เล่ห์รักคณิกา (ตีพิมพ์กับสนพ.แสนรัก ในเครือไลฟ์ ออฟ เลิฟ)

ตอนที่ 13 : เรียกชื่อข้าสิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 44 ครั้ง
    23 มิ.ย. 62

ตอนที่ ๑๓

เรียกชื่อข้าสิ

 

มี่เฟยเดินเตร็ดเตร่เข้าร้านรวงต่างๆจนเย็นย่ำ ตอนนี้ขอบสีส้มของพระอาทิตย์ใกล้ลับฟ้าแล้ว ช่วงนี้ในเมืองหลวงจัดเทศกาลผูกวาสนาหรือเทศกาลหลี่ชิวสุ่ย ดังนั้นร้านค้าตามรายทางจึงคึกคัก บางร้านนำกระดาษหลากสีสันมาขายมากมายจนลายตา  โคมสีแดงตามรายทางถูกจุดขึ้นทำให้รอบข้างดูสง่าไสวราวกับมีชีวิต งานเทศกาลนี้ถูกจัดขึ้นสองที่ด้วยกัน คือเมืองหลวงและเมืองจินโจว

ผู้คนมากมายเริ่มออกมาจับจ่ายซื้อขายกระดาษหลากรูปร่างที่ตนพึงใจ เทศกาลนี้เพียงเขียนสิ่งที่ปรารถนาลงไปแล้วนำไปผูกกับต้นไผ่กลางเมือง เชื่อกันว่าพื้นที่ตรงนี้แต่เก่าก่อนเป็นวังขุนนางสูงศักดิ์คนหนึ่ง ชายคนนั้นมีบุตรชายและบุตรสาวมากมายนักลูกหลานเหล่านั้นต่างแก่งแย่งช่วงชิงสิ่งที่ตนต้องการ จนในจวนเกิดเรื่องเสียบ่อยครั้ง แต่ทว่ามีเพียงบุตรีที่อัปลักษณ์คนหนึ่งนางเก็บตัวอยู่แต่ในเรือนของตนเอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งใดแม้โดนกลั่นแกล้ง

และในค่ำคืนหนึ่งวันที่พระจันทร์เต็มดวง สวนไผ่ในเรือนของนางปรากฏร่างบุรุษรูปงามน่าหลงใหล แม้กายหยาบจะอัปลักษณ์ แต่จิตใจช่างคล้ายทวยเทพ เพราะเป็นพรหมลิขิตของกันและกันชายหนุ่มจึงเห็นเนื้อแท้ภายในของนาง พวกเขาตกหลุมรักกัน ไม่มีใครรู้ว่าชายคนนั้นเป็นใคร นานวันเข้าความรักก็ก่อตัวเป็นความผูกพัน ชายหนุ่มให้คำมั่นว่าจะตบแต่งนางเป็นภรรยา

นานนับเดือน นานนับปี หญิงสาวเพียรเฝ้ารอที่สวนไผ่ผูกมัดกระดาษหลากสีเฝ้าคอยอธิฐานให้เขากลับมา และหลังจากนั้นไม่นานเธอได้สนับรับฟังข่าว เกี่ยวกับชายหนุ่มสูงศักดิ์จากเมืองจินโจว ชื่อชายอันเป็นที่รักดังเซ่งแซ่แพร่สะพัด เกี่ยวกับงานวิวาห์ของเขา ชิวสุ่ยเหมือนจะขาดใจเสียตรงนั้น แต่เพราะอยากเห็นหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้าย เธอจึงเขียนกระดาษอธิฐานว่าขอให้เป็นเพียงฝันอยากเคียงคู่กันตลอดไป หญิงสาวเดินทางออกจากจวนเพื่อไปพบเขา  ที่เมืองจินโจว ตลอดทางน้ำตาใสไหลรินไม่ขาด เพราะการบำเพ็ญเพียรตลอดช่วงชีวิตทำให้น้ำตาเหล่านั้นปรากฏเป็นทะเลในปัจจุบัน เพราะเสียใจจนไม่อาจหักห้าม หญิงอัปลักษณ์ผู้นั้นจึงขาดใจทันทีเมื่อถึงประตูเมืองจินโจว

