เล่ห์รักคณิกา (ตีพิมพ์กับสนพ.แสนรัก ในเครือไลฟ์ ออฟ เลิฟ)

ตอนที่ 10 : ความวิปริตขององค์ชาย ๓

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,058
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 35 ครั้ง
    10 มิ.ย. 62

หลายวันผ่านไป

ภายในเรือนๆหนึ่งของจวนอัครเสนาบดีดูเงียบสงบผิดกว่าทุกวัน เรือนรับรองขององค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือที่มักจะแวะเวียนมาค้างแรม ยามปกติจักมีสตรีมากหน้าหลายตาเข้าออกไม่ซ้ำ แต่ตอนนี้กลับเงียบเหงาแบบที่ไม่เคยเป็น

เจ้าของเรือนนั่งนิ่งในเก๋งริมน้ำ ดวงตาคมเหม่อมองไปยังพื้นน้ำรอบเก๋งอย่างเหม่อลอย นิ้วเรียวสองนิ้วค้างไว้บริเวณริมฝีปากบางที่เคยบวมเจ่อ ไม่ต้องถามก็คงรู้ว่ามันเกิดจากอะไร

เมื่อคืนนั้นหลังจากเขาและมี่เฟยจุมพิตกันเป็นเวลานานกว่าสี่ยาม พอตะวันขึ้นขอบฟ้า ร่างทั้งร่างของมี่เฟยก็ดูเหมือนจะอ่อนระทวย ริมฝีปากอวบอิ่มช้ำจนแดงเจ่อไปหมด นางผละออกจากอ้อมกอดเขาอย่างไม่ใยดีก่อนจะลุกออกไปจากเรือนไม่หันมามองเขาสักนิด

ปล่อยให้เขานั่งนิ่งมองนางเดินออกไป ริมฝีปากที่ยังอบอุ่นเพราะริมฝีปากนางยังจดจำสัมผัสมิจางหายจนบัดนี้

เขาเกิดความสงสัยมากนัก..เมื่อคืนนั้นจุมพิตที่เขาแลกกับนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า พาให้หัวใจร่วมโผบินเกือบแตะขอบฟ้า แต่เขายังมิได้แตะต้องนางหรือทำนางบุบสลายทั้งนั้น เพราะยังหลงใหลในจุมพิตแสนเร่าร้อนนั่น

ต้องยอมรับเลยว่า หัวใจของเขายังเต้นแรงมิหายเมื่อนึกถึงค่ำคืนที่ผ่านมา ใจจริงอยากกักขังนางไว้ให้อยู่ร่วมกับเขาเสีย และคิดว่านางอยากอยู่กับเขาเช่นกัน

แต่ทำไมกัน..เมื่อได้ยินเสียงบานประตูที่เปิดกลอนออก นางก็ลุกขึ้นทันทีอย่างไม่มีเยื่อใย ไหนกันที่ว่านางชมชอบเขา อยากมีค่ำคืนแสนเร่าร้อนกับเขา แล้วเหตุใดนางจึงเดินออกไปทันทีกัน

หรือเรื่องทั้งหมดเขาเข้าใจผิดไปเอง..แล้ววันนั้นที่เขาได้ยินคือสิ่งใดเล่า

ดวงตาคมของซูหยางหมิงซือสั่นไหวน้อยๆเจือแววผิดหวัง มันส่งผลมาจากหัวใจหาใส่เสแสร้งทั้งสิ้น “เฮ้อ...” ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา

“เป็นอะไรเพคะเสด็จพี่”

“เฮ้ย!!” หมิงซือสะดุ้งสุดกายตกใจเกือบหล่นจากเก้าอี้ เขามองน้องสาวร่วมมารดาอย่างตกตะลึง..นางมาตอนไหน แล้วเห็นอะไรบ้าง

“คิก แค่นี้ต้องตกใจด้วย ท่านนี่อ่อนไหวจัง” ดรุณีร่างน้อยนั่งที่เก้าอี้อีกตัวก่อนจะเท้าคางกับโต๊ะไม้จดจ้องใบหน้าของพี่ชายนิ่งๆ แต่ดวงตาพราวระยับ ดูท่าว่าแผนเมื่อหลายคืนก่อนของเธอน่าจะไปได้สวย

