มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 7 : บทที่ 4/1 เพื่อนร่วมห้อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 159
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 ส.ค. 55

บทที่ 4 เพื่อนร่วมห้อง
“คุณมูน ไม่นึกว่าจะเจอกัน” น้ำเสียงทุ้มแต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักเธอก่อน
มุกดาอาจจะยังคงยืนอึ้งต่อไป ถ้าไม่เพราะข้อศอกของเพื่อนกระทุ้งเตือนมา เธอตัดสินใจยกมือไหว้อีกฝ่าย
“สวัสดีค่ะ พอดีฉันมีนัดคุยงานกับลูกค้าที่นี่” หญิงสาวนึกโทษหัวใจตัวเองที่ดันเต้นกระหน่ำอยู่ในอก ไม่ยอมฟังคำสั่งเจ้าของ

“จะจัดงานแต่งงานที่นี่เหรอครับ”
“ของลูกค้าจองไว้อีกสามเดือนข้างหน้าค่ะ” มุกดาบอก ก่อนทนแรงสะกิดจากคนข้างกายไม่ไหว หันมาแนะนำเพื่อนรักให้ชายหนุ่มได้รู้จัก “คุณวาริทคะ นี่คณิตา เพื่อนแล้วก็หุ้นส่วนของฉัน คนที่จะออกแบบธีมงานให้คุณค่ะ”

 “สวัสดีค่ะ มูนอายยินดีรับใช้นะคะ รับรองว่าตาจะออกแบบงานนี้ให้สวยสมกับที่ทางคุณและเจ้าบ่าวเจ้าสาวไว้วางใจมาเลย” คณิตาบอกพร้อมกับรอยยิ้มหวาน
ผลที่ได้กลับมาเลยเป็นรอยยิ้มน้อยๆบนใบหน้าคม
“ขอบคุณครับ ความจริงแบบร่างที่คุณมูนส่งมาให้ดูคราวก่อนก็ไม่เลวเลย แต่ยังไงคงต้องรอให้น้องผมกับแฟนดูก่อน"

“ไม่เป็นไรค่ะ เวลายังพอมี ถ้าไม่ชอบตรงไหนก็บอกได้นะคะ บอกผ่านมูนมาก็ได้เพราะตาเป็นคนขี้เกียจเช็กเมล โทรศัพท์ก็ไม่ค่อยจะรับเท่าไร”
มุกดารู้ว่าเพื่อนสาวของเธอโกหก เพราะคณิตารับโทรศัพท์ทั้งจากเธอและจากลูกค้าทุกครั้งโดยไม่เคยเกี่ยงแม้เป็นเวลาดึกดื่น หญิงสาวเลยหันไปขึงตาใส่เพื่อน รู้ได้โดยพลันจากสีหน้ายิ้มแย้มของอีกฝ่าย

ยายนี่ตั้งใจจะขายเธอใช่ไหมเนี่ย-ย-ย...

“ได้ครับ งั้นถ้ามีอะไร ผมโทร.หาคุณมูนแล้วกัน”
“เอ่อ...ค่ะ” เพราะสถานการณ์ออกมาเป็นเช่นนี้ มุกดาเลยปฏิเสธอีกฝ่ายไม่ได้
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนดวงหน้าคมอีกครั้ง มือหนาของชายหนุ่มยกขึ้นมองนาฬิกา ก่อนเอ่ยปากชักชวนสองสาว

“คุณตากับคุณมูนรีบรึเปล่า ไปดื่มกาแฟกันสักแก้วไหม”
“มูนเขาไม่รีบหรอกค่ะ แต่น่าเสียดายจัง ตามีนัดตอนเย็นแล้ว เชิญคุณวาริทกับมูนเถอะ”
มุกดาแทบจะร้องเฮ้ยกับการมัดมือชกของเพื่อนรัก นัยน์ตาหวานตวัดค้อนมายังคณิตาทันที แต่อีกฝ่ายกลับแกล้งมองไม่เห็น ดุนหลังหญิงสาวให้เขยิบขึ้นหน้าไป

“ถ้าคุณวาริทจะคุยงานอะไรเพิ่มเติมก็ฝากผ่านมูนมาได้เลยนะคะ ตาขอตัวก่อน ใกล้เวลานัดเต็มทีแล้วเดี๋ยวไปไม่ทัน” คณิตาสำทับอีกครั้งพร้อมกับยกมือไหว้ชายหนุ่ม หมุนตัวเดินเลาะออกไปทางด้านหลังของโรงแรม
ทิ้งให้คนเป็นเพื่อนได้แต่นึกเข่นเขี้ยวในใจ

“แล้วคุณไม่ได้มีนัดต่อใช่ไหม” นัยน์ตาคมหลุบต่ำลงมองดวงหน้าหวานที่กำลังทำปากขมุบขมิบ นึกเจริญพรเพื่อนรักอยู่ในใจ
ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเงยขึ้นมาสบสายตาคนมองอยู่ก่อน เพียงวูบเดียวหญิงสาวก็จำต้องเสตาหลบ
“ไม่มีค่ะ แต่ฉันว่า...” มุกดาตั้งท่าจะหาทางหนีทีไล่

