มนตรามุกจันทรา by ริญจน์ธร (สนพ.อรุณ)

ตอนที่ 3 : บทที่ 1/2 ความตาย...สิ้นสุดหรือเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 182
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    10 ส.ค. 55

บทที่ 1/2 ความตาย...สิ้นสุดหรือเริ่มต้น

มุกดาหมุนแหวนเงินบนนิ้วกลางข้างซ้ายเล่น นัยน์ตาหวานเหม่อลอยออกไปยังท้องฟ้า เลยออกไปจากหน้าต่างบานใสคือท้องฟ้าของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืน ท้องฟ้าเบื้องบนไม่ต่างจากผืนกำมะหยี่สีดำพาดผ่านจากขอบฟ้าทิศหนึ่งไปยังอีกทิศหนึ่ง มีดวงจันทร์สีนวลผ่องลอยเด่นอยู่ท่ามกลางความมืด ต่ำลงมาอีกหน่อยคือภาพของเมืองในยามค่ำคืน แสงไฟจากถนนและบ้านเรือนแลดูระยิบระยับราวกับทั่วทั้งเมืองประดับประดาไปด้วยหิ่งห้อยสีเหลืองนวล หากหญิงสาวกลับไม่ได้สนใจความงามของทิวทัศน์เบื้องนอก สายตาของเธอแม้จะมองไปยังพระจันทร์บนท้องฟ้า แต่ในใจของมุกดาไพล่ลอยไปไกลถึงคนเคยเป็นเจ้าของแหวนวงนี้มาก่อน
คืนก่อนจะพาย่าอมินตาไปโรงพยาบาล ผู้เป็นย่าได้เรียกให้เธอหยิบกล่องกำมะหยี่สีดำขึ้นมาจากลิ้นชักตรงหัวเตียง

‘เปิดออกดูสิ’ เสียงแหบๆเต็มไปด้วยความเหนื่อยอ่อนของหญิงชราสั่ง
มือบางค่อยๆเปิดกล่องกำมะหยี่ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าฝ่ามือเธอขึ้น ภายในนั้นคือแหวนเงินขนาดใหญ่จำนวนสามวงเรียงเด่นอยู่ เธอเคยเห็นย่าอมินตาสวมแหวนเหล่านี้ในบางครั้งแม้จะไม่ใช่พร้อมๆ กัน เพราะย่าของเธอเป็นเจ้าของอัญมณีนับไม่ถ้วน ท่านหลงใหลในความงดงามของอัญมณี สะสมไว้มากมายเสียจนจนมุกดาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าวงไหนเป็นวงไหน
‘แหวนพวกนี้ทำไมเหรอคะคุณย่า’ มุกดาถามด้วยความไม่เข้าใจนัก
‘ของพวกเจ้าทั้งสาม อัญมณีเหล่านี้จะนำการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่พวกเจ้า’
เธอค่อยๆบรรจงหยิบแหวนเงินวงแรกขึ้นมาสำรวจดู แหวนวงแรกนอกจากตัวเรือนเงินค่อนข้างใหญ่ เทอะทะแล้ว สิ่งที่ประดับเด่นเป็นหัวแหวนอยู่ก็คือพลอยสีน้ำตาลเข้มจนออกดำทรงรี มีขีดริ้วพาดผ่าน วูบแรกที่เห็นอัญมณีชิ้นนี้ มุกดานึกถึงดวงตาของสัตว์ร้ายขึ้นมาในทันที 

‘พลอยตาเสือ ให้มิ้งค์เก็บไว้’ เสียงของผู้เป็นย่าแหบพร่าและเบาหวิวจนเธอต้องเงี่ยหูลงมาฟัง ‘บอกเจ้ามิ้งค์มันด้วยว่าพลอยเม็ดนี้จะต้องกลับไปอยู่กับเจ้าของที่แท้จริง’
‘คะคุณย่า? เจ้าของที่แท้จริงคืออะไร’ หญิงสาวประหลาดใจไม่น้อยกับคำพูดของย่าอมินตา หากอีกฝ่ายกลับไม่ยอมตอบคำถามเธอ สายตาของผู้เป็นย่าหลุบต่ำลงมายังกล่องกำมะหยี่ในมือราวเร่งเร้าให้เธอหยิบแหวนวงต่อไปขึ้นมา
แหวนวงที่สองในมือของมุกดามีหัวแหวนเป็นพลอยรูปหยดน้ำประดับเด่นอยู่ พลอยเม็ดนี้ถูกเจียเหลี่ยมไว้อย่างสวยงาม ยามเมื่อหญิงสาวยกมันขึ้นกระทบแสงไฟ พลอยสีฟ้าเข้มก็ส่องประกายระยิบระยับ เห็นเป็นรูปห้าแฉกประหนึ่งดวงดาว
‘อความารีน เก็บเอาไว้ให้เจ้ามีน พลอยเม็ดนี้จะช่วยมันแก้ไขความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นจากอดีตได้’
คำพูดกำกวมของผู้เป็นย่าฟังแล้วเกิดความรู้สึกสงสัยมากมายขึ้นในหัวใจเธอ แต่มุกดาก็รู้ดีว่าย่าอมินตาจะไม่บอกอะไรมากไปกว่าสิ่งที่ท่านตั้งใจไว้