“เจ้ามีธุระอันใดหนิงเหยาเจ้าตัวแสบ” หมิงซือยิ้มอ่อนโยนส่งไปให้ ฝ่ามืออุ่นลูบศีรษะของนางเบาๆ หากจะต้องขอบใจใครสักคนคงต้องเป็นเจ้าตัวดีนี้ที่นำพามี่เฟยมาให้เขาเมื่อคืน

“ท่านพี่ชมชอบสหายของข้าหรือ” เจ้าตัวดีไม่พูดพร่ำทำเพลง เธอเอ่ยถามประโยคที่คาใจออกมาทันทีโดยไม่มีเกริ่นเรื่อง ดวงตากลมโตสดใสดูมีประกายแปลกๆชวนให้หวาดกลัว

พรวดดดด! น้ำชาที่กำลังจิบพุ่งกระฉูดเปื้อนพื้นเบื้องล่างทันที หมิงซือไอแค่กๆหลายครั้งจนสงบลงจึงพูดต่อว่า

“มะ..ไม่ใช่! 

“เช่นนั้นหรือ หน้าเสียดายนัก” หนิงเหยาองค์หญิงสิบสองของราชวงศ์ซูหยางแสร้งส่ายหน้าและถอนหายใจออกมาช้าๆ

“เสียดาย..เสียดายสิ่งใด” หมิงซือยังคงถามต่อไปเรื่อยๆ วางท่าทีนิ่งสงบและดูสูงศักดิ์ในตัว ไม่ต้องเอ่ยนามก็น่าจะรู้ว่าสหายที่เด็กสาวกล่าวคือใคร มีเพียงคนเดียวที่เป็นสหายของหนิงเหยาในตอนนี้ และมีเพียงคนเดียวที่เขารู้จัก

“หอโคมแดงมีคณิกาคนหนึ่งโดนไถ่ตัวออกไป ได้ยินข่าวแว่วๆว่าจะแต่งเข้าเป็นอนุหรืออะไรสักอย่าง..อืม..ชื่ออะไรนะ อ๋อใช่..นางชื่อ..” หนิงเหยายังคงพูดต่อไปเรื่อยๆไม่สนใจสีหน้าที่เริ่มซีดลงเรื่อยๆของพี่ชายตัวเองนัก ซูหยางหมิงซือไม่ได้ออกจากเรือนนี้มาหลายวัน แต่ข่าวคราวของนางดังเข้ามาในโสตประสาทเขาทุกวี่ทุกวัน

หลังจากค่ำคืนนั้นก็ผ่านมาเกือบสัปดาห์แล้ว เขาไม่ได้ย่างก้าวเข้าหอคณิกา หรือเรียกสตรีนางไหนเข้ามาปรนนิบัติ และไม่ได้กลับวังเทพสำราญของตนเองไป เพียงอย่างเดียว คือเขาต้องการที่จะซึมซับความอ่อนหวานและกลิ่นจากกายนางที่ยังไม่จางหาย

เขาส่งคนไปติดตามนางอย่างลับๆ และดูเหมือนว่าใบหน้าสวยใสไร้การเติมแต่งและริ้วรอยของนางเมื่อปรากฏสู่ภายนอกแล้ว เหมือนแม่เล้าจะเพิ่มงานให้นางมากขึ้น จนตอนนี้ชื่อคณิกามี่เฟยดังกระฉ่อนไปทั่วเมือง

ความรู้สึกปวดหนึบที่หัวใจมีทุกครั้งที่คนของเขากลับมารายงาน เหมือนมีแรงผลักดันบางอย่างอยากให้เขาไปฉุดนางและไถ่ตัวนางออกจากขอคณิกาเสีย! มันเป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

แต่เขาทำแบบนั้นไม่ได้..ในตอนนี้แม้กระทั่งสู้หน้ายังมิกล้าเลยสักนิด ความเขินอายและผิดหวังในวันนั้นยิ่งทำให้เขาไม่กล้าเข้าหานางไปอีก

พรึบ!

ร่างสูงสง่าขององค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือลุกพรวดทันทีโดยไม่ฟังชื่อของคณิกาที่น้องสาวกำลังจะเอ่ยออกมา ไม่ได้..หากมี่เฟยแต่งให้ใครสักคนเขาก็จะไม่มีโอกาสครอบครองนาง! เขาจักต้องไปจัดการเสีย! ถึงแม้ว่าความรู้สึกปวดหนึบที่หัวใจตอนนี้คืออะไร ความคิดถึง ความคะนึงหา ยิ่งทำให้หัวใจปวดหนักไปอีก

หากเขาได้พบหน้านางความรู้สึกนี้จะลุเลาลงหรือไม่..