หากคนตัวโตกลับไวกว่า ผายมือเชิญให้หญิงสาวก้าวเดินออกไปข้างหน้า น้ำเสียงของเขาบ่งชัดว่าไม่มีทางยอมให้เธอปฏิเสธ
“เชิญครับ ขอผมเลี้ยงกาแฟคุณสักแก้วก่อนกลับ”
เจอเข้ากับประโยคนี้ มุกดาเลยได้แต่เดินตามอีกฝ่ายไปอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่นานสองหนุ่มสาวก็มานั่งพักอยู่ในร้านกาแฟบริเวณด้านในของโรงแรม มีกาแฟร้อนสองถ้วยวางเด่นอยู่บนโต๊ะ

“คุณวาริทมาทำอะไรที่โรงแรมนี้เหรอคะ” เมื่อเอ่ยปากถามออกไป มุกดาก็ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเธอสมควรถามคำถามเช่นนี้กับคนเป็นลูกค้ารึเปล่า
“ประชุมพนักงานครับ แต่ว่าเสร็จได้สักพักหนึ่งแล้ว”
“อ้อ ค่ะ” มุกดาพยักหน้าเออออกับคำพูดของอีกฝ่าย จากนั้นเสียงหวานก็เงียบลง ไม่รู้จะหาอะไรมาสนทนากับฝ่ายตรงข้ามดี

โดยปรกติแล้วหญิงสาวไม่ใช่คนคุยเก่งนัก หากเธอเป็นนักฟังและนักตอบคำถามที่ดี ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้าหาเธอมักเป็นฝ่ายหญิง มีคำถามมากมายตามแบบฉบับว่าที่เจ้าสาวมือใหม่ เธอเลยไม่เคยรู้สึกเกร็งในการสนทนาเท่ากับชายหนุ่มตรงหน้ามาก่อน

“คุณทำงานนี้มากี่ปีแล้ว” เมื่ออีกฝ่ายเงียบไป วาริทเลยต้องเป็นฝ่ายหาหัวข้อมาสนทนากับเธอ
“สองปีเองค่ะ เมื่อก่อนฉันกับตาทำงานประจำ”
“งานแบบนี้คงสนุกกว่า” วาริทให้ความเห็น
“ค่ะ สนุกกว่ามาก ชีวิตก็เป็นอิสระกว่า เสียอย่างเดียวรายได้ไม่แน่นอนนัก ไม่มั่นคงเหมือนตอนเป็นพนักงานประจำ”

“แต่ว่าถ้าทำไปเรื่อยๆพอร้านของคุณสองคนมีชื่อเสียง งานก็จะเข้ามาเรื่อยๆผมว่ามันก็ไม่เลวเลยนะ ได้ทำอะไรที่ตัวเองรักแล้วยังมีรายได้เข้ามาอีก” ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงชื่นชม นึกนับถือหญิงสาวแสนบอบบางตรงหน้าอยู่ในใจ แม้ว่าธุรกิจของมุกดาจะไม่ได้ยิ่งใหญ่ มีรายได้เป็นสิบหลักเหมือนอย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ทุกอย่างก็เริ่มต้นจากน้ำพักน้ำแรงของผู้หญิงตัวเล็กๆเพียงสองคน

“ขอบคุณค่ะ จริงๆฉันกับตาแอบหวังให้งานของน้องสาวคุณช่วยโปรโมตผลงานของมูนอายเลยล่ะค่ะ” เสียงหวานสารภาพ
เรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้ไม่น้อย ยามเห็นนัยน์ตาหวานฉายแววเพ้อฝันหากยังคงเต็มไปด้วยความจริงใจ
“ยินดีครับ ผมยอมให้คุณเอาไปโปรโมตร้านเต็มที่เลย”

มุกดายิ้มกว้างจนอีกฝ่ายเพิ่งสังเกตเห็นรอยลักยิ้มบุ๋มลงไปตรงข้างแก้มเหนือมุมปากทั้งสอง เธอตอบรับคำอนุญาตของอีกฝ่ายด้วยการยกมือไหว้ หากยังไม่ทันเอ่ยขอบคุณเขาด้วยซ้ำ พลันเสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“แหม คุณริทมาอยู่นี่เอง ยาตามหาคุณแทบแย่”
มุกดาเงยหน้าขึ้นมาหญิงสาวแปลกหน้า วูบหนึ่งเธอมองเห็นแววตาถูกกรีดไว้ด้วยอายไลเนอร์สีดำสนิท ตวัดมองมายังเธออย่างไม่เป็นมิตรนัก

