มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 9 : บทที่ 5 ตามรังควาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 187
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ส.ค. 55

วันนี้มาแบบเต็มๆ ตอนค่ะ เพราะตอนนี้ไม่ยาวมากเลยไม่ได้แบ่ง ว่าแต่ตอนเขียน คนเขียนก็ยังสงสัยว่า ระหว่างคนกับผี ใครโดนแย่งซีนกันแน่ คนอ่านตอบหน่อยน้า^^


บทที่ 5 ตามรังควาน
หญิงสาวใช้เวลาไม่นานนักก็เดินทางมาถึงลานวัดอย่างที่ตั้งใจ หากในขณะกำลังเลี้ยวรถมาจอดยังบริเวณลานจอดรถนั้น สายตาของเธอพลันเหลือบไปเห็นร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งกำลังยืนหันหลังให้
“นั่นพี่ชายนี่นา” สิตางศุ์บอกทันทีเมื่อได้เห็นแผ่นหลังของวาริท

ไม่รู้ทำไม แต่เด็กหญิงคุ้นหน้าชายหนุ่มคนนี้มาตั้งแต่วันแรกที่เจอกันในงานแต่งงานแล้ว ราวกับมีความรู้สึกบางอย่างค้างคาอยู่ในหัวใจ
“คุณวาริท! มาที่วัดจริงๆเหรอเนี่ย” มุกดาอุทานกับตัวเองด้วยความตกใจ
แล้วหัวใจของหญิงสาวก็เต้นกระดอนเกือบหลุดออกมาจากอก เมื่อเธอจอดรถสนิท หางตาเหลือบเห็นร่างสูงก้าวตรงดิ่งมาหา

“ผมกำลังนึกอยู่เชียวว่าคุณจะมารึเปล่า” วาริทบอกกับหญิงสาวขณะเธอเปิดประตูลงจากรถ
“ฉันแวะไปบ้านย่ามาค่ะ คุณวาริทมาถึงนานแล้วเหรอคะ”
“จริงๆเกือบจะกลับแล้วครับ”
“ถ้างั้น...” มุกดาตั้งท่าจะพูดต่อ แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่สนใจคำพูดเธอนัก มือหนาถือวิสาสะเปิดประตูด้านหลังคนขับออกเมื่อเห็นข้าวของภายในรถยนต์ของหญิงสาว “ของพวกนี้คุณซื้อมาถวายพระรึเปล่า”

“ค่ะ”
เพียงแค่หญิงสาวพยักหน้ารับ ชายหนุ่มก็ถือวิสาสะหิ้วถุงใส่ของต่างๆเดินนำหญิงสาวเข้าไปยังศาลาแห่งหนึ่ง มุกดาอยากจะออกปากปฏิเสธอยู่เหมือนกัน แต่วาริทกลับไม่ปล่อยให้เธอทำเช่นนั้น สองหนุ่มสาวเดินขึ้นศาลา เข้ามานั่งรอเจ้าอาวาสอยู่เพียงไม่นานนัก พระภิกษุชรารูปหนึ่งก็เดินออกมา ท่านให้วาริทและมุกดาจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูป ก่อนกล่าวบทสวดเป็นภาษาบาลี โดยตลอดระยะเวลาการประเคนของถวายและกรวดน้ำ ดวงวิญญาณของเด็กทั้งสองยังคงวนเวียนอยู่ไม่ห่างจากหญิงสาว เด็กน้อยต่างพนมมือรับบุญกุศลผ่านมาทางจิตอธิษฐานของมุกดา ซึ่งตั้งใจทำสังฆทานครั้งนี้ให้เหล่าดวงวิญญาณทั้งหลายที่เธอพบเห็น
“เอาน้ำไปกรวดให้พวกเขาสิ” ท่านเจ้าอาวาสบอกกับหญิงสาว

แวบหนึ่งมุกดาเห็นท่านเหลือบสายตามองมายังพื้นที่ว่างเปล่า ใช่ พื้นที่ข้างกายเธอไม่ว่างเปล่าหรอก อันที่จริงสิตางศุ์กำลังนั่งอยู่ข้างกายเธอ และมุกดาเองก็มั่นใจว่าเพื่อนตัวน้อยของเด็กหญิงเองก็คงนั่งอยู่ไม่ห่าง
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำ ลุกออกไปเทน้ำบนดินห่างจากศาลาไปไม่ไกลนัก
เมื่อเดินกลับมาอีกครั้ง มุกดาเห็นวาริทกำลังนั่งสนทนากับเจ้าอาวาสอยู่
“ช่วงนี้โยมคงมีเรื่องวุ่นวายผ่านเข้ามา พวกเขาล้วนเดือดร้อน อย่างไรก็ช่วยเหลือไปตามกำลังที่มีเถอะนะ”
จู่ๆบทสนทนาของเจ้าอาวาสก็หันมาทางหญิงสาว มุกดาอึ้งไปเล็กน้อยกับคำสั่งสอนของท่าน หากเพียงไม่นานเธอก็เข้าใจ หญิงสาวพนมมือไหว้ท่าน ท่ามกลางสายตางุนงง สงสัยของชายหนุ่ม

จนกระทั่งทั้งสองเดินออกมาพ้นศาลาวัดแล้ว วาริทจึงอดถามไม่ได้
“เมื่อกี้คุณคุยอะไรกับท่านเจ้าอาวาส”
ร่างบางของคนกำลังเดินนำหน้าอยู่สะดุ้งทันทีกับคำพูดของชายหนุ่ม
“ไม่มีอะไรนี่คะ ท่านแค่เตือนฉันเพราะช่วงนี้ฉันมีเรื่องวุ่นๆเข้ามาในชีวิตค่อนข้างเยอะ” มุกดาพยายามเปลี่ยนประเด็น หญิงสาวเหลือบสายตาไปยังร่างโปร่งแสงของสิตางศุ์เล็กน้อย

วาริทเห็นอาการเหลือบสายตาของหญิงสาวแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย วูบหนึ่งเขารู้สึกว่าตนเองไม่ได้ยืนอยู่ตามลำพังกับหญิงสาว ชายหนุ่มเหลียวหันไปมองรอบกายด้วยความระแวง หากสิ่งที่พบก็เป็นเพียงความว่างเปล่าของบริเวณลานจอดรถ
“คุณวาริทบอกจะให้ฉันไปหาว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวที่บ้านไม่ใช่เหรอคะ” เสียงหวานย้ำเตือนอีกฝ่าย
“อ้อ ครับ คุณขับรถตามไปไหม ขับจากนี่ไปไม่ไกลนัก สักสิบห้านาทีก็ถึง”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวฉันขับตามคุณไป”

หลังจากบอกทางคร่าวๆเสร็จสรรพ รถยนต์สีขาวตัดชมพูขนาดกะทัดรัดของหญิงสาวก็ขับตามบีเอ็มดับเบิลยูสีเทาของชายหนุ่มไปตามถนนเรื่อยๆ จนเธอมาคลาดกับเขาก็ตอนติดไฟแดงเพราะเร่งความเร็วตามไปไม่ทัน หากไม่นานนักเสียงเพลงจากโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
“คุณขับตามทางมาเรื่อยๆเจอแยกหน้าแล้วค่อยเลี้ยวขวา เดี๋ยวผมจอดรออยู่ ขับเลยมาไม่ไกลก็ถึงหมู่บ้านแล้ว”

วาริทบอกทางเธออย่างละเอียด หากในความเป็นจริง มุกดาไม่คิดว่าตัวเองจะหลงทางด้วยซ้ำไป ก็แหม หมู่บ้านวราธาออกจะใหญ่โต มีป้ายหน้าหมู่บ้านโดดเด่น เห็นมาแต่ไกลนับตั้งแต่เลี้ยวขวาที่แยกไฟแดงมา และยิ่งขับตามรถยนต์ของชายหนุ่มเลยลึกเข้ามาเรื่อยๆ มุกดาก็รู้สึกถึงความแปลกแยกของตัวเองกับเจ้าของรถยนต์คันข้างหน้า จนกระทั่งรถยนต์ทั้งสองเลี้ยวผ่านประตูรั้วอัลลอยเข้ามาจอดลงยังหน้าคฤหาสน์สีครีมตัดด้วยหลังคาสีเทา ตั้งโดดเด่นอยู่ท่ามกลางสวนเขียวขจีและลานน้ำพุกกว้าง ห่างออกไปทางด้านซ้ายมือของตัวคฤหาสน์หลังนี้คือสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นได้แต่ไกลแม้เธอจะยังขับรถไปไม่ถึงลานจอดรถด้านข้างเลย

ยิ่งเห็นแบบนี้แล้ว ยิ่งรู้สึกว่าเส้นทางชีวิตเธอและเขาช่างแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง...

“โอ้โห บ้านหลังใหญ่จัง” กะทิเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน ขณะสองสาวต่างภพยังคงจมปลักอยู่ในความคิดของตัวเอง เด็กหญิงจึงหันหน้ามามองเพื่อนสาวข้างกาย “เธอเป็นอะไรไป”
“หือ เปล่านี่” ร่างของสิตางศุ์สะดุ้งเล็กน้อยกับเสียงเรียกของเพื่อน
“แล้วทำไมดูเหม่อๆอย่างกับกำลังคิดอะไรอยู่” เด็กหญิงตั้งข้อสังเกต
“ไม่มีอะไรสักหน่อย กะทิชอบจับผิดเราอยู่เรื่อยเลย” เสียงเล็กๆบ่นอ้อมแอ้ม ลอยไปหาหญิงสาวเพื่อตั้งใจจะตามเธอเข้าไปในบ้านด้วย ถ้าไม่เพราะกะทิเป็นฝ่ายยั้งไว้เสียก่อน

“เข้าไปไม่ได้หรอก ถ้าเจ้าของบ้านยังไม่อนุญาต เธอเข้าไปบ้านของใครไม่ได้หรอก”
“เออใช่” สิตางศุ์เพิ่งนึกขึ้นได้ แต่ครั้นจะตะโกนบอกมุกดา หญิงสาวก็เดินเข้าบ้านไปไกลแล้ว สองวิญญาณดวงน้อยเลยได้แต่มองตามแผ่นหลังบอบบางตาละห้อย

กว่ามุกดาจะเริ่มรู้ตัวว่าสิตางศุ์ไม่ได้ลอยตามเธอมาก็ตอนหญิงสาวเข้ามานั่งอยู่ในห้องรับแขก หญิงสาวอาศัยจังหวะที่วาริทเดินไปตามน้องสาวกับปโยชนม์ด้านหลังบ้าน เดินย้อนกลับมาทางด้านหน้าคฤหาสน์
“ตางศุ์ ทำไมไม่เข้าไปล่ะ มาเล่นซนอะไรอยู่ตรงนี้” มุกดาออกมาเดินตามหาเด็กหญิงยังบริเวณด้านข้างตัวคฤหาสน์ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำ

“ไม่ได้ซน หนูกับกะทิเข้าไปไม่ได้ พี่สาวต้องให้พี่ชายเอ่ยปากอนุญาตก่อน” สิตางศุ์บอกสาเหตุการต้องนั่งแกร่วอยู่ข้างนอกให้เธอฟังเมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของหญิงสาว
ขณะกำลังสนทนาอยู่กับวิญญาณเด็กหญิง มุกดาไม่ทันได้ระวังเลยด้วยซ้ำว่าร่างสูงของวาริทได้เดินย้อนกลับออกมาตามหาเธอ ชายหนุ่มขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อหญิงสาวซึ่งยืนอยู่ตามลำพัง ทำท่าทางราวกำลังพูดคุยกับใครสักคน

“คุณมูน”
มุกดาสะดุ้งเฮือกทันทีกับน้ำเสียงดังห่างจากกายเธอออกไปไม่ไกลนัก เธอกลั้นใจหันหน้ามาเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย ภาวนาเหลือเกินว่าเขาจะไม่ได้ยินสิ่งที่เธอบ่นกับสิตางศุ์
“น้องสาวคุณมาแล้วเหรอคะ”
“ครับ เชิญคุณข้างในดีกว่า” มือหนาผายมือให้เธอ งุนงงเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าสวยขมวดคิ้วเข้าหากันราวคนกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง

“พี่สาวเข้าไปเถอะ หนูเล่นอยู่แถวนี้กับกะทิก็ได้”
วาริทกลับต้องเป็นฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความสงสัยแทน เมื่อมุกดาหันไปพยักพเยิดกับความว่างเปล่าบริเวณริมขอบสระ สายตาของเขากวาดมองไปบริเวณนั้นอีกครั้ง มั่นใจว่าสิ่งที่เขาเห็นมีเพียงขอบสระและแผ่นน้ำสีฟ้า
“เข้าไปข้างในกันดีกว่าค่ะ” หญิงสาวเป็นฝ่ายเดินนำเขากลับเข้าไป
สองขายาวเตรียมตัวก้าวตามมุกดากลับไป หากวูบหนึ่งระหว่างทางกำลังเดินกลับ มือของเขาเผลอไปปัดถูกมือซ้ายของหญิงสาว พลัน เสียงหัวเราะคิกคักก็ดังแทรกผ่านความเงียบเข้ามา วาริทหันกลับไปมองยังสระน้ำเบื้องหลังทันที ทว่าสิ่งที่เขาเห็นก็ยังเป็นเพียงความว่างเปล่า

“มีอะไรรึเปล่าคะ” มุกดาเป็นฝ่ายสงสัยเมื่อเห็นคนข้างกายชะงักปลายเท้า
“ผมเหมือนได้ยินเสียงเด็กหัวเราะ”
แผ่นหลังของหญิงสาวเย็นวาบขึ้นทันที เธอหันกลับไปมองสิตางศุ์ซึ่งส่ายหน้าไม่รู้เรื่องกับคำกล่าวหาของชายหนุ่ม
“หนูไม่ได้ทำอะไรนะ พี่ชายจะได้ยินเสียงหนูได้ยังไง” สิตางศุ์บ่นตอบกลับมา
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ อาจจะเป็นเสียงเด็กๆข้างบ้านคุณก็ได้”
วาริทพยักหน้าเออออกับคำพูดของหญิงสาว แม้เขาจะค่อนข้างมั่นใจว่าบ้านข้างๆเขาไม่มีเด็กชายหญิงอาศัยอยู่ก็ตาม

เมื่อกลับเข้ามาในห้องรับแขก มุกดาเห็นชายหญิงคู่หนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา แวบแรกที่มุกดามองเห็นร่างอรชรบนโซฟา เธอก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคืออรสุม...น้องสาวของวาริท เนื่องจากใบหน้านวลของคนบนโซฟาละม้ายคล้ายผู้เป็นพี่ชายไม่น้อย
“สวัสดีค่ะ คุณมูนใช่ไหมคะ ได้เจอตัวจริงเสียที เห็นพี่ริทพูดถึงคุยเสียบ่อยจนแทบอยากจะบินกลับมาเจอ”
เพราะน้ำเสียงขำขันและแววตาระริกของคนตรงหน้า ทำให้หญิงสาวอดเหลียวหันกลับมามองชายหนุ่มข้างกายไม่ได้

“คุณพูดถึงฉันด้วยเหรอคะ” เสียงหวานถามด้วยความแปลกใจ
วาริทแทบอยากจะเอื้อมมือไปเขกกะโหลกแม่น้องสาวตัวดี กลับมาถึงปุ๊บก็ได้ฤกษ์เผากันเลยเชียว...
“ก็เรื่องแบบที่คุณกับเพื่อนส่งมาให้ดูนั่นแหละ ยายอร โย ถ้ามีอะไรไม่ชอบใจตรงไหนหรืออยากเพิ่มเติมอะไรก็คุยกันให้เรียบร้อย” ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนประเด็น

มุกดาเองก็เพิ่งหันมาให้ความสนใจกับชายหนุ่มอีกคนที่ยังนั่งอยู่บนโซฟา ในมือของเขามีแท็บเล็ตคอมพิวเตอร์ ขนาดกะทัดรัดอยู่ เขากำลังนั่งมองรูปภาพในนั้น จนกระทั่งเสียงของวาริทเอ่ยเรียก
“สวัสดีครับ” ปโยชนม์ส่งยิ้มทักทายมาให้มุกดา
ผู้ชายคนนี้แม้จะไม่อาจเรียกได้ว่าหล่อเหลา แต่รอยยิ้มของปโยชนม์ก็มีเสน่ห์และโดดเด่นจนเธอประทับใจ โดยเฉพาะยามเขายิ้มมาให้เธอทั้งริมฝีปากและแววตา ผู้ชายคนนี้ยิ้มสวย เพราะยิ้มแบบนี้รึเปล่านะ น้องสาวคุณริทถึงได้หลงรัก...

“สวัสดีค่ะ คุณสองคนเห็นไฟล์งานรึยังคะ”
“อรดูแล้วค่ะ คุณมูนออกแบบธีมงานออกมาได้ถูกใจมากเลยค่ะ มีดีเทลแล้วก็รูปแบบดูดีกว่าที่ทางออร์แกไนเซอร์ส่งมาให้อีก” อรสุมบอกด้วยน้ำเสียงบ่งชัดว่าชอบใจผลงานของคณิตาไม่น้อย
“ขอบคุณค่ะ มูนไม่ได้เป็นคนออกแบบหรอกค่ะ ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของเพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนด้วยกันน่ะค่ะ” มุกดาคิดชมเพื่อนอยู่ในใจ คณิตาเป็นนักออกแบบที่ละเอียดอ่อนและเข้าใจความต้องการอันเฉพาะเจาะจงของลูกค้าแต่ละรายเสมอ เมื่อแรกตอนตั้งมูนอายขึ้นมา เธอเคยชวนมัชฌิตามาร่วมกันทำธุรกิจด้วย เพราะรายนั้นก็ทำงานด้านออกแบบอยู่เหมือนกัน แต่พี่สาวของเธอเป็นคนไม่ชอบอะไรจุกจิกนัก ท้ายสุด เธอจึงได้คณิตามาเป็นหุ้นส่วนของมูนอายแทน

 “ว่าแต่คุณอรมีจุดไหนที่อยากปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมไหมคะ” มุกดาถามต่อ ขณะเดินมาทรุดกายนั่งลงบนโซฟาข้างๆอรสุม โดยมีปโยชนม์นั่งเคียงข้างว่าที่เจ้าสาว ส่วนวาริทเองก็ทรุดกายนั่งลงยังโซฟาอีกฟากหนึ่ง หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองบนโต๊ะรับแขกขึ้นมากดเล่น เหลือบมองมายังร่างบางใกล้ตัวเขาเป็นระยะๆ จนเขาเริ่มเบื่อเมื่อต้องมานั่งฟังเรื่องราวที่เขาไม่ใคร่สนใจนัก
แน่ล่ะ คนยังไม่คิดอยากลงหลักปักฐานอย่างเขาจะมาสนใจอะไรกับเรื่องแต่งงาน วาริทโคลงศีรษะให้กับความคิดของตัวเอง ร่างสูงลุกออกจากโซฟาเตร่ออกมาเดินเล่นยังบริเวณสระน้ำข้างบ้าน ขณะใจลอยย้อนไปนึกถึงความบ้าระห่ำของตัวเอง