‘ได้ค่ะ หนูจะเก็บไว้ให้น้องเอง’ มุกดารับคำหญิงชรา ไม่คิดเซ้าซี้ถามความต่อ เธอก้มหน้าต่ำลงมาเพื่อหยิบแหวนวงสุดท้ายขึ้นสำรวจ
‘มูนสโตนของเจ้า รักษาไว้ให้ดี ยังมีใครมากมายต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า’
หัวแหวนเงินวงสุดท้ายในมือของหญิงสาวมีขนาดประมาณหนึ่งนิ้ว มันคือมูนสโตนหรือมุกดาหารตามคำเรียกขานของคนไทย หากมูนสโตนเม็ดนี้กลับไม่ได้มีสีขาวเหมือนอย่างที่เธอเคยเห็นโดยทั่วไป เนื่องจากมันมีลักษณะเป็นทรงกลมสีชมพูน้ำนม ผิวของพลอยเนียนเรียบและให้ความรู้สึกเย็นยามไล้ปลายนิ้วไปสัมผัส
 ‘หนูเหรอคะ?’ เสียงหวานสูงขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ‘ผู้หญิงอย่างหนูจะไปช่วยใครได้คะ’
‘ได้สิ’ เสียงของย่าอมินตาอบอุ่นและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น มือของหญิงชราเลื่อนขึ้นมาเกาะกุมมือบางไว้ ‘พลังในตัวเจ้าจะเป็นที่พึ่งของใครมากมาย จงเชื่อมั่นในตัวเอง เชื่อมั่นในคุณค่าและพลังที่มีอยู่’
คำสั่งสอนของผู้เป็นย่าในวันนั้นยังคงดังก้องอยู่ในหัวของมุกดา แม้ว่าเวลาจะผ่านเลยมาได้ครบเดือนแล้ว มุกดาเพิ่งมาฉุกคิดได้ในภายหลังว่าชื่อของพวกเธอทั้งสามคนช่างถูกตั้งให้สอดคล้องกับอัญมณีทั้งสามชิ้นเหลือเกิน

มันเป็นความตั้งใจหรือเหตุบังเอิญกันแน่ ย่าของเธอได้ล่วงรู้ถึงอะไรบางอย่างที่กำลังมาถึงในไม่ช้านี้รึเปล่า...
หญิงสาวก้มลงมองพลอยทรงกลมในมือด้วยความสงสัย แล้วเธอก็ต้องขมวดคิ้ว อุปาทานรึเปล่าไม่อาจทราบได้ มุกดารู้สึกว่ามูนสโตนของย่าอมินตาในค่ำคืนนี้แลดูใสกระจ่าง ผิดไปจากทุกวันที่เธอมักเห็นมันเป็นสีชมพูน้ำนม
มูนสโตน...อัญมณีแห่งดวงจันทร์ เครื่องรางอันเป็นตัวแทนของความรัก ความอ่อนโยน และความสงบสุข ยังมีสิ่งใดแฝงเร้นอยู่ในอัญมณีชิ้นนี้กันแน่

ท่ามกลางความมืดรายล้อมอยู่รอบกาย มุกดารู้สึกว่าร่างกายตัวเองกำลังสั่นสะท้านด้วยความหนาวจับลึกลงไปถึงขั้วหัวใจ มากไปกว่านั้น ภายใต้ความเย็นเยียบบาดลึกลงไปทุกอณูขุมขน หญิงสาวสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าอวลไออยู่รายรอบ
“พี่คะ...พี่สาว...”
ภายใต้ความมืดอันโศกศัลย์ เสียงหวานเล็กๆของใครคนหนึ่งดังขึ้น หญิงสาวพยายามเพ่งไปในความมืดเพื่อควานหาต้นเสียง ไม่นานแสงสว่างเรืองรองเล็กๆก็ถูกจุดขึ้น ก่อนค่อยๆก่อกำเนิดเป็นเรือนร่างโปร่งแสงของเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังสะอื้นไห้อยู่

“น้องเป็นใครกัน ร้องไห้ทำไม” มุกดาถามออกไปด้วยความสงสัย
จากสายตาคาดคะเน เด็กหญิงคนนี้น่าจะรุ่นราวเด็กประถม ดวงหน้าของเธอกระจ่างใสแต่กลับเจือแววเศร้าอยู่เต็มเปี่ยม เธอสวมใส่เสื้อยืดและกางเกงขาสั้น มีผมเปียยาวสองข้างห้อยลงมาข้างลำตัว
“หนูเหงา” เสียงเล็กๆบอกกับเธอ “ไม่มีใครคุยกับหนูเลย พี่สาวอยู่เป็นเพื่อนหนูได้ไหม”
เพราะน้ำเสียงอ้อนวอนและดวงตาเต็มไปด้วยแววโศก มุกดาเลยไม่อาจตัดใจเอ่ยปากปฏิเสธอีกฝ่ายได้
“ได้สิ เดี๋ยวพี่อยู่เป็นเพื่อนเอง” เธอบอกพร้อมกับรอยยิ้มปลอบประโลม เป็นผลให้คนตัวเล็กกว่าค่อยๆเผยอยิ้มตาม
“งั้นพี่อยู่เป็นเพื่อนหนูตลอดไปได้ไหม ให้หนูอยู่กับพี่ที่นี่นะคะ”

“ที่นี่?” คิ้วโก่งขมวดมุ่ยด้วยความสงสัย
“ที่ห้องพักของพี่นี่ไง ให้หนูอยู่กับพี่ที่ห้องนี้ด้วยคนนะคะ หนูไม่รู้จะไปไหน ไม่มีที่ไหนต้อนรับหนูเลย”
อีกครั้งที่น้ำเสียงเล็กๆเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยเกินกว่ามุกดาจะปฏิเสธลง
“ก็ได้ อยู่ด้วยกันที่นี่” เธอตกปากรับคำอีกฝ่ายไปอย่างไม่เข้าใจตัวเองนัก
ภาพสุดท้ายในฝันคือรอยยิ้มกระจ่างใส แววตาของเด็กน้อยดูสุกสกาวขึ้นกว่าเมื่อตอนแรกพบ

เช้าวันถัดมา มุกดาตื่นนอนขึ้นมาตามปรกติ หลังจากหญิงสาวอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ เธอก็ถือถ้วยกาแฟซึ่งเกิดจากการต้มน้ำเดือดในเตาไมโครเวฟและผงกาแฟสำเร็จรูปมาทรุดกายนั่งลงหน้าโน้ตบุ๊กในห้องรับแขก เวลาเช้าของหญิงสาวมักหมดไปกับการนั่งเช็กเมลเพื่อตอบคำถามต่างๆของลูกค้า ดังนั้นอาหารเช้าจึงกลายเป็นสิ่งที่หญิงสาวหลงลืมจนละเลยไปเสียทุกครั้ง 
เพล้ง! เสียงอะไรบางอย่างตกลงกระทบพื้นจนแตก ดังขึ้นภายในห้องนอนของมุกดา หญิงสาวขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