“มีอะไรรึเปล่าครับคุณยา” วาริทถาม ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมหากแต่เอี้ยวตัวหันกลับมาจ้องหน้าปิยาอร
ร่างระหงซึ่งเพิ่งเดินมาใหม่ชะงักไปเล็กน้อย
“ยาออกมาตามหาคุณริทค่ะ คุณมนฝากเอกสารไว้ให้คุณ” ปิยาอรบอกพร้อมกับยื่นเอกสารปึกใหญ่ให้ชายหนุ่ม

“ขอบคุณครับ”
วาริททำแค่เพียงเอื้อมมือไปรับมา กล่าวขอบคุณอีกฝ่าย แล้วหันมาสนใจคนตรงหน้าต่อโดยไม่ได้หันกลับไปมองร่างระหงซึ่งยังคงยืนถัดไปไม่ไกล สร้างความไม่พอใจให้กับคนยืนมองอยู่ไม่น้อย หากปิยาอรก็ยังฉลาด เลือกส่งยิ้มไปให้ชายหนุ่ม

“คุณริทยังไม่กลับบ้านเหรอคะ”
“ผมคุยธุระอยู่ครับ อีกสักพักคงกลับ” น้ำเสียงนิ่งๆหากแฝงไว้ด้วยแววอำนาจและมาดเจ้านายหนุ่ม ทำให้คนทักถึงกับหน้าเห่อร้อน
ท่าทางวันนี้จะไม่ใช่วันของเธอ...ปิยาอรนึกด้วยความแค้นใจ มองร่างสูงซึ่งแม้จะมีส่วนละม้ายคล้ายเมฆินทร์ผู้เป็นพี่ชาย แต่วาริทก็ดูแข็งกระด้างและดุดันกว่า

“ค่ะ ถ้างั้นยาขอตัวก่อนนะคะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้” ปิยาอรตัดสินใจเป็นฝ่ายถอยหลัง รู้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่เจ้านายเก่าที่เธอเคยได้ทุกอย่างตามต้องการ
“เชิญครับ” วาริทโค้งศีรษะให้เธอเพียงเล็กน้อย แล้วกลับไปมองหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง ไม่ได้สนใจคนกำลังหันหลังเดินจากไปเลย

มุกดามองร่างระหงในชุดสูทสีครีมค่อนข้างรัดรูปด้วยแววตาเต็มไปด้วยคำถาม หากเธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากในสิ่งค้างคาใจ ได้แต่มองตามแผ่นหลังของหญิงสาวแปลกหน้าไปจนลับตา
รู้สึกไปเองรึเปล่านะ เหมือนเห็นแววตาอาฆาตส่องประกายชัดเจนยามอีกฝ่ายหันมามองเธอ...หญิงสาวพยายามสั่นศีรษะ คิดว่าตัวเองคงแค่ตาฝาด เพราะเธอเพิ่งเคยเจอผู้หญิงคนนี้เป็นครั้งแรก ไม่น่าจะมีอะไรให้ผิดใจหรือโกรธแค้นกัน

“เธอชื่อปิยาอร เป็นหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ให้กับโครงการต่างๆของวราธากรุ๊ป”
“คะ?” มุกดาเงยหน้าขึ้นมองคนพูดทันที แววตาของเธอเต็มไปด้วยคำถามจนคนพูดจำต้องอธิบายเพิ่ม
“ก็ผมเห็นคุณทำหน้าสงสัย ไม่ได้อยากรู้เหรอว่าเธอเป็นใคร” อีกฝ่ายเลิกคิ้วถาม
“เอ่อ...เปล่านะคะ ฉันไม่ได้อยากรู้สักหน่อย” หญิงสาวงึมงำบ่น ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะมาล่วงรู้ความคิดของเธอได้อย่างไร

“เหรอครับ งั้นเอาเป็นว่าผมก็อยากบอกแล้วกัน” วาริทเอ่ยปากอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องสำคัญเท่าไรนัก หากนัยน์ตาคมมั่นใจว่าเขาอ่านสีหน้าและแววตาของอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
มุกดาเลยได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าสบตาอีกฝ่าย สองหนุ่มสาวนั่งดื่มกาแฟกันได้อีกเพียงไม่นานนัก เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าเธอก็ดังขึ้น เธอพึมพำขออนุญาตอีกฝ่ายก่อนกดรับสายมาริณ

“พี่มูน อยู่ไหนแล้ว” เสียงใสคุ้นหูดังแว่วมาตามสาย ทำให้คนฟังอดยิ้มน้อยๆออกมาไม่ได้ เมื่อนึกถึงดวงหน้ใสๆของผู้เป็นน้องสาว
“อยู่โรงแรม ยังคุยกับลูกค้าอยู่เลย” มุกดาเหลือบสายตามามองคนตัวโตกว่าซึ่งหันไปให้ความสนใจกับน้ำตกเทียมข้างๆ
“โห งั้นกว่าจะออกมารถติดแน่ๆช่วงนี้คนเลิกงานพอดี”

