เล่ห์รักคณิกา (ตีพิมพ์กับสนพ.แสนรัก ในเครือไลฟ์ ออฟ เลิฟ)

ตอนที่ 8 : ความวิปริตขององค์ชาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,042
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 28 ครั้ง
    10 มิ.ย. 62

จวนอัครเสนาบดี

งานชมบุปผาถูกจัดอย่างยิ่งใหญ่ในจวนกว้างขวาง โดยการนำพรรณไม้นานาพรรณที่สวยงามและใกล้ผลิดอกเข้ามาตั้งอยู่ลานกว้างหน้าเรือนใหญ่ โดยจัดบรรยากาศให้หวานๆและร่มรื่น พร้อมกับบรรเลงเพลงพิณอยู่ที่ไกลๆ บริเวณที่จัดสวนครอบคลุมไปทั่วทั้งเรือนใหญ่จวบจนแอ่งน้ำกว้างที่อยู่หลังจวน พื้นที่ดังกล่าวจะปล่อยให้หนุ่มสาวเดินได้อย่างอิสระ ส่วนเหล่าผู้หลักผู้ใหญ่ตระกูลต่างๆจะนั่งจิบชาอยู่ในสวนข้างแอ่งน้ำ รอให้บุตรสาวบุตรชายเข้ามาบอกข่าวดี

หญิงสาวร่างสูงโปร่งอวบอัดทุกสัดส่วนก้าวย่างอย่างสง่างามเข้ามาในงานเลี้ยง บนศีรษะมีหมวกใบกว้างห้อยระย้าผ้าสีดำทึบปกปิดใบหน้าดูหน้าค้นหา ถึงร่างกายจะดูสมบูรณ์มากแค่ไหน แต่เพราะส่วนสูงที่เกินมาตรฐานทำให้นางเป็นจุดเด่นและส่งเสริมรัศมีรอบกายได้อย่างไม่อยากเย็น

ภายใต้ผืนผ้าสีทึบปรากฏใบหน้าอวบอิ่มดูสดใส หน้าผากตามตำราว่าด้วยลักษณะหญิงแลดูเกลี้ยงเกลา จมูกโด่งรั้นเชิดสวยแสดงถึงความดื้อรั้นของเจ้าตัว ดวงตาคมโตหางตายกขึ้นเล็กน้อยเหมือนนักปราชญ์ผู้รู้ คิ้วโก่งดังคันสร พวงแก้มอวบอิ่มสีชมพูอ่อนอย่างเป็นธรรมชาติ ลำคอยาวเรียวเชิดให้ใบหน้าสวยเย้ายวนนั้นแลดูสูงส่ง หากเปรียบตามตำราสตรีโบราณแล้ว คำเปรียบที่ว่าราวพญาหงส์เดินดินคงไม่ผิดนัก

เมื่อราวๆสองวันก่อน หลังจากเธอมางานเลี้ยงชมบุปผาแล้ว เธอจึงเข้าครอสรักษาผิวหน้าอย่างเร่งด่วน รวมทั้งน้ำหนักตัวที่พยายามลดอย่างหนักหน่วง ซึ่งผลที่ปรากฏออกมาไม่ทำให้แย่นัก รอบเอวของเธอเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นหายอย่างรวดเร็ว

เพราะอะไรหรือ เธออดอาหารทานแต่น้ำและผลไม้บางชนิดเท่านั้น โชคดีที่มี่เฟยคนนี้เป็นคนที่ระบบย่อยอาหารดี เมื่ออดอาหารหกมื้อ น้ำหนักจึงลดอย่างรวดเร็ว เมื่อน้ำหนักลดฮอร์โมนบางอย่างในร่างกายก็ดีขึ้นตามลำดับ รอยสิวฝ้าที่เพียรรักษามาก็จางลงจนแทบมองไม่เห็น อีกประการหนึ่งคงเป็นเพราะเดิมทีมี่เอ๋อคนนี้เป็นคนผิวพรรณดีนัก ถึงจะแปลกใจไปบ้างแต่ก็ไม่ได้คิดให้รกสมอง

หญิงสาวกวาดสายตามองรอบจวนอย่างเบื่อหน่าย เธอต้องเข้าสังคมมากหน้าหลายตามิคาดคิดว่ามามิตินี้เธอยังต้องตีหน้าเข้าสังคมอีกเช่นเคย แต่ว่า...เจ้าหนิงเอ๋อตัวแสบไปไหนกันเล่า