ก็เธอออกมานั่งทำงานอยู่ตรงนี้แล้ว จะมีอะไรไปขยับของในห้องนอนได้อย่างไร...ด้วยความสงสัย ร่างบางรีบผุดลุกขึ้นจากโซฟารับแขก เปิดประตูกลับไปยังห้องนอนของตัวเอง นัยน์ตาสีน้ำตาลกวาดมองไปรอบห้อง ก่อนมาสะดุดยังแจกันเซรามิค วางหมิ่นเหม่ไว้บนชั้นวางของข้างโต๊ะเครื่องแป้ง
“ซื่อบื้อจริงยายมูน ดันวางแจกันให้ตกลงมาได้” หญิงสาวส่ายหน้า บ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความเสียดายแจกันใบโปรด
มุกดาเดินออกมาจากห้องเพื่อหยิบไม้กวาดไปจัดการกับเศษกระเบื้องซึ่งกระจัดกระจาดอยู่เต็มพื้นห้องนอน ขณะกำลังกวาดพื้น หูของหญิงสาวก็ได้ยินเสียงใครบางคนดังลอดผ่านมา
“ขอโทษ...” น้ำเสียงเล็กๆกระซิบอยู่ไม่ไกลจากริมใบหูเธอนัก
ร่างบางหันหลังขวับด้วยความตกใจ หากเบื้องหลังเธอมีแต่ความว่างเปล่า บานประตูห้องนอนยังเปิดอ้าอยู่ สามารถมองเลยออกไปเห็นโซฟารับแขกและโน้ตบุ๊กเปิดค้างไว้ เสียงเพลงจากโน้ตบุ๊กเป็นท่วงทำนองสนุกสนานดังไปทั่วห้อง

“ประสาทอีกแล้วยายมูน อยู่คนเดียวแท้ๆจะได้ยินเสียงเด็กได้ยังไงกัน” มุกดาบ่นกับตัวเอง พยายามปัดความว้าวุ่นในใจออก ตัดสินใจเดินกลับมาทรุดกายลงนั่งทำงานต่อ
ประมาณเกือบสิบโมงเช้า หลังจากนั่งตอบคำถามในอีเมลไปได้เกือบหมด เสียงโทรศัพท์มือถือข้างโน้ตบุ๊กก็ดังขึ้นด้วยริงโทนคุ้นหู เธอรู้ทันทีว่าใครเป็นผู้โทร.มา
“ว่าไงยายตา ตื่นแล้วรึ” เสียงหวานกรอกถามลงไปด้วยแววกระเซ้า
“ฉันไม่ได้ขี้เซาขนาดนั้นซะหน่อย ตื่นนานแล้วย่ะ กินข้าวเช้าแล้วด้วย ว่าแต่แกเถอะวันนี้ว่างรึเปล่า มาที่บ้านหน่อย จะให้ช่วยวิจารณ์แบ็กดรอป อันใหม่หน่อย” เสียงของคณิตามีแววออกคำสั่งเต็มที
“ไปหาทำไม ก็เมลรูปมาดิ” มุกดาบ่นอย่างไม่จริงจังนัก ในใจก็นึกอยากเห็นผลงานชิ้นใหม่ของเพื่อนไม่น้อย
“ไม่เอา จะให้มาดูของจริงที่บ้านฉันเลย”
“อ้าว สั่งทำไปแล้วเหรอ แบบนี้จะให้ฉันวิจารณ์อีกทำไม”
“ก็วิจารณ์ว่า โห สวยจัง แบบนี้ต้องเก็บตังค์ได้อื้อแน่เลย” น้ำเสียงของคณิตามีแววภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นใหม่อย่างออกนอกหน้า จนคนฟังชักเริ่มอยากเห็น
“ก็ได้ เดี๋ยวไปหาตอนบ่าย”

เกือบสองปีมาแล้วนับตั้งแต่มุกดาตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวกับคณิตา เพื่อนรักตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งคู่มักชอบอะไรคล้ายๆกันและมีความคิดเห็นตรงกันเสมอ ดังนั้นตอนมุกดาชักชวนเพื่อนรักมาลองทำธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ตกแต่งงานแต่งงาน คณิตาเองก็แทบจะตกปากรับคำโดยทันที
สำหรับผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าคนไหนย่อมมีความฝันถึงวันที่ตัวเองจะมีโอกาสได้สวมใส่ชุดเจ้าสาวคู่กับใครสักคนผู้พร้อมจะมอบรักแท้ให้ งานแต่งงานจึงกลายเป็นธุรกิจสร้างเม็ดเงินและกำไรมหาศาลให้กับผู้ลงทุน แน่นอน สิ่งที่ตามมาคือการแข่งขันอันดุเดือดในวงการนี้ จากบริษัทออร์แกไนเซอร์และสตูดิโอขนาดใหญ่มีอุปกรณ์ทุกอย่างครบวงจร เริ่มแตกแขนงออกมากลายเป็นสตูดิโอขนาดย่อม สามารถให้บริการได้ในราคาย่อมเยาลง เลยไปถึงร้านค้าขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน อย่างธุรกิจที่มุกดาเริ่มต้นอยู่ในขณะนี้

