คัดลอกลิงก์เเล้ว
นิยาย Between US [Day6] | Jaehyungparkian Between US [Day6] | Jaehyungparkian | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



What do I say
We didn’t have to play no games
I should’ve took that chance I should’ve asked for u to stay

อะไรก็ตามที่ฉันพูด
เราไม่ได้กำลังเล่นเกมส์กันอยู่ 
ฉันควรจะได้รับโอกาสที่จะได้ขอร้องให้เธออยู่







*****

o w e n tm.

เนื้อเรื่อง อัปเดต 16 พ.ค. 61 / 22:40


คนเราต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะแน่ใจว่ากำลังตกหลุมรักใครสักคน?

 

จู่ๆคำถามนี้ก็ผุดขึ้นมาในหัวของคังยองฮยอนขณะที่เขากำลังฟังอาจารย์บรรยายเรื่องแนวคิดทางจิตวิทยาอยู่หน้าห้อง ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ยังคงถูกถ่ายทอดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบที่ฟังแล้วชวนให้หลับแต่ถึงอย่างนั้นยองฮยอนก็คิดว่าเขายังไหวในการทนฟังอาจารย์พูดไปอีกสักครึ่งชั่วโมง มือเรียวควงปากกาน้ำเงินในมือไปมาพร้อมกับหาคำตอบให้กับคำถามที่อยู่ในหัว

 

ถ้าสมมติว่าตอนนี้เขาตกหลุมรักใครสักคน เขาจะแน่ใจได้ยังไงว่านี่คือการตกหลุมรัก?

 

คำถามที่สองที่เกิดขึ้นมาทำให้ยองฮยอนเริ่มเสียสมาธิจากการฟัง เขาสะบัดหัวสองสามทีเพื่อทำให้หัวตัวเองโล่งๆแต่มันกลับได้ผลตรงกันข้ามเมื่อสายตาของเขาไปสะดุดที่เพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งซึ่งนั่งเท้าคางหลับอยู่บริเวณแถวหน้าถัดจากเขาไปสองแถวขวามือติดกับผนังห้อง

ชายหนุ่มใส่แว่นผมสีทองสว่างเอามือเท้าคางกับโต๊ะทำเนียนเหมือนกำลังฟังที่อาจารย์สอนอยู่แต่ทว่าเปลือกตากลับปิดลง แก้มที่ดูไม่มีไขมันถูกมือข้างซ้ายดันไว้ ริมฝีปากสีนมเย็นเจ่อขึ้นเล็กน้อย

สิ่งที่อาจารย์สอนเมื่อต้นคาบวนกลับเข้ามาในสมองของยองฮยอนอีกครั้ง

การที่จะวิเคราะห์แรงจูงในในการกระทำสิ่งต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับสองตัวแปรสำคัญคือความต้องการและแรงขับ คังยองฮยอนที่จู่ๆก็ดันนึกคำถามได้สองคำถามและต้องการหาคำตอบ ซึ่งความต้องการในการหาคำตอบนั่นก็ถือว่าเป็นตัวแปรที่หนึ่ง ส่วนคนที่นั่งหลับอยู่นั่น ไม่สิ—

พัคเจฮยองอาจจะเป็นตัวแปรที่เรียกว่าแรงขับทำให้เขามีแรงจูงใจอยากหาคำตอบให้กับสองคำถามในหัว

 

 

“เมื่อคืนนายไม่ได้นอนหรือไง?”

ยองฮยอนถามคนใส่แว่นที่กำลังอ้าปากหาวหวอดอยู่ตรงข้ามเขาในร้านกาแฟใต้ตึกคณะ เจฮยองส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนจะพยายามปรับตัวเองให้อยู่ในโหมดปกติ

“จริงๆแล้วฉันนอนไปแค่นี้”

นิ้วชี้และนิ้วกลางถูกชูขึ้นเพื่อบอกจำนวนชั่วโมงในการนอนหลับของอีกคน ยองฮยอนขมวดคิ้วเพราะเขาคิดว่าเจฮยองกำลังล้อเล่น

“บ้าน่า นอนน้อยขนาดนั้นเนี่ยนะ?”

“ก็เมื่อคืนกว่าจะกลับห้องก็เกือบๆตีห้า ไหนจะอาบน้ำแล้วก็อ่านเนื้อหาควิซวันนี้อีก ตอนที่หัวถึงหมอนฉันถึงเห็นว่ามันหกโมงเช้าเข้าไปแล้ว”

เจฮยองตอบด้วยน้ำเสียงติดงัวเงียเล็กน้อยถึงปานกลางพลางก้มลงดูดอเมริกาโนเย็นไปสองสามอึก คนที่ขมวดคิ้วอยู่ค่อยๆถอนหายใจ ยองฮยอนมองคนตรงข้ามเขาที่ตอนนี้เปลือกตาเตรียมจะปิดด้วยความรู้สึกสงสารปนขำ เขารู้มาว่าเจฮยองมักจะทำงานพิเศษในตอนกลางคืนเพื่อเก็บเงินไว้เป็นค่าเทอมและค่าของจิปาถะต่างๆเพราะไม่อยากรบกวนทางบ้านมากนัก ถึงแม้ว่ามันจะเป็นแค่งานเล่นดนตรีตามร้านอาหารหรือพวกบาร์ใกล้กับมหาวิทยาลัยแต่เขาก็ไม่ค่อยอยากให้เจฮยองทำงานจนดึกดื่น

“ถ้าง่วงก็นอนไปก่อนก็ได้ ใกล้เวลาแล้วเดี๋ยวปลุก”

ยองฮยอนพูดกับคนที่พยายามฝืนตัวเองอ่านชีทตรงหน้า เจฮยองตอบเขาด้วยน้ำเสียงงึมงำก่อนจะหยิบชีทและหนังสือเรียนมากองรวมกันแล้วฟุบหน้าลง ตอนนั้นเองที่ยองฮยอนแอบจับเวลาในใจเพื่อหาคำตอบของคำถาม

ไม่ใช่หนึ่งนาที

เขาแอบบันทึกคำตอบที่ได้ไว้ในใจ

เข้มยาวของนาฬิกายังคงเดินไปเรื่อยๆเช่นเดียวกับคังยองฮยอนที่กำลังจับเวลาในใจขณะมองคนที่กำลังฟุบหลับ เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปกี่นาทีเพราะไม่ได้สนใจที่จะมองนาฬิกา แต่เมื่อพัคเจฮยองค่อยๆขยับตัวและเงยหน้าขึ้นนาฬิกาจับเวลาในใจเขาก็หยุดลง

ยองฮยอนนับเวลาที่ตัวเองสบตากับเจฮยองก่อนที่เจ้าก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายจะเต้นแรงได้ 8 วินาที

และเขาคิดว่าตัวเองได้คำตอบสำหรับคำถามแรกแล้ว

 

อากาศที่ร้อนกว่าปกติทำให้สองคนที่เพิ่งจบควิซตอนบ่ายวันจันทร์และกำลังจะกลับหอถอนหายใจ ยองฮยอนมองเจฮยองที่หยิบชีทในกระเป๋าเป้มาพับครึ่งแล้วใช้แทนพัดในขณะที่เหงื่อยังคงไหลไม่หยุดและใบหน้าของเจฮยองเริ่มเป็นสีแดงหน่อยๆ

“ไม่ร้อนหรอ?”

