เล่ห์รักคณิกา (ตีพิมพ์กับสนพ.แสนรัก ในเครือไลฟ์ ออฟ เลิฟ)

ตอนที่ 7 : เข้าใจผิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,097
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    10 มิ.ย. 62

ในห้องชั้นบนเกิดความเงียบสงบ ไม่มีแม้แต่เสียงสายลมยามค่ำคืน ทั้งๆที่ประตูระเบียงหาได้ปิด แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องยิ่งทำให้เห็นภาพต่างๆชัดเจนมากขึ้น องค์ชายเก้ายังไม่ละสายตาไปจากเรือนร่างอวบอิ่มของมี่เฟย ด้วยความใหญ่โตและเด่นชัดหาได้มีอะไรปกปิด ทำให้เขาละเลยในหน้าอันแสนอัปลักษณ์นั่นไปเสีย

เมื่อลองพิจดูแล้วคณิกาชั้นต่ำที่เขาเคยดูถูกนางทุกเมื่อเชื่อวัน นางกลับไม่ได้อัปลักษณ์ตามที่กล่าวเลย ถึงแม้ใบหน้ากลมอิ่มมีรอยตะปุ่มตะป่ำ ซ้ำวันนี้ยังน่าเกลียดจนไม่อยากมอง แต่ถ้าหากลองสำรวจดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว ใบหน้ากลมอวบมีคิ้วโค้งเรียวเฉียงขึ้นเล็กน้อยเข้ากับลักษณะความดื้อรั้นของเจ้าตัว ดวงตาสีรัตติกาลประกายแสงสกวาในความมืดหยอกล้อกับแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา จมูกโด่งรั้นแตกต่างจากหญิงสาวทั่วไป และริมฝีปากอวบอิ่มได้รูปสวยสีชมพูอ่อนไม่ต้องพึ่งพาสีชาด

หมิงซือสำรวจนางซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้จักเบื่อ เขามิรู้เลยว่าที่ร่างกายร้อนรุ่มและมองหญิงตรงหน้าเป็นสาวงามได้อย่างไร ที่กล่าวมาหาได้โป้ปดแม้แต่น้อย ร่างกายอวบอิ่มเย้ายวนไม่ได้ร่างน้อยอ้อนแอ้นเฉกเช่นคณิกาคนอื่นทำให้นางดูมีเสน่ห์ร้ายลึก ดอกบัวคู่โตชูช่อยอดดอกสีเดียวกับริมฝีปาก ถูกละเลยจากการเชยชมเพียงเพราะมีก้อนเนื้อบริเวณท้องมากเท่านั้น

หากนางรักษาผิวหน้าจนเกลี้ยงเกลา และไม่มีหน้าท้องนูนกลมแล้ว หญิงสาวตรงหน้านี้ ซูหยางหมิงซือรับประกันเลยว่าจะสวยงามไม่แพ้นางสนมในวัง

เมื่อได้พินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน องค์ชายเก้าผู้มากตัณหาจึงดึงสติกลับมาที่ตนเอง ก่อนจะรู้สึกปวดหนึบที่กลางกาย มันปวดร้าวจนแทบจะแตกออกมาเป็นเสี่ยงๆ ใบหน้าขาวนวลของเขาขึ้นสีเข้มมากกว่าทุกครั้งเมื่อมองน้องชายของตนที่ตั้งชูชันแข่งกับดอกบัวคู่นั้นใต้ร่มผ้า หัวใจแกร่งที่หน้าอกก็เกิดอาการประหลาดขึ้น มันเต้นเบาๆแต่แรงจนเขาเองก็รู้สึกได้ นี่หาใช่เขาชมชอบนาง แต่เพราะพิษไฟราคะในร่างกายเขากำลังประทุ!

ฝ่ายมี่เฟย เพียงครู่เมื่อกี้ที่กำลังแข่งขัน จริงอยู่ที่พูดยั่วยุเขาเพื่อให้พังฉากกั้น แต่มิคิดว่าเขาจะผลักมันออกอย่างง่ายดาย ดังนั้นเธอกะจะใช้เวลาที่เขาโมโหสวมใส่เอี๊ยมตัวในให้เรียบร้อย เพราะหากปล่อยไว้นาน สายลมเย็นๆที่พัดมาทางหน้าต่างคงทำให้เธอไม่สบาย

มิคาดคิด..ว่าองค์ชายผู้นี้จะมายืนจังก้าหน้าด้านมองหน้าอกหน้าใจของเธอเสียเต็มตา สายตาคมแสนอุกอาจมองมันซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างอาจหาญจนเธอรู้สึกตะลึงงงไม่ได้

เมื่อครั้นเป็นนางแบบ เธอต้องสวมใส่ชุดวาบหวิว แต่ทั้งหมดนั่นคืองาน เธอสามารถทำมันได้โดยต้องตั้งสติท่ามกลางสายตาคนทั้งหมด ไม่เคยมีครั้งใดที่เปลือยกายต่อหน้า แล้วครั้งนี้คืออะไร! หน้าอกหน้าใจแสนใหญ่โตของเธอโผล่ออกมาทักเขาเสียแล้ว! มี่เฟยหุบปากตัวเองลงช้าๆ พยายามดึงสติให้เข้าที่ เธอรู้ตัวดีว่าใบหน้าเธอร้อนเพียงใด

“คะ..คลุม.คลุมมันไว้เสีย..” หมิงซือกล่าวเสียงสั่น ทั้งๆที่พยายามทำให้มันมั่นคง เขาพยายามยิ่งนักที่จะฝืนร่างกายตัวเอง ความรู้สึกปวดหนึบเล่นงานเขาเจียนตาย ฝ่ามือเรียวยาวปลดเสื้อชั้นในของตนเองออก จนเห็นหน้าท้องขาวนวลที่ขึ้นเป็นรูปเป็นร่างเล็กน้อย บวกกับกล้ามแขนที่แม้ไม่ใหญ่โตแต่น่าลองกัดสักครา

มี่เฟยมองซิกแพกส์เขาอย่างหื่นกระหาย โดยไม่สนใจเสื้อสีขาวที่เขาส่งให้แม้แต่น้อย ปกติแล้วหากเธอเลือกควงนายแบบสักคน เธอจะชอบคนมีกล้ามชอบลูบไล้ชอบสัมผัส..และซิกแพกส์ของเจ้าเด็กตรงหน้า เธอไม่อยากยอมรับเลยว่าน่าฟัดให้ขาดใจ!

“จะ..เจ้ามองอันใด!” เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากนาง หมิงซือก็เริ่มทำตัวไม่ถูก เขาโยนเสื้อใส่หน้านางและโชคดีที่มันยาวพอจะปกปิดอะไรๆ ก่อนจะเอาแขนสองข้างกอดรัดตัวเองไว้อย่างหวงแหน จะไม่ให้เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร เมื่อครู่ที่ดวลกันนางพูดถึง ไรขนของเขา สตรีหน้าไม่อายเช่นนี้มองเขาราวกับจะกลืนกิน!