“ว่างั้นแหละ” มุกดาโค้งศีรษะให้อีกฝ่าย ลุกออกจากโต๊ะมาหามุมส่วนตัวคุยกับน้องสาวต่อ “แล้วโทร.มามีอะไรหรือเปล่า”
“อ๋อ...มีนว่าจะไปทานอาหารเย็นกับพี่มูนที่ห้องน่ะค่ะ แต่ไม่รู้พี่มูนจะว่างหรือเปล่า”
“ว่างสิ วันนี้ไม่มีนัดแล้ว มีนก็รู้ สำหรับมีนพี่ว่างเสมอ” เธอบอกพร้อมกับรอยยิ้มอ่อน

ไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่าสายตาคมของคนที่เหม่อไปไกล ตวัดวกกลับมาหาร่างบอบบางซึ่งยืนหันหลังให้
“ทำเป็นพูดดี อีกหน่อยมีหนุ่มมาจีบก็คงลืมน้องแน่ๆ”
“โอ๊ย หนุ่มที่ไหน ไม่มีหรอก” เสียงหวานสูงขึ้นเล็กน้อยราวคนร้อนตัวรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ยังไงเข้ามาได้เลย แต่แวะซื้อกับข้าวมาด้วยนะ ขืนรอพี่ เธอได้หิวตาลายก่อนพอดี” ปลายเสียงเงียบไปเล็กน้อย ก่อนเอ่ยถาม “แล้วนี่ที่บ้านเป็นไงบ้าง”

“เงียบเหมือนเดิมนั่นแหละค่ะ นี่มีนยังติดต่อพี่มิ้งค์ไม่ได้ด้วย ชอบทำให้เป็นห่วงจริงๆ”
“รายนั้นไม่ต้องห่วงเขาหรอก ชอบหายไปอยู่แล้วนี่นา เดี๋ยวคงกลับมาเอง”
แม้จะพูดออกไปด้วยความน้อยใจในตัวพี่สาว แต่มุกดาก็อดไพล่นึกเป็นห่วงมัชฌิตาขึ้นมาไม่ได้
ป่านนี้พี่มิ้งค์จะอยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่นะ ส่งข่าวกลับมาแค่ครั้งเดียวแล้วเงียบหายไปเลย...

หญิงสาวนัดหมายกับมาริณอยู่อีกไม่กี่ประโยค จึงวางสายลงเดินกลับมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มตรงหน้า
“ฉันต้องขอตัวก่อนนะคะ พอดีน้องสาวจะมาหาที่คอนโด”
“คุณพักที่ไหนเหรอ”
คิ้วโก่งงามขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แปลกใจในถ้อยคำถามของชายหนุ่ม แต่ก็ยอมบอกชื่อคอนโดมิเนียมขนาดกลาง ห่างออกจากรถไฟฟ้าออกไปไม่มากนักให้อีกฝ่ายฟัง วาริททำแค่เพียงพยักหน้ารับรู้ พอจะนึกถึงคอนโดมิเนียมที่เธอพูดถึงออก ร่างสูงขยับตัวลุกขึ้นจากโต๊ะ ผายมือให้อีกฝ่าย

“งั้นผมเดินไปส่งคุณที่รถ”
หัวใจของมุกดากระตุกวาบกับคำพูดเรียบๆหากกินใจเธออย่างแรง
“มะ...ไม่ต้องก็ได้ค่ะ วันนี้ไม่ได้ดึกเสียหน่อย ฉันเดินไปเองได้”
มือบางทั้งสองข้างกุมเข้าหากันแน่น จนเล็บยาวๆของเธอจิกลงบนอุ้งมือ มุกดาถึงรู้ว่าตัวเองยังอยู่ในโลกของความเป็นจริง...ไม่ใช่ฝันไป

“แล้วรถคุณจอดอยู่ที่ไหนล่ะ”
“ชั้น 2A ค่ะ”
“ผมก็จอดที่นั่นเหมือนกัน”

คนกำลังก้าวขาออกไปสะดุดขาตัวเองทันที ร่างบางหันกลับมามองคนข้างหลังด้วยแววแคลงใจ แต่พอนัยน์ตาสีนิลทรงอำนาจจ้องเธอกลับอย่างไม่มีทีท่าลดละ มุกดาก็จำต้องเป็นฝ่ายเสหลบตาแทน
อะไรกัน เธอเป็นฝ่ายสงสัยเขาแท้ๆ แต่ดูสิดู สุดท้ายทำไมเธอต้องเป็นฝ่ายหลบตาก่อนด้วยนะ...หญิงสาวนึกบ่นงึมงำกับความขี้ขลาดของตัวเอง สุดท้ายก็เลยได้แต่เดินตามอีกฝ่ายไปโดยไม่กล้าเงยขึ้นมองหน้าอีก