บุรุษผู้นั้นเมื่อครั้งได้ฟังข่าว เขาควบม้าฝีเท้าดีมาประตูเมือง พบร่างนางอันเป็นที่รักนอนนิ่งขาดใจ ความเจ็บปวดและเสียใจปรากฏขึ้นงานวิวาห์ที่ประกาศเป็นเพราะความต้องการของบิดา เขาหาได้ต้องการมัน เพราะความรวดร้าวงานวิวาห์จึงถูกยกเลิกไป ชายหนุ่มตรอมใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ จนสุดท้ายก็สิ้นลมที่หน้าประตูเมืองเคียงข้างหลุมศพของนางในเวลาต่อมา  ในวันนั้นเองมีแสงประหลาดลงมาจากท้องฟ้า ชาวบ้านเชื่อว่าแม่นางชิวสุ่ยลงมารับตัวชายหนุ่มไปแล้ว

หากจะถามว่า มันเป็นเรื่องราวความรักได้อย่างไร คงต้องบอกว่าในจวนของชายหนุ่มเองหลังจากกลับมาไม่นานเขาสั่งให้ปลูกต้นไผ่ล้อมเรือนไว้ ที่ต้นไผ่พวกนั้นผูกมั่นไปด้วยกระดาษอธิฐานเช่นเดียวกับที่หญิงสาวทำ

ชาวบ้านต่างเชื่อว่า คนทั้งคู่ได้ครองคู่กับบนสุขาวดี จึงจัดงานเทศกาลนี้ขึ้นเป็นสักขีพยานให้แก่พวกเขา

มี่เฟยกวาดสายตาอ่านเรื่องราวบนแผ่นจารึกหน้าต้นไผ่ ใบหน้าขาวเนียนปกปิดไปด้วยผ้าสีทึบมีแววชื่นชมเล็กน้อย พวกเขาดีนักหนาแม้ตายจากไป แต่ดวงผูกพันทำให้ครองคู่กัน ถึงจะไม่อยากเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติแบบน้ำตากลายเป็นทะเลก็เถอะ

 

“เจ้าชอบเรื่องราวของพวกเขาหรือ” เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง มี่เฟยหันกลับไปมองช้าๆและพบกับบุรุษร่างสูงสง่า ใบหน้าเรียวยาวรูปไข่คล้ายคุณชายหน้าหยก คิ้วเข้มตวัดเฉียงขึ้น ดวงตาคมที่มองมาทางเธออย่างนิ่งเฉยดูแปลกกว่าทุกที แม้กระทั่งน้ำเสียงหรือลักษณะการพูดการจาช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหว

เขาใช่เด็กน้อยนั่นจริงๆหรือ?

“ท่านมาทำอะไรที่นี่คุณชาย” มี่เฟยค้อมตัวเคารพเขาหนึ่งที่ก่อนจะเอ่ยถามวางมาดนางพญาเฉกเช่นทุกครั้ง

“เปิ่นหวางมาหาเจ้า” น้ำเสียงสั่นคลอดูไม่มั่นคง ดวงตาไหวระริกแสดงความเศร้าโศกออกมาอย่างสุดซึ้ง มันแตกต่างจากครั้งก่อนๆมากจนมี่เฟยเริ่มไม่แน่ใจ เขาลื่นหัวแตกหรือใครเข้าสิงเขาหรือป่าว เหตุใดพูดจาสุภาพและไม่โหวกเหวกเหมือนทุกที

หญิงสาวเอื้อมมือแตะใบหน้าองค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือช้าๆอย่างไม่ค่อยแน่ใจ แต่เมื่อสัมผัสเนื้ออุ่นๆและปฏิกิริยาสะดุ้งสะเทือนเล็กน้อย ดวงตาคมสำรวจมองชายตรงหน้าหาแผลหรือรอยนูนอะไรสักอย่างเมื่อไม่เห็นมีส่วนใดบุบสลายนอกจากสมองเธอก็โล่งใจ

  “มาหาข้าทำไมหรือ คุณชาย” มี่เฟยกรีดยิ้มมุมปากเช่นทุกที เธอเกาะไหล่ของเขาเบาๆก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ริมฝีปากอวบอิ่มเฉียดผิวแก้มเขาเพียงเล็กน้อย แต่ทำให้หัวใจของชายหนุ่มแกว่งได้เช่นกัน “คิดถึงข้าหรือ”

