[RE-UP] MASK BOY | T | หลงรักนายสุดหล่อ |

ตอนที่ 14 : 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,749
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 54 ครั้ง
    17 ก.ย. 62

- 13 -

การกระทำกับคำพูดตรงหน้าของตินติน ทำให้ฉันใจเต้นไม่เป็นจังหวะยิ่งกว่าที่เคย อีกทั้งยังทำให้นึกขึ้นได้ถึงคำพูดของพี่บีเบลก่อนหน้า ที่บอกว่า

“ถ้ามันพูดอะไร ก็แสดงว่ามันคิดจริง”

ทั้งสายตาและน้ำเสียงที่ตินตินใช้กับฉัน มันไม่ใช่การบังคับ หรือออกคำสั่ง หากแต่เป็นการเอ่ยบอกจุดประสงค์และอ้อนวอนให้ฉันคล้อยตามด้วย ฉันพยายามมองเข้าไปในตาขมเข้มของอีกคน เพื่อหาความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่เขาพูด แต่มันอันตรายกับใจเกินไปที่ฉันจะต้องสบตากับใบหน้าที่ไร้แมสปิดบังแบบนี้ แต่จู่ๆ อีกคนก็เอ่ยบางอย่างที่คล้ายการทวนความจำกับฉัน

“วันก่อนไม่ให้จูบเพราะแมสปิดอยู่ วันนี้จูบได้ไหม ไม่มีแมสแล้ว”

“ (=O=) ”

“ว่าไง อุตส่าห์ถามก่อนนะเนี่ย”

“นั่นเหตุผล?”
ฉันพูดออกมา มันคล้ายกับการจะถามเขานั่นแหละว่าสิ่งที่เขาพูดออกมามันคือเหตุผลที่ฟังแล้ว สมเหตุสมผลแล้วเหรอ

“จูบกันต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ?”
ตินตินย้อนถามฉัน ฉันยืนนิ่งและมองเขาแบบไม่เข้าใจ จะหาคำอะไรมาพูดให้อึ้งอีกสิถ้า และมันก็จริง ตินตินวางมือที่จับคางฉันอยู่ยื่นไปแตะที่กระจกบานใหญ่หน้าตู้เสื้อผ้าของฉัน ส่วนมืออีกข้างก็สอดเข้ามาที่เอวฉันพลางขยับให้ตัวฉันแนบชิดเขามากขึ้น ในใจก็เหมือนจะตีกันว่าควรผลักเขาดีไหม แต่มือไม้นี่สิ แข็งทื่อไปไม่เป็น ตินตินเหยียดยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอ่ยคำพูดที่คล้ายกับความเห็นมากกว่าเหตุผลของเขาให้ฉันฟัง

“แค่อยากจูบ ไม่เห็นต้องมีเหตุผล”


“.............”

“เพราะถ้ามีเหตุผล คงอยากได้มากกว่าจูบ”

“ (O///O) ”
เขายกยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง ในตอนที่ฉันเบิกตากว้างเพราะคำพูดของเขา ก่อนเขาจะค่อยๆ ขยับใบหน้าเขามาใกล้ ใกล้ขึ้นและใกล้ขึ้นจนปลายจมูกสวยได้รูปของเขาเกยอยู่บนสันจมูกของฉัน ใบหน้าที่ไร้แมสปิดบังของอีกคน หยุดขยับไปในตอนนั้นก่อนจะเอ่ยคำพูด ชวนให้คิด ไม่สิเรียกว่าให้ตัวเลือกกับคนฟังน่าจะถูกกว่า

“ชีเน่”

“หะ...หื้ม?”

“ให้ฉันสัมผัสมันได้ไหม”

“......”

“โลกของเธอที่เธอบอก”

“.....”