ไม่คิดสนใจเรื่องแต่งงาน แต่กลับมาสนใจเจ้าของร้านให้เช่าอุปกรณ์ตกแต่งงานแต่งงานเสียได้...ริมฝีปากบางหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย ขำกับความรู้สึกในหัวใจ ร่างสูงพาตัวเองมาทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกข้างขอบสระ สายตาคมเหม่อไปยังผิวน้ำบนสระด้วยความคิดเลื่อนลอย วูบหนึ่งในความเงียบของยามบ่าย หูของชายหนุ่มแว่วได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กดังระริกอยู่ไม่ห่าง
“คิกๆ...คิกๆ”

“ใครนะ”
คราวนี้วาริทมั่นใจชัดว่าเสียงหัวเราะนั้นดังอยู่แถวนี้ ชายหนุ่มกวาดตามองไปรอบๆกาย แต่เขาก็ยังคงไม่เห็นผู้ใด
“...พี่ชายได้ยินเสียงหนูด้วยเหรอ” แผ่วเบาในคราแรก ก่อนเสียงนั้นจะค่อยๆดังชัดเจนขึ้นราวกับมีใครกำลังกระซิบอยู่ข้างหู
เสียงเล็กๆไม่บ่งบอกถึงภยันตรายใดๆ ทำให้ชายหนุ่มเริ่มคลายความกังวลใจ
“หนูเป็นใคร มาทำอะไรในบ้านหลังนี้” ชายหนุ่มถามออกไปกับสายลม
“มากับพี่สาว พี่ชายมาเล่นด้วยกันไหม” น้ำเสียงนั้นมีทั้งแววชักชวนและคาดหวังอยู่ในที

วาริทส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนๆผุดขึ้น น่าแปลก เขาไม่มีความกลัวต่อน้ำเสียงลึกลับเลย ตรงกันข้าม น้ำเสียงเล็กๆของเด็กคนนี้กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
“เล่นได้ยังไง พี่มองไม่เห็นหนูด้วยซ้ำ”
“ว้า แย่จัง หนูอยากเล่นกับพี่ชายนะ” น้ำเสียงเล็กๆมีวี่แววความผิดหวัง
จังหวะหนึ่งขณะกำลังเอนหลังคุยกับเสียงปริศนาอยู่ สายตาของชายหนุ่มเหลือบลงมามองยังพื้นกระเบื้องบริเวณขอบสระ รอยน้ำขนาดประมาณเท้าเด็กปรากฏขึ้นจากมุมสุดของขอบสระ ทีละก้าว...สองก้าว ตรงมาหาเขา

พลัน ร่างสูงก็สะดุ้งตื่นขึ้น วาริทเหลียวมองไปรอบกาย ทุกอย่างเงียบสงบเหมือนเช่นยามบ่ายของทุกวันที่ผ่านมา ไม่มีรอยน้ำเปื้อนบนขอบสระ ไม่มีเสียงหัวเราะคิกคักในสายลม ชายหนุ่มทิ้งกายลงนั่งต่อปล่อยตัวเองจมอยู่กับภวังค์ต่อไป

สองสาวและหนึ่งหนุ่มนั่งคุยกันอยู่นาน จนกระทั่งมุกดาได้ข้อสรุปทั้งหมดเกี่ยวกับไอเดียและความชอบของสองหนุ่มสาว
“เดี๋ยวมูนจะเอากลับไปให้ตาปรับใหม่ แล้วจะส่งมาให้คุณโยกับคุณอรดูอีกครั้งนะคะ” เธอบอกขณะปิดสมุดโน้ตของตัวเองลง
“ความจริงงานที่เพื่อนคุณมูนออกแบบมานี่ก็สวยมากแล้ว หรือเราจะใช้อันนี้ดี” อรสุมหันไปถามคนข้างกาย เริ่มเกิดอาการลังเลใจ

“ลองดูอีกสักแบบตามที่คุณอรบอกมาทั้งหมดนี้ก่อนก็ได้ค่ะ ถ้าออกมาแล้วยังถูกใจอันเก่ามากกว่าก็ใช้อันเก่าก็ได้” มุกดาบอกอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญกับการต้องลงแรงทำใหม่อีกครั้ง
“แหม แต่เกรงใจคุณมูนกับเพื่อนน่ะสิคะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ แค่ไฟล์ร่างพวกนี้ไม่เสียเวลามากหรอกค่ะ ยังไงงานแต่งงานก็เป็นวันสำคัญ มูนอยากให้คุณโยกับคุณอรเลือกในสิ่งที่ถูกใจที่สุด”

“ขอบคุณครับ ลองดูอีกสักแบบแล้วกัน คิดว่าคงเอาหนึ่งในสองนี่แหละ” ปโยชนม์เป็นคนตัดสินใจ
“ขอบคุณนะคะ คุณมูนน่ารักแบบนี้นี่เอง พี่ริทถึงบอกอยากให้อรกับโยลองเปลี่ยนเจ้า”
อีกครั้ง มุกดารู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองเต้นผิดจังหวะไป เมื่อรู้ว่าวาริทเคยเอ่ยถึงเธอลับหลัง ร่างบางเหลียวหันกลับไปมองความว่างเปล่าบนโซฟาฝั่งตรงข้าม หากทันทีเมื่อนึกถึงเจ้าของเรือนร่างสูงก็กลับมาปรากฏตัวในห้องรับแขกอีกครั้ง นัยน์ตาคมก้มต่ำลงมามองเธอขณะสาวเท้าเข้ามาใกล้ แววตาของชายหนุ่มลึกล้ำและเต็มไปด้วยแววประหลาดอย่างที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะคาดเดา

“คุยกันเสร็จแล้วใช่ไหม ใกล้ค่ำพอดี อยู่ทานข้าวเย็นที่บ้านผมก่อนแล้วกัน”
มุกดาเงยขึ้นมองอีกฝ่ายทันที แววตาหวานเบิกกว้างเล็กน้อย
“ไม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวฉันขอตัวกลับบ้านเลย”
“ผมให้เด็กจัดโต๊ะแล้ว อยู่ทานข้าวเย็นไม่นานหรอก”
ริมฝีปากบางตั้งท่าจะเอ่ยปฏิเสธอีกครั้ง หากนัยน์ตาคมกลับตวัดลงมาหาเธอเสียก่อน มุกดาเลยได้แต่กล้ำกลืนคำปฏิเสธลงคอ

“อยู่ทานข้าวเย็นกับพวกเราก่อนเถอะค่ะคุณมูน อรยังมีเรื่องอื่นอยากปรึกษาคุณอยู่เลย” อรสุมเป็นฝ่ายเข้ามาช่วยกล่อมหญิงสาว
คราวนี้คนตั้งท่าจะปฏิเสธเลยไม่กล้าพูดอะไรมากไปกว่ารับคำเจ้าของบ้าน
“ก็ได้ค่ะ” มุกดารับคำเสียงอ่อยๆไม่ค่อยมั่นใจนักว่านี่คือโชคดีหรือร้ายกันแน่ กับการต้องมานั่งร่วมโต๊ะอาหารคนในตระกูลวราธารักษ์ หนำซ้ำหนึ่งในนั้นยังเป็นชายในดวงใจของเธอที่ทำได้แค่เพียงแอบชะเง้อมอง

ความเลวร้ายในช่วงค่ำยังคงไม่หมดไป มุกดาแทบจะนั่งตัวเกร็งตลอดระยะเวลารับประทานอาหาร เมื่อจู่ๆบิดามารดาของวาริทก็กลับมาถึงคฤหาสน์ในช่วงเวลาก่อนทานอาหารค่ำเพียงไม่นาน หญิงสาวยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสองแล้วก็ได้แต่เงียบกริบ ทำตัวสงบเสงี่ยม นานๆทีจึงได้เอ่ยปากพูดเมื่ออรสุมหันมาขอความเห็นของเธอเกี่ยวข้อมูลต่างๆในงานแต่งงาน

แม้ในสายตาของใครหลายคน มุกดาจะแลดูเป็นคนเก่งกล้า มีบุคลิกมาดมั่น แต่ทั้งหมดก็เป็นเพราะหน้าที่การงานบีบบังคับให้เธอต้องพยายามเป็น แท้จริงแล้วหญิงสาวไม่ใช่คนมั่นใจในตัวเองมากนัก โดยเฉพาะในการวางตัวเพื่อเข้าสังคมกับคนแปลกหน้า ความมั่นใจที่พยายามสร้างมาตลอดจึงมักหดหายไป
“ลองชิมต้มยำนี่ดูสิมูน บ้านผมทำอร่อยนะ”

ถ้วยกระเบื้องสีขาวสะอาดภายในบรรจุน้ำแกงสีส้มสดถูกยื่นมาวางไว้ตรงหน้า ท่าทีเอาใจใส่ของชายหนุ่มข้างกายยิ่งทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนบนโต๊ะมากขึ้น
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวพึมพำ พยายามจะก้มลงมองแต่จานข้าวตัวเอง รู้สึกอยากจะจบอาหารมื้อค่ำนี้ลงแต่โดยไว
วูบหนึ่ง มุกดาอดนึกไปถึงมัชฌิตาผู้เป็นพี่สาวไม่ได้ ถ้าพี่ของเธอเป็นฝ่ายตกอยู่ในสถานการณ์นี้ มัชฌิตาคงสามารถวางตัวได้อย่างดีไม่ผิดไปจากนางพญา บุคลิกโดดเด่น เป็นธรรมชาติของมัชฌิตามักสะดุดตาของใครหลายคนเสมอ ผิดกับเธอที่พยายามฝืนบังคับตัวเองให้ดูแกร่งและเก่งพอสำหรับโลกภายนอก หากจะเปรียบเทียบกันแล้ว ถ้าพี่ของเธอคือนางเสือ ตัวของมุกดาเองก็คงเป็นได้แค่ลูกแมวตัวน้อยที่ยังขลาดกลัวต่อโลกภายนอก

แต่ก็นั่นแหละ คิดไปก็เท่านั้น เธอไม่ใช่พี่มิ้งค์และพี่มิ้งค์ก็ไม่ได้มาอยู่ตรงนี้กับเธอเสียหน่อย...หญิงสาวนึกบ่นกับความเพ้อเจ้อของตัวเอง หันมาจดจ่อกับบทสนทนาบนโต๊ะอาหารต่อ
“คุณมูนคะ อรยังหาช่างแต่งหน้าไม่ได้เลยค่ะ คุณมูนพอรู้จักช่างคนไหนไหม เอาแบบมั่นใจในผลงานได้เลย” อรสุมหันมาชวนเธอคุยหลังการรับประทานอาหารผ่านพ้นไปได้ระยะหนึ่ง

“ก็พอรู้จักอยู่บ้างค่ะ อย่างพี่จุ่มก็มืออาชีพนะคะ เป็นคนแต่งหน้างานตอนเย็นให้คุณแสงทิพย์”
“เอ ใครคะ” ว่าที่เจ้าสาวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เพื่อนพี่น่ะ คนที่อรเคยบอกว่าสวยไง” วาริทขยายความให้น้องฟัง หากอีกฝ่ายกลับหน้ามุ่ยลงเล็กน้อย
“แต่เพื่อนพี่ริทคนนั้นสวยมากนะคะ อรไม่ได้สวยเท่าเขาสักหน่อย แต่งออกมากลัวดูไม่ได้น่ะสิ”
“ใครบอกอรไม่สวย ผมว่าอรสวยที่สุดสำหรับผมแล้ว” ปโยชนม์ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆหันมาเอาใจหญิงสาว พร้อมกับตักอาหารจากจานกลางมาวางให้

“แหม ปากหวาน” อรสุมบ่นด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก ยิ้มรับคำชมจากอีกฝ่ายด้วยหน้าตาแช่มชื่น
“แต่แม่ว่างานหนูทิพย์ ช่างแต่งหน้าคนนี้แต่งออกมาดีทีเดียวนะ” คุณกมลา มารดาของสองพี่น้องออกความเห็นจากเคยได้ดูรูปถ่ายของแสงทิพย์ผ่านมือถือของบุตรชาย “ว่าแต่ช่างคนนี้เป็นเพื่อนหนูเหรอ”
มุกดาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อจู่ๆคำถามในวงสนทนาถูกโยนมาหาเธอ