เมื่อราวๆยาม ซวี ( 19.00 น. จนถึง 20.59 น.) มีเกี้ยวหลังงามเคลื่อนมาหน้าหอโคมแดง สอบถามแล้วเป็นเกี้ยวของเจ้าหนิงเอ๋อ เธอจึงขึ้นมาอย่างไม่ลังเล เดิมทีเธอใช้เวลาคิดอยู่นานนักว่าจะออกจากหอโคมแดงอย่างไร แต่ปรากฏว่าแม่เล้าได้รับจดหมายเรียนเชิญจากใครสักคน เธอจึงออกมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

หลังจากจบเรื่องแม่เล้า เธอยังต้องมาหาวิธีจัดการกับเกี้ยวสองหลังที่จะมาถึงในเวลาข้างหน้า แล้วเธอก็ตัดสินใจ ว่าเกี้ยวหลังไหนมาถึงก่อนเธอจะไปกับหลังนั้น

“ให้ตายสิ เจ้าหนิงเอ๋ออยู่ไหนเสีย” มี่เฟยบ่นกระปอดกระแปด เจ้าเด็กน้อยนั่นไม่ยอมบอกสถานที่นัดหมาย ทำให้เธอเดินร่อนไปร่อนมาในงานเกือบๆครึ่งชั่วยามแล้ว ถึงจะเมื่อยสักเท่าไหร่ก็ยังไม่เท่าสายตาใคร่รู้จากคนรอบข้าง ชายหนุ่มน้อยใหญ่ต่างส่งสายตามาให้เธอ ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่มีหรือมี่เฟย อดีตนางแบบสาวเช่นเธอจะสนใจ

เฮ้อ...มี่เฟยพาร่างสูงสง่าของตัวเองเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ใกล้แอ่งน้ำ เธอนั่งลงกับพื้นดินเย็นฉ่ำก่อนจะชะโงกดูบนพื้นน้ำอย่างเงียบสงบ หรือเธอจะกลับหอโคมแดงเลย

“ในที่สุด..ข้าก็เจอเจ้า” กระแสเสียงทุ้มต่ำดังมาจากด้านหลัง ที่ให้มี่เฟยลุกขึ้นอย่างลืมตัวและหันกลับไปมองทันที บุรุษร่างสูงสง่าราศีจับ ลาดไหล่กว้างน่าพึ่งพิง ลำคอแกร่งต่ำลงมาเป็นกล้ามเนื้อหนาแน่นที่ถูกปกปิดใต้ร่มผ้า ใบหน้าคมจัดดูดุดันจนไม่น่าเข้าใกล้ แต่กระนั้นยังมีรอยยิ้มอ่อนโยนส่งมาให้บางๆ ดวงตาเหยี่ยวของเขาฉายแววรู้สึกผิดและขอโทษขัดกับรอยยิ้มของเขา

มี่เฟยมองชายตรงหน้าอย่างสำรวจ ในสมองส่วนลึกของเธอไม่เคยจดจำบุคคลนี้ได้ เธอเป็นคณิกามาสองเดือนเต็ม รับแขกเพียงไม่กี่ครั้ง มีหรือจะจดจำแขกของตนไม่ได้เลย “ท่านเป็นใคร”

“เจ้ามิรู้หรือ”

มาอีกแล้วคำถามประเภทนี้ ถ้าเธอรู้เธอจะถามเขาไหมว่าเขาเป็นใคร ช่างไร้สมองคิดเสียจริง มี่เฟยกรอกตามองฟ้าอย่างเบื่อหน่าย หากเป็นตอนออกงานครั้นยังอยู่มิตินู้น เธอคงคิดว่าเขาเข้ามาขายขนมจีบเป็นแน่ แต่ขอโทษเถอะแม้จะหล่อล่ำขยำใจแค่ไหน หากไม่เข้าตาเธอก็ไม่เสวนาด้วยหรอกนะ

“ข้าจำเป็นต้องรู้หรือ” เมื่อเจอคำถามตอบกลับอย่างเจ็บแสบคิ้วเข้มของเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหัวช้าๆอย่างไม่รู้จะทำเช่นไร เขาเมินคำตอกกลับของนางก่อนจะเอ่ยคำพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“งั้นจำข้าไว้ให้มั่น นามของข้าคือหวังหยางเจิ้น”