เจฮยองถามเขาด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน มือก็ยังคงใช้ชีทพัดเอาลมเข้าปะทะตัวเอง

“ถ้าใจเราคิดว่าไม่ร้อน มันก็จะไม่ร้อน”

ขายาวก้าวไปตามทางเดินในมหาวิทยาลัย ร่มเงาจากซุ้มหลังคาโค้งพอจะเป็นที่บังแดดให้พวกเขาได้บ้าง ยองฮยอนหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นท่าทีของเจฮยองหลังจากที่เขาตอบกลับไปแบบนั้น เจหยุดพัดพลางกะพริบตาปริบๆสองสามทีก่อนจะพัดต่ออีกครั้ง

“ไม่เห็นจะเป็นอย่างนั้นเลย มั่วแล้วยองฮยอน”

“ฉันก็ไม่ได้บอกว่ามันจริงซักหน่อยนี่”

แน่นอนว่าพอได้ยินแบบนั้นคนที่ตัวสูงกว่ายองฮยอนก็เอาชีทพับครึ่งในมือมาฟาดกันไปหนึ่งที คนโดนทำร้ายได้แต่หัวเราะเพราะก่อกวนเจฮยองได้สำเร็จ พวกเขาทั้งคู่เดินกันจนถึงป้ายรถโดยสารของมหาวิทยาลัย ต้นไม้ใหญ่สองต้นช่วยเป็นร่มให้ได้อย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นแทนที่จะมีลมพัดเย็นๆอากาศกลับนิ่งสนิท

“ไหนใครบอกว่ายืนใต้ต้นไม้แล้วลมจะเย็นไง”

พัคเจฮยองบ่นอุบ ชีทถูกเก็บเข้ากระเป๋าไปแล้วมือหนาจึงจับที่เสื้อตัวเองแล้วกระพือเพื่อหวังจะคลายร้อน

“เมื่ออากาศร้อนลอยตัวสูงขึ้น อากาศเย็นก็จะเข้ามาแทนที่ทำให้เกิดลม ในกรณีนี้ฉันว่าอากาศร้อนอาจจะยังลอยตัวสูงไม่พอ”

เจ้าของดวงตาเรียวมองไปทางเพื่อนตัวสูงที่ตอนนี้กำลังหน้าแดงเพราะอากาศร้อนอย่างหน้าสงสาร

“อากาศไม่ลอยตัว แต่ตอนนี้ฉันจะละลายแล้วระเหยเป็นไอแทนแล้วล่ะ”

สีหน้าของเจฮยองดูเพลียอย่างเห็นได้ชัด ใต้ตาคล้ำบวกกับเหงื่อที่ซึมตามขมับทำเอายองฮยอนอดไม่ได้ที่จะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับให้อีกคน ร่างสูงสะดุ้งเล็กน้อยแต่เมื่อเห็นว่ายองฮยอนเพื่อนเขากำลังทำอะไรก็รู้สึกค่อยยังชั่ว

“ถ้าอยู่แบบนี้อีกสักพักฉันว่านายต้องเป็นลมแน่ๆเลยเจ”

เขาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังขณะที่เอาผ้าเช็ดหน้าพัดให้อีกคน เจฮยองพยักหน้าเบาๆเป็นเชิงเห็นด้วย ยองฮยอนมองซ้ายมองขวาก็เห็นว่าเพื่อนร่วมมหาลัยคนอื่นก็มีสภาพไม่ต่างจากพวกเขานัก

“โคตรเกลียดหน้าร้อนเลยให้ตาย”

เจฮยองยังคงบ่นต่อไปทั้งๆที่ยองฮยอนเห็นว่าริมฝีปากอีกฝ่ายแห้งผาด ไม่นานหลังจากนั้นรถโดยสารของมหาวิทยาลัยก็มาจอดที่ป้าย แต่โชคร้ายที่วันนี้ดูเหมือนว่าจะมีคนใช้บริการเยอะเป็นพิเศษทำให้พวกเขาก็ทนร้อนและเบียดกับคนอื่นๆ ยองฮยอนพยายามดันคนที่มาเบียดตัวเขาออกไปแต่ด้วยความเพลียจากอากาศร้อนทำให้เรี่ยวแรงของเขาหดหาย

“ยืนดีๆเดี๋ยวก็ล้มหรอก”

เสียงทุ้มของเจฮยองดังขึ้นเรียกให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง คนใส่แว่นที่มายืนอยู่ตรงหน้าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ช่วยดันคนรอบๆให้ห่างจากเขาจนสามารถหายใจได้สะดวก ยองฮยอนยิ้มบางๆส่งให้อีกคนที่กำลังโหนราวจับอยู่ ด้วยระยะที่ห่างกันแค่นี้ทำให้เขาเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว หัวใจเริ่มเต้นรัวอีกครั้งเมื่อเจฮยองค่อยๆเขยิบเข้ามาใกล้เขาเพราะคนเบียดและทุกครั้งที่รถเบรก

ยองฮยอนจดโน้ตเอาไว้ในใจแล้วว่าถ้ากลับไปถึงหอเมื่อไหร่เขาจะกลับไปหาคำตอบของคำถามข้อที่สอง

 

 

คืนวันศุกร์เป็นคืนที่คังยองฮยอนชอบมากที่สุด ในหนึ่งสัปดาห์วันศุกร์จะเป็นวันที่เขามีเรียนแค่ตอนเช้าจากนั้นก็ว่างยาวไปจนถึงวันอาทิตย์ เพราะงั้นทุกวันศุกร์หลังเลิกเรียนเขามักจะชอบไปนอนเล่นที่หอเจฮยองก่อนที่ตอนเย็นจะพากันออกไปร้านที่อีกคนทำงานอยู่

และวันนี้ก็เป็นอีกวันที่เขามาที่ห้องเจฮยอง

“ช่วงนี้นายได้เล่นกีตาร์บ้างหรือเปล่ายองฮยอน?”

เจ้าของห้องเอ่ยถามเมื่อเขาเข้ามาถึงและจับจองที่นั่งบนโซฟา ห้องของเจฮยองอยู่ในหอพักที่ไกลจากมหาวิทยาลัยแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเดินทางลำบาก เจฮยองเคยบอกเหตุผลที่ยอมเช่าหอไกลจากมหาวิทยาลัยเพราะค่าห้องจะถูกกว่าแถมยังใหม่กว่าหอใกล้ๆ เพราะงั้นถึงจะใช้เวลาเดินทางนานขึ้นอีกสักนิดแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า

“ไม่ค่อยนะ ไม่มีเวลา”

ยองฮยอนเห็นว่าอีกคนพยักหน้าแล้วเดินไปหยิบกีตาร์ตัวโปรดมานั่งข้างๆเขาบนโซฟา ท่าทางแบบนั้นทำให้ยองฮยอนรู้สึกว่ามันดูมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด ทั้งๆที่เมื่อก่อนเขาก็เห็นเจฮยองเล่นกีตาร์อยู่บ่อยๆ

“คืนนี้นายจะเล่นเพลงอะไรอ่ะ?”

คนที่กำลังเริ่มดีดกีตาร์ยังคงไม่ตอบแต่กลับยิ้มบางๆเมื่อนิ้วเรียวค่อยๆบรรเลงทำนองเพลงที่ยองฮยอนรู้จักเป็นอย่างดี

 

I found a love for me

ผมเจอรักที่เฝ้าตามหาแล้ว

 

ใช่ ยองฮยอนคิดว่าเขาเจอคำตอบของคำถามเรื่องการตกหลุมรักทั้งสองคำถามนั่นแล้ว

 

Darling, just dive right in and follow my lead

ที่รัก คุณแค่เริ่มทำโดยไม่ต้องคิดสิ่งใด และตามผมมา


ภาพเจฮยองที่กำลังร้องเพลงโปรดของเขาถูกบันทึกไว้เรียบร้อย และเหมือนทุกครั้งยองฮยอนมักจะเอ่ยชมอีกฝ่ายเสมอ

“เป็นไง?”

“นายก็รู้ว่าฉันต้องตอบว่าดีมากอยู่แล้ว”

ตอนนี้ยองฮยอนคิดว่าสมองของเขากำลังสั่งในอะดรีนาลีนหลั่งหลังจากได้เห็นรอยยิ้มของพัคเจฮยอง หัวใจของเขาเริ่มเต้นแรงอีกครั้ง บางทีนอกจากอะดรีนาลีนแล้วสมองอาจจะสั่งให้หลั่งฮอร์โมนตัวอื่นที่ทำให้เขารู้สึกมีความสุขออกมาด้วย

“ทำไมจู่ๆถึงเลือกเพลงนี้ล่ะ?”