มี่เฟยไม่ได้ตอบอะไรกลับ แต่พอเห็นเขาทำท่าหวงแหนร่างกายเช่นนั้น นางจึงมองต่ำลงไปที่หน้าท้องตรงขอบกางเกงตัวบาง เธอสังเกตเห็นไรขนอ่อนๆที่เชื่อมต่อลงไปข้างล่าง เจ้าเด็กนี่มีไรขนจริงๆด้วยแฮะ มี่เฟยขบยิ้มอย่างเหม่อลอย ก่อนจะลองต่ำลงไปที่กลางหว่างขา เนื้อผ้าผืนบางดุนดึงออกมาข้างนอก มันตึงจนคับแน่นคล้ายจะระเบิด

หญิงสาวเบิกตาโต เมื่อมิติที่เธอจากมามีหลายครั้งที่เธอเกือบจะได้ลิ้มลองรสชาติราคะ  แต่เพราะคำทำนายบ้าๆและอาม่าที่บ้านคอยขัดขวางอยู่ตลอด ทำให้เธอไม่เคยได้ลิ้มรสและสัมผัสมันสักครั้ง..มันจะเป็นอะไรไหมถ้าหาก..

ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบกับดวงตาอีกคู่ที่รออยู่ก่อนแล้ว มันหวานช่ำเชิญชวนอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้ จนชายหนุ่มรู้สึกร้อนรุ่ม ร่างกายของคนทั้งคู่ขยับไปเองเหมือนควบคุมสติไม่อยู่ หมิงซือที่ไฟราคะจุดติดมานานพอควรแล้วขยับกายนั่งตรงหน้าหญิงสาว ก่อนจะโอบประคองปลายคางมนให้เงยขึ้นช้าๆ ใบหน้าของคนทั้งคู่เคลื่อนหากันทีละน้อย อีกเพียงไม่กี่อึดใจริมฝีปากของพวกเขาคงได้เชยชม ลิ้มรสไฟราคะ และมอบความหอมหวานให้แก่กัน..

ปังๆ!!

เสียงเคาะประตูห้องทำให้คนทั้งคู่ตื่นจากภวังค์ หมิงซือเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง..นี่เขาจะทำอะไร! เขาจะทำอะไรหญิงอัปลักษณ์ที่เขาแสนเกลียดชังกัน องค์ชายเก้ามองริมฝีปากอวบอิ่มเย้ายวนอย่างสับสน ใจหนึ่งอยากลองเชิญชม อยากรู้รสชาตินัก ส่วนอีกใจกลับพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวกับนาง เพราะนางทำเขาอับอายและแค้นใจ

หญิงสาวมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้านิ่ง เธอดึงสติสัมปชัญญะกลับมาครบถ้วน ถึงแม้เธอจะอยากลองสักเท่าไหร่ แต่ผู้หญิงที่อายุจะสามสิบอย่างเธอถือคติไม่กินเด็ก แล้วเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกัน..มี่เฟยกระพริบตาปริบๆอีกรอบอย่างเรียกสติ

“ทะ..ท่านจะปล่อยข้าได้หรือยัง” เสียงหวานใสที่หายไปนานพูดทักท้วงขึ้น กล่าวกับชายหนุ่มที่เอาแขนโอบประคองรอบเอวนางไว้ ส่วนมืออีกข้างเชยคางของเธอไม่ให้หันไปไหน เนื้อแนบเนื้อจนความร้อนในร่างกายของเขาแผ่มาถึงเธอ ยังดีที่มีเสื้อตัวในของเขาขว้างกั้นไว้

หมิงซือค่อยๆปล่อยแขนออกจากเอวกลมอย่างอ้อยอิ่ง มือที่ยึดคางนางไว้หวังจุมพิตก็ปล่อยออก มี่เฟยหันหลังให้เขาในระหว่างที่เขาเหม่อลอย นางก็จัดการกับเสื้อผ้าของตัวเองจนเสร็จสิ้น เธอยื่นเสื้อกลับมาให้เขาช้าๆ ฝ่ามืออ้วนกลมที่ถือเสื้อไว้ช่างทำให้เขาสับสนหนัก

ฝ่ามือเรียวขององค์ชายเก้าเอื้อมไปช้าๆจับมือมี่เฟยที่ยื่นเสื้อมาให้ ดวงตาต่างวัยสบกันอีกครั้ง แต่ครานี้มี่เฟยมีสติครบถ้วน เธอลองใช้สติคิดวิเคราะห์ตามความเป็นจริง ดูท่าว่าองค์ชายผู้นี้ยังคงติดอยู่ในบ่วงราคะเป็นแน่

“การแข่งครั้งนี้ถือว่าข้าชนะแล้วกันคุณชาย ท่านพังฉากกั้นมาดังนั้นข้าจึงเป็นผู้ชนะ” มี่เฟยยิ้มมุมปากอย่างถือดี ก่อนจะลุกออกไปจากห้องโดยไม่มีความลังเล ปล่อยให้องค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือนิ่งค้างอยู่แบบนั้น สติสัมปชัญญะดูเหมือนจะครบถ้วนโดยทันทีเมื่อพูดถึงความปราชัย

นาง!! นางชนะเขาอีกคราแล้ว!!

 “อีกอย่างเจ้าคะ” ก่อนที่ร่างกลมของหญิงสาวจะพ้นห้อง นางกลับยื่นใบหน้าที่ตกสะเก็ดเข้ามาอีกครั้ง ริมฝีปากอวบอิ่มยิ้มมุมปาก ดวงตากลมโตของนางมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าจนรู้สึกหนาวๆร้อนแปลกๆ

“อะ..อะไร!” เมื่อเห็นนางไม่เอ่ยวาจาใดแล้ว ความร้อนรุ่มและกำหนัดที่เกิดขึ้นเพราะสายตานางดูจะกำเริบขึ้นอีกครา เขาเป็นชายหนุ่มที่สมบูรณ์พร้อม แรงมากกว่าคชสาร เมื่อโดนดึงดูดด้วยอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นสิ่งเร้า จึงเป็นเรื่องปกติที่ สิ่งนั้น ของเขาจะพร้อมออกรบทันที

“ข้าแค่คิดว่า สิ่งนั้น ของท่านจะเป็นตามที่ข้าพูดหรือไม่ แต่เมื่อลองดูดีๆแล้วเมื่อครู่แสงจันทร์สาดส่องข้าว่า..ก็ใช้ได้นะเจ้าคะ ฮ่ะๆ” หญิงสาวหัวเราะอย่างอารมณ์ดีทั้งๆใบหน้ายังทีร่องรอยความขัดเขินเล็กน้อย “จัดการมันได้หรือไม่เจ้าคะ หรือจะให้ข้า..”