“ให้ฉันรู้จักมันมากกว่านี้ ได้รึเปล่า?”
ลมหายใจพร้อมคำพูดที่ดูคนพูดจะตื่นเต้นไม่แพ้กันกับฉัน เอ่ยขึ้นคล้ายการขออนุญาตให้ฉันเปิดรับเขาเข้าสู่โลกของฉัน การกระทำของตินตินเปรียบเสมือนการยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าโลกของฉันแล้ว เหลือแค่ฉันที่จะยอมรับเขาเข้ามาหรือไม่

“ชีเน่”
ตินตินเรียกชื่อฉันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันต่างกับทุกครั้งตรงที่เข้าใกล้ของเราแทบจะไม่มีด้วยซ้ำ ตินตินยังคงนิ่งมองท่าทางของฉัน แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน ฉันรวบรวมสติจะเอ่ยท้วงเขา หากแต่ว่า

“นะ.........จุ๊บ~
ตินตินใช้จังหวะที่ฉัน เปิดปากเพื่อจะพูดกับเขา ประกบริมฝีปากนั้นลงมาในทันที เขาไม่ได้รุกล้ำ หากแต่แค่ประกบปากลงมาอย่างแผ่วเบาและขยับหน้าออกไปคล้ายการหยั่งเชิง เมื่อเห็นว่าฉันยังนิ่ง เขาก็ประกบริมฝีปากที่เพิ่งจะขยับออกไปเมื่อกี้ เข้ามาแนบชิดอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้ริมฝีปากของอีกคนกลับแนบชิดกว่าครั้งแรก อีกคนขยับเข้ามาใกล้ทั้งริมฝีปากและความอบอุ่นของเขาที่โอบรอบตัวฉันไว้ ฉันไม่รู้ควรทำอะไรเพราะรู้ตัวอีกที แผ่นหลังของฉันก็แนบชิดกับกระจกบานใหญ่ด้านหลังไปเสียแล้ว ตินตินไล่จูบไปทั่วกลีบปากทั้งบนและล่างของฉัน มอบสัมผัสที่ไม่ได้น่ากลัว หากแต่ทำให้ใจฉันลุ่มหลงจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ก่อนความหอมหวานที่อีกคนมอบให้จะค่อยๆ ขยับออกไปทิ้งความรู้สึกละมุนเล็กๆ ไว้ที่ริมฝีปากของฉัน ฉันรีบหลับตาลง เพราะไม่กล้าลืมตาขึ้นมาสบตากับเขา แต่ว่าเขา

“ถ้าไม่ลืมตา เราจูบอีกนะ”

“ (O///O) ”
ฉันเบิกตากว้างขึ้นมาทันที แต่ก็ไม่สามารถควบคุมความรู้ของตัวเองได้เลย มันตีวนกันในสมองฉันไปหมด นี่ฉันจูบกับเขาแล้วเหรอ สติกระเจิงหมดเลย ใช่ว่าตอนคบกับกอล์ฟจะไม่เคยจูบกันมาก่อน แต่กับตินตินมันอีกเรื่องหนึ่ง หากแต่คำพูดของอีกคน จะทำให้สติของฉันกลับมาอีกครั้ง

“ชีเน่”

“........”

“ห้ามพูดว่าในโลกของเธอมันน่าเบื่อแล้วนะ”

“........"

“ต่อไปนี้ โลกของเธอ ...จะมีฉันอยู่ด้วย”

“ (O.O?) ”

“เป็นประชากรคนแรกของโลก ที่ทำให้เธอไม่เบื่อ”

“ (O///O) ”
ตินตินพูดแบบนั้น ก่อนจะดึงตัวฉันเข้าไปกอดจนจมอก การถูกกอดโดยคนตัวโตกว่า ทำให้ฉันเอง ได้ยินเสียงจังหวะหัวใจของเขา ที่เต้นดังโครมคราม ไม่แพ้กันกับของฉัน ฉันไม่ได้กลัวเบื่อหรอกตอนอยู่กับนาย ฉันกลัวหัวใจตัวเองจะเต้นไม่ถูกจังหวะซะมากกว่า ...ตินติน

โลกใหม่ของฉันในเช้าวันต่อมา ฉันมาเรียนตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็มีแขกรับเชิญตามมาด้วยนี่สิ มันเลยไม่ปกติ

“ให้เรารอถึงเลิกเรียนไหมชีเน่”
ตินตินเอ่ยถามฉันทันทีที่รถของเขาจอดเทียบหน้าตึกเรียนของฉัน ทุกคนไม่ได้เข้าใจผิดค่ะ ตินตินเขามารับฉันแต่เช้าเพื่อพามาส่งที่ตึกคณะ ส่วนเขาที่ไม่มีเรียนก็พาพวกพี่ๆ ที่คอนโดเขามาขนของของฉันไปเก็บที่ห้อง (ใหม่) ของฉัน ฉันมองเขาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบในสิ่งที่ฉันคิด