เจฮยองยิ้ม ไม่ได้ตอบเขา

“นี่”

ยองฮยอนเลิกคิ้วเมื่ออีกฝ่ายเรียกกันทั้งๆที่กำลังก้มหน้างุด มือเรียวของเจฮยองยังคงจับที่คอร์ดกีตาร์อยู่เหมือนเดิมแต่เขารู้สึกเหมือนอีกคนกำลังบีบมันอยู่ สังเกตได้จากเส้นเลือดที่มือที่เห็นชัดขึ้น

“นายว่าจีมินจะชอบเพลงเมื่อกี้หรือเปล่า?”

 

ผมสีทองของเจฮยองถูกเซ็ตปัดให้ลงมาด้านหน้า แว่นตาทรงกลมที่เจ้าตัวมักจะใส่เป็นประจำถูกแทนที่ด้วยคอนแทคเลนส์ทำให้ใบหน้าของเจฮยองดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย

เสื้อผ้าที่ปกติแล้วมักจะแต่งแบบสบายๆไปแต่วันนี้กลับเป็นเสื้อสูทสีเทาเข้ม

ยองฮยอนมองคนที่กำลังบรรจงเซ็ตผมตัวเองอยู่หน้ากระจกด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่ดูเหมือนว่าตัวแปรในการหาแรงจูงใจเรื่องการหาคำตอบของเขาจะไม่สมบูรณ์ ทำให้คำตอบที่เขาลงข้อสรุปไว้แล้วมีส่วนที่ผิดพลาดซึ่งตัวเขาเองนั้นก็ยังไม่สามรถบอกได้ว่าส่วนที่ผิดพลาดนั้นคืออะไร

“โอเครึยังอ่ะ?”

“............”

“ยองฮยอน?”

“หืม? อ๋อ โอเคแล้วๆ”

เพราะมัวแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเองยองฮยอนจึงไม่ทันได้ฟังคำถามของเจ เขาเห็นว่าเจพยักหน้าแล้วเตรียมเดินไปหยิบเคสกีตาร์โปร่งที่วางอยู่มุมห้อง ยองฮยอนลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะถอนหายใจ เก็บแว่นของเจฮยองเข้ากล่องและเอาใส่กระเป๋าสะพายของเขาไปด้วย

 

 

ทุกคืนวันศุกร์ที่ร้านที่เจฮยองมาทำงานพิเศษเล่นดนตรีมักจะมีลูกค้าแน่นร้านเสมอ วันนี้ก็เช่นกัน ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาจะเป็นนักศึกษาเหมือนกับพวกเขาที่ชอบมานั่งชิลยามค่ำคืนหรือนัดเพื่อนๆมารวมตัวกันเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการเรียนและการทำงานมาตลอดทั้งสัปดาห์

แสงไฟสีส้มสลัวๆทำให้บรรยากาศดูน่าค้นหา เขาส่งเจฮยองที่ทางเข้าหลังร้านก่อนที่จะเดินออกมานั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนที่รู้จัก

“ไง”

เพื่อนรวมมหาลัยที่เขาสนิทตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน พัคซองจินยังคงอยู่ในชุดนักศึกษาเหมือนกับเขาเพียงแต่ผมเผ้าถูกเซ็ตให้ดูดีกว่าเขานิดนึงแถมมีเสื้อช็อปอยู่ด้วย

“อาทิตย์ที่แล้วไม่ได้มาหรอ?”

ยองฮยอนเอ่ยเพราะเมื่อครั้งที่แล้วที่เขามาแต่ก็ไม่เจอเพื่อนหน้าหมีคนนี้ในร้าน ซองจินพยักหน้าบ่นกระปอดกระแปดว่ามีแล็บมีอะไรเยอะแยะจนไม่ได้มีเวลาพักหายใจ

“แล้วนี่ไอ้เจจะเล่นตอนไหนนะ?”

“ถ้าปกติก็สามทุ่ม”

เขาตอบพลางชนแก้วกับซองจินไปด้วย ยองฮยอนยิ้มทักทายเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองสามคนที่เขารู้จักผิวเผินแต่ไม่ได้สนิทเนื่องจากอยู่กันคนละคณะ ถ้าจำไม่ผิดคนที่ตัวเล็กๆนั่งอยู่ฝั่งขวาสุดน่าจะเป็นคิมวอนพิล ส่วนที่เหลือนั้นเขาจำชื่อไมได้แล้ว

“นั่นใช่คนที่ไอ้เจชอบรึเปล่าวะ?”

ซองจินมองไปทางกลุ่มผู้หญิงโต๊ะใกล้ๆซึ่งมีคนที่เขาคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่ หนึ่งในนั้นคือพัคจีมินที่เรียนเซคเดียวกัน ไม่รู้ว่าทำไมซองจินถึงได้ถามออกมาแบบนั้นแต่ยองฮยอนก็เลือกที่จะเก็บความสงสัยไว้

“ใครวะ?”

“อ้าว นี่ไม่รู้หรอ นั่นไงๆ พัคจีมินอ่ะ”

หญิงสาวผมยาวสีสว่างในชุดสีดำรัดรูปกำลังพูคุยอย่างออกรสกับเพื่อนร่วมโต๊ะที่ยองฮยอนไม่รู้จักและไม่คุ้นหน้าสักคน พัคจีมินหยิบโทรศัพท์ออกมากดสองสามทีในขณะที่มือก็ชนแก้วไปด้วย

“จีมินก็ฮอตพอตัวนะเว้ย ดังมาไกลถึงคณะวิศวะ”

ยองฮยอนไม่ได้ตั้งใจฟังที่ซองจินพูดเท่าไหร่เพราะสายตาของเขากำลังจับจ้องไปที่พัคจีมิน หน้าอกข้างซ้ายของเขารู้สึกเจ็บแปลบอย่างไม่มีสาเหตุ พลันทำให้อะไรๆรอบตัวตอนนี้เฟลไปหมด

“ยองฮยอน”

เสียงเรียกพร้อมกับแรงสะกิดเบาๆที่ไหล่ทำให้คนถูกเรียกที่กำลังนั่งจ้องหน้าจีมินแบบเฟลๆอยู่หันไปมอง ใครสักคนที่เขาอาจจะเคยเจอยืนยิ้มอยู่โดยที่ในมือถือแก้วน้ำสีอำพันยื่นมาตรงหน้า

“ทำหน้าแบบนั้นจำกันไม่ได้ล่ะสิ”

ชายผมดำนั่งลงตรงที่ว่างข้างๆเขาก่อนจะหันไปทักทายซองจินและเพื่อนคนอื่นๆแล้วหันมายื่นแก้วในมือมาทางเขา เพื่อรักษามารยาทยองฮยอนก็จำเป็นต้องหยิบแก้วของตัวเองไปชนกับอีกฝ่าย

“ฉันเควินไง เพื่อนเจ”

เควินแนะนำตัวเองให้เขารู้จักพลางส่งยิ้มบางๆมาให้ ใช้เวลาประมวลผลประมาณห้าวินาทีก่อนที่ยองฮยอนจะนึกออกว่าคนที่มาชนแก้วด้วยเป็นใคร ที่แท้ก็เควินที่เจเคยแนะนำให้รู้จัก เขาคิดในใจ

“แล้วนี่ไม่เห็นหน้าเห็นตา ตั้งแต่มีแฟนนี่หาตัวจับยากสัด”

คนที่นั่งข้างเขาหัวเราะน้อยๆ ยองฮยอนเพิ่งรู้ก็ตอนนี้ว่าเควินมีแฟนเพราะตอนที่เจแนะนำให้เขารู้จักเมื่อเดือนก่อนยังบอกว่าตัวเองโสดอยู่เลย แต่ดูเหมือนว่าการที่ซองจินพูดเรื่องแฟนขึ้นมาทำให้สีหน้าของเควินเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาไม่รู้หรอกว่าทำไมเพราะโทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงสั่นแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้า ยองฮยอนเห็นข้อความจากเจส่งมาในแอพพลิเคชั่นสนทนาว่าอีกเดี๋ยวจะขึ้นเวทีแล้ว

“เจบอกว่าจะขึ้นเวทีแล้วนะ”

เขาเอ่ยบอกกับซองจินและเพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นๆ แอบเหลือบมองไปทางจีมินที่นั่งอยู่ใกล้ๆก็เห็นว่าฝ่ายนั้นกำลังกดโทรศัพท์ไปยิ้มไปพลางมองไปทางเวที แก้วเหล้าในมือถูกเจ้าของยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดจนเควินถึงกับตกใจ ปกติเวลามาที่ร้านพร้อมเจในวันศุกร์ยองฮยอนมักจะไม่ดื่มเพราะเขาต้องประคองสติตัวเองเพื่อหิ้วเจกลับห้อง แต่ดูเหมือนว่าวันนี้เจอาจจะต้องกลับห้องเองแล้ว

“เพียวแต่หัววันเลยนะยองฮยอน เดี๋ยวก็ไปเร็วหรอก”

ยองฮยอนยกยิ้มมุมปากให้กับเควินที่ถึงแม้ปากจะเตือนเขาแบบนั้นแต่มือก็รินเหล้าลงในแก้วเขา ร่างโปร่งกระดกน้ำสีอำพันในแก้วลงคออีกครั้งรวดเดียว รสชาติขมบาดคอกับกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของแอลกอฮอล์ทำให้เขาต้องใช้ความพยายามในการกลืนมันลงไป แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่ทำให้สติของเขาหายไป

“คราวนี้เจจะร้องเพลงอะไรอ่ะ รู้มั้ย”

คนที่เพิ่งจัดเพียวไปส่ายหน้าให้กับคำถามของซองจิน ที่จริงยองฮยอนก็พอจะเดาออกว่าเจฮยองจะร้องเพลงอะไรแต่เขาเลือกที่จะทำเป็นไม่รู้ เพราะร่างโปร่งยังจำตอนที่เจฮยองซ้อมเพลงนี้แล้วถามความคิดเห็นเขาตอนสุดท้ายได้ เขารู้ว่าเจฮยองจะร้องเพลงสำหรับคืนนี้ให้กับพัคจีมิน

พอคิดแบบนั้นยองฮยอนก็รู้สึกเจ็บที่หน้าอกอีกแล้ว

“สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลยนะ ไหวป่ะเนี่ย”

เควินสะกิดที่ไหล่ ยองฮยอนสะดุ้งออกจากภวังค์ตัวเองแล้วหันไปส่ายหน้า แสงไฟที่ตกแต่งเวทีเปลี่ยนสีเป็นสัญญาณว่าใกล้ได้เวลาที่ดนตรีสดจะเริ่ม บริเวณรอบๆโต๊ะของพวกเขาเริ่มมีคนมายืนรอดูนักร้องประจำของร้าน บ้างก็ตะโกนเรียกพนักงานเสิร์ฟเพื่อสั่งเครื่องดื่มเพิ่ม

เก้าอี้หนึ่งตัวถูกนำมาวางที่กลางเวทีตามมาด้วยกีตาร์ตัวโปรดของเจฮยองที่เขาจำได้ดี พนักงานกำลังจัดไมค์โครโฟนให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมก่อนที่ร่างสูงของคนที่ยองฮยอนคุ้นเคยจะเดินออกมาจากด้านหลังเวทีเรียกเสียงกรี๊ดจากลูกค้าผู้หญิงโต๊ะใกล้เวทีและเขาก็เห็นว่าพัคจีมินก็เป็นหนึ่งในนั้น เจส่งยิ้มให้กับคนดูรอบๆก่อนจะนั่งลงและหยิบกีตาร์ของตัวเองขึ้นมาพลางเริ่มดีดเบาๆ

แค่เพียงโน้ตแรกยองฮยอนก็อยากจะบีบแก้วในมือให้แหลก

ไหนตะเสียงทุ้มนุ่มของเจฮยองที่กำลังร้องเพลงอยู่อีก

 

I found a love for me

Darling just dive right in

And follow my lead

Well I found a girl beautiful and sweet

I never knew you were the someone waiting for me

 

สายตาของเจยังคงสื่ออารมณ์ได้ดีเหมือนทุกครั้ง โดยเฉพาะครั้งนี้เมื่อเข้าท่อนฮุคยองฮยอนก็สบเข้ากับสายตาสื่อความหมายจากคนที่ร้องเพลงอยู่บนเวที

 

'Cause we were just kids when we fell in love

Not knowing what it was

I will not give you up this time

 

แวบเดียวที่ยองฮยอนแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าเจร้องเพลงนี้ให้เขา แต่ในความเป็นจริงแล้วเจคงร้องให้กับคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าเวที แหงสิ เพราะที่ที่เขากับพวกซองจินนั่งอยู่ค่อนข้างห่างจากเวทีพอสมควรแถมไฟในร้านยังสลัวๆ เจไม่มีทางมองเห็นเขาในความมืดแบบนี้ได้หรอก

 

Now I know I have met an angel in person

And she looks perfect

I don't deserve this

You look perfect tonight

 

เมื่อจบเพลงเจก็ส่งยิ้มให้เหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะพิเศษกว่าที่ผ่านมาเพราะร่างสูงของคนบนเวทีหันไปส่งยิ้มให้กับพัคจีมิน ริมฝีปากบางเม้มแน่น มือที่ถือแก้วในมือเริ่มชื้นเหงื่อ ยองฮยอนกระดกเหล้าในแก้วอีกครั้งระหว่างที่เจฮยองกำลังพูดทักทายลูกค้าในร้านตามปกติ

“เพลงที่จบไปเมื่อกี้ก็เป็นเพลงพิเศษที่ผมตั้งใจจะมอบให้กับคนคนนึงนะครับ” เจฮยองเว้นวรรคพลางคลี่ยิ้มบาง “คนที่ตอนนี้กำลังดูผมอยู่จากที่ไหนสักที่ในร้าน”

น้ำเสียงติดตลกของเจนั้นน่าฟัง ยองฮยอนรู้ดี แต่ตอนนี้เขาไม่สามรถทนฟังที่เจพูดได้อีกต่อไป กระเป๋าสะพายถูกเจ้าของมือเรียวเปิดออกแล้วหยิบกล่องแว่นออกมาวางไว้บนโต๊ะ

“ซฮงจิน ฝากแว่นคืนให้เจด้วยนะ คืนนี้ไม่ไหวว่ะ”

เขาเอ่ยบอกซองจินสั้นๆพอเห็นอีกฝ่ายพยักหน้ารับก็เตรียมจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากร้านแต่ทว่าก็ช้ากว่าคำพูดต่อไปของเจที่ฟังแล้วยองฮยอนรู้สึกเจ็บเหมือนโดนมีดมาแทงที่อก

“คุณพัคจีมินถ้าได้ฟังเพลงต่อไปแล้ว กรุณาช่วยตอบตกลงด้วยนะครับ”

 

 

ยองฮยอนทิ้งตัวลงกับเตียงทันทีที่กลับมาถึงห้อง ก่อนออกจากร้านเขาพยายามเดินฝ่าคนที่เบียดให้เร็วที่สุดเพื่อที่จะไม่ต้องได้ยินเสียงเจ ยิ่งเสียงโห่แซวจากลูกค้ายิ่งทำให้เขาอยากออกไปจากร้าน และเมื่อโบกแท็กซี่ได้เขาก็รู้สึกเหมือนสติของตัวเองหลุดลอยจนกระทั่งกลับมาถึงห้อง

หมอนข้างถูกกอดไว้แน่นพลันดวงตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ยองฮยอนเม้มริมฝีปากตัวเองแน่นเมื่อนึกถึงคำพูดของเจฮยองที่ร้าน ตอนนี้เขาเริ่มจะหาสาเหตุที่ทำให้หน้าอกข้างซ้ายเจ็บปวดได้แล้ว และสาเหตุนั้นก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ก็แค่ยองฮยอนตกหลุมรักเจฮยองเข้าแล้ว เพราะงั้นสมองถึงได้สั่งให้ฮอร์โมนสักตัวหลั่งออกมาทำให้เขาเจ็บปวดอยู่แบบนี้

โทรศัพท์เครื่องบางที่ถูกโยนไปไว้บนเตียงใกล้ๆหมอนส่งเสียงแจ้งเตือนข้อความแต่คนที่กำลังกอดหมอนข้างอยู่ก็ไม่ได้สนใจที่จะหยิบมาดูแม้ว่าเสียงแจ้งเตือนจะถี่ขึ้นกว่าเดิมก็ตาม และก่อนที่เสียงแจ้งเตือนครั้งสุดท้ายจะหยุดลงยองฮยอนก็พ่ายแพ้ต่อตัวเอง เขาเอื้อมมือไปหยิบเจ้าอุปกรณ์สื่อสารเครื่องบางมาดูการแจ้งเตือนข้อความเข้าจากคนที่เขาไม่อยากคุยด้วยมากที่สุดในตอนนี้

Jae : ยองฮยอน

Jae : กลับไปแล้วหรอ

Jae : ทำไมไม่บอก

Jae : ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?