“อะ..ออกไปเสีย!!” หมิงซือตะคอกออกมาเสียงดัง นางยาวยวนเขา ปลุกเร้าเขาจนแทบบ้าคลั่ง ปั่นโทสะจนแทบกระอั่กเลือด หากเขาจะให้นางปรนนิบัติอีกคงได้อับอายจนมิกล้าสู้หน้าคนอื่นเป็นแน่

เพราะเหตุใดหรือ หากอยากเอาชนะใครสักคนแล้วเกิดพ่ายแพ้ เจ้ายังกล้าสู้หน้าให้นางทำเรื่องอย่างว่าให้อีกหรือ!

หมิงซือมีใบหน้าดำคล้ำขึ้นมาอีกเท่าตัว เขามองเสื้อในมือของตนเอง สลับกับ สิ่งนั้นที่โป่งพองในกางเกงมิยอมลง มารดามันเถิด! นางปั่นหัวเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก แล้วยังจะชนะเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง! มันน่าแค้นใจนัก เมื่อครู่เขามองนางเป็นเทพธิดาได้อย่างไร! แบบนี้มันนางมารชัดๆ

“หวางเยี่ยพ่ะย่ะค่ะ” เสียงมงจูดังออกมาจากประตู เมื่อครู่ที่เขาเคาะประตูเพราะรู้สึกความเงียบในห้องที่ผิดปกติ และเพียงเห็นมี่เฟยเดินออกมาจากห้องด้วยใบหน้าแดงก่ำยิ่งทำให้สงสัยไปอีกเท่าตัว

“มงจูไปตามเตียวหนิงมาพบข้า!”หมิงซือไม่ยอมให้คนสนิทถามอะไรทั้งสิ้น ในตอนนี้เขาต้องจัดการกับ สิ่งนั้น ให้เรียบร้อยเสียก่อน 

 

 

หลายวันผ่านพ้นไป

คืนนั้นหลังจากมี่เฟยกลับมายังห้องพักแล้ว เธอได้จดหมายลับฉบับหนึ่งมาจากคนเฝ้าประตู เขาบอกว่ามีคนฝากมาให้ ในตอนแรกก็สงสัยใคร่รู้ แต่พอได้ลองอ่านเนื้อความข้างใน ใบหน้ากลมอิ่มที่แผลตกสะเก็ดแห้งแล้วจึงได้แย้มยิ้มขึ้นมา

ในวันนี้เธอเดินทางออกมานอกหอโคมแดงอย่างลับๆโดยไม่ขออนุญาตแม่เล้า จุดนัดหมายของเธอก็คือโรงน้ำชาเหินฟ้า สถานที่แรกที่เคยได้พูดคุยกัน ใช่แล้วหนิงเอ๋อลูกสาวเศรษฐีที่ท่าทางน่ารักคนนั้นเป็นคนส่งจดหมายมา เธอและหนิงเอ๋อส่งจดหมายหากันบ่อยครั้งนัก จนเรียกได้ว่าเป็นสหายคนหนึ่ง ถึงแม้การส่งจดหมายแต่ละครั้งจะดูแปลกประหลาด แต่คงเป็นเพราะหนิงเอ๋อเป็นลูกสาวเศรษฐีทางบ้านคงเข้มงวดน่าดู

“มาแล้วหรือ นั่งก่อนสิพี่มี่เฟย” น้ำเสียงสดใสร่าเริงสมกับใบหน้าของเจ้าตัว ทำให้บรรยากาศโดยรอบดูมีชีวิตชีวาราวกับมีหมู่มวลผกาผลิบานเสียอย่างนั้น สรรพนามที่ใช้เรียกขานก็สนิทสนมชิดเชื้อกันกว่าแต่ก่อนมาก

“ขอบใจมากหนิงเอ๋อ” มี่เฟยแย้มยิ้มใต้ผ้าคลุมบางๆ วันนี้เธอก็เลือกผ้าคลุมสีทึบเช่นเดิมเพราะใบหน้าหลุดออกจากการตกสะเก็ดแล้ว เพียงแต่ยังเหลือร่องรอยแผลเป็นเล็กน้อยที่ต้องดูแลรักษา ต้องบอกว่าโชคดีนักที่สมุนไพรบางตัวที่นี่คล้ายคลึงกับมิติที่เธอจากมา ดังนั้นครอสความงามบนใบหน้าจึงเกือบสำเร็จลุล่วง

นอกจากนี้ด้วยความที่มี่เฟยมีพุงขนาดใหญ่ เธอจึงบริหารจัดการยึดพื้น วิ่งรอบเรือนพัก และโหนต้นไม้ทุกวันเป็นการเผาผลาญพลังงาน อาหารการกินที่ไม่ได้หรูหราของคณิกาชั้นต่ำก็เป็นอาหารคลีนได้โดยง่าย ก่อนนอนเธอก็จะดื่มน้ำมะนาวทุกครั้ง ตอนเช้าตื่นนอนก็ดื่มน้ำสองแก้ว ทำแบบนี้ทุกวันๆ

จนตอนนี้เริ่มรู้สึกสบายตัวและเดินเหินคล่องกว่าปกติถึงแม้หน้าท้องจะยังไม่ยุบ ส่วนอื่นก็เช่นกัน แต่ร่างกายภายในเธอกำลังปรับเปลี่ยน คาดว่าไม่เกินสองเดือนร่างนี้จะมีหุ่นที่เป๊ะขึ้นแน่นอน

“พี่มี่เฟย ข้ามีเรื่องจะปรึกษาท่าน” น้ำเสียงเว้าวอนของสาวน้อยช่างสะเทือนใจป้าแก่ๆแบบเธอยิ่งนัก ไม่รู้เพราะเหตุใดเธอจึงมีความรู้สึกรักเด็กคนนี้เหมือนน้อยสาวแท้ๆ ทั้งๆที่คุยกันได้ไม่นาน คงเข้าตำราที่ว่าคุยถูกคอกระมัง

“เรื่องอันใดเล่า”

“ท่านพ่อของข้าจัดงานชมบุปผาอีกสองสัปดาห์” 

“งานรื่นเริงหรือ เช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้ากำลังวิตกกังวลสิ่งใดเล่า” มี่เฟยเอียงหน้ามองเด็กสาวอย่างุนงง หากขึ้นชื่อว่างานเลี้ยงก็ต้องมีดนตรีและอาหารมากมาย เหตุใดเจ้าเด็กนี่ต้องถอนหายใจใส่เธอด้วย

“งานชมบุปผาความหมายของมันคือการจับคู่เพื่อให้ลูกหลานตระกูลใหญ่ได้ลองเจอกัน หากทั้งคู่ชมชอบกันทางผู้ใหญ่ก็จะมั่นหมายเกี่ยวดองไว้ครานี้ท่านเข้าใจความหมายของมันหรือไม่” หนิงเอ๋ออดที่จะส่ายหน้าอย่างเอือมระอาไม่ได้ถึงแม้งานชมบุปผาจะจัดขึ้นในชนชั้นสูงแล้ว แต่มีสตรีใดบ้างจะไม่รู้ความหมายของมัน หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะไม่เชื่อ แต่ตอนนี้เธอเชื่อแล้วเชียว สตรีนางนี้ มี่เฟยที่อยู่ตรงหน้าเธอไม่รู้จักความหมายของงานชมบุปผา!

“อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว แล้วเจอกังวลสิ่งใดเล่า” เมื่อลองนึกตามที่นางพูด มี่เฟยก็ยังไม่เห็นข้อเสียตรงไหนของงาน การที่หาสามีให้ลูกตั้งแต่เด็กย่อมดีนัก มิเช่นนั้นคงได้ขึ้นคานแบบเธอ เพราะชาติที่แล้วอาม่ามิยอมหาคู่มั่นหมายให้ ทำให้เธอเก็บพรหมจรรย์ขึ้นคานทองจวบจนอายุสามสิบ จนตอนนี้สิ่งสู่ในร่างนางคณิกา ร่างนี้ก็ยังไม่เคยถูกเชยชม

“ข้ายอมท่านจริงๆพี่มี่เฟย ท่านมิรู้หรือว่าข้ากังวลสิ่งใด” หนิงเอ๋อได้คำตอบเป็นการส่ายหน้าของหญิงสาวเธอมีสีหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อไป “ช่างเถิดเรื่องที่ข้ากังวลยังไม่เท่าอีกเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไรหรือ” มี่เฟยวางคางบนฝ่ามือตัวเอง นางยังมิถอดหมวกที่มีผ้าคลุมออก บอกตามตรงหากหน้าไม่มั่นเธอจะไม่ถอดเด็ดขาด เธอจำได้ดีเสี่ยวอ้อร้านนี้หมางเมินนางเช่นไร รอก่อนเถิดพ่อหนุ่มน้อย หากเธอสวยเมื่อไหร่จะมานั่งจิบชาจนทำงานกันไม่ถูกทีเดียว! มี่เฟยคิดอย่างหมายมาดก่อนจะมองสำรวจบริกรหนุ่มตามมุมต่างๆ ใช้ได้ๆ..หล่อล่ำ บางคนก็บอบบางแต่มีมัดกล้าม แค่นี้ก็ถือว่าผ่านแล้ว

“ท่านช่วยข้าได้หรือไม่”

“ได้สิ” หุ่นแบบนี้ได้เลยผ่าน..มี่เฟยมองก้นกบของบริกรอีกคนที่เดินมาใกล้ๆโต๊ะ เธอพึมพำออกมาอย่างไม่รู้ตัว โดยมิได้ฟังหนิงเอ๋อพูดแม้แต่น้อย ฝ่ายหนิงเอ๋อที่ได้รับคำยอมรับอย่างง่ายดายมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ

“ท่านสัญญากับข้าแล้วนะ”

“สัญญา..สัญญาอันใด” มี่เฟยดึงสติตัวเองกลับมาอีกครั้งเมื่อเด็กสาวที่เคียงข้างกันเขย่าแขนเสื้อเบาๆ เมื่อหันมาสบดวงตากลมโตฉายแววออดอ้อนปนน้อยใจเล็กน้อย ริมฝีปากงองุ้มน่ารักเหมาะกับนิสัยเจ้าตัว ทำให้มี่เฟยรู้ว่าเด็กสาวคนนี้คงจะพูดอะไรสักอย่างระหว่างที่เธอสำรวจชายงาม

“ท่านมิได้ฟังข้าเลยหรือ” น้ำเสียงกระปอดกระแปดน่าชังจนทำให้โดนมะเหงกกลางหน้าผากมลไปหนึ่งที

“ว่าอย่างไรเจ้าหนิงเอ๋อ เมื่อครู่เจ้าพูดอะไร”

“เฮ้อ..เช่นนั้นข้าจะพูดใหม่อีกรอบ” เพราะท่าทีเหมือนคนน้อยเนื้อต่ำใจทั้งหลาย ทำให้รอบนี้มี่เฟยตั้งใจฟังนางอย่างใจจดใจจ่อ และเมื่อฟังจบ ใบหน้ากลมของหญิงสาวก็ซีดเผือดฉายแววตื่นตะหนักอย่างชัดเจน

“ถือว่าท่านรับปากข้าแล้วนะพี่สาว อีกสองสัปดาห์ข้าจะส่งเกี้ยวไปรับที่หอโคมแดง” กล่าวจบดรุณีร่างน้อยก็จ่ายเงินและเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มี่เฟยคนงามนั่งอึนอยู่ที่เดิม เธอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ดวงตาคมโตทอดมองไปยังเส้นทางที่ร่างน้อยเดินหายไป

ช่างเป็นเด็กที่เอาแต่ใจเสียจริง

 

มี่เฟยเดินออกมาจากโรงน้ำชาแล้ว เธอยังครุ่นคิดสิ่งที่หนิงเอ๋อได้ขอร้องมา อีกสองสัปดาห์จะมีงานเลี้ยงชมบุปผาที่จวนท่านอัครเสนาบดีท่านหนึ่ง มันเป็นงานที่จับคู่ให้กับคุณหนู คุณชายหลายตระกูล แต่มีบุรุษผู้หนึ่งนั้นก็คือพี่ชายของหนิงเอ๋อ ชอบก่อเรื่องวิวาท เมามาย และเกี้ยวพาราสีสตรีไม่เลือกหน้า แม้บิดาของหนิงเอ๋อจะพยายามจับคู่ ให้พี่ชายนางสักเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะหาทางออกให้ตัวเองและหลบหลีกทุกคราไป หรือไม่ก็จะพังงานรื่นเริงของบรรดาคุณหนูทั้งหลายทิ้งเสีย

ดูแล้วคงนิสัยไม่ดีและเอาแต่ใจสุดๆ ส่วนเรื่องที่เธอหนักใจหรือ คุณหนูเอาแต่ใจนั่นขอร้องให้เธอควบคุมพี่ชายของนางให้อยู่แต่ในห้องรอว่าที่เจ้าสาวที่ท่านพ่อจัดหาให้มาถึงเพื่อให้ทั้งคู่ดูใจกันก่อนงานรื่นเริงจะจบ นางบอกว่ามิอยากให้พี่ชายออกมาอาละวาดเช่นงานที่ผ่านมา แต่เพราะบุรุษนั้นไซร้ชอบสิ่งสวยงาม หากมีคณิกาสาวไปอยู่เคียงข้างหลอกล่อให้อยู่แต่ในเรือนจนกว่างานจะจบ