“ไม่ต้องหรอก หลายชั่วโมง นายกลับไปก่อนเลย”

“งั้นเลิกเรียนมารับ”
ไม่รอให้พักหายใจ ตินตินสวนกลับความคิดของตัวเองกลับมาทันที เอาแต่ใจตัวเองจริงๆ ฉันเลยทำได้แค่พยักหน้าและเดินลงจากรถ

เท้าความกลับไปเมื่อคืน ฉันไม่ได้โดนอะไรมากไปกว่าการกอดและจูบ ตินตินทำเท่าที่เขาขอไว้ มันดีหน่อย ตรงที่เขาทำตามที่พูด แต่ไอสิ่งที่เขาพูดเมื่อคืนของเขา ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า ตัดสินใจถูกรึเปล่าที่ย้ายไปอยู่คอนโดนั่น

“ไปอยู่ด้วยกันก็ดีนะ”

“ (O.O) ”
ฉันหันมองตินตินที่จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา ในตอนที่เรากำลังนั่งดูทีวีที่โซฟากลางห้อง ก่อนอีกคนจะหันมาพูดแบบเมื่อกี้กับฉัน

“ฉันจะได้มีเวลาให้เธอเยอะๆ ไม่สิ ไม่สิ เราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันเยอะ”
ฉันทำหน้าไม่เข้าใจใส่เขา ต่างกับเจ้าตัวที่เอาแต่หัวเราะอย่างชอบอกชอบใจ

“ใครไปอยู่นายกัน เราก็อยู่ห้องเราสิ”
ฉันพูดก่อนจะเบนหน้าจากการมองอีกคนพูดเรื่อยเปื่อยไปทางทีวีตามเดิม หากแต่

“อยู่ที่เดียวกัน ก็เหมือนอยู่ด้วยกันแหละ คล้ายๆ”
ตินตินพูดออกมา ว่าแต่นั่นคำอธิบายเหรอ เริ่มจะกลัวขึ้นตอนบอกว่าเหมือนอยู่ด้วยกันนี่แหละ

“ตรรกะอะไรของนาย”
ฉันเอ่ยถาม อีกคนไม่พูดตอบแค่ยิ้ม แถมเป็นยิ้มที่ดูยังไงก็ไม่ธรรมดา มันเป็นยิ้มที่แอบแฝงความหมายบางอย่าง แต่ช่างมันข้ามไปก่อน

กลับสู่ช่วงเวลาปัจจุบัน ฉันเข้าตึกเรียนโดยมีโจโจ้กับโปเต้รอรับอยู่ที่หน้าตึก ไม่เรียกว่ารอรับเรียกว่ารอแซวซะมากกว่า

“ผู้มาส่ง”
โปเต้เอ่ยทันทีที่ฉันเดินเข้าไปใกล้ คงจะเห็นว่าฉัน เดินลงมาจากรถของตินตินเขาพอดี เอาเถอะ ฉันพยายามปล่อยผ่านคำแซวของเพื่อนและเดินนำหน้ามา หากแต่ภาพตรงหน้าที่ปรากฏกลับทำให้ฉันหยุดเดินทันที

“ชีเน่”
เสียงนุ่มทุ้มที่คุ้นเคย และห่างหายไปจากโสตประสาทฉันตลอดสามเดือน ตอนนี้กลับวนกลับเข้ามาหาฉันอีกครั้ง ฉันมองคนตรงหน้าที่เอ่ยทักทายด้วยการเรียกชื่อของฉันเอง สายตาที่เคยจ้องมอง ความเป็นตัวเขา ที่ฉันเคยหลงใหล คนที่ทำให้หัวใจฉันเคยสดใสมาก่อน เขาคือ “กอล์ฟ” แฟนเก่าของฉันเอง

“ไม่เจอกันนานเลยนะ”
คนตรงหน้ายังคงเอ่ยทักทาย เพราะเห็นว่าฉันเอาแต่จ้องเขาตาแข็ง ไม่สิ สายตาที่ใช้จ้องเขา มันไม่ควรจะเอามาจ้องคนเคยรู้จักด้วยซ้ำ

“......”