คณิกาสาวหัวเราะในลำคออย่างขบขัน หากเป็นเช่นทุกทีเขาจะต้องโวยวายโหวกเหวก ทำหน้าขัดเขินใส่นาง แต่ปากแข็งเสียทุกที แต่วันนี้มันต่างออกไป ใบหน้าขาวเนียมองเธอนิ่ง ดวงตาสีดำสนิทฉายแววลึกซึ้งอย่างที่ไม่เคยเป็น เขา..ใช่เจ้าเด็กนั่นจริงหรือ

“เปิ่นหวางมาลา”

“ลา..ลาอะไรหรือ” มี่เฟยยังมีสีหน้าฉงนใจ สับสน และงุนงงปะปนไปหมดจนแยกไม่ออก เขาเป็นอะไร มีคนเข้าสิงเขาจริงๆใช่หรือไม่ เธอไม่พบเขาเพียงเจ็ดวันเขาเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยหรือ แล้วที่ว่าลานี่คืออะไร เขาจะมาลาเธอเพราะจะไปสนามรบใช่หรือไม่

เมื่อคิดดังนั้น มี่เฟยกลับสะอึกขึ้นมา ลาหรือ..ทำไมพูดอะไรเป็นลางแบบนั้นเล่า หญิงสาวกำลังจะเงยหน้าขึ้นมองและไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบของชายตรงหน้าเพื่อเปลี่ยนเรื่องให้ดูมีสีสัน แต่ฉับพลันดวงตาคมโตสบไปเห็นปลายแหลมของธนูที่พุ่งตรงมาหาร่างสูงขององค์ชายเก้า

ฉึก!!

“หมิงซือ!!” หญิงสาวตะโกนก้องร้องเรียกชายหนุ่มตรงหน้าเสียดัง สองเท้าก้าวยาวๆ อีกเพียงนิดเท่านั้นที่จะผลักเขาให้ออกจากวิถีธนูได้ หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นส่ำ ทั้งความหวาดกลัวความรวดร้าว เสมือจะขาดใจ หากไม่มีเขาชีวิตเธอคงเงียบเหงาไม่น้อย ถ้าไม่มีเขาเธอจะหยอกเย้าใครเล่า ถ้าไม่มีเขาเธอจะหัวเราะได้แบบนี้หรือ ในวินาทีนี้เธอรู้สึกเหมือนใจสลายเสียจริงๆ

“ปะ..เปิ่น..รัก..หวาง..รักจะ..เจ้า” หัวธนูปลายแหลมทิ่มแทงเข้ากลางหน้าอกเฉียดไปทางซ้าย ร่างสูงสง่าของเขาล้มลงทันทีพร้อมกับคำพูดสุดท้ายของเขา หยดน้ำตาใสๆของมี่เฟยเอ่อคลอจากก้านตาช้าๆ มันไหลรินออกมาเป็นสายเมื่อเห็นร่างชายหนุ่มล้มลง

ไม่..ไม่..ไม่นะ เธอหลับตาลงก่อนจะตะโกนสุดเสียง

 

“ไม่!!!หมิงซือ!” เสียงเล็กใสตะโกนออกมาด้วยความตกใจ ความเจ็บหนึบที่หน้าแกข้างซ้ายทำให้เธอตะโกนออกมาแบบไม่เกรงใจใคร หญิงสาวลืมตาขึ้นก่อนจะหอบหายใจน้อยๆ เมื่อมองสำรวจไปทั่วบริเวณที่เธอยืนอยู่..

ผู้คนมากมายที่ยืนผูกกระดาษกับกิ่งก้านต้นไผ่หันมามองคณิกาสาวอย่างฉงนใจ พวกเขาจับจ้องมาทางร่างอรชรเป็นตาเดียวไม่เว้นแม้แต่สุนัข มี่เฟยหน้าแดงแปร๊ดอย่างที่ไม่เคยเป็น

มะ..เมื่อกี้เธอทำเรื่องหน้าอายอันใด! เธอละเมอเพ้อไปเองหรือ ให้ตายสิมี่เฟย! เธอมัน..มัน! หญิงสาวกล่าวโทษตัวเองอยู่ในใจ สองขามิกล้าขยับเขยื้อนไปไหน เพราะรู้ว่าหากก้าวแม้ครึ่งก้าว สายตาของชาวบ้านเปล่านี้ต้องจับจ้องมากกว่าเดิมนัก