แต่ดูเธอในสภาพนี้เสีย ร่างกายอวบอ้วนเหมือนยางมิสรีน หน้าตามีรอยแผลเป็นเหมือนคนเป็นเอดส์ ซ้ำยังบวมฉึ่งราวกับโดนผึ้งต่อยนับแสนตัว เธอยังจะใช้เสน่ห์ส่วนไหนดึงดูดชายมากตัณหาได้กัน  หญิงสาวเดินก้มหน้าก้มตา คิดไปถอนหายใจไป ไม่ทันได้ปฏิเสธสาวน้อย เจ้าหล่อนก็เดินออกไปเสีย ซ้ำยังย้ำนักว่าจักส่งเกี๊ยวมา แบบนี้เธอจำต้องทำตามที่นางขอใช่หรือไม่

“ย่าส์ ยุ่งยากเสียจริง” มี่เฟยนั่งทรุดตัวลงข้างทางก่อนจะเอามือเกาหัวตัวเองแรงๆเหมือนคนที่ตัดสินใจอะไรไม่ได้ โดยไม่สังเกตสายตาของคนรอบข้างสักนิด เหล่าชาวบ้านร้านตลาดมองนางที่ทรุดตัวลงนั่งเหมือนตัวประหลาด ยิ่งกิริยาท่าทางไม่สมหญิงของเจ้าหล่อนยังทำให้เหล่าประชาชีอยากรู้นักว่าหญิงสาวนางนี้เป็นธิดาบ้านไหน

“คุณหนูเจ้าคะ เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าคะ!” เสียงสาวใช้คนสนิทดังขึ้นด้านหลัง น้ำเสียงขาดๆหายๆบวกกับอาการหอบหายใจอย่างแรง ทำให้เธอรู้ได้ทันทีว่าเด็กสาวคนนี้คงใช้เวลาวิ่งตามหาเธอไม่น้อย

“ว่าอย่างไรชิงเอ๋อ มีเรื่องอันใดหรือ”

“อะ..องค์ชายเจ้าคะ!องค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือ!แฮ่กๆ”

“เจ้าเด็กนั่นอีกแล้วหรือ” มี่เฟยบ่นงึมงำในลำคอ ก่อนจะถอนหายใจดังเฮือก “ว่าอย่างไร เขาทำไมหรือ” หญิงสาวกระแทกเสียงถามอย่างมิใคร่พอใจนัก วันนี้เป็นวันซวยอะไรของเธอต้องคิดหาวิธีให้คุณชายนั่นอยู่อย่างสงบเสงี่ยม แต่ก่อนหน้านั้นเธอยังต้องคิดวิธีแอบออกมาจากหอโคมแดงโดยที่แม่เล้าไม่รู้อีก แล้วนี่อะไร อีตาองค์ชายจอมเอาแต่ใจนั่นจะหาเรื่องปวดหัวอันใดมาให้เธออีก!

“หญิงอัปลักษณ์!!” ยังมิทันที่ชิงชิงจะเอ่ยตอบคำถามใด ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลามีเคล้าความงามอยู่ในตัวก็เดินเชิดหน้าทำท่าหยิ่งผยองเข้ามาทันที สองแขนกอดกันไว้ที่หน้าอกเหมือนคุณชายที่ทรงอำนาจอะไรประมาณนั้น

เจ้าเด็กนี่คิดว่าตัวเองดูดีขนาดไหนเชียว..มี่เฟยอดเบะปากมองบนไม่ได้

“อ้าว ข้าก็คิดว่าใคร ที่แท้ก็เป็นท่านคุณชายที่..” หญิงสาวอดรนทนไม่ไหวที่จะให้เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้ทำท่าหยิ่งผยอง เธอจึงแสร้งกวาดสายตาลงมาช้าๆจนหยุดที่หว่างขาของชายหนุ่ม สายตาของนางเต็มไปด้วยแววตาดูถูกและสงสารถึงแม้เพียงครู่เดียว แต่องค์ชายเก้าที่รู้ว่านางจะกล่าวอันใด ใบหน้าขาวนวลกับเห่อร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

“เปิ่นหวางไม่เล็กนะ!!” เพราะความขาดสติทำให้องค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือตะโกนออกมาด้วยใบหน้าขึ้นสี โดยไม่ทราบว่าเกิดจากความเขินอาย หรือโกรธกันแน่ ภายในหัวของชายหนุ่มครุ่นคิดถึงเรื่องคืนนั้นที่เกิดขึ้น ดอกบัวคู่งามที่ยังติดตราตรึงใจแต่มิได้สัมผัส ยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียอีกเป็นเท่าตัว

ใยคืนนั้นเขาไม่ขืนใจนางไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด จักได้รู้ว่ามัน ใหญ่หรือ เล็ก’!! หมิงซือคิดอย่างคับแค้น เพราะคืนนั้นมัวแต่โกรธที่นางเอ่ยยั่วประสาทเขา ทำให้ทำอันใดมิถูก รวมกับภาพเย้ายวนที่ติดตราตรึงใจยิ่งทำให้สมองอันว้าวุ่นเตลิดไปอีก

“ข้ายังมิทันพูดอันใดเลยเจ้าคะ” หญิงสาวขยับยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี ท่ามกลางเสียงซุบซิบของชาวบ้านที่มองเธอสลับกับองค์ชาย และพวกเขาก็เลื่อนสายตาลงไปที่ ชายน้อยที่บุรุษตรงหน้าที่จู่ๆก็โพลงขึ้น

“เจ้า เจ้า!” อับอาย! นางทำให้อับอายอีกแล้ว!

มี่เฟยยกยิ้มอย่างผู้ชนะ จะโทษว่านางทำเขาขายหน้าก็ใช่ว่าจะถูก แต่องค์ชายผู้นี้ช่างอ่อนประสบการณ์ ไม่รู้จักควบคุมอารม์ อารมณ์ร้อน เอาแต่ใจ และไม่ยอมใคร ทำให้เขาพ่ายแพ้เธออยู่ร่ำไป หากเขาทำตัวสุขุมกว่านี้อีกสักนิด เขาคงเข้าตาเธอไม่น้อย

“คิก เปลี่ยนที่คุยดีหรือไม่คุณชายซูหยาง” หญิงสาวเริ่มกวาดสายตาคนที่มุงอยู่รอบๆ ดูเหมือนจำนวนคนจะมากกว่าเก่ามากนัก

“ใยเจ้าไม่เรียกเปิ่นหวางว่าหวางเยี่ยเสียที!” เขารู้สึกขัดหูขัดตากับสรรพนามที่นางเรียกเขานัก หลายครั้งหลายคราที่อยากจับนางโบยให้ก้นลาย แต่หากทำเช่นนั้นชาวบ้านก็จะสบประมาทเข้ามากขึ้นไปอีก

“ท่านว่าร้านตรงนั้นเหมาะแก่การพูดคุยหรือไม่” มี่เฟยชี้ไปยังร้านใกล้ๆ โดยไม่สนใจคำถามของเขาแม้แต่น้อย นั่นยิ่งทำให้องค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือเลือดขึ้นหน้ามากกว่าเดิมหลายเท่า!