ด้วยเงินลงทุนไม่สูงมาก บวกกับทรัพยากรคนที่มีอยู่อย่างจำกัด มุกดาเริ่มต้นทำธุรกิจนี้ด้วยการให้เพื่อนรักซึ่งมีหัวทางศิลปะมากกว่าเธอ ออกแบบฉากหลังอันเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับตกแต่งหน้างานแต่งงาน ส่วนตัวเธอเองเป็นฝ่ายลงแรงติดต่อไปยังโรงพิมพ์และโรงงานเหล็กเพื่อสร้างอุปกรณ์ต่างๆขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่าง
สองสาวอาศัยเงินเก็บจากการทำงานประจำ มาลงทุนสร้างอุปกรณ์ตกแต่งหน้างานแต่งงาน รวมไปถึงการทำเว็บไซต์และสร้างหน้าร้านผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ความยากลำบากของงานทั้งหมดคือการเริ่มต้น เมื่อเริ่มลงมือทำแล้ว ไม่ว่าปัญหาใด ทั้งเธอและคณิตาก็สามารถผ่านพ้นทุกอย่างมาได้ แม้บางครั้งอาจทุลักทุเลไปบ้าง แต่มุกดาก็ไม่เคยรู้สึกเสียใจเลยกับการออกจากงานประจำ เพราะในตอนนี้เกือบจะทุกสุดสัปดาห์ของเธอไปจนอีกกว่าสามเดือน ธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์ในงานแต่งงานของหญิงสาวมีคิวจองจนเกือบเต็ม ร้าน ‘มูนอาย’ ของพวกเธอเริ่มเป็นที่รู้จักของบรรดาว่าที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวผู้กำลังมองหาอุปกรณ์ตกแต่งงานในราคาย่อมเยา

“สวยมากเลยตา นี่แกเอาธีมนี้มาจากนิทานซินเดอเรลล่าใช่ไหม” มุกดาหันไปถามเพื่อนรักขณะเดินเข้ามาดูอุปกรณ์ตกแต่งงานชุดใหม่ที่คณิตาเพิ่งสั่งให้คนงานติดตั้งทิ้งไว้ในโรงรถ
ก็จะไม่ให้เธอบอกอย่างนั้นได้อย่างไรกัน ในเมื่อแบ็กดรอปชุดใหม่เบื้องหน้าเธอเป็นสีชมพูหวาน ถูกวาดด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากฝีมือของคณิตาเป็นรูปปราสาทขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยหอคอยปราสาท แถมยังมีสติ๊กเกอร์ด้านติดแผ่นไม้อัดไดคัตเป็นรถฟักทองสีทองตั้งเหลื่อมล้ำออกมา สร้างมิติให้กับฉากหลังชุดใหม่ของพวกเธอ ดูโดดเด่นและชวนมองไม่น้อย

“แหม รู้ทัน แล้วเป็นไง เห็นแล้วอยากแต่งงานขึ้นมาบ้างไหม” อีกฝ่ายถามเพื่อนเสียงใส
“ให้ฉันหาคนแต่งด้วยให้ได้ก่อนเถอะ แต่ป่านนี้แล้วสงสัยอาจจะยังไม่มาเกิด” มุกดาพูดด้วยน้ำเสียงติดตลกเล็กน้อยขณะหยิบกล้องจากกระเป๋าถือของตัวเองขึ้นมาถ่ายรูปสินค้าชุดใหม่ เพื่อนำไปโปรโมตในเว็บไซต์ของร้าน
ฉากหลังส่วนใหญ่ของมูนอายมักเกิดขึ้นจากงานออกแบบและแรงบันดาลใจเล็กๆน้อยๆที่คณิตาค้นพบในแต่ละวัน มุกดาออกจะชื่นชมในความคิดสร้างสรรค์ของเพื่อนรักไม่น้อย เพราะหลายครั้งเธอมักมีไอเดียการสร้างแบ็กดรอปจากสิ่งต่างๆรอบกาย
“ของฉันก็คงยังไม่มาเกิดด้วยเหมือนกันละมั้ง เฮ้อ ไปจัดงานแต่งงานให้ชาวบ้านตั้งมากมาย แต่พวกเราสองคนกลับยังหาแม้แต่แฟนไม่ได้”
“ตาอยากแต่งงานสินะ” มุกดาถาม เธอพอจะล่วงรู้ความฝันของคนเป็นเพื่อนอยู่บ้าง
“อยากสิ เห็นฉันเป็นเด็กบ้านแตกแบบนี้ แต่ฉันก็ยังอยากมีความรัก มีครอบครัวแสนสุขกับเขาบ้างเหมือนกัน หรือมูนไม่คิดแต่งงาน”

เพราะแววคาดคั้นส่งผ่านมาในน้ำเสียง มุกดาเลยคิดตามคำพูดของเพื่อนสาว
“ยังไม่คิดหรอกตา แต่ถ้ามีคนที่รักและซื่อสัตย์ต่อเราเพียงคนเดียวได้ก็คงอยากแต่งละมั้ง” น้ำเสียงของคนพูดมีแต่ความไม่แน่ใจ นัยน์ตาหวานหันกลับมามองฉากถ่ายภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาสับสน “แต่ว่าผู้ชายดีๆมีแต่ในนิยายเท่านั้นแหละ” มุกดาบอกคติประจำใจของตัวเธอ
“นี่ยังไม่เลิกเข็ดเรื่องแฟนเก่าอีกเหรอ” น้ำเสียงของคณิตามีทั้งแววติติงและเห็นใจ
เรื่องความเจ้าชู้ของคนรักเก่าของมุกดาไม่ใช่เรื่องที่คณิตาจะไม่เคยรับรู้มาก่อน แม้เธอและมุกดาจะไม่ได้ทำงานที่เดียวกันมา เพราะทั้งสองเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยเรียน ทำให้สองสาวต่างมีเรื่องพูดคุย ปรึกษากันเสมอ รวมถึงเรื่องราวความรักอันแสนช้ำใจเมื่อสมัยมุกดายังคงทำงานเป็นพนักงานบริษัท
“ฉันรู้ว่าผู้ชายทุกคนไม่ได้เหมือนพี่กรไปเสียหมดหรอก แต่บางทีมันก็อดระแวงไม่ได้จริงๆ” หญิงสาวบอกพร้อมกับน้ำเสียงทอดถอนใจ