โชคดียิ่งที่เธอสวมผ้าคลุมหน้า หากมิมีมันเธอคงต้องแกล้งตายอยู่ตรงนี้

ช่วงสองสามวันนี้นับจากเสนอพนันให้ฮ่องเต้เธอก็เอาเรื่องของหมิงซือมาคิดแล้วคิดอีก หากเขาก้าวสู่สนามรบแล้วมีแรงฮึดเป็นคนที่เก่งกล้าขึ้นมาย่อมเป็นผลดี แต่ถ้าหากใจฝ่อไม่กล้าและเกรงกลัว ก็คงไม่แคล้วไปทิ้งชีวิตอยู่ที่นั่น เธอค่อนข้างกังวลกับเขามากทีเดียว

“ญะ..หญิงอัปลักษณ์!! เจ้าทำเรื่องหน้าอายอะไรที่นี่!

“หมิงซือ!ไม่สิ องค์ชายเก้า” มี่เฟยตกใจจนหน้าหงายเมื่อมีเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งกระโดดมาอยู่ตรงหน้าเธออย่างรวดเร็ว ใบหน้าสีขาวอมชมพูแสนงดงามนั่นมีแววขัดเขินขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด สายตาของเขาตวัดมองซ้ายขวาตลอดเหมือนหลบหนีอะไรบางอย่าง

“หญิงอัปลักษณ์ หญิงไร้ยางอาย กล้าดีอย่างไรเรียกชื่อเปิ่นหวาง!” ชายหนุ่มแสร้งโกรธเคืองกลบเกลื่อนความรู้สึกข้างใน เขาหลบหนีออกจากค่ายฝึกมาราวๆสองชั่วยามแล้ว เมื่อเห็นในเมืองทีงานเทศกาลจึงอำพรางตัวเข้ามาเดินเล่นเสียหน่อยเพื่อผ่อนคลาย มิคาดคิดว่าจะมาเจอหญิงนางนี้ที่เขากำลังคะนึงหา

เมื่อครู่ที่นางตะโกนเรียกชื่อเขา มีกระแสความเจ็บปวดและเสียใจยิ่งนัก ถึงจะอยู่ไกลแค่ไหนแต่เขาก็ยังได้ยิน เสียงใสๆร้องเรียกชื่อเขา ด้วยชื่อจริง ชื่อที่ไม่ใช่คุณชาย นายท่าน หรือองค์ชาย หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะไปหลายส่วน ลึกๆรู้สึกดีใจมากกว่าตอนที่อยากให้นางเรียกว่าองค์ชายเสียอีก

“คะ..คือ ข้า ข้า” มี่เฟยมีอาการติดอ่างอย่างกะทันหัน ใบหน้าสวยงามภายใต้ผ้าคลุมขึ้นสีแดงแปร๊ดลามไปตามลำคอระหงที่โผล่พ้นชายเสื้อออกมา มี่เฟยเม้มริมฝีปากแน่นไม่กล้าพูดอะไรออกไป จะให้พูดได้อย่างไร..ว่านางเป็นห่วงเขา ถึงแม้จะเป็นคนเสนอแผนนั้นมาก็ตาม

“จะ จะเจ้าทำไม” เมื่อเห็นเนื้อหนังที่ขึ้นสีแดงลุกลามอย่างรวดเร็ว องค์ชายเก้าเองก็ทำตัวไม่ถูกเช่นกัน มีไม่บ่อยนักที่นางจะเป็นเช่นนี้ หากเป็นปกติมีเพียงนางที่ชอบหยอกเย้าและกลั่นแกล้งเขาให้เขินอายอยู่ร่ำไป แต่ครั้งที่เจ้าร่างบางตรงหน้ากลับกำชายกระโปรงแน่นจนนิ้วขึ้นข้อ ลำคอระหงและเนินเนื้อที่โผล่พ้นสาปเสื้อแดงก่ำ เขารู้ได้ทันทีว่านางก็เขินอายเป็น

ช่าง..น่ารักนัก

หมิงซือจับจ้องหญิงสาวด้วยความหลงใหลในตัว ใบหน้าของเขามีสีแดงขึ้นเรื่อยๆด้วยความทำอันใดไม่ถูก คนทั้งคู่อึกอักๆอยู่พักใหญ่ หมิงซือจึงกัดฟันตัวเองแน่นเขาอยากเห็นหน้านางตอนเขินอายนัก มือเรียวยาวเอื้อมไปจับชายผ้าคลุมสีดำของนาง เขาค่อยๆเปิดมันออก

