


“เปล่า” เขาตอบสั้นๆแต่ไม่รู้ทำไมริมฝีปากจะกระตุกยิ้มอยู่เรื่อยเมื่ออ่านคำว่า‘คนน่ารักเขาไม่ใจร้ายกัน’อ่านกี่ทีก็อดยิ้มไม่ได้ลูกครึ่งไม่รู้ภาษาไทยลึกซึ้งนี่มันน่าหยิกนัก


“อกหักจากคนแก่ไม่ลองเหลียวแลเด็กบ้างเหรอวะนักศึกษาเนี่ยเคี้ยวกรุบกรอบอร่อยเหาะเลยนะมึงยิ่งลูกครึ่งยิ่งตรงสเปกคุณพระนาย... คนก่อนก็ลูกครึ่งสเปนคนก่อนหน้านั้นก็เยอรมันคนหลังสุดลูกเสี้ยวโปรตุเกสกับสวีเดนมึงยังใจร้ายหนีเขากลับเมืองไทยหน้าตาเฉย...”


“ไม่ได้หนีบอกเลิกแล้ว”


“มึงบอกเลิกก่อนเขาเข้าสอบเสนอวิทยานิพนธ์”


พระนายกลอกตาหนี ไม่ยอมรับความผิด “เวลามีน้อยตัดสินใจแล้วต้องลงมือทำ”


“เหตุและผลของมึงมีตรรกะมากเลยนะ” ไอ้บีมแดกดัน “เชื่อกูดิทุกคนแจ่มกว่าพี่กล้าทั้งนั้นตั้งสามสิบสี่ก็ไม่สดเนื้อเหนียวเคี้ยวยากเด็กคนนี้แหละของดีอยู่ใกล้มือยังจะรออะไร”


“นี่มันนักศึกษา” แย้งเสียงเขียว


“นักศึกษาสิยิ่งดีต่อให้มึงหักอกเด็กมันก็ไม่บาปมากนะเว้ยเด็กๆหาคนดามใจได้เร็วคนนี้แหละเด็กเอ๊าะขบเผาะลูกครึ่ง — พระเจ้าไม่ได้ประทานนักศึกษาหล่อๆมาให้มึงกินทุกวันซะหน่อย”


“เชี่ยบีมสมภารไม่กินไก่วัด!” พระนายปรามเสียงเขียวที่เพื่อนซี้พูดจาเหลวไหล “ไม่ใช่ว่าคลำดูไม่มีหางก็ใช้ได้แล้วเป็นครูบาอาจารย์ที่ไหนเขาจะทำกัน”


ไอ้บีมขมวดคิ้วแล้วถอนใจ“อุตส่าห์จะช่วยหาคนดามใจ”


“…” ระอาใจเกินกว่าจะสรรหาคำมาด่าได้พระนายตัดสินใจเงียบแล้วอ่านข้อความบูดเบี้ยวอันเกิดจากความพยายามจนน่าเอ็นดูนั้นซ้ำอีกครั้งไอ้บีมชะโงกมามองด้วย


“นายลูกศิษย์ของมึงรู้ได้ยังไงว่ามึงเรียนจบป.โทมาจากที่ไหนเว็บไซต์ของคณะมีบอกเหรอ”


เว็บไซต์ของคณะไม่มีบอกและพระนายก็ไม่เคยบอกใครนอกจากพวกเพื่อนอาจารย์ด้วยกัน…นั่นสิไปรู้มาจากไหน

 








 

 

Talk : พระนายได้รับการต้อนรับจากแฟนๆ อุ่นหนาฝาคั่งเช่นเคย มีหน้าใหม่ๆ มาคอมเมนต์ด้วย ดีใจจัง สำหรับคนที่เพิ่งมาอ่านงานของกี้นะคะ.....อืม ขอให้อดทนกันไปค่ะ เพราะแนวเขียนไม่ใช่แนว mass จีบ จูบ กด หึง ตบ  ใครอ่านมานานๆ แล้วจะรู้ดี น่าจะเดาทางกันได้ แฮ่ แต่มั่นใจมากว่าได้ผลิตผลงานตามมาตรฐานของกีกี้ค่ะ 

อยากเขียนยาวกว่านี้แต่ลูกสาวชวนไปเล่นด้วย ไปก่อนนะคะ พุธหน้าเจอกันค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 82 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