นาง นาง ! นางเมินเขา! สองคราแล้ว! ตั้งแต่เกิดมาอายุสิบหกปี มีเหล่าข้าราชบริพานมากมายคอยเคารพเอาใจ ไม่เคยขัดใจเขาสักครา แม้แต่เสด็จพ่อก็ยังมิเคยขัดเรื่องการเที่ยวเล่นของเขา แล้วนางเป็นใครเล่า! ถึงกล้าเมินเขาสองครั้งสองคราเช่นนี้!

“เจ้า! เรียกเปิ่นหวางว่าหวางเยี่ยเสีย!” ท่าทางเหมือนหยิ่งผยองของหมิงซือยังไม่อ่อนลงแม้แต่น้อย เขากอดอกเชิดหน้ามองนางด้วยสายตาราวกับเศษขยะ นิ้วเรียวยาวลำเทียนตวัดชี้หน้าหญิงสาวอย่างเสียมารยาท

“หากท่านจะยืนตากแดด เช่นนั้นข้าขอตัวไปนั่งรอท่านที่ด้านนั้นนะเจ้าคะ” มี่เฟยยังคงเสแสร้งแกล้งเลี่ยงเช่นเคย นางเดินอออกไปท่ามกลางสายตาชื่นชมของผู้คนมากมายอย่างอาจหาญ โดยลากชิงเอ๋อสาวใช้คนสนิทให้ตามไปด้วย ไม่สนใจองค์ชายของแคว้นที่ยกนิ้วค้างไว้ที่ท่าเดิม

“เจ้า!!!หญิงอัปลักษณ์!!” เสียงตะโกนด่าทอไล่หลังไม่เป็นผลให้มี่เฟยหันกลับไปมองแม้แต่น้อย เธอกรีดยิ้มร้ายอย่างผู้ชนะอีกครา

การกลั่นแกล้งเจ้าเด็กนี่เป็นการแก้เครียดได้ดีทีเดียว 

 

ภายในร้านอาหารเกิดความเงียบงัน เงียบสนิทชนิดที่ว่าใครผายลมออกมาคงได้ยิน สาเหตุของความอึดอัดในครั้งนี้หรือ แน่นอนมันเกิดจากร่างสูงสง่าของหนึ่งหญิงหนึ่งชาย ทั้งสองนั่งเผชิญหน้าอย่างไม่มีใครยอมใคร ไม่สิจะบอกว่ามีเพียงชายหนุ่มเท่านั้นกระมังที่จ้องเขม็งสายตาอาฆาตไปทางดรุณีในอาภรณ์สีดำตลอดหัวจรดเท้า

ซูหยางหมิงซือจ้องเขม็งนางมาราวๆหนึ่งก้านธูปแล้ว สายตากดดันที่แผ่ออกมาทำให้คนรอบข้างต่างหนาวยะเยือกด้วยรู้นิสัยขององค์ชายผู้นี้ดี ว่าเอาแต่ใจมากเพียงใด เมื่อราวๆสองเดือนก่อนมีชายคนนึ่งเดินตัดหน้าเท่านั้น แต่ชายคนนั้นก็หายสาบสูญไป  ดังนั้นแล้วทางที่ดีที่สุดของชาวบ้านทั้งหลายคือหลีกเลี่ยงคนๆนี้เสีย

ท่ามกลางสายตาหลายคู่ที่มองมา พวกเขาสำรวจสตรีที่ร่วมโต๊ะกับองค์ชายเก้าอย่างแปลกประหลาด นอกจากนางจะไม่เข้าไปออดอ้อนออเซาะแล้ว ดวงหน้าอวบอิ่มยังเมินเฉยมองไปยังถ้วยชาในมืออย่างพิถีพิถัน ก่อนจะยกขึ้นจิบเบาๆราวกับคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ได้รับการส่งสอนมาอย่างดี

ช่างแปลกประหลาดและเหลือเชื่อในเวลาเดียวกัน การที่องค์ชายผู้เอาแต่ใจไม่ทำโทษนางที่เมินเฉยต่อสายตากดดันแล้ว แสดงว่าสตรีนางนี้มีอะไรที่พิเศษกว่าสตรีนางอื่นนัก ส่วนอีกเรื่องคือนางยังทำท่าทีนิ่งเฉยเหมือนไม่รับรู้บรรยากาศกดดันนั้น

“เฮ้อ คุณชายซูหยางท่านนั่งจ้องหน้าข้ามาราวๆหนึ่งก้านธูปแล้ว หากมิมีอันใดพูดข้าคงต้องขอตัว” เพราะครอสความงามของเธอต้องสำเร็จก่อนวันมะรืน ดังนั้นจะให้เธอมาทำสงครามประสาทอยู่แบบนี้เห็นทีคงไม่เหมาะนัก หญิงสาวมองสบตาคมของชายหนุ่มอย่างนิ่งเฉย ใบหน้าที่เป็นแผลเป็นจากสิวดูน่ารังเกียจ แต่ทว่าเพราะการบำรุงผิวอย่างต่อเนื่องทำให้ใบหน้าอิ่มนั้นเริ่มขาวผ่องขึ้นทีละนิด

“เปิ่นหวางยังมิได้อนุญาตให้เจ้าไปไหน!” หมิงซือที่มีใบหน้าดำมืดอยู่แล้วยิ่งมืดมิดเข้าไปอีก เขาขบฟันแน่นจนเห็นสันกรามที่ขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อครู่นี้เขาอับอายท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ เขาต้องบากหน้าตามนางเข้ามาในร้านอาหารมอซอๆนี้! นั่งจ้องนางราวหนึ่งก้านธูปเพื่อให้นางหันมาสนใจและขอโทษเขา! แต่นางกลับนิ่งเฉยเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุ แล้วนี่อะไรนางทำท่าจะเมินเขาอีกครา!

องค์ชายเช่นเขาไม่เคยเจอความอัปยศใดเท่าครั้งนี้! ตลอดชีวิตที่ผ่านมามิเคยง้องอนใคร มิเคยเดินตามหลังสตรีราวกับง้อนาง จนชาวบ้านร้านตลาดต่างซุบเอาเอาไปนินทา

เหอะ! หญิงอัปลักษณ์เช่นนี้หรือจะพิเศษสำหรับเขา ไม่มีทาง!