“อย่ามองเราแบบนั้นสิ” นั่นคือคำพูดของกอล์ฟ แต่คำพูดต่อมา

“ไม่ควรจะมองด้วยซ้ำ”
โจโจ้เอ่ยขึ้นมาจากด้านหลัง ก็เมื่อกี้เพื่อนฉันสองคนแอบแวะไปที่แคนทีน ส่วนฉันก็เดินตรงมาที่ลิฟต์ซะก่อน แต่ก็เจอกอล์ฟก่อนได้ขึ้นลิฟต์ซะด้วย โชคดีหรือโชคร้ายกันแน่

ว๊ายยย ยังไม่ตายเหรอพ่อคุณ”
โปเต้ที่เดินมาสมทบเอ่ย ทักทาย (มั้ง) กอล์ฟหันไปยิ้มให้มันสองคน เพราะตอนที่เขาเป็นแฟนกับฉัน เราสามสี่ห้าคนก็เคยไปอยู่ด้วยกันสนิทกันมาก่อน แต่ตอนนี้เพื่อนสองคนของฉันก็ไม่ได้รู้สึกกับเขาต่างกับฉันเท่าไหร่ มิหนำซ้ำอาจจะมากกว่าฉันก็ได้นะ

“สบายกันดีนะโจโจ้ โปเต้”
กอล์ฟยิ้มอย่างเป็นมิตร พลางทักทายเพื่อนทั้งสองของฉัน พวกนางสองคนมองเขาด้วยสายตาที่แทบจะมองบนอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนเพื่อนฉันทุกคนหรอกนะ ที่รู้สึกกับเขาแบบนั้น

“อ้าววว กอล์ฟ ไปไงมาไง”
เสียงของเนเน่ดังลอดมาจากด้านหลังของพวกเราทุกคน เธอหันไปโบกมือให้พี่โอ้ที่เพิ่งมาส่งก่อนจะรีบปรี่เข้ามาหาพวกเราทันที ตอนนี้นางอาจจะได้มีเรื่องไว้ข่มฉันไง เลยรีบมาซะเร็วเชียวแหละ

“สบายดีนะเนเน่”
เพื่อนฉันเขาก็รู้จักทุกคนแหละ เนเน่ยิ้มอย่างเป็นมิตร พลางสาดสายตามามองหน้าฉัน ฉันถอนหายใจให้คนตรงหน้ากับเพื่อนที่เข้ามาใหม่ ก่อนจะเอ่ยคำสั้นๆ ที่คนฟังก็น่าจะเข้าใจว่าคิดอะไรอยู่

“ไปนะ”
ฉันเอ่ยขึ้นมากลางวงล้อมตอนนี้ พลางจะเดินหลีกไป หากแต่กอล์ฟกลับคว้าข้อมือฉันไว้ซะก่อน โจโจ้กับโปเต้แทบจะปรี่ตัวมาหาฉัน แต่เนเน่กลับรั้งพวกเขาไว้ ฉันหันมองมือของกอล์ฟที่จับข้อมือฉันอยู่ พลางเอ่ยบอก

“ปล่อย”

“......”

“จะไปเรียน”
กอล์ฟยอมปล่อยมือออกตามที่ฉันพูด เพราะโทนเสียงที่ฉันใช้กับเขา เป็นโทนเสียงที่ฉันไม่เคยใช้ด้วยเลยตอนที่คบกัน มันเป็นสิ่งที่น่าจะพอแสดงออกให้เขาเห็นได้ว่า ฉันไม่อยากคุยด้วย เหมือนแม้แต่เจอหน้าตอนนี้ฉันก็ไม่คิดอยากเจอ หากแต่เรื่องประหลาด มักจะเกิดกับเราเสมอตอนที่ไม่ทันตั้งตัว

“จะไปเรียนได้ไง”
พวกเราทุกคนหันไปมองตามเสียงของผู้ที่มาใหม่จากด้านหลังพวกเรา โทนเสียงอีกเสียงที่คุ้นเคยกับโสตประสาทและช่วงนี้ได้ยินบ่อยที่สุด ก่อนมาเรียนก็ด้วย ตินตินเดินเข้ามาหาพวกเราพลางชูหนังสือเรียนของฉันที่ตอนนี้อยู่ในมือเขา เมื่อกี้คงมัวแต่รีบจนลืมหนังสือไว้ แต่ก็ไม่คิดว่าอีกคนจะเอามาให้ไง ใจดีได้ถูกเวลาเลยนะ