Jae : ถ้าไม่สบายก็อย่าลืมกินยานะ

Jae : ตอนนี้นายน่าจะนอนแล้วมั้ง

Jae : ฝันดีนะ

จู่ๆในอกข้างซ้ายก็รู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาดเพียงแค่ได้เห็นข้อความที่เหมือนจะแสดงความเป็นห่วงกันของอีกคน ยองฮยอนตั้งใจไว้ว่าจะไม่ตอบเจฮยองตอนนี้ แต่ยังไม่ทันที่นิ้วเรียวจะกดออกจากแอพพลิเคชันสนทนาข้อความต่อไปก็เด้งเข้ามาเสียก่อน

Jae : อ้าว ยังไม่นอนนี่

Jae : ทำไมถึงกลับไปก่อนล่ะ

ยองฮยอนตัดสินใจกดล็อคหน้าจอทันทีที่เขาเห็นสองข้อความนั้นของเจ แต่ถึงอย่างนั้นแอพก็ยังคงแจ้งเตือนแม้ว่าหน้าจอกำลังล็อคอยู่

Jae : ฉันเป็นห่วงนะ

และนั่นก็เป็นข้อความที่ทำให้ก้อนเนื้อในหน้าอกด้านซ้ายของยองฮยอนเต้นแรงอีกครั้ง นิ้วเรียวกดตอบข้อความกลับไปสั้นๆแล้วคว่ำหน้าจอลง

 

 

เช้าวันเสาร์กลับมาทักทายคนที่นอนอยู่บนเตียงในชุดของเมื่อคืนอีกครั้ง แต่แทนที่ตื่นมาแล้วยองฮยอนจะเจอกับแสงแดดเหมือนที่เคยเป็นเขากลับได้ยินเสียงฝนตกอยู่ด้านนอกแทน ร่างโปร่งยันตัวเองลุกขึ้นอย่างเกียจคร้านก่อนจะพบว่าเพิ่งจะแปดโมง

“น้ำก็ไม่ได้อาบ บ้าไปแล้วคังยองฮยอน”

เขาบ่นกับตัวเองพลางหยิบสมาร์ทโฟนเครื่องบางมาเปิดเช็คข้อความตามปกติ แต่จำนวนมิสคอลจากบุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนก็ทำให้เขาเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ หัวใจในหน้าอกด้านซ้ายเต้นแรงขึ้นเมื่อเห็นตัวเลขแสดงจำนวนสายที่ไม่ได้รับของเจ

“บ้าไปแล้ว ห้าสิบสายเนี่ยนะ”

ยองฮยอนพึมพำกับตัวเองอย่างอึ้งๆ ยังไม่ทันที่เขาจะกดโทรกลับเสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้นขัดการกระทำเสียก่อน กำลังจะอ้าปากตะโกนถามว่าใครมาแต่โทรศัพท์เครื่องเดิมก็แจ้งเตือนข้อความเข้า

Jae : ตื่นรึยัง

Jae : อยู่หน้าห้องแล้ว

ดูเหมือนว่ายองฮยอนจะใช้เวลาตกใจกับข้อความของเจฮยองมากไปหน่อยจนเสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ร่างโปร่งสะบัดศีรษะไล่ความมึนก่อนจะลุกจากเตียงเดินไปเปิดประตูทั้งที่ยังใส่ชุดเดิม เจฮยองที่ยืนอยู่หน้าห้องของเขาดูสภาพอิดโรย ผมสีทองไม่ได้เซ็ตเหมือนเมื่อคืนเพราะตอนนี้มันกำลังชี้โด่ชี้เด่เหมือนคนเพิ่งเล่นรถไฟเหาะเสร็จ

“ไม่สบายหรอ เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

ร่างสูงถือวิสาสะแทรกตัวเข้ามาในห้องเขาพร้อมกับปิดประตูเสร็จสรรพ ตอนนี้เองที่ยองฮยอนเพิ่งเห็นว่าเจฮยองไม่ได้มาตัวเปล่า ในมือของอีกคนมีถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อมาด้วย ด้วยความเคยชินเจจึงเอาของที่ซื้อมาไปวางไว้บนโต๊ะอาหาร เจ้าของห้องที่กำลังยืนมึนทำอะไรไม่ถูกก็ถูกคนมาใหม่ไล่ให้ไปอาบน้ำ

“ไปอาบน้ำสิยองฮยอน นายจะมายื่นเน่าตรงนี้ทำไมเนี่ย”

ไม่พูดเปล่าเจฮยองยังใช้มือผลักเขาไปทางห้องน้ำอย่างแรงจนคนที่โกหกไปว่าไม่สบายเมื่อวานแทบหน้าทิ่ม ถึงอย่างนั้นยองฮยอนก็พบว่าอาการเฟลจากเมื่อคืนหายไปจนหมดเพียงแค่ได้เห็นหน้าเจฮยอง

ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาทียองฮยอนก็ออกมานั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารโดยมีเจฮยองนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม โจ๊กขามใหญ่ถูกวางลงตรงหน้าเขาในขณะที่ตรงหน้าเจฮยองมีเพียงขนมปัง

“นายไม่กินข้าวหรอเจ?”

“ไม่อ่ะ นายก็รู้ว่าปกติเวลานี้ฉันยังนอนอยู่”

เจ้าของห้องพยักหน้า ใช้ช้อนตักโจ๊กเข้าปากทันทีแต่ก่อนหน้านั้นยองฮยอนลืมเป่า ผลก็คือตอนนี้แทนนี้เขาจะได้กลืนโจ๊กกลับกลายเป็นว่าต้องอ้าปากเพื่อระบายความร้อนจนคนตรงข้ามขำออกมาเบาๆ

“ไม่ต้องรีบกินก็ได้ ลวกปากหมดแล้วนั่น”

เจฮยองรินน้ำใส่แก้วส่งให้เขาเพื่อหวังให้ดับร้อน ยองฮยอนรับมาดื่มรวดเดียวจนหมดพร้อมกับมองอีกคนอย่างคาดโทษ

“ทำไมนายไม่บอกว่ามันร้อน ฉันก็นึกว่าเย็นแล้ว”

“มนุษย์เราก็ต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดไง นายลืมที่อาจารย์บอกไปแล้วหรอ”

ยองฮยอนจิ๊ปากพลางค่อยๆตักโจ๊กอีกคำโดยที่ครั้งนี้เขาเป่าจนแน่ในว่ามันเย็นก่อนจะตักเข้าปาก ไม่มีใครพูดอะไรออกมาจนกระทั่งโจ๊กคำสุดท้ายลงท้องของเจ้าของห้อง เจฮยองเป็นคนอาสาที่จะเก็บจานล้างให้แต่ยองฮยอนปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่ได้ไม่สบายหนักขนาดนั้น

“แล้วเมื่อคืนทำไมนายถึงกลับก่อน”

พอเห็นว่าเจ้าของห้องยกชามของตัวเองไปล้าง เจฮยองที่กลายเป็นคนว่างงานก็เอนตัวพิงสะโพกกับโต๊ะอาหารพลางมองไปทางยองฮยอน เจ้าของห้องเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่อยากพูดถึงเรื่องเมื่อคืนดังนั้นจึงเลือกที่จะโกหกออกไป

“ก็บอกไปแล้วไงว่าไม่สบาย”

“แต่ตอนนี้ฉันมานายยังใส่ชุดเดิมนะ”

“ก็พอกลับถึงห้องแล้วฉันก็หลับไปเลยไง”

“..............”