ร่างสูงของคนจงใจทอดฝีเท้าให้ช้าลง เขยิบขึ้นมายืนขนาบข้างเธอตั้งแต่ตอนเดินออกมาจากลิฟต์ หลายครั้งหางตาของวาริทตวัดลงมามองร่างบอบบางของคนข้างกาย ดวงหน้าหวานล้อมกรอบด้วยผมยาวสีดำหยักศก ดัดเป็นลอนถึงกลางหลัง ช่วยส่งผลให้ดวงหน้ารูปไข่แลดูหวาน แปลกตากว่าสาวคนไหน โดยเฉพาะยามเธอยิ้ม รอยลักยิ้มเล็กๆตรงข้างแก้มยิ่งส่งผลให้ใบหน้าที่ดูหวานอยู่แล้วมีเสน่ห์มากขึ้น จนเขาอดมองตามด้วยความเผลอไผลเสียหลายครั้ง ทว่าใบหน้าหวานยามนี้กลับเอาแต่ก้มงุดๆราวกับบนพื้นดินมีสิ่งน่าสนใจมากกว่าตัวเขา จุดรอยยิ้มอ่อนๆขึ้นบนดวงหน้าเข้ม

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าเธอกำลังเกิดอาการประหม่าอยู่ เห็นได้ชัดจากนัยน์ตาโตที่ไม่ยอมสบตาเขา แล้วยังมือน้อยๆทั้งสองข้างนั่นอีก จับหูกระเป๋าสะพายเสียแน่นราวกลัวใครจะกระชากไป

แปลกดี ทั้งๆที่ชอบแอบมองเขาทีเผลอ แต่พอต้องมาเผชิญหน้ากัน อยู่ใกล้กัน สาวน้อยผู้กล้าหาญก็กลับกลายเป็นคนเหนียมอายไปเสียได้...ใช่! แปลก แต่ก็น่ารัก...
วาริทไม่รู้ตัวเองเลยว่าเขาเผลอหันมามองอีกฝ่ายอย่างเต็มตาตั้งแต่เมื่อไร กว่าจะมารู้ตัวอีกทีหนึ่งก็ตอนนัยน์ตาสีน้ำตาลคู่สวยช้อนกลับขึ้นมามองเขา

“เอ่อ...ถึงรถฉันแล้วค่ะ” อีกครั้งที่มุกดาจำต้องหลบนัยน์ตาคมของคนตรงหน้า เธอรู้สึกว่าวันนี้มือไม้และทุกอย่างในตัวช่างแลดูขัดหูขัดตาตัวเองเหลือเกิน
ชายหนุ่มตัดใจละสายตาออกจากดวงหน้ารูปไข่ หันมามองรถยนต์คันเล็กสีขาวตัดชมพูแล้วจึงพยักหน้า
“เชิญครับ”

มุกดารีบไขกุญแจรถ พาตัวเองเข้าไปนั่งยังฝั่งเบาะคนขับ ในจังหวะกำลังจะปิดประตูรถยนต์ มือหนาก็เอื้อมมายั้งไว้เสียก่อน ร่างสูงใหญ่ของวาริทคร่อมอยู่จนเกือบมิดพื้นที่ของบานประตูรถ ใบหน้าคมเข้มชะโงกหน้าเข้ามาหาเธอ เสียงเปาะแปะดังมาจากภายนอกอาคารบอกให้รู้ว่าเบื้องนอกอาคารจอดรถยามนี้คงมีฝนตกหนัก แต่หูของหญิงสาวกลับแทบไม่ได้ยินเสียงฝนตกเลยสักนิด สิ่งเดียวที่เธอได้ยินคือเสียงหัวใจรัวกระหน่ำอยู่ในอก
“มีอะไรรึเปล่าคะ” เสียงหวานถาม พยายามปกปิดแววตาตื่นๆแข็งใจเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย

“อาทิตย์หน้ายายอรกับแฟนเขาก็จะกลับมาแล้ว ผมอยากรบกวนคุณมูนมาที่บ้านหน่อย จะได้มาคุยรายละเอียดและตกลงทุกอย่างกับสองคนนั้น”
นั่นไม่ใช่คำขอร้อง น้ำเสียงของคนตรงหน้าบ่งชัดว่าเขาต้องการให้เป็นไปตามนั้นทุกประการ แล้วผู้หญิงตัวเล็กๆอย่างเธอมีหรือจะกล้าขัด

“ก็ได้ค่ะ แล้วเป็นวันไหนดี” เธอถามเพื่อจะได้เตรียมตารางเวลาของตัวเองให้พร้อม
นัยน์ตาคมจ้องเธออยู่อีกอึดใจใหญ่ มือข้างหนึ่งที่เท้าอยู่บนประตูรถเอื้อมลงมาหาเธอ นิ้วเรียวเกี่ยวเอาผมปอยหนึ่งทัดกลับไปยังหลังใบหู เขาไม่ได้แตะต้องใบหน้าเธอเลยด้วยซ้ำ แต่วินาทีที่ปลายนิ้วลากไล้ผ่านเส้นผมเธอไป มุกดานึกว่าหัวใจตนเองจะหยุดเต้นลงเสียแล้ว