“เช่นนั้นท่านช่วยกล่าวธุระของท่านมาเสีย หรือว่า..ที่ท่านยังไม่อยากพูดธุระให้จบเป็นเพราะ อยากอยู่กับข้านานๆใช่หรือไม่” มี่เฟยเว้นจังหวะการพูดเป็นช่วงๆก่อนจะแกล้งพูดเสียงดังในประโยคหลัง เมื่อเหล่าคนรอบข้างได้ยินแล้วก็เกิดเสียงอือฮาขึ้นมาอย่างมิได้นัดหมาย ข่าวลือที่องค์ชายเก้าเดินตามง้อหญิงคณิกายิ่งเพิ่มไฟโหมกระหน่ำขึ้นไปอีก

“เจ้า!พูดสิ่งใดออกมา! สตรีอัปลักษณ์โง่งมเช่นเจ้าหรือ!ไม่เข้าตาเปิ่นหวางสักนิด!” องค์ชายเก้าโวยวายขึ้นมาเสียงดังท่าทางกระวนกระวายบวกกับใบหน้าขาวนวลที่ขึ้นสีแดงจางๆ ยิ่งทำให้ข้อปฏิเสธนั้นไม่น่าเชื่อถือขึ้นไปหลายเท่า

หัวใจแกร่งของชายหนุ่มเต้นถี่ระรัว เขาไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใด  คงเพราะเขาเหนื่อยเกินไป..เขาคิดเช่นนั้น

“ใยต้องหน้าแดงใส่ข้าด้วย เอาเถิดข้าเชื่อที่ท่านพูด” หญิงสาวขำในลำคออย่างชั่วร้าย ชาวบ้านทั้งหลายต่างแอบฟังกันอย่างแนบเนียน เพื่อกระจายข่าวต่อไปตามประสา  

“จะ..เจ้า!!” เขารู้ว่านางมิได้เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ยิ่งนางหัวเราะเช่นนี้ยิ่งสั่นสะเทือนความกระดากอายของเขาอย่างชัดเจน

“เอาเถิด เรื่องอันใดกันที่ทำให้ท่านมาตามข้าถึงที่นี่”มี่เฟยแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี เธอจ้องมองดวงตาคู่สวยของเขาช้าๆ รัศมีเปล่งประกายบางอย่างออกมาจากร่างอวบอ้วนของนาง จนซูหยางหมิงซือเผลอจ้องมองโครงหน้าของนางอย่างจดจ่อ ภาพในค่ำคืนนั้นลอยเข้ามาซ้อนทับในหัว โหนกแก้มขาวเริ่มขึ้นสีจางๆอีกครั้ง

ใยเขาต้องคิดถึงภาพคืนนั้นด้วย! องค์ชายเก้าปัดภาพความคิดนั้นออกไปก่อนจะตั้งสติรวบรวมเรื่องราวก่อนจะมาหานางอีกครั้ง

“อีกสองวันเปิ่นหวางจะส่งเกี้ยวไปรับเจ้า!” พูดจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้นออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว

มี่เฟยมองตามหลังเขาไปตาปริบๆ เธอรวบรวมสมองและสติปัญญาที่เหลทออยู่เพียงครู่ อีกสองวันหรือ!มันวันเดียวกับที่ยายเด็กหนิงเอ๋อนัดนางใช่หรือไม่! ให้ตายสิ!นี่มันวันซวยอะไรของเธอกัน แล้วคำสั่งเมื่อครู่มันอะไร เธอยังไม่ได้ปฏิเสธเจ้าองค์ชายเด็กน้อยนั่นเขาก็ออกไปเสียแล้ว

เหตุใดที่นี่จึงมีแต่คนเอาแต่ใจเสียจริง!

โอ้ยย!! สวยหนักใจ!

มี่เฟยเดินหน้านิ่วคิ้วขมวดกลับหอโคมแดงอย่างหนักใจ มีชิงชิงเดินตามอย่างเงียบๆนางไม่ปริปากพูดอันใดสักครึ่งคำ  นางเอาแต่ก้มหน้าก้มตาพลางคิดเรื่องที่ชาวบ้านนำไปนินทาอย่างสนุกปาก ใช้เหตุผล ประกอบกับช่วงนี้องค์ชายเก้าเรียกพบคุณหนูของนางให้ไปปรนนิบัติบ่อยครั้ง

นั่นแสดงว่าข่าวลือพวกนั้นคงเป็นจริงใช่หรือไม่ ถ้าเช่นนั้นคุณหนูของนางก็มีโอกาสแต่งเข้าวังเทพสำราญขององค์ชายเก้าใช่หรือไม่ แต่คุณหนูของนางฐานะต่ำต้อย ไม่มีที่มาที่ไป ซ้ำร้ายร่างกายยังอัปลักษณ์ เห็นทีว่าฮ่องเต้คงไม่เห็นด้วยแน่ ชิงเอ๋อขมวดคิ้วยุ่งอย่างคิดมาก คิดไปไกล และคิดเกินความจริง จวบจนเข้ามายังเขตหอโคมแดง

“อุ้ย ข้าก็คิดว่าใครที่แท้ก็พวกชั้นต่ำนี่เอง” เสียงกระแนะกระแหน กล่าวเสียงดังหลังจากเท้าแรกของมี่เฟยก้าวเข้ามายังเขตที่พัก ดวงหน้า เหมือนผ่านการศัลยกรรมลอยเด่นเป็นสง่าราวพระจันทร์เดือนหงาย..นี่สินะที่เขาเรียกพอกแป้งจนหน้าลอย

มี่เฟยคิดอย่างปลงๆ ก่อนจะทำท่าทีเมินเฉยเดินผ่านหน้าหญิงฮุ่ยเอ๋อไปอย่างช้าๆเนิบนาบ วันนี้มีแต่เรื่องทั้งวันเธออยากพักผ่อนโดยเร็ว เมื่อเห็นพวกนางคณิกาที่ไม่ค่อยสุงสิงกันแล้วเธอก็พึ่งนึกออก จริงสิหนามีอีกเรื่องที่เธอยังจัดการไม่สำเร็จ

นางคณิกาคนไหนที่ข่มขู่ชิงเอ๋อของนางกัน?

“ข้ายังมิได้อนุญาตให้เจ้าไปไหน!”เสียงหวีดแหลมพ่นออกมาอย่างอารมณ์เสีย ด้วยขาสั้นๆของฮุ่ยเอ๋อจึงไม่สามารถตามมี่เฟยทัน นางจึงต้องวิ่งฉับๆไม่สมกุลสตรีกระชาแขนอ้วนกลมของมี่เฟยหวังให้เธอล้มลงไปกับพื้น แต่เพราะขนาดร่างกายที่เต็มไปด้วยไขมัน และผ่านการออกกำลังกายมาช่วงหลายวันทำให้ร่างบอกบางแน่งน้อยของฮุ่ยเอ๋อปลิวเข้ามาชิดหน้าอกหน้าใจอันใหญ่โตของเธอแทน

เพราะความใหญ่โตกระแทกเข้าเต็มๆใบหน้าสวย หญิงคณิกาเบิกตากว้างพลางใช้มือบีบหน้าอกของมี่เฟยแรงๆอย่างไม่เชื่อสายตา เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา มี่เฟยมี่ก้อนเนื้อที่พุงบดบัง แต่เมื่อหยุดทานยาและออกกำลังกายเรื่อยๆทำให้พุงที่หน้าท้องยุบลงถึงไม่มากแต่ก็ไม่น้อยทีเดียว ทำให้หน้าอกหน้าใจที่ใหญ่โตดูเด่นชัดจนสะดุดตาก็อาจจะเป็นได้