474 ความคิดเห็น

  1. #465 Nidmitsu789 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 13:16

    -พี่กล้าหนีไปหมั้นถึงเมืองนอกแล้วยังจะกล้ามากอดแถมพูดแกมหยอกอีกนะคนทุเรศน่ะ

    #465
    0
  2. #447 unloveable_m (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2561 / 22:25
    ตามมาจากนิยายแนะนำ
    #447
    0
  3. #359 braben (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 / 17:24
    อ้ากกก ใช่มั้ยๆ T.ตัวนี้น่าจะนามสกุลธอมัสเซ่นป่ะ อื้อออ 5555 ขำอ่ะมีผัวเด็กไม่ใช่เมีย อั้ยยย หม่นหมองหมดแรงขนาดนี้เพราะเสียดายอะดิ้ 5555
    #359
    0
  4. #303 My Melody (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กันยายน 2557 / 15:29
    น่ารักมากเลยค่ะ จะรอซื้อนะคะ~
    #303
    0
  5. #297 carecarrot (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 กันยายน 2557 / 02:39
    โฮกกกกกกกกกกกกกกกกก พระนายน่ารักมากกกกกกงืออออ แล้วบีมเพื่อนพระนายคืออะไร๊ เล่นกันแบบนี้อ่านไปเสียเลือดไปค่ะ คือถ้าอนาคตหวานใจ(?)ของพระนายไม่มา เราจะจับบีมxพระนายแล้วนะคะ คือฟ้กวดงหา่กวหาฟ้่กาใมากกกกกค่ะ
    #297
    0
  6. #272 Ma-i (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 กันยายน 2557 / 19:36
    อ๊ากกก โมเมนต์ เพื่อนปลอบใจกัน มันช่างน่ากัดหมอนนนนน
    พี่กล้า อะไรเนี่ย ช่างยั่ว ช่างอ่อย คุณพระนายเหลือเกิน น่าหมั่นไส้อะ 
    แต่ ที่มาแรงสุด น้องธีโอดอร์ น้องช่าง น่ากัด น่ากิน น่าเลี้ยงดู มากๆๆๆ เกี่ยวมั้ย


    #272
    0
  7. #101 ladyangle (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 / 03:38
    งื้อออออออออออ จะไม่ทน!!!!!!!!  โมเม้นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อ??????นี่มันได้ใจไปเต็มๆเลย. ไหนจะหนุ่มลูกครึ่งอีก

    โอ๊ยยยยยยยยยย ไม่ไหวแล้วเจอดาเมจเข้าเต็มๆเลยงานนี้.  อ่านแล้วฟินแต่จะกรี๊ดก็ไม่ได้รูมเมทนอนแลัว T^T. เรื่องมันเศร้า
    #101
    0
  8. #63 Peridot_Garnet (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2557 / 02:02
    อ่านแล้วก็ให้นึกว่าทำไม๊ทำไมตอนเรียนไม่มีอาจารย์แบบนี้กับเค้าบ้าง ฮ่าๆๆ
    #63
    0
  9. #59 Dryad (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2557 / 20:00
    มีหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่มาให้กินตรึมเลยนะคุณพระนาย

    ว่าแต่หนุมน้อย ณ คอนโด จะโผล่มาเมื่อไหร่ หรือโผล่มาแล้ว !!
    #59
    0
  10. #56 ีuknowvry (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2557 / 18:08
    เด็กมาเหนือมากกกกก...
    #56
    0
  11. #43 tea (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2557 / 16:08
    เฮ้ย เจ๋งอะกิกี้ เค้าอยากกินเด็กบ้างเลย 55+



    สรุป2ตอนก็ยังไม่รู้ว่าใครจะกดใคร แล้วพระนายจะโดนใครกด



    เรื่องของกิกี้ยังเป็นแบบนี้ตลอด อย่าได้เผลออ่าน เพราะอ่านไปแล้วต้องตามอ่านจนจบ



    เดาไปก่อนก็ไม่ได้เดายังไงก็ไม่ค่อยถูก



    รอวันพุธหน้านะคะ จิริดูว่าพ่อธีโอดอร์จะยอมให้พี่พระนายกดมั้ย 55+
    #43
    0
  12. #41 pote16 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2557 / 21:03
    บีมให้อารมณ์เพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อมากมาย ใครสั่งใครสอนให้ปลอบใจคุณพระนายแบบนั้น
    คนอ่านจิ้นนะคะ บอกเลย

    อ่านตอนนี้แล้วเชียร์ให้คุณพระนายโดนเด็กกินค่ะ เค้าว่ากันว่ากินเด็กจะเป็นอมตะ (คุณท่าน ณ คาซัคบอกมา)
    แต่เราว่าโดนเด็กกินก็คงกระชุ่มกระชวยดีนะคะ
    #41
    0
  13. #40 Annko (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2557 / 20:48
    อ่านไม่จบสักที ปะติดปะต่ออยู่นั่นแหละ 555 หมายถึงตัวเราเองนะ