“ไว้ผมจะโทร.ไปแล้วกัน” วาริทบอกพร้อมกับถอนหลังกลับไปยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูง บรรจงปิดประตูรถยนต์ให้เธอ
หญิงสาวจำต้องใช้เวลาตั้งสติอยู่อึดใจใหญ่กว่าจะสามารถขับรถออกจากลานจอดมาได้ หากเธอก็ขับไปได้ไม่ไกลนัก รถญี่ปุ่นคันเล็กสีขาวตัดชมพูก็จอดลงในลานจอดรถชั้นหนึ่งเพื่อให้เจ้าของรถได้มีเวลาสงบจิตใจ

อ๊าย-ย-ย นี่เขาจะรู้ไหมเนี่ยว่าตัวเองพูดอะไรออกมา เธอจะบ้าตายก่อนทำงานนี้เสร็จไหม ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้มีเสน่ห์กระตุกหัวใจเธอได้ทุกท่าทาง ทุกคำพูดขนาดนี้...

“มีนกลับบ้านก่อนนะพี่มูน” เสียงใสๆของมาริณบอกพร้อมกับโบกมือลา
มุกดารอให้น้องสาวเดินพ้นประตูไปแล้วจึงปิดบานประตูลง คล้องโซ่ให้แน่นหนา ในใจอดนึกสงสัยแกมน้อยใจไม่ได้

พี่มิ้งค์คิดอะไรของเขาอยู่นะ เอาอความารีนของมีนไปเฉยๆแบบนั้น ผิดวิสัยพี่สาวคนโตที่เธอเคยรู้จักมาตลอดชีวิตเหลือเกิน... หลังจากได้พูดคุยกับมาริณแล้ว มุกดาเพิ่งมารู้ว่ามัชฌิตาไม่ได้นำอความารีนไปมอบให้น้องสาวอย่างที่เจ้าตัวสัญญาไว้ มุกดาเลยยิ่งพาลน้อยใจคนเป็นพี่มากขึ้น จากที่เคยคิดว่าจะโทรศัพท์ไปหา เลยตัดใจไม่คิดติดต่ออีกฝ่าย

หญิงสาวถอนหายใจออกมา เดินกลับมาหาร่างโปร่งแสงของสิตางศุ์ซึ่งยืนยิ้มรอเธออยู่
“น้องพี่สาวน่ารักจัง หนูชอบ” วิญญาณเด็กหญิงเด็กหญิงบอกด้วยน้ำเสียงสดใส แล้วลอยกลับมานั่งดูโทรทัศน์ ทั้งที่ก่อนหน้าเธอเอาแต่ล้อมหน้าล้อมหลังแกล้งมาริณ โดยเจ้าตัวสามารถรับรู้ได้เพียงสังหรณ์ลางๆสร้างความสนุกสนานให้แก่วิญญาณดวงน้อยเป็นอย่างมาก

“แกล้งพี่เขา บาปไหมล่ะนั่น เดี๋ยวก็ไม่ต้องไปเกิดใหม่หรอก” หญิงสาวส่ายหน้ากับความทะเล้นของสิตางศุ์
ผีถูกดุทำหน้ามุ่ย ปากเล็กๆยื่นออกมาอย่างบอกให้รู้ว่าแกล้งทำ
“ใช่แค่หนูที่ไหนล่ะ กะทิก็แกล้งด้วย พี่สาวไม่เห็นว่าเลย” สิตางศุ์บ่น ก่อนจะเอามือตะครุบปากตัวเองแทบไม่ทัน

“ใครคือกะทิ” คิ้วโก่งงามขมวดเข้าหากัน ตามติดมาด้วยเสียงแข็ง “พี่ว่าแล้ว สองสามวันมานี้รู้สึกแปลกๆเหมือนไม่ได้มีแค่ตางศุ์อยู่ในห้อง นี่เราไปชวนผีที่ไหนมาอยู่ด้วยใช่ไหม”
ดวงหน้าน้อยๆหมองลงทันที สิตางศุ์เหลียวหันไปมองเพื่อนใหม่ซึ่งยังคงลอยอยู่ไม่ห่างจากเธอนักด้วยแววตาของความช่วยเหลือ

นึกว่าพี่สาวมองไม่เห็นแล้วจะไม่รับรู้ถึงการมาของเจ้าพวกนี้ซะอีก...