ติณกรคือชื่อคนรักเก่าของมุกดา ชายหนุ่มเป็นเพื่อนร่วมงานในแผนกของเธอ เธอพบเขาตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปทำงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทรับจัดทำโฆษณาแห่งหนึ่ง เพราะความเป็นคนคุยสนุกและขยันเอาใจ ทำให้ยิ่งนานวันเข้า ระดับความสัมพันธ์ในฐานะเพื่อนร่วมงานก็ค่อยๆขยับฐานะขึ้นกลายมาเป็นคนรัก แต่แล้วความรักซึ่งเคยคิดว่าโรยด้วยกลีบกุหลาบก็จำต้องจบลงภายในระยะเวลาเพียงไม่นาน เมื่อมุกดาจับได้ถึงความสัมพันธ์เกินเลยของชายคนรักกับเพื่อนร่วมงานในแผนกเดียวกัน
“คิดมากเกินไปรึเปล่า ฉันยังเชื่อว่ามันต้องมีบ้างแหละ ผู้ชายแสนเพียบพร้อมแบบพระเอกที่มูนชอบเก็บไปฝัน” คณิตาบอกด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

เพราะคำพูดของเพื่อนสาวทำให้มุกดาอดไพล่นึกไปถึงร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเธอพบโดยบังเอิญที่ศาลาริมน้ำ ใบหน้าคมไม่ต่างจากพระเอกในละคร ทำให้คนแอบมองอดเก็บมาเพ้อตามประสาคนช่างฝันไม่ได้
“จะว่าไป เมื่อวานฉันเพิ่งเจอหนุ่มหล่อคนหนึ่งเข้าโดยบังเอิญเหมือนกัน” หญิงสาวเพ้อขึ้น
คณิตาตาวาวขึ้นทันทีกับคำพูดของเพื่อนสาว
“ใคร ที่ไหนกัน เขามาจีบแกเหรอ”
“บ้าดิ แค่เผอิญมองเห็นต่างหาก ไม่ได้คุยกันสักคำ”
“แค่เนี้ย โธ่ ฉันก็นึกว่ามีอะไรมากกว่านั้น” เพื่อนรักบอกด้วยท่วงท่าเสียดาย
“แต่เขาหล่อจริงๆนะตา สเปกฉันเลยคนนี้”
เพราะอีกฝ่ายคือคณิตาซึ่งแทบจะรู้ไส้รู้พุงกันเกือบทุกอย่าง มุกดาจึงสามารถพูดความในใจออกไปได้อย่างไม่คิดอะไร

ก็เธอแอบหลงรักนัยน์ตาคมคู่นั้นเข้าเสียแล้ว...

“แล้วทำไมแกไม่เดินเข้าไปจีบเขาล่ะ ถามชื่อ ขอเบอร์โทร.เขามาหน่อยก็ยังดี”
“บ้า!” หญิงสาวค่อนอีกฝ่ายให้ “หล่อขนาดนั้นป่านนี้คงมีเจ้าของไปแล้ว”
“หรือไม่ก็เป็นเกย์ ฉันยังจำได้นะตอนแกแอบปลื้มรุ่นพี่ในคณะอยู่เป็นนานกว่าจะรู้ว่าหมอนั่นเป็นเกย์” เพื่อสาวบอกพร้อมหัวเราะเสียงใสยามนึกถึงเรื่องราวแต่หนหลัง
มุกดาเองก็ได้แต่ยิ้มเมื่อนึกถึงความเปิ่นของตัวเองในอดีต
“เอาเหอะ ก็แค่แอบปลื้ม ไม่ได้คิดจะเข้าไปหาอยู่แล้ว” เธอบอกถึงคติประจำใจตัวเอง
ผู้ชายส่วนใหญ่ที่หญิงสาวเคยแอบมอง แอบฝันถึง ล้วนจบลงแค่เพียงแค่การได้มองอยู่ห่างๆเพราะในชีวิตทุกวันนี้ของมุกดา หญิงสาวไม่เคยคาดหวังถึงอนาคตของคำว่า ‘ครอบครัว’ อีกแล้ว ผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอเลยล้วนแต่เข้ามาและจากไปภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว

แฟ้มเอกสารกองใหญ่ยังวางกองอยู่เต็มโต๊ะทำงานเพื่อรอคอยให้ผู้เป็นเจ้าของโต๊ะจรดปลายปากกาลงเซ็น หากร่างสูงกลับยืนเหม่อลอยอยู่ริมกระจกขนาดใหญ่ของห้องทำงาน เพราะมู่ลี่ถูกดึงขึ้นจนสุด ทำให้บรรยากาศของสายฝนที่ตกลงมาพรำๆเด่นชัดอยู่ในแววตาคม บรรยากาศของกรุงเทพฯ ในช่วงเย็นยามฝนตกช่างให้ความรู้สึกเศร้าสร้อยและน่าอึดอัดไม่น้อย วาริทโน้มสายตาต่ำลงมาจากขอบฟ้าซึ่งมีแต่ยอดตึกบดบังทิวทัศน์อยู่ ถนนหน้าตึกสำนักงานของเขาในเย็นวันนี้แน่นขนัดไปด้วยรถยนต์ การจราจรค่อนข้างแน่นอยู่แล้วในช่วงเวลาเลิกงาน ยิ่งแน่นขนัดเข้าไปใหญ่เมื่อเจอเข้ากับเม็ดฝน

ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ตัดสินใจหันหลังกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าต่อ หากหลายครั้งปากกาในมือของเขามักถูกนิ้วเรียวหมุนเล่นด้วยท่าทีเหม่อลอย จนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น วาริทจึงวางปากกาในมือลง หันไปให้ความสนใจกับผู้มาใหม่
“กาแฟค่ะคุณริท” นัทธมนวางถ้วยกาแฟในมือลงตรงหน้าเจ้านายหนุ่ม ก่อนเจ้าตัวจะอดปากถามไม่ได้ “คุณริทจะอยู่ทำงานต่อเหรอคะ"
“ครับ ผมขอเคลียร์เอกสารพวกนี้ให้เสร็จก่อน”
“ถ้ามีอะไรให้ดิฉันช่วย...”
“ไม่เป็นไรครับ คุณกลับบ้านเถอะ”