    คือพยายามจะอ่านให้ได้เรื่องราวจะได้คุยกะกี้ได้

    แต่มันยังไม่ค่อยต่อกันเท่าไหร่สำหรับเรา

    เอาเป็นว่า อ่านมาถึงตอนนี้ก็ยังจับทางอะไรๆไม่ได้เลย มีตัวละครเพิ่มมาให้สงสัยด้วย

    อย่างหนึ่งที่บอกได้คือเรารู้สึกว่า เรื่องนี้มันไม่ให้บรรยากาศเหมือนตอนเราอ่าน carta กะ Howling อ่ะ

    คือ2เรื่องนั้นจะมีบางบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนกัน เวลาที่เราตามผลงานนักเขียนที่แต่ง

    หลายๆเรื่องก็จะรู้สึกถึงแนวของเค้าจะเป็นเอกลักษณ์นิดๆ เรื่องนี้เรารู้สึกว่ามันน่ารักดี

    อ่านแล้วสนุกแบบใสๆ ไม่ต้องคิดคำนวณ 555 ไม่ต้องถอดรหัส อิอิ

    มันสนุก น่าติดตาม จนเราคิดว่า ปล่อยมาทีละตอน..มันช้ามาก ><

    อยากได้รวมเล่มมาอ่านให้จบเลยทีเดียว 555+

    จะรอตอนต่อไปนะจ๊ะ

    ตอนนี้ขอบอกว่า...ชอบพระนายแล้วหล่ะ >//
    #40
    0
  14. #38 soneffiez (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 10:40
    กรี้ดดดด มาต่อแล้ว คือ มันดีอ่ะ!

    คือแบบมารอทุกพุธจิงจังอ่ะพี่กี้! ^o^ อยากให้มาทู้กกกกวัน :P แค่ตอนสอง มาแบบ เอ่อ ยังเดาทางพระนายไม่ออก จะรุกจะรับ เอ้อ เอาสิ

    พี่กล้า-พระนาย- บีม

    จิระ-พระนาย-สโตกเกอร์?-ธีโอดอร์?? แต่พอจะมีในใจ และคิดว่าคงเดาทางพี่กี้ออก อิอิอิ

    ถึงจะมาอาทิตย์ละครั้งแต่ก็ยาวจุใจใช้ได้เลยนะคะ ชอบอ่ะ! :D แอบใจสั่นเบากับฉากสยิ้วกิ้วระหว่างบีมกะพระนาย อย่านะพระนาย อย่าเสียท่าให้กับเพื่อนรักนะ เพราะอยากให้พระนายคู่กะใครอีกคน ครุคริ ฟินและมโนอยู่เบาๆ 55 มาต่อเร็วๆนะคะพี่กี้

    #38
    0
  15. #37 kukpig (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2557 / 09:07
    แอบซุ่มอ่าน ตอนแรกอ่านแล้วงงๆ ตอนที่สองเริ่มเข้าที่แล้ว

    อยากบอกว่าอจ.พระนายคะกิ๊กเด็กเถอะ มาถึงที่ขนาดนี้

    เหมือนที่เพลงร้องว่า "เด็กมันยั่วเลยหลวมตัวไปหน่อย" ไม่เป็นไรหรอก เนอะๆๆๆ
    #37
    0
  16. #35 munichblack (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 21:49
    โหหห ตัวเลือกเยอะขนาดนี้ ลืมๆคนเก่าไปเห๊อะ



    ว่าแต่ สรุปอาจารย์พระนายนี่รุกหรือรับอ่าาาาา หรือสลับกันได้???
    #35
    0
  17. #34 num1801 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 21:47
    แนวรั่วปนสาระคือแนวของพี่กี้(?)
    ว่าแต่น้องสโตกนี่กลิ่นแปลกๆนะ(?)
    #34
    0
  18. #32 Akifusa (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 18:49
    อันนี้เป็นสิ่งที่สงสัยมาตั้งแต่ตอนที่1แล้วค่ะ ตกลงพระนายจะไปกินเด็กหรือไปให้เด็กกินกันหนออ (//
    #32
    0
  19. #31 shikyu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 16:59
    คือตอนนี้ยังไม่รู้เลยนะว่าใครจะเป็นตัวพระตัวนาง
    #31
    0
  20. #30 serene (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 16:49
    อ.พระนายฮอตระเบิดเลย มีคนเทียวไล้เทียวขื่อขนาดนี้ จะไปปักใจกับพี่กล้านั่นทำไม