“บอกพี่สาวเธอเถอะ” กรกชหรือกะทิบอกเพื่อน
“ก็ได้” เสียงเล็กๆคราง นึกโทษความปากพล่อยของตัวเอง “หนูเหงา ก็เลยชวนเพื่อนมาเล่นด้วย” สิตางศุ์สารภาพความผิดเสียงอ่อย
“เพื่อนที่ไหน พี่ยังไม่ได้อนุญาตเลย” เสียงของมุกแข็งขึ้นกว่าเดิมจนเด็กหญิงเริ่มหน้าเบ้

“กะทิอาศัยอยู่แถวนี้แหละ หนูก็เลยชวนขึ้นมาอยู่ด้วยกัน ผีตัวอื่นๆก็แวะเวียนมาบ้างบางครั้ง แต่พี่สาวอนุญาตแล้วจริงๆนะ วันนั้นที่พี่สาวแปรงฟันอยู่ไง ไม่งั้นกะทิกับเพื่อนๆเข้ามาไม่ได้หรอก”
จากคำพูดของสิตางศุ์ มุกดาเลยนึกย้อนไปถึงตอนเธอเออออไปกับคำพูดของเด็กหญิงโดยไม่ทันได้ไตร่ตรองเมื่อหลายวันก่อน

บ้าชะมัด เธอหลุดปากอนุญาตออกไปได้ยังไง...หญิงสาวบ่นงึมงำกับตัวเองด้วยความหัวเสียเล็กน้อย พลอยให้ผีซึ่งแอบมองดูเธออยู่ ทั้งที่เธอสามารถมองเห็นและไม่เห็น หน้าหมองไปตามๆกัน
“เราไปก็ได้ ไม่อยากให้อยู่ก็ไม่อยู่” เด็กหญิงกะทิบอก ทำท่าจะหายตัวไปถ้าสิตางศุ์ไม่คว้ามือไว้ก่อน
“อย่าเพิ่งสิ” เธอหันมาบอกเพื่อน ไม่อยากเสียเพื่อนตัวแรกในโลกอันแสนเหงาไป “พี่สาว อย่าให้กะทิไปเลยนะ หนูสัญญาว่าเราจะอยู่กันเงียบๆไม่รบกวนพี่สาว” เสียงเล็กๆออดอ้อน

มุกดาแทบไม่อยากจะมองหน้าเด็กหญิง เพราะเธอรู้ รู้ดีทีเดียวว่าสุดท้าย...
เฮ้อ ทำไมเธอถึงเป็นคนขี้ใจอ่อนอย่างนี้นะ...

“แน่ใจนะว่าจะอยู่เงียบๆไม่กวนพี่ตอนนอนอีก” เสียงแข็งเริ่มอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
ดวงหน้าใสๆส่งยิ้มแป้นแล้นมาให้ในทันที
“สัญญาเลยค่ะ เนอะกะทิเนอะ” สิตางศุ์หันไปพยักพเยิดกับวิญญาณอีกดวงหนึ่งข้างกาย

มุกดาไม่รู้หรอกว่ากะทิตอบอะไรเธอและสิตางศุ์มา แต่เห็นจากสีหน้ายิ้มแย้มของเด็กหญิงแล้ว เธอก็ได้แต่ถอนหายใจ ยอมรับการมีอยู่ของวิญญาณทั้งหลายไปโดยปริยาย ร่างบางทรุดกายนั่งลงบนโซฟา หันมาสนใจกับข่าวในโทรทัศน์แทน นานๆทีจึงหันไปมองสิตางศุ์กำลังร้องเพลงเล่นสนุกสนานอยู่กับผีตัวอื่นๆห่างออกไปไม่ไกลนัก

“ตางศุ์ ถามหน่อยสิ” คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาขณะเธอกำลังนั่งดูโทรทัศน์ จนอดไม่ได้หันมาหาวิญญาณเด็กหญิง
“พี่สาวมีอะไรเหรอ” สิตางศุ์ลอยกลับมานั่งแปะอยู่บนโซฟาข้างกายเธอ
“ทำไมพี่มองไม่เห็นเพื่อนของตางศุ์”
เด็กหญิงเกาศีรษะทันทีกับคำพูดของมุกดา เธอหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากกะทิ เนื่องจากไม่รู้ว่าจะตอบคำถามนี้อย่างไร

“เพราะเรากับพี่สาวเธอไม่ได้มีสายใยเชื่อมถึงกันละมั้ง” กะทิตั้งข้อสังเกตโดยบอกผ่านมาทางสิตางศุ์
“สายใย? หมายถึงพี่มีอะไรบางอย่างผูกพันกับตางศุ์เหรอ” เธอมองหน้าสิตางศุ์ด้วยแววตาคำถาม
“ใช่ สายใยนั้นอาจเป็นผลพวงมาจากบุญกรรมที่เคยมีร่วมกันในภพภูมิก่อน ทำให้พี่กับตางศุ์มีบางอย่างผูกพันกันมากกว่าวิญญาณดวงอื่นๆผสมกับอำนาจของมุกดาหารเลยทำให้พี่สามารถมองเห็นตางศุ์ได้อย่างชัดเจน” กะทิซึ่งแม้จะเป็นเพียงวิญญาณเด็กหญิงตัวน้อย แต่ความที่อยู่ในสภาพของดวงวิญญาณมานานนับสิบปี ทำให้เธอรู้ถึงโลกในอีกมุมหนึ่งที่ ‘คนเป็น’ ไม่เคยได้รับรู้