“ที่รักลืมหนังสือไว้บนรถค่ะ”
ตินตินเดินแหวกเพื่อนเข้ามาหาฉันพลางยื่นหนังสือให้ แต่เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อกี้เขาเรียนฉันว่าอะไร ที่รักเหรอ ไม่เคยได้ยินจากปากเขาเลยแฮะ แม้แต่คนตรงหน้าที่เพิ่งจะเจอหนุ่มแมสบอยที่เข้ามาร่วมคุยด้วยใหม่ยังพูดทวนคำพูดของเขา

“ที่รัก?”
กอล์ฟพูดทวนออกมาในสิ่งที่ตินตินพูดกับฉัน พลางมองมาที่ฉันแบบไม่เข้าใจ ก่อนจะเอ่ยปากถาม

“แฟนใหม่เน่เหรอ”

“..........”

“แต่นี่มันแฟนเก่าเนเน่เขาไม่ใช่รึไง”
ด้วยความเป็นแฟนเก่าฉัน มันทำให้เขารู้เรื่องนี้ แม้จะไม่เคยเจอกันจังๆ แต่กอล์ฟก็พอจะรู้อยู่ว่าก่อนหน้านี้เขาสองคนเป็นแฟนกัน ดังนั้นคำถามแบบเมื่อกี้เลยหลุดออกมาจากปากของเขา ตินตินยกนิ้วชี้ขึ้นเกาหัวของเขาก่อนจะเอ่ยตอบด้วยคำพูดสั้นและใช้นิ้วที่เกาหัวอยู่ชี้ไปที่เนเน่

“อดีต”
ก่อนที่นิ้วนั้นจะเปลี่ยนทิศทางมาที่ฉัน พลางเอ่ยคำใหม่ที่สั้นไม่แพ้กัน แต่ความหมายเป็นคำตรงข้ามกันสิ้นเชิง

ปัจจุบัน
ก่อนที่รอยยิ้มที่ถูกส่งมาผ่านแมสจะส่งไปให้กอล์ฟ ถึงแม้จะใส่แมสปกปิดใบหน้าอยู่ก็จริง แต่การที่อีกคนยิ้มจนตาหยีมันเลยทำให้เห็นได้ชัดว่าเขายิ้มได้ยียวนมากแค่ไหน กอล์ฟกัดฟันดังกรอดเหมือนระงับอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่พอจะฟังออกว่าเริ่มมีน้ำโหและถูกเก็บซ้อนเอาไว้ หากแต่คำตอบของตินตินต่างหากที่อารมณ์ที่กอล์ฟเก็บอยู่แทบจะพลุ่งพล่านขึ้นมากอีก

“กะจะจีบทั้งกลุ่มเหรอ?”

“ไม่นะ”
ตินตินเอ่ยตอบหน้าตาเฉย ก่อนจะตามมาด้วยอีกประโยคของเขา

“แค่ชีเน่คนเดียวก็ไม่อยากมีใครอีกแล้วล่ะ”
กอล์ฟเบนหน้าไปทางอื่นทันที ตินตินไม่ได้สนใจเขาเลยด้วยซ้ำ ก่อนจะหันมาคุยกับฉัน พลางยัดหนังสือในมือของเขาใส่มือของฉัน ก่อนที่มือนั่น จะเปลี่ยนตำแหน่งมาวางบนหัวของฉันพลางขยี้เบาแบบเอ็นดู เอ่ยบอกในสิ่งที่เหมือนจงใจจะให้คนรอบๆ ได้ยิน

“ไปเรียนได้แล้วค่ะ เรื่องมีสาระรออยู่”
ก่อนที่จะเปลี่ยนตำแหน่งมือของเขามาดันหลังของฉันให้เดินไปข้างหน้าโดยไม่ให้มองกอล์ฟอีก ส่วนโจโจ้กับโปเต้ก็เดินตามฉันมาพลางหันไปเอ่ยกับกอล์ฟก่อนเดินกลับมา