    เด็กหนุ่มลูกครึ่งวัยขบเผาะ กล้ามใหญ่ตัวโตก็น่าสนนะฮ้าาาาาาาาาา



    ปล.เพื่อนสนิทก็ดูหมือนจะคิดไม่ซื่อชอบกล หุหุ
    #30
    0
  21. #29 Pi[ran]ya faravel (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 15:19
    กรี๊ดดด พระนายจะมัวเศร้าใจกับคนที่เขามีคู่ไปแล้วทำไม ยิ่งกับพระนายที่มีเสน่ห์แรงถึงขนาดนี้แล้ว ไม่ต้องไปง้อหรอกค่ะ เสียเวลา



    แล้วเจ้าหนุ่มลูกครึ่งนี่ใครกัน แหม มาส่งกระดาษคำตอบอะไรกันตี1 ตี2 คะ แถมบุกมาถึงร้านอีก หึหึ น่าสงสัยมากๆ เลยทีเดียว แล้วไปรู้ได้ไงว่าพระนายจบป.โทที่ไหน



    เอ่อ แล้วตาเด็กเก็บของพี่ใหญ่นี่ใครคะ ยังไม่โพล่งมาแบบจะๆ จริงๆ สักที เราก็ลุ้นๆ อยู่ว่าจะออกตอนนี้หรือเปล่า



    สู้ๆ นะค่าไรเตอร์ เป็นกำลังใจให้จ้าาา
    #29
    0
  22. #28 Teatimes (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 14:37
    อ่านแล้วรู้สึกเหมือนถูกคุณกี้หลอก จากที่ตอนแรกอ่านแล้วขำๆเพราะรู้สึกเหมือนพระนายจะมีแต่พี่บ๊องๆ แต่พออ่านตอนที่สอง พระนายเป็นเด็กมีปม! ทำไมคุณกี้ทำกับพระนายของเค้าแบบนี้ สงสารอ่ะ เฮ้อ~ แต่ไม่เป็นไร เพราะยังไงพระนายก็มีเพื่อนดีๆ(?)อย่างบีม แล้วยังมีเด็กน้อยหนุ่มหล่อวัยขบเผาะโผล่มาอีก หวังว่าพระนายจะมีคนมาดามใจเร็วๆนะ คนก่อนน่ะช่างมันเถอะ ถึงขนาดแต่งงานแล้วยังมาหยอดนี่ถือว่าใช้ไม่ได้ เลิกยุ่งไปเลยดีกว่า อย่าได้แคร์ค่ะ เพราะเราหล่อ(?)เลือกได้



    ว่าแต่หนุ่มธีโอดอร์นี่คือเด็กที่ต้องรับเลี้ยงหรือเปล่าน้า ถ้าใช่เค้าเชียร์เต็มที่ เค้าชอบให้นายเอกถูกเด็กกิน(หรือกินเด็ก) จะรอลุ้น+อ่านตอนใหม่วันพุธหน้าน้า และอย่างที่หนุ่มน้อยบอก คนน่ารักไม่ใจร้าย เพราะงั้นคุณกี้อย่าลืมมาต่อเร็วๆเน้อ~
    #28
    0
  23. #27 Night_Memory (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 13:40
    แง่มมมม.. ชอบบบบมากเลยค่ะ! XD 
    แนวนิยายที่พี่กี้เขียนบอกเลยว่าหลงรักทุกเรื่องจริงๆ จะรอซื้อเก็บอย่างใจจดใจจ่อเลยนะคะ <3  

    คนน่ารักเขาไม่ใจร้ายกันเนี่ย ชวนให้นึกว่าสุดท้ายโพซิชั่นอาจารย์พระนายจะต้องพลิกแน่ๆ ฮาาาา..

    ที่สำคัญสเน่ห์แรงจริงๆนะคะอาจารย์ขา.. แถมสเปคเด็กลูกครึ่งซะด้วย ก็อย่างที่พี่บีมพูด นักศึกษานี่กรุบกริบค่ะ จะรักคุดอยู่ไย เดาว่าสุดท้ายอาจารย์พระนายก็ต้องเสร็จ(?)นักศึกษา เอ้ย เด็กคุณพี่ชายอยู่ดี  ฮ่าๆๆ
    #27
    0
  24. #26 mayel (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2557 / 13:33
    เด็กเก็บพี่ชายรึป่าว แอร้ยยยย
    #26
    0