“แล้วพี่จะมีโอกาสเห็นกะทิไหม” มุกดาถามผ่านสิตางศุ์มา
เด็กหญิงเพียงแค่ยิ้ม นัยน์ตาสีดำขลับเต็มไปด้วยแววตาแพรวพราว ซุกซน
“ไว้รอคืนที่มีพระจันทร์สิ วันแรมสิบห้าค่ำแบบนี้มองไม่เห็นหรอก”

จากคำบอกเล่าของกะทิผ่านคำพูดของสิตางศุ์ หญิงสาวจึงเพิ่งเข้าใจในอำนาจของมูนสโตนที่เธอได้รับมาจากย่าอมินตา โดยปรกติมูนสโตนหรือมุกดาหารเป็นอัญมณีช่วยในการรับรู้สิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้นและจะทรงพลัง สว่างสดใสจากอำนาจของแสงจันทร์ โดยเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวง หากแต่มูนสโตนของย่าอมินตามีพลังแกร่งกล้าเกินกว่ามูนสโตนชิ้นอื่นๆโดยทั่วไป จนสามารถช่วยให้มุกดารับรู้การมีอยู่ของ ‘บางสิ่ง’ ที่มนุษย์ปุถุชนทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้

ดังนั้นในค่ำคืนหนึ่งในสัปดาห์ต่อมา หลังจากอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวนอนเสร็จ ร่างบางเดินมาทรุดตัวนั่งลงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ขณะกำลังแปรงผมอยู่ เธอก็ได้ยินเสียงร้องเพลงดังผ่านมาจากประตูห้อง หลายวันที่ผ่านมาหญิงสาวกับสิตางศุ์ตกลงกันอย่างเป็นทางการว่าห้องนอนคือสถานที่ต้องห้ามของวิญญาณดวงน้อย เนื่องจากเธอยังคงต้องการความเป็นส่วนตัวเก็บไว้

เสียงเพลงเก่าๆสมัยเธอเคยร้องเล่นเมื่อยามเป็นเด็กดังแว่วผ่านมา หญิงสาวตัดสินใจวางแปรงผมลง มองออกไปยังบานหน้าต่างข้างเตียงนอน พระจันทร์สีเหลืองนวลครึ่งเสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางผืนฟ้าสีดำไร้เมฆหมอก มุกดาถอนหายใจออกมาเล็กน้อย รวบรวมแรงใจเดินไปเปิดประตูห้องนอนออก นัยน์ตาหวานเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพภายในห้องรับแขกแปรเปลี่ยนไปเป็นสนามเด็กเล่นย่อมๆ

แน่นอน ใครจะไม่ตกใจล่ะ ในเมื่อสนามเด็กเล่นย่อมๆนั้นประกอบไปด้วยบรรดาดวงวิญญาณเด็กน้อยใหญ่ ต่างล่องลอยไปมารอบห้องพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคัก กลางห้องรับแขกซึ่งมีพื้นที่ว่างเหลืออยู่ไม่มากนัก มุกดาเห็นสิตางศุ์รวมไปถึงวิญญาณของเด็กอีกสามดวงนั่งขัดสมาธิหันหน้าชนกันอยู่

“พ.ศ.สองพันห้าร้อยสี่ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี... ” เสียงร้องเพลงดังออกมาจากปากพวกเด็กๆพร้อมกับมือน้อยๆผลัดกันตบแปะไปยังฝั่งตรงข้ามและข้างตัว
“สิตางศุ์! นี่มันอะไรกัน” มุกดาไม่รู้ว่าจะฉุนหรือจะเหนื่อยใจกับสภาพตรงหน้าดี เธอได้แต่ส่ายหน้ามองบรรดาเหล่าวิญญาณเด็กทั้งหลายที่อาศัยห้องของเธอกลายเป็นสนามเด็กเล่น

“หนูชวนเพื่อนๆมาเล่น พี่สาวอนุญาตแล้วไม่ใช่เหรอ” สิตางศุ์ลอยกลับมาหาเธอด้วยน้ำเสียงอ่อยลงอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ใช่ แต่พี่ไม่คิดว่าจะเยอะแยะขนาดนี้ นี่ถ้าเสียงดังไปถึงข้างห้องจะทำยังไง”
“ไม่มีใครได้ยินหรอก พี่สาวเห็นและได้ยินพวกเราอยู่คนเดียวเท่านั้นแหละ” วิญญาณเด็กดวงหนึ่ง ซึ่งน่าจะอยู่ในวัยไม่เกินประถมลอยตามมาสมทบ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น

  1. #12 Nee1969 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2555 / 18:07
    สนุกมากค่ะ
    #12
    0