“ค่ะ เป็นเพื่อนรุ่นพี่ในเว็บน่ะค่ะ” เมื่อเห็นหลายคนทำหน้าสงสัย หญิงสาวเลยจำต้องขยายความเกี่ยวกับธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ตกแต่งงานแต่งงานของเธอให้คนอื่นๆบนโต๊ะฟัง
หลังจากถูกซักไซ้อยู่พักใหญ่ โดยเฉพาะคำถามจากปากของคุณกมลา สตรีวัยกลางคนก็หันมาเอ่ยกับเธอโดยตรง
“เก่งนะ อายุแค่นี้ก็มีธุรกิจเป็นของตัวเองแล้ว แบบนี้น่าชื่นชมมากนะ จริงไหมคุณ” เธอหันไปถามคุณวัลลภ ประมุขใหญ่แห่งวราธารักษ์
ชายสูงวัยเผยยิ้มออกมาน้อยๆบนใบหน้า หางตาเหลือบมองมายังร่างสูงนั่งอยู่ถัดไปทางด้านซ้ายมือ

“อืม เก่ง”
มุกดารู้สึกมีบางอย่างตงิดอยู่ในใจเล็กน้อยกับท่าทีของสองสามีภรรยาวราธารักษ์ หากเธอก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ ทั้งหมดนั่งรับประทานอาหารกันอีกพักใหญ่ หญิงสาวถอนหายใจออกมาเมื่อบทสนทนาบนโต๊ะอาหารเลยออกจากตัวเธอไป กลายเป็นเรื่องงานแต่งงานของอรสุมกับปโยชนม์ จนกระทั่งสายตาของคุณกมลาเหลือบมาเห็นแหวนสีเงินบนนิ้วกลางข้างซ้ายของเธอ
“เอ๊ะ หนู แหวนวงนี้ของหนูเหรอจ๊ะ”

คำถามของคุณกมลาทำให้ทั้งวาริทและมุกดาก้มลงมองแหวนบนนิ้วกลาง แหวนสีเงินวงใหญ่โดดเด่นอยู่บนนิ้วกลางข้างซ้าย พลอยสีชมพูน้ำนมดูกระจ่างใส งดงาม ในสายตาของชายหนุ่ม
“ของดูต่างหน้าคุณย่าค่ะ” มุกดาเงยหน้าขึ้นตอบคำถาม
“ของดูต่างหน้าเหรอ” คุณกมลาทวนด้วยความสงสัย
“ค่ะ ท่านเพิ่งเสียไปไม่นาน แหวนวงนี้เป็นของชิ้นสุดท้ายที่ท่านมอบให้”
“ป้าเสียใจด้วย” มารดาของชายหนุ่มบอกเสียงอ่อน “ขอป้าดูแหวนหน่อยได้ไหม”

“ค่ะ” หญิงสาวตั้งใจจะถอดแหวนบนนิ้วยื่นให้อีกฝ่าย หากความคับแน่นของตัวแหวนทำให้เธอดึงมันออกจากนิ้วไม่ได้ “ขอโทษค่ะคุณป้า หนูถอดมันไม่ออก” เสียงหวานสารภาพ
“ไม่เป็นไรจ้ะ อ้าว ขนมหวานมาแล้ว ทานขนมหวานกันต่อนะ อย่าเพิ่งอิ่ม”
คุณกมลาหันไปให้ความสนใจกับถ้วยขนมแทน แม้ในใจจะยังสงสัยกับลักษณะของแหวนบนนิ้วหญิงสาว
เธอว่าเธอเคยเห็นแหวนวงนี้มาก่อน แต่มันเมื่อไรล่ะ...

หลังการรับประทานอาหารเสร็จสิ้นลง มุกดาตัดสินใจขอตัวกลับบ้าน ทว่าเมื่อเดินกลับออกมายังรถยนต์สีขาวตัดชมพูของตัวเอง ความโชคร้ายอีกครั้งในรอบวันนี้ก็เกิดขึ้นกับเธอ
“อะไรกัน ทำไมสตาร์ตไม่ติด” หญิงสาวบ่นงึมงำด้วยความหัวเสีย โดยมีสิตางศุ์และกะทินั่งเล่นตบแปะอยู่ทางด้านหลังรถ
ค่ำวันนี้ท้องฟ้าเบื้องบนค่อนข้างกระจ่างใส เผยให้เห็นจันทราดวงโตแม้จะมีส่วนเสี้ยวเล็กๆเลือนหายไป แต่อำนาจของดวงจันทร์ก็ยังส่งพลังมายังมูนสโตนในมือเธอ ช่วยให้หญิงสาวมองเห็นกะทิอีกครั้ง

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” สิตางศุ์ชะโงกหน้ามาถามจากทางด้านหลัง
“ก็รถพี่น่ะสิ สงสัยจะกลับบ้านเก่าเสียแล้ว สตาร์ตไม่ติด”
“อ้าว แล้วกัน แบบนี้พวกหนูจะกลับบ้านยังไง”
“คงต้องขึ้นแท็กซี่แล้วละมั้ง”
ขณะกำลังบ่นงึมงำกับดวงวิญญาณทั้งสอง เสียงเคาะกระจกรถก็ดังขึ้น มุกดาจึงเพิ่งเห็นว่าคนเดินมาส่งเธอหน้าบ้านยังคงยืนอยู่ไม่ห่างจากประตูคนขับเท่าไรนัก

“มีอะไรรึเปล่าครับ” น้ำเสียงทุ้มอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวชายหนุ่มเอ่ยถามขึ้น
“รถสตาร์ตไม่ติดค่ะ” ใบหน้ารูปไข่มุ่ยลงเล็กน้อยด้วยความขัดใจ
“ไหน ขอผมดูหน่อยได้ไหม”
ร่างบางเขยิบกายลุกออกจากที่นั่ง ให้วาริทเลื่อนกายเข้าไปยังเบาะฝั่งคนขับ แต่เพราะอีกฝ่ายสูงใหญ่กว่าเธอมากนัก ร่างของชายหนุ่มเลยแลดูเป็นยักษ์ใหญ่ภายในรถยนต์ญี่ปุ่นขนาดกะทัดรัด ชายหนุ่มลงมือสตาร์ตเครื่องอยู่สองสามครั้ง แต่ทุกครั้งเครื่องยนต์ก็ยังคงเงียบสนิท ไม่มีวี่แววจะกลับมาเป็นปรกติดังเดิม