“ช่วยบอกเหตุผลที่ข้าต้องจำท่านได้หรือไม่” มี่เฟยเบะปากกว้างไม่สมกุลสตรีอย่างเบื่อหน่าย ผู้ชายคนนี้แปลกประหลาด เธอยังไม่เห็นความจำเป็นในการจดจำเขาสักนิด แล้วใยจึงยัดเยียดให้เธอรู้จักเขานัก

“หากอยากรู้ลองถามเจ้าหวางเฟยเสีย” เมื่อกล่าวจบชายหนุ่มคนนั้นก็หันหลังกลับหมายจะเดินจากไป แต่เพียงครึ่งก้าวน้ำเสียงทรงพลังก็พูดออกมาอีกครั้ง “ฝากบอกเจ้าหวางเฟยด้วย ใกล้ถึงเวลาแล้ว”

มี่เฟยมองตามชายคนนั้นไปอย่างมึนงง เขาดื่มสุราหนักไปหรือไม่ หรือระหว่างทางเดินจำเธอสลับกับใคร หรือเขากำลังซ้อมบทละครอยู่? ช่างน่าปวดหัวนักเชียว มี่เฟยถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

“พี่มี่เฟย” เสียงเล็กหวานใสดังใกล้เข้ามาทุกทีๆ จนปรากฏร่างเล็กของดรุณีวันสิบเจ็ดอยู่อีกด้านวันนี้หนิงเอ๋อสวมชุดสีชมพูอ่อน มีปิ่นปักผมน้อยใหญ่ปักเรียงลายสวยงาม เธอคิดไปเองหรือเปล่า แต่เจ้าเด็กนี่ดูสูงสง่ากว่าทุกวันนัก

“แฮ่กๆ ข้าขอโทษที่ไม่ได้นัดสถานที่กับท่าน ข้าเดินตามหาท่านตั้งนานที่แท้ก็อยู่ที่นี่” เด็กสาวพูดไปหอบไปอย่างรีบร้อน ราวกับว่าจะกลัวเธอหายไปไหน

“ไม่ต้องรีบหรอกหนิงเอ๋อ ข้ากำลังจะกลับพอดี” ความหงุดหงิดดูจะเท่าทวีขึ้นเมื่อคิดถึงต้นสายปลายเหตุจากการเดินครั้งนี้

“ไม่ อย่าพึงเจ้าคะ พี่มี่เฟยท่านรับปากจะช่วยข้าแล้วท่านจะผิดคำสัญญาหรือ” เด็กสาวโวยวายเสียยกใหญ่ หล่อนมีสีหน้ากระเง้ากระงอดแลดูน่ารักน่าชังนัก จนมี่เฟยแอบใจอ่อน เธอเป็นคนขี้หงุดหงิด เบื่อง่ายหน่ายเร็ว โกรธใครได้ไม่นาน อย่าพูดว่าโกรธเลย ตลอดระยะเวลาการเป็นนางแบของเธอ เธอมิเคยโกรธใครเลยจะดีกว่า

“เอาเถิดพาข้าไปหาพี่ชายเจ้าเสีย ตอนนี้ข้าง่วงเต็มทน” มี่เฟยเบื่อที่ต้องฟังคำอธิบายของนาง จึงตัดบทเสียดื้อๆ ซึ่งเจ้าตัวแสบก็แย้มยิ้มหน้าใหญ่เดินนำเธอไปยังเรือนอีกด้านด้วยความรื่นเริง ตลอดทางนางถามเรื่องสัพเพเหระไปเรื่อยจนมาหยุดหน้าเรือนหลังหนึ่ง

เรือนสีดำสนิทตั้งอยู่ไม่ไกลจากงานเลี้ยง บรรยากาศโดยรอบถูกตกแต่งด้วยเชิงเทียนหลายสีสัน มีผู้ชายท่าทางอ้อนแอ้นหลายคนเดินเข้าออกพร้อมๆกับหญิงสาวอีกหนึ่งจำพวกที่เดินอย่างกระวีกระวาด ดูวุ่นวายและครึกครื้นในช่วงเวลาเดียวกัน

“ที่นี่หรือ”