“นะ..นี่อะไร!ใยใหญ่โตเช่นนี้” นางก้าวถอยหลังไปอย่างตกตะลึงก่อนจะกระทืบเท้าเร่าๆอย่างขัดใจ มี่เฟยทำสีหน้าเอือมส่งไปให้อย่างเบื่อหน่าย ดูท่าสตรีปัญญาอ่อนนางนี้คงมิใช่คนที่สั่งชิงเอ๋อให้วางยาเธอแน่ ท่าทางสิ้นคิดและไร้จริตมารยาเช่นนางไม่น่าขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆของหอได้

“เจ้ามีเรื่องอะไรจะพูดกับข้าหรือ”

“วันนี้เจ้าไปพบองค์ชายมาหรือ”

น้ำเสียงสั่นสะท้านเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทำให้มี่เฟยรู้ได้ทันทีว่าสตรีนางนี้คงมิแคล้วตกหลุมพรางเสน่ห์ขององค์ชายผู้นั้น แต่งานยั่วโมโหคนเป็นงานถนัดของเธอเสียด้วย

“อันที่จริง ต้องบอกว่าองค์ชายเป็นคนมาหาข้าถึงจะถูก” มี่เฟยยิ้มมุมปากอย่างเพ้อฝัน ใบหน้าอวบอิ่มดูมีความสุขราวกับมีผีเสื้อนับพันมารายล้อม ขอโทษเถอะที่คนอื่นเห็นคงมีเพียงคางคกขึ้นอืดแสยะยิ้มแปลกๆเท่านั้น

“ไม่ ไม่จริง! ข้าไม่เชื่อเจ้า” เด็กสาวกระทืบเท้าเต้นเหมือนเจ้าเข้า เธอชี้มือชี้ไม้ด่าทอมี่เฟยไม่หยุดปาก ยิ่งเห็นคนอารมณ์เดือดดาดเธอยิ่งชอบนัก

“เจ้าว่าหรือไม่ องค์ชายช่างเร่าร้อนเสียจริง..คำคืนนั้นข้าแทบมิได้นอน” หญิงสาวยังคงใส่ฟืนเติมไฟความริษยาให้มากขึ้นไปอีก เธอกุมมือไว้ที่หน้าอกทำทีราวเขินอาย หลบหน้าหลบตาพูดเสียงกระเส่าอย่างเร่าร้อน

“ไม่จริง เจ้าโกหก”

“อืม..ข้าอยากลองลิ้มรสสวาทเฉกเช่นคืนนั้นอีกครั้ง ดูเหมือนองค์ชายคงคิดเช่นเดียวกับข้า..พระองค์ก็เลย..” ใบหน้าหญิงสาวเห่อร้อนจนแดงระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากเธอเป็นนางแบบมาก่อนเธอรู้จักวิธีการบิ้วต์อารมณ์ตัวเองดี ดังนั้นการแสดงให้สมบทบาทก็ต้องมีบ้าง

“กรี๊ดดดดดดดด”

เสียงแปดหลอดของฮุ่ยเอ๋อกรีดร้องออกมาด้วยความปวดร้าว เธอได้ยินมาเหมือนกันว่าช่วงนี้องค์ชายเก้าเรียกมี่เฟยบ่อยครั้ง แต่ไม่อยากเชื่อคำคนจึงแอบตามดูอย่างห่างๆ แล้ววันนี้เองที่องค์ชายเดินมาหานาง เธอดีใจยิ่งนัก แต่เขากลับถามหามี่เฟย!สตรีอัปลักษณ์ที่น่ารังเกียจนั่น! ความอิจฉาริษยาจึงเล่นงานเธออย่างหนัก เธอได้ปรนนิบัติเขาเพียงครั้งเดียว แต่กลับจดจำได้มิลืม

มี่เฟยอมยิ้มน้อยๆก่อนจะเดินไปตามทาง ปล่อยให้นางกรีดร้องอย่างสมใจ เพียงหันหลังให้สายตาเมื่อครู่ก็เปลี่ยนไป มีทั้งความขยะแขยงและขนลุก

ให้เธอร่วมอภิรมย์ชมชอบเด็กเช่นนั้นหรือ แค่คิดก็ขนลุกแล้ว อย่าว่าแต่ร่วมหลับนอนเลย เพียงเปลื้องผ้าออกก็คงเมินหน้าหนีเพราะเบื่อขี้หน้ากันกระมัง

 

  เมื่อทั้งสองสาวเดินแยกทางกันไปแล้ว หลังบานประตูที่อยู่ใกล้ๆกับมีร่างสูงสง่าของเจ้าของบทสนทนาอยู่...ใบหน้าของเขาแดงเป็นปื้นลามไปถึงใบหู ฝ่ามือเรียวยาวปิดครึ่งหน้าไว้ซ่อนความเขินอายไว้ไม่มิด

หลังออกจากร้านแล้วเขาพึ่งรู้ตัวว่าลืมบอกบางอย่างแก่นาง ความจริงเขาสามารถฝากใครมาก็ได้ แต่เขาก็ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมต้องมาเอง อาจเป็นเพราะเรื่องสำคัญและอยากรู้ว่านางจะปฏิเสธที่เขาจะส่งเกี้ยวมาหรือไม่ ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ฟังประโยคสนทนาเมื่อครู่  

ที่แท้..นางก็..หลงรักเขาสิหนา ที่ทำเมิน ที่ล้อเลียน ที่ทำเขาอับอายเพื่อให้เขาสนใจใช่หรือไม่ นางช่างแปลกประหลาดและตลกนัก

หัวใจดวงน้อยๆของหนุ่มริรักเต้นอย่างหนักหน่วงเจียนจะหลุดออกมา ใบหน้าร้อนผ่าวราวคนเป็นไข้ นี่เขาไม่สบายหรือไม่ คงต้องให้หมอตรวจเสียหน่อยแล้ว..

องค์ชายเก้าเดินออกจากหอโคมแดงไม่ตรงทาง ใบหน้าเห่อร้อนไม่หายนึกถึงเรื่องราวต่างๆตั้งแต่พบกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้

ที่แท้นางเพียงร้องเรียกความสนใจ..หากเป็นเช่นนี้เปิ่นหวางจะเปิดโอกาสให้เจ้ามี่เฟย

 

แล้วองค์ชายเก้าก็กลับวังไปทั้งๆที่ยังเข้าใจผิดอยู่..

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

762 ความคิดเห็น

  1. #762 18845 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 13:30
    จินตนาการล้ำเลิศมากเพคะ
    #762
    0
  2. #74 benny285 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2559 / 18:15
    อัพอีกๆๆๆ
    #74
    0