นัทธมนมีท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด เพราะด้วยตำแหน่งเลขานุการทำให้สาวใหญ่นึกอยากจะอยู่สะสางงานต่อ แต่เมื่อสบเข้ากับนัยน์ตาดำเต็มไปด้วยอำนาจและชินกับการออกคำสั่ง เธอก็จำต้องก้มหน้ารับคำ
“ถ้างั้นดิฉันกลับก่อนนะคะ” หญิงสาวโค้งศีรษะให้อีกฝ่าย ก่อนหันหลังกลับออกจากประตูไป
หลังบานประตูถูกปิดลง มือหนาเอื้อมมาหยิบภาพบนโต๊ะทำงานที่ตัวเขาไม่คิดจะเก็บลงไปไหน แม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสองปี นัยน์ตาคมของชายหนุ่มเกิดอาการไหววูบยามมองภาพถ่าย แววตาเศร้ากลับมาพาดผ่านแววตาสีดำสนิทของวาริทอีกครั้ง วาริทตั้งใจวางภาพถ่ายใบนี้ทิ้งไว้เป็นเครื่องตอกย้ำให้เขารู้ว่าตนเองยังมีภาระใดต้องสะสาง
 นัยน์ตาของชายหนุ่มเลื่อนลอย นึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเขายังมีชีวิตอิสระ ท่องเที่ยวไปทั่วตามแต่ใจปรารถนา หลังเรียนจบปริญญาโทชายหนุ่มตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนต่อ โดยแวะกลับมาเยี่ยมบ้านบ้างเป็นครั้งคราว จนกระทั่งเรื่องราวเลวร้ายได้ผ่านเข้ามาในครอบครัววราธารักษ์ ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำเอาเขาแทบไม่ทันตั้งตัว

ในค่ำคืนหนึ่ง ขณะเขากำลังพยายามหาตั๋วเครื่องบินกลับเมืองไทย ด้วยทราบเรื่องไม่น่าสบายใจในครอบครัวของพี่ชาย จู่ๆชายหนุ่มได้รับโทรศัพท์จากมารดาพร้อมน้ำเสียงสะอื้นไห้
‘ริท กลับบ้านได้ไหมลูก’ น้ำเสียงเครือจัดที่ส่งผ่านมาทำให้คนเป็นกังวลอยู่แล้ว ยิ่งวิตกหนักขึ้น
‘ผมกำลังหาตั๋วอยู่ครับ แม่เป็นอะไร มีอะไรเกิดขึ้นที่บ้าน’
 ‘มะ...เมฆ...’ วาริทได้ยินแค่เพียงชื่อของพี่ชายดังลอดผ่านสายโทรศัพท์มา จากนั้นเขาก็จับใจความอะไรแทบไม่ได้
‘พี่เมฆทำไมครับแม่ แม่ครับ แม่ใจเย็นๆก่อน เกิดอะไรขึ้นกับพี่เมฆ’
ความเลวร้ายทั้งหลายแหล่แผ่ซ่านไปรอบกาย ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนโลกตรงหน้ากำลังโคลงเคลงตอนอรสุมน้องสาวของเขาเป็นคนรับโทรศัพท์จากมารดามาพูดแทน
‘พี่เมฆเสียแล้ว รถที่พี่เมฆกับพี่พรขับไปเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำเมื่อตอนเช้ามืดวันนี้’ น้ำเสียงของอรสุมเองก็ไม่อาจกลั้นสะอื้นได้อีกต่อไป เธอปล่อยโฮผ่านทางสายโทรศัพท์มา

‘อะไรนะ...’ วาริทอุทานออกมาด้วยความตกใจ ร่างกายหนาวยะเยือกขึ้นมาอย่างระงับไม่อยู่
‘พี่ริทกลับมาบ้านนะคะ อรคิดถึงพี่ อรจะทำยังไงดี พี่เมฆไม่อยู่แล้ว...’
‘ใจเย็นนะอร พี่จะรีบกลับไปให้เร็วที่สุด อรต้องเข้มแข็งนะ แม่เป็นยังไงบ้าง’
‘แม่ร้องไห้ตลอดเลยค่ะ ร้องมาตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาล โอ๊ะ พี่ริท! แม่เป็นลมไปแล้ว’
เสียงของน้องสาวกรีดร้องเข้ามาในโทรศัพท์ ก่อนสัญญาณจากปลายสายถูกตัดขาดไปในทันที วาริทได้แต่ยืนอึ้ง แทบไม่เชื่อหูเลยว่าสิ่งที่ได้ยินมาคือเรื่องจริงหรือเป็นเพียงแค่ฝัน แต่เขาก็ยังคงมีสติมากพอ ตัดสินใจทำทุกวิถีทางเพื่อหาทางกลับเมืองไทยให้เร็วที่สุด 

ชีวิตสองปีต่อจากนั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวาย วาริทต้องกลับมาทำทุกอย่างแทนพี่ชายผู้ล่วงลับ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักของครอบครัว เนื่องจากบิดาของชายหนุ่มป่วยเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหารตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน เขาจึงวางมือจากภาระหน้าที่ทั้งหมด หันมาใส่ใจสุขภาพ ยกให้บุตรชายคนโตเป็นผู้สานต่อกิจการของครอบครัว หน้าที่และความรับผิดชอบรวมถึงตำแหน่งประธานบริหารของวราธากรุ๊ปจึงตกมาเป็นของวาริทโดยปริยาย ทุกวันของชายหนุ่มหลังจากนั้นมีแต่เรื่องงานและงาน เขาไม่เคยเสียน้ำตาสักหยดให้กับการจากไปของเมฆินทร์และทิฆัมพร เช่นเดียวกับไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลังท่าทีนิ่งขึงของชายหนุ่ม คือแววตาโศกซุกซ่อนไว้ภายใต้นัยน์ตาคมดำขลับ

สายตาของวาริทหันกลับมามองยังรูปถ่ายบนโต๊ะทำงานอีกครั้ง ภาพรอยยิ้มที่ปรากฏในกรอบรูปยังคงตอกย้ำถึงภาระหน้าที่ที่เขายังไม่อาจสะสางให้หมด แม้ตลอดสองปีมานี้เขาจะพยายามทำตัวเป็นเสาหลักของครอบครัว ดูแลทุกคนภายในวราธารักษ์ แต่วาริทก็ยังคงยอกแสลงในอกทุกครั้งยามมองภาพถ่ายใบนี้ รอยยิ้มของคนในภาพตอกย้ำถึงสิ่งสำคัญที่เขาไม่อาจลืมเลือน
“พี่เมฆ...สองปีแล้วสินะ ผมจะทำยังไงต่อไปดี ผมจนหนทางจริงๆ” เสียงบ่นพึมพำถามติดมาด้วยเสียงถอนหายใจหนักๆก่อนชายหนุ่มจะหันกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าต่อไป