เจฮยองเงียบไปสักพักจนกระทั่งยองฮยอนล้างจานเสร็จหันกลับมาจึงเห็นว่าอีกคนยังคงยืนมองเขาอยู่ที่เดิม สีหน้าของเจฮยองเหมือนกำลังสงสัยอะไรบางอย่าง

“มีอะไรหรือเปล่า?”

ร่างโปร่งตัดสินใจถามออกไปแต่ก็ได้คำตอบกลับมาเป็นความเงียบจนในหัวยองฮยอนคิดไปต่างๆนาๆว่าเจฮยองอาจจะโกรธเขาเรื่องอะไรสักอย่าง

“รู้ตัวมั้ยว่าเวลาโกหกนายจะชอบพูดคำว่าก็”

“.............”

“แล้วที่บอกเมื่อกี้ นายก็โกหก”

“.............”

“นายเป็นคนบอกเองว่าอกหัก”

ยองฮยอนเงียบ เขาพยายามนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อคืนตอนที่ตอบข้อความเจฮยอง จริงอยู่ว่าหลังจากตอบกลับไปแล้วเขาพิมพ์คำว่าอกหักค้างไว้แต่ก็ไม่ได้กดส่ง แล้วทำไม?

“เมื่อคืนฉันเห็นว่านายฝากกล่องแว่นฉันไว้ที่ซองจิน แต่มันก็กลับไปก่อนฉันเลิกงาน”

เจฮยองถอนหายใจแต่สายตาก็ยังคงจับจ้องที่เจ้าของห้อง

“ถ้านายไม่สบายใจอะไรก็บอกฉันสิ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรอ?”

ประโยคสุดท้ายของเจฮยองทำให้คนที่ยืนอยู่รู้สึกจุก ความรู้สึกหน่วงและเจ็บปวดกลับมาอีกครั้งเมื่อเจฮยองพูคำยืนยันสถานะระหว่างเขาทั้งคู่ออกมาท้ายประโยค

“เจ”

ยองฮยอนตัดสินใจเอ่ยขึ้นหลังจากที่ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมระหว่างเขากับเจฮยอง อีกฝ่ายเลิกคิ้วสูงทำให้ยองฮยอนเห็นว่าวันนี้คนผมทองไม่ได้ใส่แว่น

“เราเป็นเพื่อนกันใช่มั้ย?”

เจฮยองพยักหน้า

“เพราะงั้นฉันก็เคยเลือกที่จะเก็บความไม่สบายใจเอาไว้ไง ฉันไม่อยากให้นายต้องมาคิดมากกับเรื่องของฉันไปด้วย”

“............”

“อีกอย่าง การที่ถ้าฉันบอกว่าชอบนายแล้วนายโอเคมันก็เหมือนฉันคาดหวังให้ฝนตกในฤดูร้อนนั่นแหละ”

“...........”

“ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ฉันก็ตกหลุมรักนายเข้าแล้ว”

 

 

ครึ่งชั่วโมงแล้วหลังจากที่เจฮยองกลับไป ร่างโปร่งเปิดประตูระเบียงออกไปด้านนอก ฝนยังคงตกลงมาต่อเนื่อง ละอองฝนบางส่วนก็กระเด็นมาโดนเขาแต่ถึงอย่างนั้นยองฮยอนก็ไม่ได้สนใจเพราะเขากำลังคิดมาก มันอาจจะเป็นไปได้ว่าเขาลืมนึกถึงทฤษฎีผลกระทบผีเสื้อหรือ Butterfly Effect ก่อนที่จะตัดสินใจบอกความจริงกับเจฮยองไป ถ้าให้เปรียบเทียบดูตอนนี้เขาก็คงเป็นเหมือนเอ็ดเวิร์ดเจ้าของทฤษฎีที่ตัดสินใจปัดเศษทศนิยมในการพยากรณ์อากาศจนทำให้ค่าที่ได้ออกมาคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงจนได้ทฤษฎีนี้ออกมา

โทรศัพท์ในมือสั่นแจ้งเตือนข้อความเข้าจากเจฮยอง ข้อความที่ปรากฏบนหน้าจอทำให้ยองฮยอนเปลี่ยนความคิดตัวเอง

บางทีเขาอาจจะต่างจากเอ็ดเวิร์ดนิดหน่อย เพราะความคิดของเจฮยองน่ะไม่สามารถคำนวณได้ด้วยคณิตศาสตร์ ดังนั้นต่อให้เขาจะพลาดปัดจุดทศนิยมยังไงผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง

Jae : ถ้านายคิดอย่างทีตัวเองพูดจริงๆ

Jae : ฉันก็จะเตือนนายว่าวันนี้ฝนตกนะยองฮยอน




END 


.

.

.

.






- SPECIAL -



จู่ๆวันนี้เจก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนสนิทต่างคณะที่เขาไม่เห็นหัวมันอีกเลยตั้งแต่อีกคนกลับจากอเมริกา เควินบอกว่าจะแวะเข้ามาหาเขาที่หอตอนเย็นๆหลังจากที่เขาเลิกเรียนแล้วแถมชวนไปกินข้าวด้วยกันอีก เจตอบรับไปเพราะช่วงเย็นวันอังคารนอกจากนอนแล้วเขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี

“ไง ไม่เจอกันนานนะ”

เควินทักเขาทันทีที่มาถึง เจพยักหน้าตอบกลับเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงตรงข้าม ทีแรกที่เดินเข้าร้านมาเจแทบจะจำเพื่อนตัวเองไม่ได้เนื่องจากเควินอยู่ในชุดสูทสีเข้ม ผมถูกเซ็ตอย่างดีผิดกับเจที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษา มองเผินๆด้านหลังเขาก็นึกว่าเป็นนักธุรกิจที่ไหนเสียอีก

“วันนี้แต่งตัวดูดีนะ”

“ธรรมดา”

ร่างโปร่งตรงข้ามเจยักไหล่พลางรับเมนูจากพนักงานมาเปิดดู

“เลือกเลยนะ วันนี้ฉันเลี้ยงเอง”

เจเลิกคิ้วสูง อดคิดไม่ได้ว่าเพื่อนเขาเปลี่ยนไปหลังจากกลับจากอเมริกามา แต่คิดดูอีกทีเควินอาจจะมีจุดประสงค์แอบแฝง

“มาแปลกนะเนี่ย คุณเควินมีอะไรให้ผมช่วยหรอครับ?”

เจแกล้งหยอกและนั่นก็ทำให้เควินหลุดหัวรับท่าทางรู้ทันของเพื่อนสนิท

“ก็นิดหน่อย”

ดวงตาเล็กภายใต้กรอบแว่นหรี่ลง ตอนนี้สมองของเจกำลังประมวลผลถึงความน่าจะเป็นว่าเควินจะให้เขาทำอะไรมากกว่าการเลือกเมนูอาหารตรงหน้าเสียอีก

“เลือกสักทีสิ เรื่องนั้นไว้ทีหลังก็ได้น่า”

เพราะเสียงของเควินจึงทำให้เจยอมพักเรื่องการคาดเดาไว้ก่อนที่จะเอ่ยสั่งเมนูโปรดของเขา บางทีเจก็คิดว่าตัวเองอาจจะติดนิสัยอยากรู้ต้องได้รู้ยองฮยอนมาแล้วแน่ๆ

ร่างสูงเท้าแขนกับโต๊ะพลางหยิบโทรศัพท์ออกมาส่งข้อความหาเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่เขาเดาเอาว่าตอนนี้อีกฝ่ายน่าจะกำลังหลับอยู่

“ยองฮยอนสบายดีหรือเปล่า?”

เควินที่มองการกระทำของเจมาสักพักแล้วเอ่ยขึ้น คนใส่แว่นจิ๊ปากเล็กน้อยพลางคว่ำหน้าจอโทรศัพท์ลงกับโต๊ะ

“ไม่เจอกันนาน แทนที่นายจะถามฉันก่อน ดันไปถามถึงยองฮยอนซะงั้นอ่ะ”

“อ้าว แค่ดูก็รู้แล้วว่านายสบายดี ฉันก็เลยถามถึงแฟนนายแทนไง”

“อะไรนะ?”