ลับหลังร่างองค์ชายเก้า หญิงสาววัยแรกแย้มเพียงหนึ่งเดียวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ดวงตากลมโตที่เคยพราวระยับกวาดตามองรูปภาพมากตัณหาของพี่ชายทั่วห้อง ใบหน้ายิ้มแย้มแปลเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยและสับสน มือเรียวบางเผลอแตะที่ใบหน้าเนียนสวยของตนอีกครา อดีตสายหนึ่งแล่นเข้าสมองเธอคล้ายฝันร้ายอีกระรอก

แค้นนัก..

 

 

 

น้ำตกแห่งหนึ่ง

ดรุณีร่างอ้อนแอ้นอรชรนั่งนิ่งที่ริมน้ำบนโขดหิน อาภรณ์บางเบาสีขาวสะอาดตัวในแนบลู่กับร่างกาย ทำให้นางดูเย้ายวนชวนมองนัก หน้าอกอวบอิ่มสะท้านขึ้นสะท้อนลงตามจังหวะการหายใจ ฝ่ามือเรียวสวยแตะที่ริมฝีปากอวบอิ่มของตัวเอง มันหายบวมแล้วหลังจากค่ำคืนนั้น

มี่เฟยถอนหายใจออกมาอย่างคิดไม่ตก เธอลงไปแหวกว่ายในสระน้ำนั่นอีกครั้ง อย่างใช้ความคิด ซูหยางหมิงซือหรือ..แค่ได้ยินชื่อหัวใจเธอก็หวั่นไหวแปลกๆแล้ว..นี่เรียกว่าชอบใช่หรือไม่?

ไม่หรอก...อาจจะเป็นเพียงความหลงใหลเท่านั้น

ค่ำคืนนั้นเธอต้องยอมรับเลยว่า สัมผัสจากชายหนุ่มที่อายุรุ่นหลานคนนั้นทำให้จิตใจเธออยู่ไม่เป็นสุข เธอทำตัวไม่ถูกเมื่ออยู่ตรงหน้าเขา จะให้เธอบอกว่าหลงใหลเขาที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับเธอหรือ? มันออกจะน่าอายไปนิด เพราะแบบนั้นเมื่อได้ยินเสียงประตูปลดกลอนออก เธอจึงเดินออกไปอย่างไม่ลังเล

หากอยู่นานกว่านั้นอีกนิด เธอคงได้พูดอะไรน่าอายออกไปแน่น

“คุณหนูเจ้าคะ แม่เล้าบอกว่าวันนี้มีแขกคนสำคัญให้ท่านรับเจ้าคะ” เสียงหวานใสของชิงชิงตะโกนมาจากฝั่งหนึ่งของน้ำตก มี่เฟยแหวกว่ายมายังฝั่งทันทีอย่างหงุดหงิด

เธอกะจะมาแช่น้ำเย็นๆให้โล่งสมองเสีย ถึงน้ำจะเย็นสักแค่ไหน แต่เธอเชื่อว่ามันจะทำให้สมองเธอคิดอะไรได้มากขึ้น

 

หลังจากกลับหอโคมแดง เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์ แรกๆเธอเก็บเรื่องของหมิงซือมาคิดหนัก จนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่เพียงคืนเดียวเท่านั้น หลังจากนั้นมาเธอก็ใช้ชีวิตปกติ ลดน้ำหนัก บำรุงตัวเอง เดินเฉิดฉายออกไปไหนมาไหนบ้างจนชายหนุ่มที่เข้ามาใช้บริการหอโคมแดงเรียกหา

ต้องบอกว่าความเจ้าเล่ห์และความฉลาดของเธอยังทำให้เธอเก็บพรหมจรรย์มาได้จนบัดนี้ ตอนนี้เธอไม่ได้คิดเรื่องอยากเสียซิงสักนิด มีเรื่องมากมายที่เธอต้องคิดและใช้เวลาทำความเข้าใจมัน

และดูเหมือนเรื่องขององค์ชายน่าตายนั่นจะกระตุ้นในความทรงจำเธอบ่อยเหลือเกิน จะทำอย่างไรดี..เธอยอมรับว่าหมิงซือเป็นผุ้ชายที่หน้าตาดีและหุ่นแซ่บคนหนึ่ง แต่นิสัยเอาแต่ใจ อ่อนไหวง่าย และโลเลยิ่งทำให้เธอหนักใจ