เพราะฝนตกไปทั่วกรุงเทพฯ ระยะเวลาที่เคยขับรถกลับจากบ้านคณิตาเลยเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว กว่ามุกดาจะกลับมาถึงคอนโดมิเนียมของตัวเองก็เป็นเวลาเกือบสองทุ่ม หญิงสาวซื้อข้าวกล่องอย่างง่ายๆจากมินิมาร์ทด้านล่างขึ้นมาเพื่อเป็นอาหารเย็น แม้ใครต่อใครจะมองว่ามุกดาเป็นสาวหวาน เก่งในทุกด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่เพื่อนสนิทหลายคนรวมถึงครอบครัวเธอรู้ดีก็คือ มุกดาเองก็เหมือนผู้หญิงสมัยใหม่ในยุคนี้ เธออาจเก่งในเรื่องการเรียน การทำงาน แต่หญิงสาวแทบทำงานบ้านไม่เป็นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการทำอาหาร เรียกได้ว่าเธอไร้เสน่ห์ปลายจวักโดยสิ้นเชิง  แตกต่างจากมาริณผู้เป็นน้องสาว แม้ว่าบุคลิกของสาวน้อยจะไม่ได้หวานเหมือนคนเป็นพี่ แถมยังมีความฝันอยากเป็นนักข่าว แต่มาริณก็กลับกลายเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในบรรดาสามพี่น้องที่มีความเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่สุด

เมื่อกจอดรถเสร็จ หญิงสาวก็แวะนำโครงกระดูกไก่ทอดที่อุตส่าห์ซื้อมาจากรถเข็น มาให้สุนัขจรจัดซึ่งนั่งสองขากระดิกหางรอเธออยู่บริเวณริมกำแพงของคอนโดมิเนียม มุกดาไม่รู้ว่าเจ้าตูบหรือหมาจรจัดตัวนี้มาอาศัยอยู่หน้าคอนโดมิเนียมของเธอตั้งแต่เมื่อไร เธอจำได้แค่ว่าวันหนึ่งจู่ๆเธอก็เห็นมันวิ่งมาคลอเคลีย กระดิกหาง แถมยังนั่งสองเท้า เงยหน้ามองเธอตาละห้อย แววตาของมันกลมวาวจนใจเธออ่อนไปกว่าครึ่ง แล้วเมื่อมันใช้ขาหน้าข้างหนึ่งยกขึ้นมาสะกิดขากางเกงเธอ คนถือลูกชิ้นปิ้งอยู่ในมือเลยจำต้องยื่นไม้ลูกชิ้นให้สุนัขตรงหน้า แล้วจากนั้นมาก็เหมือนกลายเป็นความเคยชินแกมสงสารไป เมื่อมุกดามักมีกระดูกหรือของกินติดมือมาให้เจ้าตูบเสมอ

หลังจากอาบน้ำแต่งตัวมาอยู่ในชุดนอน มุกดาก็จัดแจงอุ่นอาหารค่ำของตัวเองจากเตาไมโครเวฟ แล้วยกมานั่งยังหน้าโทรทัศน์ หญิงสาวจัดการกับอาหารค่ำไปพร้อมกับการดูละครโทรทัศน์ เมื่อดูละครไปได้ไม่นาน คณิตาก็โทรศัพท์มาหาเธอ มุกดาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ของค่ำวันนี้หมดไปกับการคุยโทรศัพท์และนั่งดูละครหลังข่าว กว่าคณิตาจะยอมวางโทรศัพท์ลงได้ เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบห้าทุ่ม มุกดาจัดแจงปิดโทรทัศน์ ยกกล่องข้าวเปล่าไปทิ้ง เดินไปปิดไฟห้องรับแขกเพื่อเตรียมตัวเข้านอน ระหว่างเดินกลับออกมาจากห้องน้ำ หญิงสาวตั้งใจจะถอดแหวนเงินบนนิ้วของตัวเองเก็บใส่กล่อง สองวันนี้เธอหยิบแหวนวงนี้มาใส่เล่นแทนความคิดถึงที่มีต่อคุณย่า เธอก้มลงมองหัวแหวนสีชมพูอ่อนบนนิ้วตัวเอง พลางเอื้อมมือไปหยิบแปรงหวีผมบนโต๊ะเครื่องแป้งมาสางผม เธอนั่งมองเงาในกระจกอย่างเหม่อลอย ลืมเรื่องถอดแหวนเก็บใส่กล่องไปเสียสนิท ผ่านไปสักพักหญิงสาวถึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปรกติของบรรยากาศรอบกาย

...เงียบ...จู่ๆเธอก็รู้สึกว่าห้องนอนของตัวเองเงียบสงบอย่างไม่ควรเป็น เสียงเครื่องปรับอากาศซึ่งแม้จะแผ่วเบาแต่ก็แว่วเสียงมาเสมอกลับถูกกลืนหายไปในความเงียบ เช่นเดียวกับเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาบนฝาผนังห้อง ค่ำคืนนี้เธอไม่ได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินเลย พลันความเย็นวาบก็แผ่ซ่านไปทั่วหลังคอ พร้อมกับเงาวูบไหวบางอย่างที่เธอมองเห็นผ่านกระจกเงา ขนคอของหญิงสาวลุกชันขึ้นทันทีเมื่อสังเกตเห็นเงาในกระจกค่อยปรากฏรูปร่างขึ้นเป็นเด็กหญิงหน้าตาสะสวยหากกลับมีรอยยิ้มเศร้าสร้อย
“พี่คะ...พี่สาว...” เสียงหวานเล็กๆกระซิบผ่านมาในความเงียบงัน