เจที่กำลังดูดน้ำเปล่าอยู่สำลักเพราะคำพูดของเควิน เขามองคนตรงข้ามอย่างงงๆแต่เควินก็ทำเป็นเมินเฉยกับสีหน้างงของเขา กลับกันยังพูดต่อหน้าตาเฉย

“แฟนนายสบายดีมั้ย?”

อาจจะเป็นผลข้างเคียงจากการสำลักน้ำเปล่าของเขาเองก็เลยทำให้ใบหน้ารู้สึกร้อนเห่อขึ้นมาหน่อยๆ เจกระแอมไอ

“ฉันไม่มีแฟน แต่ถ้ายองฮยอนล่ะก็สบายดี”

ท่าทางที่แสดงหลังจากเจพูดจบของเควินเป็นอะไรที่ส่วนตัวแล้วเจค่อนข้างหมั่นไส้ การทำหน้าทำตาแบบไม่เชื่อนั่นมันอะไร

“แล้วเมื่อไหร่จะเป็นแฟน?”

“ฮะ?”

“นายกับยองฮยอนอ่ะ”

“เรื่องของฉันน่า”

เจตัดบทคนที่กำลังทำหน้าอยากรู้ด้วยประโยคที่(เขาคิดว่า)สุภาพมากกว่าพูดคำนั้นออกไป เพราะอย่างน้อยเควินเพื่อนเขาก็เพิ่งกลับจากเมืองนอกมาอาจจะยังรับไม่ได้ถ้าเขาพูดแรงไป แม้ว่าปกติจะพูดแบบนั้นอยู่บ่อยๆก็เถอะ

“นายด่าฉันว่ายุ่งเลยก็ได้นะเจ ขนาดนี้แล้ว”

“ฉันไม่อยากทำร้ายเพื่อนที่เพิ่งกลับมาจากบ้านเกิดตัวเอง”

คนใส่สูทเลิกคิ้วสูง เจที่เห็นแบบนั้นก็ยักคิ้วตอบกลับ พวกเขานั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยจนระทั่งอาการที่สั่งไว้มาเสิร์ฟเควินจึงได้พูดเรื่องที่เจหยุดคาดเดาไว้อีกครั้ง

“นี่ นายไปร้องเพลงวันไหนบ้างนะ?”

คนตรงข้ามเจถามขณะที่กำลังหยิบพิซซ่าแป้งบางในถาด

“ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์”

เขาตอบราดน้ำสลัดลงในจาน เควินคงลืมไปว่าเขาแพ้ชีสก็เลยสั่งพิซซ่ามา แต่ไม่เป็นไรเพราะเจสั่งของโปรดของเขาดักไว้ก่อนแล้ว

“คืนวันศุกร์นี้ช่วยอะไรหน่อยสิ”

“............”

“ฉันจะขอจีมินแต่งงาน”

แววตาจริงจังของเควินทำให้เจไม่กล้าที่จะปล่อยมุขตลก เขารู้จักพัคจีมินแบบผิวเผินเพราะถึงแม้จะเรียนเซคเดียวกันแต่ก็ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่

“วันนี้ก็เพิ่งไปคุยกับพ่อแม่ของจีมินมา แต่ฉันยังอยากเก็บเป็นความลับไว้ก่อน”

“แล้วนายจะให้ฉันช่วยอะไร?”

เจเลือกที่จะเปลี่ยนคำถามจาก แล้วนายไม่ได้ได้เลิกกันจีมินแล้วหรอ? เป็นอีกอย่าง ช่วงเดือนก่อนที่เควินจะไปอเมริกาเขาแอบเห็นว่าสองคนนั้นเหมือนจะทะเลาะอะไรกันสักอย่างที่น่าจะรุนแรงถึงขนาดที่จีมินไม่ได้ไปส่งเควินที่สนามบิน

“ร้องเพลงสักเพลงก่อน แล้วเดี๋ยวฉันจะเขียนโน้ตฝากไปให้นายร้องอีกเพลงนึง”

“แล้วก็จะขอแต่งงานตอนนั้น?”

Yeah”

พิซซ่าแป้งบางตรงหน้าถูกเควินกัดไปหนึ่งคำก่อนที่เจ้าตัวจะพูดต่อ

“ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากให้นายเลือกเพลงที่ตัวเองชอบไว้เพลงแรก ส่วนอีกเพลงเดี๋ยวฉันบอกอีกที”

“ตามนั้น”

 

 

เจใช้เวลาสักพักใหญ่ๆในการลิสต์เพลงโปรดของเขาออกมา แต่พอลองฟังและดูเนื้อหาดีๆแล้วมันก็ไม่ค่อยเหมาะที่จะเอามาใช้เท่าไหร่ นิ้วเรียวเลื่อนแทรกแพดของแมคบุ๊คขึ้นเพื่อดูรายชื่อเพลงเพิ่มเติม หน้าต่างด้านซ้ายปรากฏเพลงหนึ่งของศิลปินที่ใครๆต่างก็รู้จัก และเจจำได้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงโปรดของยองฮยอน

 

I found a love for me

Darling just dive right in

And follow my lead

 

เสียงเพลงดังไปทั่วห้องของเจ เขาเคยฟังเพลงนี้อยู่ไม่กี่ครั้งตอนที่เพิ่งออกใหม่ๆและยองฮยอนคะยั้นคะยอให้เขาฟังแต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ฟังอีกเลยจนกระทั่งวันนี้ เสิร์ชหาคอร์ดไปพลางฝึกเล่นไปพลางรู้ตัวอีกนาฬิกาก็บอกเวลาเกือบเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว โชคดีที่พรุ่งนี้เขามีเรียนบ่ายก็เลยไม่ต้องกังวล

กีตาร์ตัวโปรดถูกวางไว้มุมห้องที่ประจำก่อนที่เจ้าของจะลุกไปอาบน้ำ เจยังคงฮัมเพลง Perfect โดยไม่รู้ตัวว่าอีกไม่นานมันก็จะกลายเป็นเพลงโปรดของเขาเช่นเดียวกัน

 

 

ดูเหมือนว่ายองฮยอนจะอารมณ์ไม่ค่อยดี เจคิดแบบนั้นเนื่องจากระหว่างทางที่มาที่ร้านอีกคนไม่พูดอะไรกับเขาสักคำ ซึ่งมันจากปกติ แต่พออีกคนเดินมาส่งเขาที่หลังเวทีเหมือนอย่างที่เคยเจก็ล้มเลิกความคิดที่ว่านั่นทิ้งไป

ปกติแล้วเจจะขึ้นเล่นดนตรีประมาณช่วงสามทุ่มในคืนวันศุกร์ ส่วนวันเสาร์อาทิตย์ก็จะเป็นเวลาที่ดึกหน่อยและอาจจะยาวไปจนถึงประมาณตีสองตีสาม ถ้าลูกค้ายังคงขอเพลงอยู่เรื่อยๆ เขาจะสลับคิวกับรุ่นน้องในมหาลัยอีกคนที่ชื่อยุนโดอุนถ้าหากว่าวันจันทร์มีควิซในตอนเช้า แต่ก็ยกเว้นอาทิตย์ที่นี้เนื่องจากโดอุนไม่สามารถมาขึ้นร้องได้ทำให้เขาต้องทำงานยาวไปจนถึงเริ่มวันใหม่

“วันนี้พี่เจจะร้องเพลงอะไรครับ?”