หากจะคบหากับใครสักคนอย่างจริงจัง แน่นอนว่าเธอจะเลือกคนที่รักเดียวใจเดียว ในตอนนี้เธอค่อนข้างมั่นใจว่าเธอชอบเขานิดๆ แต่ก็ถือว่ามากกว่าผู้ชายหลายๆคนที่เธอคบมา ดังนั้นหากเขาแก้นิสัยเสียๆของตัวเองไม่ได้ เธอก็จะเลิกชอบเขาเอง

เรื่องความรักความใคร่ไม่จำเป็นต้องบอกให้เจ้าตัวรู้ เธอคิดแบบนั้นมาตลอด

“แม่เล้านั่นเอาแต่ใจเสียจริง” มี่เฟยยิ้มบางๆให้สาวใช้คนสนิท ที่ดูว่าช่วงนี้จะเปล่งปลั่งและสดใสขึ้นเป็นพิเศษ คงเพราะสมุนไพรและยาบำรุงต่างๆที่เธอบังคับให้นางใช้กระมัง

“แน่นอนสิเจ้าคะ ก็คุณหนูของข้ารูปงามปานนี้” ชิงเอ๋อยิ้มเบิกบานขึ้นไปอีก หลังจากมี่เฟยหยุดกินยามาเกือบเดือนและดูแลรักษาตัวเอง ทั้งหน้าตาและรูปร่างจึงชดช้อยเสมือนางฟ้านางสวรรค์ ด้วยความสูงที่เด่นอยู่แล้วยิ่งดูสง่าขึ้นหลายเท่าเพียงเพราะคุณหนูของนางรักษาท่าทีนิ่งเฉยน่าค้นหาอย่างลึกลับนั่น

ก็ทำให้ชายหนุ่มมากหน้าหลายตาที่พบเห็นจำต้องเหลียวหลังมองอย่างหยาดเยิ้มแล้ว แต่ถึงแบบนั้นแม่เล้าจอมบงการก็ยังเขี้ยวลากดิน ไม่เลื่อนขั้นยังไม่พอ ยังให้รับแขกมากกว่าคณิกาชั้นต่ำหลายๆคนเสียอีก หากเปรียบๆแล้วตอนนี้มี่เฟยรับแขกไม่หวัดไม่ไหวคล้ายคณิกาขั้นหนึ่งก็มิปาน

“เจ้าก็กล่าวเกินไปชิงเอ๋อ”

“จริงๆนะเจ้าคะ ขนาดข้าที่เป็นผู้หญิงยังชมชอบท่านเลย” ชิงชิงเหลือบมองหน้าอกอิ่มของหญิงสาวที่เด้งขึ้นเด้งลง ใบหน้าก็พลันเห่อร้อนขึ้น..ทำไม..มันใหญ่แบบนี้

“เอาเถิด หากเป็นแขกคนสำคัญก็ขัดมิได้ไม่ใช่หรือ” มี่เฟยยิ้มบางๆ ตอนนี้เธอไม่มีเวลาให้มาคิดอะไร สิ่งที่เธอต้องทำตอนนี้คือไต่เต้าขึ้นสูงสุดของคณิกาและลากตัวบงการที่ทำร้ายชิงเอ๋อของนาง พร้อมทั้งช่วยเหลือน้องสาวชิงเอ๋อไปด้วย

แค่ตอนนี้ที่เธอสวยสง่าและเรียกลูกค้าได้มาก คนๆนั้นคงเต้นเร่าเป็นเจ้าเข้าแล้วกระมัง เพียงแค่รอเวลาอีกเพียงนิดเท่านั้น เธอมั่นใจว่าคนบังการคงวางแผนกำจัดเธออย่างแน่นอน

 

 

หอโคมแดง (ยามอิ่ว 17.00 น. จนถึง 18.59 น.)

“ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็พี่หวางเฟยผู้หล่อเหลานี่เอง” มี่เฟยก้าวย่างเข้ามาในห้องช้าๆเนิบนาบ ขัดกับน้ำเสียงหวานใสแลดูกระตือรือร้นนั่น เธอมองชายหนุ่มร่างกำยำเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่วิเศษเหล่านั้นตาเป็นประกาย

ใบหน้าหล่อเหลายังคงความอ่อนโยนเอาไว้ เฉกเช่นเดียวกับรอยยิ้มละมุนตาที่ส่งมาให้พาให้ใจขัดเขิน ชายผู้นี้ช่างเป็นคนอ่อนโยนและสุภาพ เอาใจบวกกับความหล่อปานเทพเจ้า มันทำให้เธอหลงใหลได้ไม่ยาก ช่างแตกต่างกับเด็กนั่นนัก

“มานั่งนี่เสีย เจ้าตัวดี” ชายหนุ่มตบที่นั่งที่อยู่เคียงข้างกัน มี่เฟยรุดตัวเข้าไปนั่งแต่โดยดีไม่มีท่าทีขัดเขินเอียงอายอันใดที่ต้องรักษา

“ท่านหายไปนานนัก” มี่เฟยอิงซบลาดไหล่หนาของเขาราวออดอ้อน ถึงจะพึ่งเคยพบเคยเจอกัน และพูดคุยกันไม่กี่ครั้ง แต่ความรู้สึกส่วนลึกในใจของเธอ มันร้องบอกว่าเขาไม่ใช่คนอันตรายใดๆ ถึงจะแปลกใจกับความรู้สึกนี้นัก แต่เธอเชื่อว่าอาจจะเป็นส่วนลึกในจิตใจของมี่เฟยคนก่อนก็เป็นได้

“เรื่องมากมายหนาที่ข้าเตรียมการไว้”

“เตรียมการอันใดหรือ” ดวงตาคมโตสบแป๋วมองไปยังชายหนุ่ม เพราะปากไวกว่าความคิดทำให้เธอนึกเสียใจทีหลัง

เรื่องส่วนตัวเขา เธอยังไปยุ่งย่ามอีก! เพราะปากไวกว่าคิดแท้ๆจึงมิได้ไตร่ตรอง หากเขาโกรธขึ้นมาเธอคงจะเสียหน้าไม่น้อย

“เพื่อเจ้าอย่างไรเล่ามี่เอ๋อ” รอยยิ้มละมุนตาหามีแววขัดเคืองทำให้มี่เฟยตาพร่าไปชั่วขณะ เพื่อเธอหรือ? เขาจะทำอะไรเพื่อเธอได้กัน ทำไมช่วงนี้บุคคลที่อยู่รอบกายเธอถึงได้มีความลับและเรื่องมากมายนัก

จริงสิ..มีเรื่องหนึ่งที่เธอต้องถามเขานี่

“พี่หวางเฟย รู้จักคนชื่อหยางเจิ้นหรือไม่” เสียงหวานใสถามออกไปตามที่ใจคิด เพราะคาดว่าคงเป็นสหายที่รู้จักกับหวางเฟย ครานางนางคิดว่าเขาจะตกใจและดีใจจนรีบถามเสียอีกว่านางรู้จักชื่อนี้ได้อย่างไร

แต่กลับกัน..ใบหน้าอ่อนโยนแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมเหม่อมองไปยังเบื้องหน้าอย่างใช้ความคิดและยากหยั่งถึง มี่เฟยจดจ้องกิริยาที่เปลี่ยนไปราวหน้ามือกับหลังมือของเขาอย่างฉงนใจ ตกลงว่าสองคนนี้มิใช่สหายกันหรือ

หญิงสาวกำลังจะแก้ต่างให้ตัวเอง และออดอ้อนเขาเพื่อไม่ให้เขาคิดมาก ใบหน้าอ่อนโยนอยู่เป็นนิจของเขาไม่สมควรเคร่งเครียดและชิงชังแบบนี้

“เจ้ารู้นามนี้มาจากไหนหรือ” มี่เฟยยังมิทันกล่าวเพียงครึ่งคำ ใบหน้าหล่อเหลาก็หันกลับมามองเธอ รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทว่าดวงตาของเขากลับเฉยชาและนิ่งสงบ ถึงใบหน้าจะมีรอยยิ้มแต่งแต้มก็เถิด

“ราวๆแปดคืนที่แล้ว ข้าได้ไปจวนท่านอัครเสนาบดีแล้วได้เจอกับเขาเจ้าคะ”

“เขาพูดสิ่งใดบ้าง”

  “ฝากบอกเจ้าหวางเฟยด้วย ใกล้ถึงเวลาแล้ว”

มี่เฟยกล่าวประโยคนั้นออกมาชัดถ้อยชัดคำ ชนิดที่ไม่เปลี่ยนแปลงสรรพนามหรือข้อความนั้นเลยสักนิด ถึงเธอจะอยากรู้สักแค่ไหนว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่เธอก็ไม่สมควรถาม เพราะเธอยังไม่แน่ใจว่านี่ใช่เรื่องของเธอหรือไม่