ใบหน้าเรียวยาวขึ้นสีแดงก่ำ คิ้วเรียวขมวดหากันแน่นเพราะความไม่พอใจ ดวงตากลมโตของนางเสมองไปที่พื้นดินอย่างขัดเขิน ริมฝีปากเล็กเม้มสนิทไม่กล้าพูดสิ่งใดออกมา เพราะความสูงของหมิงซือที่สูงกว่านางถึงไม่มากแต่ในมุมนี้กลับเป็นพวงแก้มสองข้างขึ้นสีอย่างน่าเอ็นดู

“จะ...เจ้า” เจ้าเขินข้าหรือ..หมิงซืออยากเอ่ยกลั่นแกล้งให้นางเขินอายมากกว่านี้ แต่เป็นเขาเสียงเองที่ไม่กล้าพูดมันออกมา

คนรอบข้างเลิกสนใจพวกเขาแล้ว หนึ่งหญิงที่เขินอายกับความเพ้อเจ้อของตนก้มหน้านิ่งไม่กล้าพูดอะไรอีกเพราะกลัวเจ้าตัวล้อ ส่วนหนึ่งหนุ่มก็ทำตัวมิถูกเพราะไม่เคยเจอนางจอมยั่วเขินอายเช่นนี้ เหมือนบรรยากาศค่ำคืนนี้เป็นใจนัก หมิงซือรวบรวมความกล้ายื่นมือไปตรงหน้านาง ใบหน้าหล่อเหลางดงามปานเทพเซียนเสมองไปทางอื่นและพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆหมายขัดบรรยากาศอบอุ่นที่ก่อตัวขึ้น

“จะ..จะไปเดินเที่ยวกับเปิ่นหวางหรือไม่”

 

ค่ำคืนนี้ภายในเมืองหลวงมีความคึกคักและครื้นเครงจากดนตรีและการแสดงตามทางอ หากใครมาเป็นคู่ก็จะนั่งชมการแสดงของคณะต่างๆ  ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของชิวสุ่ยและชายคนรัก ใครที่มาเป็นครอบครัวก็เข้าโรงเตี๊ยมฟังนิทานสร้างสรรค์จากนักเล่าปริศนา หรือไม่ก็เดินตามท้องถนนที่เต็มไปด้วยร้านลวงและเลือกซื้อของตต่างๆ

ทุกอย่างดูอบอุ่นและอบอวลนัก..แต่ทว่า บรรยากาศรอบข้างช่างไม่เข้ากับสองชายหญิงคู่หนึ่งเสียจริง บุรุษร่างสูงโปร่งมีมัดกล้ามเล็กน้อยไม่มากนัก ทว่าใบหน้าขาวเนียนรูปไข่ คิ้วเข้มเฉียงขึ้น ดวงตาคมแสนเอาแต่ใจ จมูกโด่ง และริมฝีปากบางกระจับ ภาพลักษณ์สูงศักดิ์เหล่านั้นย่อมเป็นที่รู้จักของชาวบ้าน

เคียงข้างกันมีหญิงสาวร่างสูงโปร่งรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น นางสวมผ้าคลมุสีดำปกปิดใบหน้า ทำให้รู้ได้ทันทีว่านางเป็นคณิกาหอใดหอหนึ่ง เพราะชุดที่รัดรูปเผยทุกสัดส่วนทำให้นางเป็นที่ดึงดูดภมรตัวผู้ไม่น้อย

หลายคนมองนางด้วยความชื่นชม และอยากผูกสัมพันธ์ ถ้าไม่ติดว่าองค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือที่ตีหน้ายุ่งตวัดสายตาเกรี้ยวกราดมองไปทางนั้นทางนี้ทีอย่างหาเรื่อง แม่ดอกไม้งามดอกนี้คงมิแคล้วมีบุรุษมากหน้าหลายตามาหยอกเย้า

“ท่านจะรีบเดินไปใย ร้านค้าไม่หายไปไหนหรอกหนา” มี่เฟยเริ่มบ่นอุบอิบ เพราะมือที่เกาะกุมกันอยู่ทำให้เธอเร่งฝีเท้าตามเขาไม่ทัน ใครใช้ให้เขาเดินเหมือนกระทิงไล่เช่นนี้เล่า คิดเอาเถิดหนาตั้งแต่เกิดการขัดเขินหน้าศิลานั่น เธอตอบตกลงเดินเล่นกับเขา  จับมือกันเพียงครู่ก็ปล่อยออกแล้วเจ้าเด็กนั่นก็เดินนำหน้าเธอไปเสีย เหตุผลที่เขาบอกก็ประมาณว่า