“ไปนะ ตรงนี้หาสาระไม่ค่อยได้”
พูดจบก็เดินตามฉันมาติดๆ จริงสิเนเน่เองก็เงียบไปเลย ตั้งแต่ตินตินชี้และพูดคำนั้นกับเธอ เหมือนเธอจะเดินขึ้นห้องเรียนไปก่อนพวกเราแล้วด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าจะคิดอะไรอยู่ แต่ช่างเถอะ ไม่มีเรื่องก็ดีแล้ว





TINTIN’ s TALK
ชีเน่กับเพื่อนๆ อาจจะรวมเนเน่เดินขึ้นห้องเรียนไปแล้ว ผมยืนมองพวกเขาเดินหายไป ก่อนจะหันมาทักทายกับแฟนเก่าของชีเน่อีกครั้ง ไอนี่ก็กวนอยู่ใช่ย่อย ขนาดผมพูดขนาดนั้นมันยังไม่ยอมไปไหนเลย ก่อนที่มันจะเอ่ยขึ้นมาตอนที่ผมทำท่าจะเดินกลับ ด้วยคำพูดที่ฟังยังไงก็ไม่ใช่คนเป็นมิตรเขาคุยกัน

“เดี๋ยวแกก็จะเบื่อแบบที่ฉันเบื่อ จำไว้”
มันคงจะหมายถึงชีเน่ และความเป็นเธอที่เธอเคยบอกผมไว้ก่อนหน้านี้ เรื่องนี้ผมก็พอจะรู้ว่ามันเป็นคนพูดกับเธอ เพราะสามเดือนก่อนในร้านเค้ก ผมก็อยู่ด้วยถูกไหมครับ

“ไม่นะ”
ผมพูดก่อนจะยักไหล่ให้ แต่มันก็ยังไม่หยุด

“เบื่อแน่ คนที่ชอบทำอะไรเดิมๆ แบบชีเน่ ไม่มีอะไรน่าสนใจสักนิด”

“มีสิ”
ผมสวนมันขึ้นมาทันที ก่อนจะเอ่ยบอกในสิ่งที่ผมอาจจะทำให้คนตรงหน้าเกิดอาการหัวร้อนขึ้นมาก็ได้นะ เหมือนจะเป็นแบบนั้น

“.......”

“บางที ชีเน่อาจจะมีบางอย่างน่าสนใจ มากกว่าที่แกรู้”
กอล์ฟที่เป็นแฟนเก่าชีเน่มองผมไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ ก็พอๆ กับเวลาที่ไอโอ้แฟนใหม่ของเนเน่มองผม สายตาก็ประมาณเดียวกัน ก่อนจะเอ่ยบางสิ่งออกมาพร้อมสายตากวนๆ นั่นของมัน

“คนเคยๆ ทำไมจะไม่รู้”
ผมมองมันนิ่ง คนพูดคงคิดว่าคำพูดแบบนี้อาจจะทำให้ผมหัวร้อนขึ้นมาได้ แต่ไม่หรอกครับ พี่ๆ ผมสอนมาดี ผมเลยยิ้มและเอ่ยตอบมันไปบาง ก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น หลังจากที่พูดจบ

“เคยๆ ...ก็แค่อดีต”

“..........”

“ตอนนี้ ...อาจจะมีของดีเพิ่มขึ้นก็ได้นะ
ก่อนที่ผมจะปล่อยให้มันยืนคิดของมันคนเดียว บางทีพูดดีๆ ก็ดีกว่าใช้กำลังนะครับ เชื่อผมไหมล่ะ




























ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 54 ครั้ง

3,333 ความคิดเห็น

  1. #3320 Kanijang_1630 (@Kanijang_1630) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 16:06
    ตินๆๆน่ารักมากลูก
    #3320
    0
  2. #3319 Charlinda88 (@Charlinda88) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 กันยายน 2562 / 09:22
    ตินตินน่ารักมากกกกก
    #3319
    0
  3. #825 kalakade (@kalakade) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 16:24
    เจิมมมมมม
    #825
    0
  4. #824 fandefsoul (@pppcheeze) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 19 มกราคม 2560 / 16:19
    เจิมมมมมมมม
    #824
    0