พวกเขาอาจมีความลับมากมายที่ปกปิด ซึ่งความลับพวกนั้นมีเธอเกี่ยวข้อง แต่ทว่าเธอที่เข้ามาอยู่ในร่างนี้จะตัดสินใจสิ่งใดได้หรือ เธอไม่ใช่มี่เฟยคนนั้นเสียหน่อย อีกอย่างความทรงจำบางอย่างของร่างนี้ดูจะหายไป เธอจึงไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น มีเพียงตอนนี้ที่เธอจะใช้ชีวิตไปวันๆเท่านั้น

ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ต่างคนต่างใช้ความคิดอย่างหนัก

หวางเฟยขบกรามแกร่งแน่นจนเกิดเสียงกระทบของไรฟัน เส้นเอ็นขึ้นรอยตามลำคออย่างหน้ากลัว เรื่องเมื่อราวๆแปดปีก่อนเขาไม่สามารถปกป้องมี่เฟยตรงนี้ได้ ไม่ใช่เพราะนางเปลี่ยนไป แต่ความทรงจำทั้งหมดของมี่เฟยไม่สมควรจะถูกเปิดเผยตอนนี้

ใกล้งั้นหรือ..เขาคงต้องเตรียมเรื่องนั้นให้เสร็จเร็วขึ้นเสียแล้ว

“หนึ่งเดือนต่อจากนี้จงใช้ชีวิตของเจ้าให้มีความสุขเสีย แล้วหนึ่งเดือนข้าจะมาใหม่เพื่อไถ่ตัวเจ้า” หวางเฟยสรุปโดยย่อไม่อธิบายสิ่งใดเพิ่มเติมก็เดินออกไปจากห้องทันที ปล่อยให้มี่เฟยมองตามอย่างหน่ายใจ มาบอกอะไรครึ่งๆกลางๆแบบนี้ ยิ่งทำให้เธออยากรู้ขึ้นไปอีก ทั้งที่ตอนแรกทำใจให้ไม่สนใจได้แล้วเชียว หวางเฟยลุกขึ้นยืนและขอตัวกลับก่อน ตอนนี้จึงเหลือเพียงเธอที่นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่ในห้อง

ตึกๆๆ

เสียงฝีเท้าย่ำอย่างหนักดังมาตามทางเดิน หากฟังเพียงผิวเผินคงคิดว่ามีเด็กน้อยตามพ่อแม่มาขอคณิกาและหลงทางกระมัง แต่สำหรับมี่เฟยที่รู้จัก เด็ก นิสัยเอาแต่ใจเป็นอย่างดี จึงรู้ได้ว่า เสียงฝีเท้าที่กระแทกกระทั้นลงตามทางเดินนั้นเป็นเสียงฝีเท้าของใคร

หากฟังจากการกระแทกส้นเท้าแรงๆและลมหายใจที่ฟิดฟัด แม้ไม่ดังมากแต่ก็สะท้อนตามการก้าวเดินของเขาอยู่ดี ดูท่าว่าเจ้าเด็กนี่กำลังหงุดหงิดอะไรบางอย่าง..และถ้าหากเดาไม่ผิด เธอคิดว่าเจ้าเด็กไร้มารยาทนี่ต้องแอบฟังเธอคุยกับหวางเฟยแน่

เพราะแบบนี้อย่างไรเล่าเธอถึงต้องคิดแล้วคิดอีก หากเธอชอบบุรุษรุ่นราวคราวหลานแบบนี้ เขาอ่อนแอเกินไป ดูออกง่าย เอาแต่ใจ และไม่รู้จักยอมคน ดูอย่างตอนนี้เสีย เปิดบานประตูออกมาดังปัง! หากประตูกระเด็นออกจากกันได้มันคงปลิวไปคนละทิศ

ลมหายใจหอบหักและฝีเท้าหยุดลงด้านหลังเธอ ทำให้เธอมั่นใจเต็มร้อยว่าใช่คนที่เธอคิดไว้แน่ ไม่ต้องหันกลับไปมองก็สามารถสัมผัสได้ดีทีเดียว

“เปิ่นหวางมิยอมให้เจ้าแต่งเป็นอนุใครทั้งนั้น!” องค์ชายเก้ายืนเท้าเอวค้ำหัวเธออยู่ ใบหน้าขาวนวลขึ้นสีจางๆเพราะความร้อน(ใจ) และความเขินอาย ที่ต้องเป็นฝ่ายมาหานาง