มืออันต่ำต้อยเช่นเจ้ายังริอาจจับมือสูงศักดิ์ของเปิ่นหวางอีกหรือ

ให้ตายสิ..แค่มือยังเขินเลยเจ้าเด็กนี่

เมื่อก้าวขาจะตามเขาไป มีบุรุษใจกล้าเดินชนนางเข้า(เซไปซบเขาเอง) เขาขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่และอยากเลี้ยงน้ำชาเพื่อไถ่โทษ มี่เฟยเองก็ไม่อยากปฏิเสธใคร(พี่แกกล้ามใหญ่มาก) กำลังจะอ้าปากตกลง แต่กลับโดนมือปลาหมึกขององค์ชายเก้า(โผล่จากไหนไม่รู้) คว้าหมับที่ข้อมือเธอไว้ เขาส่งสายตาอัมหิตให้ชายคนนั้นก่อนจะฉุดกระชากลากเธอให้เดินตามเขาไป จนมาถึงตอนนี้

“สตรีอัปลักษณ์เช่นเจ้าจะไปรู้อะไร รีบตามมาเสียอย่าชักช้า อัปลักษณ์แล้วขาสั้นอีกหรือ” คำพูดร้ายกาจพ่นออกมาอีกครา แต่มี่เฟยชินเสียแล้ว เธอกรอกตามองท้องฟ้ายามค่ำคืน เธอสูงกว่าสตรีนางอื่นนัก เรียวขาวก็ยาวสวยยิ่งกว่าร่างเก่าของเธอเสียอีก ถึงจะไม่สูงเท่าหุ่นนางแบบของเธอแต่แค่นี้ก็สูงกว่าสตรีอื่นนัก! แล้วยังมาว่าขอเธอสั้นอีกหรือ

อีกอย่าง ถึงก่อนหน้านี้มี่เฟยคนนี้จะอัปลักษณ์สักเท่าใด แต่ ณ ตอนนี้ เวลานี้ เธอสวยแล้วโว้ย! มี่เฟย สบถคำด่าทอคนที่เดินนำหน้าอย่างขัดใจ หลายต่อหลายครั้งที่พยายามสะบัดมือนั้นออก แต่เจ้าเด็กนี่กลับเกาะกุมแน่นยิ่งกว่าเดิม หากกระชากหลุดได้คงหลุดไปแล้ว

“คำก็อัปลักษณ์สองคำก็อัปลักษณ์” มี่เฟยบ่นงึมงำ

“เจ้าว่าอันใดนะ” ชายตรงหน้าหยุดกะทันหันเพราะคิดว่าหญิงสาวเรียกเขา หรือพูดอะไรสักอย่าง แต่เพราะมี่เฟยมัวแต่บ่นจนไม่ได้มองดูข้างหน้า ทำให้ใบหน้าเล็กฝังลงที่ไหล่ของชายหนุ่มทันที มี่เฟยไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดรอด เธอกัดไหล่เขาเบาๆอย่างหมั่นเขี้ยว

“เจ้า!ทำอันใด” องค์ชายเก้าเดือดดาดขึ้นมาทันที ร่างกายสูงสง่าสะดุ้งสุดตัว ทั้งเขินทั้งโกรธจนไม่สามารถอธิบายได้เขามองนางอย่างแค้นเคือง เกาะกุมไหล่ตนเองที่คงมีรอยแดงจากริมฝีปากอวบอิ่มนั่น มี่เฟยทำหน้าเหม็นเบื่อ เมื่อมองดูรอบข้างแล้วตลาดตรงนี้ค่อนข้างมืด เพราะเป็นตรอกที่เชื่อมไปยังตลาดอีกฝั่ง หญิงสาวสบโอกาสผลักไหล่ของชายหนุ่มติดกำแพง ดึงสาปเสื้อของคนสูงกว่าให้ก้มลงมา เพราะแสงไฟที่อยู่ไกลๆ แต่ก็ทำให้เห็นหน้าของเขาเล็กน้อยมันมีความตกใจและริ้วรอยแดงๆจนเธออดใจไม่ไหว

อยากกลั่นแกล้งเสียให้เขินตาย!