“ใช่เจ้าค่ะ เชิญพี่มี่เฟยทางนี้” ไม่ทันได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ข้อมืออวบที่เริ่มบางลงก็โดนจับจูงไปทันที หนิงเอ๋อลากเธอเข้ามายังประตูบานใหญ่ เหล่าคนใช้(เดา) ต่างค้อมศีรษะให้ก่อนจะเปิดประตูอย่างง่ายดายจนเธออดสงสัยไม่ได้ แต่กระนั้นก็มิมีเวลามาใคร่ครวญ

หนิงเอ๋อผลักหญิงสาวรุ่นพี่เข้าไปด้านในและกำชับเหล่าขันทีด้านนอกย่างหมายมั่น หากเกิดสิ่งใดหรือเสียงใดขึ้นห้ามมิให้ใครก็ตามเปิดเข้าไป จนกว่าดวงตะวันจะพ้นขอบฟ้า หากคนข้างนะเคาะเรียกก็จงเมินเสีย

ส่วนมี่เฟยเดินเข้าไปในเรือนอย่างงุนงง เธอเปิดประตูบานหนึ่งก่อนจะเดินเข้าไปช้าๆ ด้านในมีกลิ่นหอมอบอวลของน้ำมันหอมระเหยและแสงเทียนที่อยู่ไม่ไกล เธอเดินเข้าไปในห้องๆนั้นช้าๆและพบกับโต๊ะสุราที่หมดไปแล้วหลายไห แต่ไม่พบเจ้าของห้องเสียอย่างนั้น ช่างแปลกเสียจริงเรือนนี้ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ประณีตทุกระเบียบนิ้ว หากเป็นลูกสาวลูกชายเรือนอัครเสนาบดีจริง ไม่คิดว่างบประมาณในการสร้างเรือนจะเยอะไปหรือ เบาะรองนั่งจากไหมแท้ โต๊ะไม้อย่างดีที่ส่งจากต่างแดน ภาพวาดชดช้อยของสตรีร่อนจ้อนแขวนอยู่ราวๆสามสี่ภาพ

ช่างเป็นชายที่มากตัณหาอย่างที่หนิงเอ๋อกล่าวเสียจริง แต่..นั่น! มี่เฟยเบอกตาค้าง ริมฝีปากอวบอิ่มเปิดกว้างพอๆกับดวงตาคมที่มองสำรวจภาพหญิงสาวนางหนึ่งอย่างถี่ถ้วน

ร่างกายอวบอิ่มดูเย้ายวนแตกต่างจากภาพอื่นที่นางแบบจะผอมแห้ง ใบหน้ากลมใสไร้รอยสิวดูสว่างไสว ริมฝีปากอวบอิ่มเย้ายวนชวนให้ลอง จมูกโด่งรั้นเชิดสูง ดวงตาคมโตสีรัตติกาล หญิงสาวในรูปสวมเพียงเอี๊ยมสีแดงสดปิดครึ่งเต้า ไม่สิ มันไม่ได้ปิดส่วนใดนอกจากก้อนเนื้อกลมๆในรูป ดอกบัวคู่โตจึงเด่นหราชูชดยอดดอกน่าลิ้มรส

นี่..นี่มัน! ภาพเธอมิใช่หรือ! แตกต่างก็เพียงใบหน้าไร้สิวและดูกระจ่างใส แต่จะเป็นไปได้อย่างไรเล่า เธอพึ่งรักษาผิวหน้าหายเมื่อเช้านี้เอง มันพึ่งจะเกลี้ยงเกลาและยังมิมีใครได้เห็นมันสักคน เพราะเธอสวมผ้าคลุมหน้าตลอดเวลา

เช่นนั้นใครกันที่วาดภาพนี้..หน่มน๊มของเธอที่ชูชันบนภาพวาดราวภาพสามดีนั่นอีก! หากจะพูดถึงใครที่เคยเห็นดอกบัวของเธอ..ก็มี่เพียงคนเดียว..

“เจ้าเป็นคนที่หนิงเหยาส่งมาหรือ” ร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีขาวสว่างส่งผลให้ใบหน้าขาวเนียนของเขาดูมีรัศมีเปล่งปลั่งหลายเท่า ริมฝีปากบางแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดีเฉกเช่นบุรุษเจ้าสำราญทั่วไป..

มี่เฟยอ้าปากค้างมองเขาอย่างสับสนและใช้ความคิด

เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! องค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือ!!

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 28 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

762 ความคิดเห็น