มี่เฟยขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าเรียวเริ่มเข้ารูปของมี่เฟยมีความมืดมนเล็กน้อย..เมื่อครู่เขาว่าสิ่งใดนะ? เธอจะแต่งเป็นอนุ? เมียน้อยหรือ คิดหรือว่าคนแบบเธอจะยอมใช้สามีร่วมกับใคร แต่เดี๋ยว..เขาเอาข่าว(มั่วๆ) มาจากไหนกัน

“คุณชาย มาได้อย่างไรเจ้าคะ” มี่เฟยสร้างรอยยิ้มอ่อนหวานเรียกลูกค้างขัดเขาไป แม้จะรู้ว่าไม่ได้ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นแต่ใครแคร์เล่า  การสร้างความขุ่นมัวและทำให้เขาอารมณ์เสียจนต้องเขินอายออกมาช่างเป็นเรื่องที่เธอชื่นชอบนัก

“เปิ่นหวางอกว่าจะไม่ยอมให้เจ้าแต่งเป็นอนุให้ใครทั้งนั้น!” ชายหนุ่มยังยืนยันคำเดิมเสียงเข้ม มือขาวเริ่มกำแน่นจนแดง ความรู้สึกเขินอายที่ต้องพูดอะไรตรงๆบอกกับความเคืองโกรธเล็กน้อยที่นางเมินเขาในคำถามแรก

“เด็กน้อยเสียจริง” มี่เฟยบ่นงึมงำกระปอดประแปด

“เข้าไม่เด็กแล้ว!สิ้นปีนี้ข้าก็สิบเจ็ดปีเต็ม!

“ข้าหาได้พูดถึงอายุเสียเมื่อไหร่” หญิงสาวถอนหายใจอย่างปลงๆ พูดให้ตายอย่างไรคนที่นิสัยเด็กมีหรือจะยอมรับตัวเอง

“จะ..เจ้า! เจ้าว่าข้าไร้สมองหรือ!

หืม...ฉลาดแฮะ

“ข้าเป็นเพียงคณิกาต่ำต้อยมีหรือจะกล้าว่าท่าน” มี่เฟยยอบกายเล็กน้อยเสแสร้งแกล้งตีหน้า แต่มีหรือองค์ชายเก้าซูหยางหมิงซือที่โดนเล่ห์เหลี่ยมนางมาสารพัดจะมิรู้ว่านางเพียงหยอกเย้าเขาเท่านั้น

อกซ้ายของชายหนุ่มอุ่นวาบขึ้นมา เมื่อเดินเข้ามาในห้องนี้ เพียงพบหน้านางและพูดคุยกับนาง ความคิดถึงที่เขายังไม่แน่ใจนักก็ทุเลาลง และแทนที่เขาจะได้พูดคุยกับนางดีๆ กลับอารมณ์เสียทันทีเมื่อครั้นจะก้าวเข้ามาในห้องและได้ยินบทสนทนาที่นางคุยกับชายคนนั้น

อีกเพียงเดือนเดียวหรือ..เดือนเดียวนางก็จักถูกไถ่ตัวออกไป แล้วแต่งให้ชายคนนั้นทั้งที่ได้เป็นเพียงอนุ ตัวเขาเองรู้ดีแก่ใจว่าคณิกาต่ำต้อยเช่นนางเป็นอนุก็ดีมากโขแล้ว แต่ว่านางจะแต่งเป็นอนุให้ใครไม่ได้ เขาไม่มีทางยอมเด็ดขาด!

เรื่องนี้เขาคิดมาตลอดทาง เขาจะต้องทำให้นางหลงใหลเขาและชื่นชอบเขาให้มากๆเสีย เมื่อนางหลงรักเขาแล้วเขาจะขอนางแต่งเข้าเป็นชายารอง ตำแหน่งชายาของเขาช่างเย้ายวนใจสตรีนัก ในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีใครไม่อยากแต่งเข้าวังเทพสำราญของเขา เดิมทีเขาคิดเพียงว่าตำแหน่งชายาของเขานางจะต้องนิสัยเหมือนเสด็จแม่ อ่อนโยนตามแบบฉบับกุลสตรีที่ดี