“คำก็อัปลักษณ์สองทำก็อัปลักษณ์ ท่านดูข้าหน่อยเถิด ข้าอัปลักษณ์ตรงไหนหรือ” มี่เฟยยื่นไปหน้าสละสลวยเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบชนกัน ดวงตาคมของชายหนุ่มเบิกกว้างอยากตกใจ นี่มันตรอกกลางเมือง หาใช่ห้องหับ สตรีนางนี้ใยทำอันใดประเจิดประเจ้อนัก! หมิงซือเม้มปากแน่นพยายามควบคุมอารมณ์ที่กำลังปะทุ เขารู้ดีว่านางแค่กลั่นแกล้วเท่านั้น

แต่มันอดเขินไม่ได้!

“ว่าอย่างไรเล่า..ข้ามีชื่อของข้านะคุณชาย..เรียกชื่อข้าสิ” มี่เฟยพูดเสียงเย้ายวนแจ้งเจตจำนงของตนเองอย่างชัดเจน มีสตรีใดบ้างอยากให้บุรุษเรียกตนว่าอัปลักษณ์ เชื่อเถิดถามร้อยคนก็ส่ายหน้าร้อยคน

“มะ..มี่..”

“หืม..ท่านกล่าวอันใดหรือ” มี่เฟยยื่นริมฝีปากเฉียดแก้มอิ่มของเขาอย่างจงใจ องค์ชายเก้าสะดุ้งขึ้นเมื่อสัมผัสความอุ่นร้อนของริมฝีปากนาง อยากคว้านางมาทำโทษเจ้าปากช่างยั่วนั่นเสีย แต่เพราะจรรยาบรรณความเป็นองค์ชายทำให้เขาข่มกลั้นอารมณ์ไว้ลึกๆ หากมีใครรู้ว่าเขาทำประเจิดประเจ้อที่นี่มีหวังท่านพ่อได้ส่งเขาลอยทะเลออกไปแน่ ยิ่งช่วงนี้โดนจับตามองอยู่ อยากแค่ไหนก็ต้องข่มใจ

“มี่เฟย”

หญิงสาวยิ้มมุมปากอย่างมีความสุข มองใบหน้าหมิงซือที่หลับตาปี๋ไปแล้วเพราะความเขินอาย ช่างเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่ายนัก มี่เฟยเขย่งสุดปลายเท้าจุมพิตเบาๆที่ริมฝีปากได้รูปของเขา เธอถอยออกมาหัวเราะคิกคักก่อนจะเดินนำออกไป และพูดคำทิ้งท้ายให้เจ็บแสบเล่น

“รางวัลสำหรับท่านเจ้าคะ ฮ่าๆ หากหายเขินอายข้าแล้วรีบเดินออกมานะเจ้าคะ” มี่เฟยเดินออกจากตรอกด้วยสีหน้าอารมณ์ดีสุดๆ

หมิงซือขบฟันแน่นกลั้นความเขินอายไว้ไม่ไหว เขาโขกหัวกับกำแพงแรงๆทีหนึ่ง หญิงอัปลักษณ์นั่น! ทำไม..ทำไมเขาต้องแพ้ทางนางทุกที!


------------------------



--------------------------------------------------------------------------------

สวัสดีนักอ่านทุกคนค่ะ~

ตอนนี้หนังสืออภินันทนาการมาถึงแล้วว กิจกรรมชิงหนังสือยังไม่หมดเขตนะคะ ยังไงก็สามารถร่วมเล่นได้ในเพจไรท์นะ

ส่วนนักอ่านท่านใดไม่สะดวกที่จะเข้าเพจ สามารถเช่นได้ในเด็กนี้นะคะ แต่ขอช่องทางติดต่อนิดนึง555

 ปล. ตอนนี้หนังสือได้วางขายที่ร้านหนังสือนายอินทร์แล้วนะคะ >< ใครซื้อแล้วเจ้ามารีวิวในเพจให้ด้วยน๊า



จิ้มเพจ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 44 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

762 ความคิดเห็น

  1. #761 Louise_Varrieal (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2562 / 14:32
    ฮือ องค์ชายน่ารักมากเลยค่ะ ;-;
    #761
    0
  2. #283 triratpay (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 / 17:36
    รออออออออ
    #283
    0