โดอุนกล่าวทักทายด้วยประโยคแบบนี้เกือบทุกครั้งที่เจอกัน เจ้าเด็กที่ทำงานตั้งแต่อยู่ปีหนึ่งอยู่ในชุดเสื้อคลุมลายเสือดาวซึ่งนั่นทำให้เจคิดไปเองว่าอีกคนคงจะขึ้นไปร้องเพลงมาแล้วเมื่อตอนเย็น

“ว่าจะร้อง Perfect ก่อนเพลงแรก แล้วต่อด้วย Better man”

เขาตอบขณะที่กำลังวางเคสกีตาร์ลงแล้วทิ้งตัวนั่งบนโซฟาใกล้ๆโดอุน

“เหมือนพี่ร้องเพลงให้แฟนเลยเนอะ”

คนที่เด็กกว่าเอ่ยแซว เจได้แต่ยกยิ้มมุมปากตอบกลับ เขากับเจ้าเด็กนี้ไม่ได้สนิทอะไรกันมากมายนักแต่ด้วยความที่เจอกันหลังเวทีบ่อยๆเจก็เลยถือว่าโดอุนเป็นรุ่นน้องที่รู้จักคนหนึ่ง ซึ่งวันนี้เขาคิดว่าตัวเองกำลังโดนไอ้เด็กนี่กวนประสาทเข้าแล้ว

“นายก็รู้ว่าฉันไม่มีแฟน”

“แล้วพี่คนที่มาส่งพี่ทุกครั้งอ่ะ? ไม่ใช่แฟนหรอครับ”

เพราะคำพูดของโดอุนทำให้เขานึกถึงสีหน้าก่อนหน้านี้ของยองฮยอนอีกครั้ง เมื่อตอนที่เจกำลังแต่งตัวยองฮยอนก็ดูเหม่อแปลกๆทั้งที่ตอนเขาซ้อมเพลงก็ยังปกติอยู่

หรือเขาไปทำอะไรให้ยองฮยอนโกรธหรือเปล่านะ?

“ถือซะว่าเมื่อกี้ผมไม่ได้ถามก็แล้วกัน”

โดอุนตัดบทก่อนจะหยิบหูฟังมาใส่แล้วล้มตัวลงนอนยาวบนโซฟา เจเห็นแบบนั้นแล้วเขาก็นึกอยากจะนอนเล่นบ้างถ้าไม่ติดว่าเขาจะต้องขึ้นร้องเพลงในเร็วๆนี้

 

 

เจสังเกตเห็นว่ายองฮยอนนั่งอยู่กับพวกซองจินที่บริเวณโซนต้นไม้ซึ่งในโต๊ะก็มีเควินที่กำลังนั่งคุยอยู่ด้วย ส่วนตรงกลางร้านก็มีโต๊ะของพัคจีมินเป้าหมายของเขา นิ้วเรียวเริ่มดีดกีตาร์พร้อมกับร้องเพลงที่เขาเตรียมมาเป็นเพลงแรก ในช่วงของท่อนฮุคเขามองไปทางโต๊ะของยองฮยอนและเห็นว่าอีกคนก็มองมาเช่นเดียวกัน ถึงแม้แสงไฟที่สลัวจะทำให้มองเห็นไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ แต่เขาก็มันใจว่าคนคนนั้นคือยองฮยอนไม่ผิดแน่ เจส่งยิ้มบางขณะที่กำลังร้องไปด้วย

 

Now I know I have met an angel in person

And she looks perfect

I don't deserve this

You look perfect tonight

 

ในท่อนสุดท้ายของเพลงตอนที่เขาเปลี่ยนคอร์ดแล้วเผลอก้มมองประมาณสองสามวิพอเงยหน้าขึ้นมามองไปทางยองฮยอนอีกทีสายตาของเจก็ปรับโฟกัสไม่ได้เนื่องจากโต๊ะที่อีกคนนั่งนั้นอยู่ในมุมที่ค่อนข้างมืดพอดี เขาจึงจำเป็นต้องมองไปทางลูกค้าคนอื่นๆแทน

เหลืออีกแค่เพลงเดียวภารกิจของเควินก็จะจบแล้ว เจส่งยิ้มให้กับลูกค้าที่ฟังเขาร้องเพลงเมื่อครู่จบก่อนจะพูดอะไรเล็กน้อยโดยที่ไม่ลืมเอ่ยชื่อจีมินไปด้วย

ทำนองเพลง Better man ถูกบรรเลงขึ้นตามจังหวะ เขาไม่รู้ว่าเควินไปเจอเพลงนี้มาได้ยังไงแต่พอได้ฟังแล้วเจก็พบว่าความหมายของเพลงค่อนข้างดีจนเขารู้สึกเขินแทนจีมินถ้าเธอได้ฟังเพลงนี้

 

You make me wanna stand up tall

Clean up my act

Do what is right and be a better man

คุณทำให้ผมอยากจะยืนหยัดขึ้น

เปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่

ทำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นผู้ชายที่ดีกว่าเดิม

 

ตอนนั้นเองที่เจมองไปทางโต๊ะของซองจินแล้วไม่เห็นว่ายองฮยอนนั่นอยู่ เขารู้สึกได้ว่ารอยยิ้มบนใบหน้าเริ่มหายไปแต่แค่ครู่เดียวก็กลับมายิ้มเหมือนเดิมขณะที่ร้องเพลงต่อไปเรื่อยๆจนจบ

 

But I know I just can't make it alone

Please be my lady

แต่ผมก็รู้ว่าผมทำมันคนเดียวไม่ได้แน่

มาเป็นผู้หญิงของผมเถอะนะ

 

“คุณพัคจีมิน จะตกลงแต่งงานกับคุณเควินมั้ยครับ?”






END

16/05/2018


จบจริงๆแล้วค่ะคราวนี้///ปาดเหงื่อ 

ทั้งๆที่ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะยาวขนาดนี้ แต่เพราะอยากให้ทุกคนเข้าใจเนื้องเรื่องมากขึ้นก็เลยเพิ่มเติมเนื้อหาฝั่งพี่เจเข้ามาค่ะ

สำหรับใครที่เข้ามาอ่านเรื่องนี้ก็อย่าลืมไปอ่านอีกสองเรื่องด้วยนะคะ

(จิ้มลิ้งค์เลยค่า)

Once Upon A Time กาลครั้งหนึ่งในฤดูหนาว

The YOU เพราะนายไม่เหมือนใคร

ทั้งสองเรื่องนี้เป็นคู่เจเคทั้งคู่เลยน้า ถ้าชอบก็ฝากกดให้กำลังใจไรท์ด้วยนะคะ

สุดท้ายนี้

ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านและซัพพอร์ตเดย์ไปด้วยกันนะคะ



ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Mind K. จากทั้งหมด 19 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

4 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 กันยายน 2561 / 10:23

    ฮืออ น่ารักมากเลยค่ะ มันดีมากจริงๆนะคะ

    #4
    0
  2. #3 thatsanee-kjys (@thatsanee-kjys) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 22:13
    ฮือออ น้ำตาไหลตอนพี่เจบอกว่าวันนี้ฝนตก อบอุ่นจริงๆเลยค่ะไรท์
    #3
    0
  3. #2 littlejaejae2 (@littlejaejae) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2561 / 10:49
    คุณไรท์มันดีมากเลยค่ะ อุ่นใจมากกกกกก
    #2
    0
  4. #1 STARMARK#82 (@deeoppaonly) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2561 / 01:00
    ฮือ ชอบฟิคแบบนี้มาก ๆ เลยค่ะ ชอบภาษาการบรรยาย เนื้อเรื่อง ทุกอย่างลงตัวมากเลย ขอบคุณสำหรับฟิคดี ๆ นะคะ <3
    #1
    3
    • #1-2 Double'm (@moremink) (จากตอนที่ 1)
      21 พฤษภาคม 2561 / 21:11
      ชอบมากเลยค่ะไรท์ ใช้คำดีมากเลย เนื้อเรื่องก็น่ารัก อ่านแล้วเขิน เป็นวันชอตที่ยาวจุใจไปเลย ชอบที่บรรยายฝั่งพิเจด้วย ได้รู้มุมของทั้งสองคนก็ยิ่งเขิน -///-

      อีกสองเรื่องเราก็ตามอ่านอยู่นะคะ เป็นกำลังใจให้ แล้วก็ขอบคุณที่ตั้งใจแต่งฟิคดีๆ ให้อ่านค่ะ :)

      #1-2
    • #1-3 Amminexi (@mysterymelody) (จากตอนที่ 1)
      21 พฤษภาคม 2561 / 22:32
      ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ ^ ^
      #1-3