“หลายวันมานี้เครื่องยนต์คุณมีปัญหารึเปล่า” เขาหันมาถามหญิงสาว
“ก็มีเรื่อยๆแหละค่ะ บางวันก็สตาร์ตไม่ค่อยติด แต่ไม่เคยดับสนิทแบบนี้” มุกดาบ่น “คือรถคันนี้เป็นรถมือสองที่ฉันซื้อต่อมาอีกทีหนึ่ง สี่ห้าเดือนก่อนก็เพิ่งซ่อมครั้งใหญ่ไป ท่าทางยายป๊อกกี้จะกลับบ้านเก่าเสียแล้ว”
“ป๊อกกี้?” คิ้วเข้มเลิกสูงขึ้นทันทีกับคำเรียกขานของอีกฝ่าย
มุกดาเลยต้องอธิบายให้ชายหนุ่มเข้าใจ
“ชื่อรถน่ะค่ะ พอดีเจ้าของคนเก่าคงชอบสีชมพู ก็เลยติดฟิล์มเสียรอบรถ ตอนซื้อเจ้านี่มาฉันก็เลยตั้งชื่อมันว่าป๊อกกี้” เสียงหวานบอก แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่ออีกฝ่ายยังมีสีหน้างุนงง “คุณไม่เคยทานขนมป๊อกกี้เหรอ”

“เคย แต่คงไม่ได้กินรสสตรอว์เบอร์รีเหมือนคุณละมั้ง” ใช้เวลาเกือบนาที วาริทถึงเริ่มเข้าใจที่มาที่ไปของชื่อรถ “ท่าทางคุณเองก็คงชอบสีชมพูเหมือนกัน” เขาออกความเห็นอย่างค่อนข้างมั่นใจ
“แหม ก็ไม่ถึงขนาดเอารถยนต์ไปติดฟิล์มหรอก” มุกดาบ่นอุบเล็กน้อย หากเมื่อเห็นแววตาคาดคั้นของคนตรงหน้าแล้วเลยจำต้องขยายความต่อ “แต่ถ้ามีให้เลือกก็หนีไม่ค่อยพ้นสีนี้หรอกค่ะ”
วาริทพยักหน้าเข้าใจ สีหน้าราวคนกำลังพยายามกลั้นยิ้มของเขาส่งให้ใบหน้าหวานเห่อร้อนขึ้น
นี่เธอหลุดเรื่องชื่อติงต๊องของเจ้าป๊อกกี้แล้วยังหลุดเรื่องเธอบ้าสีชมพูออกไปอีก จะทำตัวขายหน้าไปถึงไหนกัน-น-น...

“ผมว่าคืนนี้คุณจอดรถทิ้งไว้ที่นี่ดีกว่า ท่าทางเจ้าป๊อกกี้ของคุณคงจะเกเรแล้วละ พรุ่งนี้ผมจะให้ช่างมาดูให้แล้วกัน” หลังจากทดลองสตาร์ตรถอีกครั้ง เขาตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องเพื่อให้หญิงสาวลดความกระดากลง
“รบกวนคุณวาริทหน่อยนะคะ แต่พรุ่งนี้ไม่ต้องให้ช่างมาดูหรอกค่ะ เดี๋ยวฉันโทร.เรียกช่างประจำมาดูเองดีกว่า” หญิงสาวบอกด้วยความเกรงใจ
ชายหนุ่มเองก็ไม่นึกอยากขัดใจเธอนัก ร่างสูงลุกออกจากรถเดินมายืนขนาบข้างหญิงสาว
“ถ้างั้นเดี๋ยวผมไปส่ง”
“คะ?” คราวนี้คนเตรียมตัวจะเดินออกไปเรียกแท็กซี่เงยหน้ากลับขึ้นมามองด้วยความตกใจ

“ผมไปส่ง” วาริทย้ำคำเดิม “ฟ้ามืดแล้ว ผมไม่อยากให้คุณนั่งแท็กซี่กลับบ้านเองค่ำๆแบบนี้”
“เอ่อ...ไม่เป็นไรดีกว่า คอนโดฯฉันอยู่ไกล คุณขับอ้อมไปอ้อมมาลำบากแย่”
“ไม่ลำบากหรอก ไปเถอะ”
ไม่พูดเปล่า มือหนาของชายหนุ่มยังถือโอกาสแตะลงบนข้อศอกเธอ กึ่งบังคับให้มุกดาก้าวตามเขามา ส่วนมุกดาเองก็กำลังหัวหมุนกับพฤติกรรมของชายหนุ่ม หัวใจดวงน้อยเต้นโครมครามอยู่ในอกขณะเลื่อนกายเข้ามานั่งในรถยนต์สีเทาคันใหญ่

“คาดเข็มขัดด้วยสิ” น้ำเสียงทุ้มๆหันมาสั่ง ส่งผลให้หญิงสาวลนลานคว้าเข็มขัดนิรภัยมาคาดทับ แล้วก็ได้แต่นั่งนิ่งตัวลีบอยู่ภายในรถ
ระหว่างรถยนต์ติดไฟแดง มือหนาเลื่อนมากดปุ่มเครื่องเล่นเล่นแผ่นซีดี เสียงท่วงทำนองเพลงเบาๆดังคลอมาพร้อมกับน้ำเสียงอบอุ่นชวนฝันก็ดังขึ้น


If I had to live my life without you near me
ถ้าฉันต้องอยู่โดยไม่มีคุณเคียงข้าง
The days would all be empty
แต่ละวันคงมีแต่ความอ้างว้าง
The nights would seem so long
ค่ำคืนว่างเปล่าผ่านไปอย่างช้าๆ