พระเจ้า! เมื่อคืนนี้ไม่ใช่ฝันหรอกรึ...มุกดาผวาลุกขึ้นจากโต๊ะเครื่องแป้งทันที หญิงสาวต้องรวบรวมกำลังใจอยู่นานกว่าจะสามารถหันหลังไปเผชิญกับ ‘บางสิ่ง’ ได้ เธอภาวนาเหลือเกินว่าทุกอย่างจะเป็นเพียงแค่อุปาทาน แต่เงาในกระจกก็ยังปรากฏชัดอยู่ตรงหน้า หนำซ้ำยังไม่ใช่เพียงแค่เงา สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้ามุกดาคือร่างโปร่งแสงของเด็กหญิงคนหนึ่ง รูปร่างและเครื่องแต่งกายของเด็กคนนี้ไม่ผิดเพี้ยนไปจากความฝันเมื่อคืนเลยแม้แต่น้อย
“ธะ...เธอเป็นใคร...” ช่วยไม่ได้ที่เสียงของเธอจะสั่นผวา นัยน์ตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้น
เจ้าของร่างบางก้าวถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ แต่ถอยไปได้เพียงก้าวเดียวแผ่นหลังของมุกดาก็ชนเข้ากับขอบโต๊ะเครื่องแป้ง

“พี่ได้ยินหนู!”
แทนที่อีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความหวาดกลัวในน้ำเสียงของมุกดา เสียงใสๆกลับเต็มไปด้วยความดีใจปนสะอื้น ร่างโปร่งแสงโผเข้าใส่มุกดาทันที ในวินาทีที่มุกดาไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ หญิงสาวเลยได้แต่ยกมือขึ้นป้องกันตัวเอง ทว่าสิ่งที่หญิงสาวสัมผัสได้จากการโผเข้าหาของร่างเล็กบอบบางกลับเป็นเพียงอากาศธาตุ เธอหันกลับไปมองร่างเล็กซึ่งลอยทะลุผ่านตัวเธอไปด้วยความตกใจ พร้อมกับกระถดถอยออกห่าง ร่างของเด็กหญิงยามนี้นั่งแปะอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง สิตางศุ์ก้มลงมองสภาพของตัวเองแล้วเงยขึ้นมองคนตรงหน้า นัยน์ตากลมเต็มไปด้วยรอยรื้นของหยาดน้ำตา
“หนูตายแล้วจริงๆเหรอ ทำไมหนูถึงสัมผัสใครไม่ได้ เรียกใครก็ไม่มีใครได้ยิน ไม่มีใครสนใจ รับรู้ถึงหนูเลย”
คำถามจากริมฝีปากปากเล็กๆตรงหน้า ทำเอาคนขึ้นชื่อว่ากลัวผีสุดๆอย่างมุกดาชะงักงันไปทันที
“หนูเป็นผะ...ผีเหรอ” หญิงสาวพึมพำถามหากไม่ได้ขยับถอยห่าง

อะไรบางอย่างในแววตาสีน้ำตาลหลอมหัวใจเธอให้อ่อนยวบลง และเพียงแค่อีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆ ใบหน้ารูปหัวใจล้อมกรอบด้วยเส้นผมยุ่งๆก็ทำให้มุกดาตัดสินใจสาวเท้าไปยืนเผชิญหน้ากับวิญญาณดวงน้อย
“พี่สาวได้ยินหนู พี่สาวเห็นหนูจริงๆใช่ไหม”
มุกดาไม่อาจปฏิเสธเสียงหวานเล็กๆและท่าทีน่าสงสารของดวงวิญญาณน้อยตรงหน้าได้
“ได้ยินจ้ะ พี่เห็นหนูด้วย หนูมาจากไหน มาทำอะไรที่นี่” เธอทอดเสียงถามอย่างอ่อนโยน ความหวาดกลัวค่อยๆเลือนหายไป
อันที่จริง ถ้าไม่นับร่างโปร่งแสงซึ่งไม่อาจสัมผัสจับต้องได้ เด็กหญิงตรงหน้าก็ดูไม่ต่างจากเด็กน้อยหลงทาง ใบหน้ารูปหัวใจไม่ได้ช้ำเลือดช้ำหนองอย่างที่เธอเคยเห็นจากละครหรือภาพยนตร์สยองขวัญทั้งหลาย เด็กผู้หญิงคนนี้ดูมีทุกอย่างไม่ผิดไปจากมนุษย์ผู้มีเลือดเนื้อคนหนึ่งเลย
“หนู...” เด็กหญิงลังเล ไม่แน่ใจว่าสมควรพูดดีไหม “หนูตามพี่มาจากวัด ตอนนั้นหนูเรียกพี่แล้วพี่ก็หันมามอง”

มุกดานึกได้ถึงเสียงเรียกเล็กๆซึ่งเธอคิดว่าเป็นเพียงอุปาทานในวันนั้น
“แล้วหนูมาทำอะไรที่นี่” หญิงสาวถามด้วยความสงสัย
สิตางศุ์หลบสายตาอีกฝ่าย อ้อมแอ้มบอกความต้องการของตัวเองออกไป
“หนูขออยู่ที่นี่ด้วยได้ไหมคะ เมื่อคืนพี่สาวอนุญาตแล้ว พี่สาวอย่าไล่หนูไปเลยนะ หนูไม่รู้จะไปไหน ไม่มีใครคุยกับหนูเลย หนูเหงา”

คำขอร้องของวิญญาณดวงน้อยทำเอาเธอผงะไปด้วยความตกใจ

จะมีเรื่องอะไรประหลาดเหลือเชื่อกว่านี้อีกไหม อยู่ๆวันหนึ่งก็มีผีเด็กมาขออยู่ร่วมชายคากับเธอเนี่ยนะ!...


*******************
พระเอกนางเอกใกล้เจอกันแล้วนะคะ ตอนนี้เจอแต่ผีไปก่อนน้า
โปรดติดตามตอนต่อไป บทที่ 2-น้องสาวตัวใหม่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

15 ความคิดเห็น