มิคาดคิดว่าจะนอกกรอบได้เพียงนี้

 “หึ เช่นนั้นก็เรียกเปิ่นหวางว่าหวางเยี่ยเสีย” องค์ชายเก้ายกแขนขึ้นกอดอกตัวเองเชิดหน้าและสะบัดไปด้านข้างเล็กน้อยเหมือนองค์ชายผู้สูงศักดิ์

เขาสูงศักดิ์จริงนั่นละ แต่เธอเคยบอกแล้ว เธอจะนับถือคนที่สมควรนับถือเท่านั้น องค์ชายตรงหน้าจะสองเดือนที่แล้วหรือตอนนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอก็มองเขาเป็นเพียงเด็กชายที่ถือครองตำแหน่งเท่านั้น เขามิได้ทำประโยชน์อันใดกับประชาชนสักนิด ให้สมกับตำแหน่งและอำนาจบารมีที่ฮ่องเต้ประทานมาให้

“ไม่เจ้าคะ”

“เรียกเปิ่นหวางว่าองค์ชายเดี๋ยวนี้!เด็กหนุ่มวัยสิบหกเท้าเอวยืนประจันหน้ากับคณิกาสาวอย่างขุ่นเคือง ถึงแม้นจะอายุน้อยกว่า ทว่าส่วนสูงกลับสูงกว่านางมากนัก หากมองมุมนี้จะเห็นหน้าผากมลน่าดีด จมูกโด่งรั้นของนาง ริมฝีปากอวบอิ่มที่หวานละมุนนัก

“หืม? ท่านช่างอารมณ์ร้อนยิ่งนัก มามะ มี่เฟยคนนี้จะทำให้ท่านอารมณ์เย็นลงเอง” หญิงสาวคณิกานุ่งห่มน้อยเดินเข้าประชิดลำตัวชายหนุ่ม ลำแขนเรียวโอบกอดเอวสอบไว้หลวมๆพลางซบใบหน้าชวนฝันที่ลาดไหล่หนา มือเรียวแสนซุกซนไล้ต่ำกว่าสะดือจนหน้าหวาดเสียว

“สะ..สตรีหน้าไม่อาย!!!” ชายหนุ่มรีบสะบัดตัวออกคล้ายรังเกียจ ใบหน้าขาวนวลเห่อร้อนอย่างช่วยไม่ได้ มือของนางช่างซุกซนนัก คิดดูเถิดในห้องที่มีเพียงแสงเทียนและกลิ่นหอมอ่อนๆที่สายลมพัดกลิ่นกายนางมาแตะจมูกเขา เพียงแค่นี้อารมณ์เขาก็กระเจิงขนาดไหน

เช่นนั้น ใครกันที่หน้าแดงใส่ข้ากัน?” หญิงสาวอมยิ้มล้อเลียนเขาบางๆสองมือยังละห่างจากกายหนุ่ม นางเข้าไปประชิดตัวเขาอีกครั้งลูบไล้เอวสอบแน่นหนัดอย่างหมั่นเขี้ยว

เจ้าเด็กนี่จับลื่นมือดีจัง

สาวหื่นคิดเรื่องลามกอยู่ในใจ โครงหน้าสวยได้รูปหลังลดน้ำหนักเอนซบที่ลาดไหล่เขา หมิงซือหายใจติดขัดและหัวใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แขนยาวของเขาโอบรอบเอวนางไว้ เมื่อลองมองพิจดูแล้ว ตอนนี้นางช่างตัวเล็กนัก โชคดีที่นางสูงมากกว่าสตรีอื่นใด จึงทำให้นางสูงโปร่งอรชรอ้อนแอ้น โครงหน้าไข่มีส่วนประกอบอย่างลงตัว สายตาขององค์ชายเก้าหยุดมองที่ริมฝีปากอวบอิ่มที่เขาหลงใหล

ในคืนนั้นเขาจุมพิตนางจนถึงเช้า แต่จูบเท่าใดก็ยังไม่หนำใจเสียที หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาต่างเฝ้าคำนึงถึงรสสัมผัสที่ติดริมฝีปากไม่จางหาย และคงจะดีนักหากชีวิตของเขาได้จุมพิตนางทุกเมื่อเชื่อวัน แววตาหลงใหลปรากฏชัดในเนตรคมขององค์ชายเก้า หากต้องยกสตรีน่าไม่อายนี่ให้กับใคร เขาไม่ยินยอมเด็ดขาด

“มี่เฟย..เจ้าอยากแต่งเข้าวังของเปิ่นหวางหรือไม่”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 35 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

762 ความคิดเห็น