มุกดาเหลียวหันมามองเสี้ยวหน้าของคนขับรถ สงสัยนักว่าตัวเองกำลังฝันไปรึเปล่า แต่ไม่ว่าจะลองหยิกตัวเองดูกี่ครั้ง มันก็ไม่ใช่ความฝัน ผู้ชายที่นั่งอยู่ถัดไปทางขวามือคือชายหนุ่มที่เธอเคยแอบมอง แอบเก็บเอาไปฝัน ท่วงทำนองเพลงหวานซึ้งยังคงดังก้องอยู่ในหูเธอ ไม่นานเธอก็หันหน้ากลับมามองถนนเหมือนเดิม เธอเลยไม่มีโอกาสได้เห็นแววตาสีดำเหลือบสายตามาทางเธอเช่นกัน


And with you I see forever oh so clearly
หากมีคุณอยู่ ทางข้างหน้าคงดูสดใส
I might have been in love before
แม้ฉันอาจเคยหลงรักใคร
But it never felt this strong
แต่ไม่เคยมีรักไหนยิ่งใหญ่เท่ารักคุณ

 


บีเอ็มดับเบิลยูสีเทาเลี้ยวซ้ายเข้ามายังซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง เลยออกไปประมาณสองร้อยเมตรคือกำแพงสีขาวของคอนโดมิเนียมที่มุกดาพำนักอยู่ ขณะวาริทกำลังเงยมองแผ่นป้าย หาชื่อคอนโดมิเนียมของหญิงสาว ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงตะโกนด้วยความตกใจจากคนข้างกาย

“คุณริทระวัง!”
เพราะอารามตกใจทำให้วาริทตัดสินใจเหยียบเบรก รถยนต์ของเขากระตุกเล็กน้อย ก่อนจอดนิ่งสนิทลงห่างจากประตูรั้วของคอนโดมิเนียมและเสาไฟฟ้าไปไม่ไกลนัก ชายหนุ่มชะโงกหน้าเข้าไปใกล้กระจก หากสิ่งที่เขาเห็นก็ยังคงเป็นเพียงความว่างเปล่าของพื้นถนน
“หยุดรถทำไม” เขาหันหน้ามาถามคนข้างๆด้วยความสงสัย
หากคนถามก็กลับต้องเป็นฝ่ายชะงักงันไปเมื่อเห็นท่าทีของมุกดา ร่างบางของหญิงสาวนั่งแข็งทื่ออยู่บนเบาะนั่งข้างคนขับ นัยน์ตาหวานเบิกกว้างขึ้นพร้อมกับฝ่ามือยกขึ้นปิดริมฝีปากตัวเอง และ...เขาเห็นชัดว่าร่างบางกำลังสั่นเทาด้วยความกลัวอะไรบางอย่าง

มือหนาเอื้อมออกไปหมายเขย่าไหล่เธอ หากทันทีที่เขาสัมผัสถูกไหล่มน มุกดาก็สะดุ้งทันที ดวงหน้าหวานยามหันมามองเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จนชายหนุ่มอดใจไม่ไหว รั้งไหล่มนเข้ามากอดไว้แนบสนิท
“มูนเป็นอะไรรึเปล่า เกิดอะไรขึ้น” น้ำเสียงทุ้มนุ่มถาม
มุกดาทำได้แค่เพียงส่ายหน้า เธอไม่กล้าแม้แต่จะพูดอะไรออกไป เมื่อชายหนุ่มรั้งร่างเธอเข้าไปกอด หญิงสาวไม่คิดขัดขืน ทำแค่เพียงซบหน้าลงบนอกเสื้อเขา หลับหูหลับตา พยายามจะไม่รับรู้ถึงสิ่งที่เห็น ได้ยินอยู่ตรงหน้า

“ช่วยด้วย ฮือๆ” เสียงร้องไห้ของวิญญาณดวงหนึ่งยังคงดังร้องเรียกเธอ
ตั้งแต่เริ่มขับรถเข้ามาในซอย มุกดาก็เห็นแล้วว่ามีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนขวางอยู่กลางซอย วินาทีแรกเธอนึกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคน แล้วคงเดินข้ามถนนเลยผ่านไป หากเมื่อรถของวาริทแล่นเข้ามาเรื่อยๆมุกดาก็เริ่มมองเห็นความผิดปรกติ จนเธอมาแน่ใจก็ตอนแสงไฟจากหน้ารถสาดตรงไปยังร่างบนถนน
เธอมองเห็นร่างของผู้หญิงบนถนนโปร่งแสง สามารถมองทะลุเลยไปเห็นอาคารทางด้านหลังได้!
“ทำบุญไปให้แล้ว ต่างคนต่างอยู่เถอะ” เสียงหวานบ่นงึมงำอยู่กับอกเสื้อเขา

วาริทขมวดคิ้วด้วยความสงสัยกับพฤติกรรมประหลาดของมุกดา เขาไม่เข้าใจนักว่าหญิงสาวเป็นอะไร กำลังมองเห็นหรือหวาดกลัวอะไร หากยามนี้ร่างบางในอ้อมกอดสั่นเทาราวลูกนก จุดความอาทรระคนสงสารขึ้นในใจของคนเป็นกำแพงให้เธอ มือหนาลูบไปตามลำแขนเย็นเฉียบของคนในอ้อมกอด พร้อมกับแรงบีบกระชับ ไล่มาตั้งแต่บริเวณต้นแขน ศอก ข้อมือ มาจนถึงฝ่ามือทั้งสองข้าง และในทันทีที่ปลายนิ้วของเขาสัมผัสโดนหัวแหวนสีชมพูน้ำนม หูของชายหนุ่มก็พลันได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของใครคนหนึ่งดังลอดผ่านเข้ามาในรถ
“เฮ้ย!” วาริทอุทานด้วยความตกใจ เมื่อจู่ๆเขาก็มองเลยออกจากกระจกรถยนต์ด้านหน้าออกไปเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยืนคร่ำครวญอยู่

ทันทีที่เขาปล่อยมือหลุดออกจากมือบาง ภาพตรงหน้าก็พลันหายไปราวปิดสวิตช์ ชายหนุ่มกะพริบตาถี่ๆสลัดศีรษะเพื่อเรียกสติตัวเอง ไม่มั่นใจนักว่าเมื่อครู่คือความจริงหรือภาพลวงตา หากยามเขาเอื้อมมือลงไปเกาะกุมมือบางอันเย็นเฉียบ วาริทก็มองไม่เห็นอะไรอีกเลย นอกจากถนนเปลี่ยวเบื้องหน้า

*********

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่ 6 คำร้องขอของผี

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น